Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, November 28, 2015

 

Gospel of Mark

พระกิตติคุณมาระโก


Can you summarize the Gospel of Mark? What is the Gospel of Mark all about?

คุณสามารถสรุปพระกิตติคุณมาระโกได้หรือไม่ พระกิตติคุณมาระโก ทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: Although the Gospel of Mark does not name its author, it is the unanimous testimony of early church fathers that Mark was the author. 

ผู้ประพันธ์: แม้ว่าพระกิตติคุณมาระโกไม่ได้บอกชื่อผู้เขียน   ก็มีพยานนิรนามของบรรพบุรุษของคริสตจักรยุคแรกว่ามาระโก เป็นผู้เขียน

He was an associate of the Apostle Peter, and evidently his spiritual son.

ท่านเป็นเพื่อนร่วมงานกับอัครสาวกเปโตร   และประจักษ์ชัดว่าเป็นบุตรฝ่ายวิญญาณของท่านเปโตร

1 Peter 1 เปโตร 5:13 13She who is at Babylon, who is likewise chosen, sends you greetings, and so does Mark, my son.

13คริสตจักรที่เมืองบาบิโลน   ซึ่งทรงเลือกไว้เช่นเดียวกัน   ฝากความคิดถึงมายังท่านและมาระโก   บุตรของข้าพเจ้าก็ฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย

From Peter he received first-hand information of the events and teachings of the Lord, and preserved the information in written form.
จากท่านเปโตร ท่านได้รับข้อมูลต้นฉบับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและคำสอนของพระเจ้าและเก็บรักษาข้อมูลไว้ในรูปแบบของการเขียนบันทึก
It is generally agreed that Mark is the John Mark of the New Testament

และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามาระโก คือยอห์นมาระโก ในพันธสัญญาใหม่

Acts กิจการ 12:12 12When he realized this, he went to the house of Mary, the mother of John whose other name was Mark, where many were gathered together and were praying.

12เมื่อเปโตรคิดอย่างนั้นแล้ว   ก็มาถึงตึกของมารีย์   มารดาของยอห์นผู้มีชื่ออีกว่ามาระโก   ที่นั่นมีหลายคนได้ประชุมอธิษฐานกันอยู่

His mother was a wealthy and prominent Christian in the Jerusalem church, and probably the church met in her home. 

แม่ของท่านเป็นคริสเตียนที่ร่ำรวยและโด่งดังในคริสตจักรที่กรุงเยรูซาเล็ม  และคริสตจักรอาจจะพบท่านที่บ้านของนาง

Mark joined Paul and Barnabas on their first missionary journey, but not on the second because of a strong disagreement between the two men.

มาระโกได้เข้าร่วมงานกับเปาโลและบารนาบัสในการเดินทางมิชชันนารีครั้งแรกของพวกเขา  แต่ไม่ได้ไปร่วมงานครั้งที่สองเพราะความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองคน

Acts กิจการ 15:37-38 37Now Barnabas wanted to take with them John called Mark.

37ฝ่ายบารนาบัสอยากจะพายอห์นผู้มีอีกชื่อหนึ่งว่ามาระโกไปด้วย

38But Paul thought best not to take with them one who had withdrawn from them in Pamphylia and had not gone with them to the work.

38แต่เปาโลไม่เห็นควรที่จะพายอห์นไปด้วย   เพราะครั้งก่อนยอห์นได้ละท่านทั้งสองเสียที่แคว้นปัมฟีเลียและมิได้ไปทำการด้วยกัน

However, near the end of Paul’s life he called for Mark to be with him.

อย่างไรก็ตาม  ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตของเปาโล  ท่านเปาโลได้เรียกให้มาระโกมาอยู่ด้วยกัน

2 Timothy 2ทิโมธี 4:11 11Luke alone is with me. Get Mark and bring him with you, for he is very useful to me for ministry.

11ลูกาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่กับข้าพเจ้า   จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย   เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี

Date of Writing: The Gospel of Mark was likely one of the first books written in the New Testament, probably in 57-59 A.D.
วันที่เขียน: พระกิตติคุณมาระโกก็อาจจะเป็นหนึ่งในพระธรรมเล่มแรกๆ ที่เขียนในพันธสัญญาใหม่   อาจจะอยู่ในราวปี ค.ศ. 57-59


Purpose of Writing: Whereas Matthew is written primarily to his fellow Jews, Mark’s gospel appears to be targeted to the Roman believers, particularly Gentiles.

จุดประสงค์ของการเขียน  โดยที่พระธรรมมัทธิวอาจจะเขียนเพื่อเพื่อนชาวยิวของท่านเป็นหลัก  พระกิตติคุณมาระโกดูเหมือนจะพุ่งเป้าหมายไปยังผู้เชื่อชาวโรมัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนต่างชาติ

Mark wrote as a pastor to Christians who previously had heard and believed the Gospel. 

มาระโกเขียนเหมือนเป็นศาสนาจารย์คริสเตียนผู้ที่ก่อนหน้านี้เคยได้ยินและเชื่อในพระกิตติคุณ

Romans โรม 1:8 8First, I thank my God through Jesus Christ for all of you, because your faith is proclaimed in all the world.

8ประการแรก   ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้า   โดยทางพระเยซูคริสต์   เหตุด้วยท่านทั้งหลายเพราะว่าความเชื่อของพวกท่านเลื่องลือไปทั่วโลก


He desired that they have a biographical story of Jesus Christ as Servant of the Lord and Savior of the world in order to strengthen their faith in the face of severe persecution and to teach them what it meant to be His disciples.
ท่านต้องการให้พวกเขามีเรื่องราวชีวประวัติของพระเยซูคริสต์   ทรงเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของโลกเพื่อเสริมสร้างความเชื่อของพวกเขาในเวลาที่เผชิญกับการกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรง   และจะสอนพวกเขาว่าการเป็นสาวกของพระองค์มีความ หมายยังไง

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Mark มาระโก 1:11 11And a voice came from heaven, “You are my beloved Son;*n11.3 with you I am well pleased.”

11แล้วมีพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า   “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา   เราชอบใจท่านมาก”
Mark มาระโก 1:17 17And Jesus said to them, “Follow me, and I will make you become fishers of men.”

17พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “จงตามเรามาเถิด   และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดังหาปลา”

Mark มาระโก 10:14-15 14But when Jesus saw it, He was indignant and said to them, “Let the children come to Me; do not hinder them, for to such belongs the kingdom of God.

14เมื่อพระเยซูทรงเห็นดังนั้นก็ไม่พอพระทัย   จึงตรัสแก่เหล่าสาวกว่า   “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา   อย่าห้ามเขาเลย   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น

15Truly, I say to you, whoever does not receive the kingdom of God like a child shall not enter it.”

15เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ   ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้”

Mark มาระโก 10:45 45For even the Son of Man came not to be served but to serve, and to give His life as a ransom for many.”

45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา   และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก”
Mark มาระโก 12:33 33And to love him with all the heart and with all the understanding and with all the strength, and to love one's neighbor as oneself, is much more than all whole burnt offerings and sacrifices.”

33และซึ่งจะรักพระองค์ด้วยสุดจิตใจ   สุดความเข้าใจและสิ้นสุดกำลัง   และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   ก็ประเสริฐกว่าเครื่องเผาบูชาและของถวายทั้งสิ้น”
Mark มาระโก 16:6 6And he said to them, “Do not be alarmed. You seek Jesus of Nazareth, who was crucified. He has risen; he is not here. See the place where they laid him.

6ฝ่ายคนหนุ่มนั้นบอกเขาว่า   “อย่าตกตะลึงเลย   พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งต้องตรึงไว้ที่กางเขน   พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่   จงดูที่ที่เขาได้วางพระศพของพระองค์เถิด

Mark มาระโก 16:15 15And he said to them, “Go into all the world and proclaim the gospel to the whole creation.

15ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า   “เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก   ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน


Brief Summary: This gospel is unique because it emphasizes Jesus’ actions more than His teaching.

บทสรุปโดยย่อ: พระกิตติคุณนี้มีลักษณะพิเศษเพราะได้เน้นการกระทำพระราชกิจของพระเยซูมากกว่าคำสอนของพระองค์

It is simply written, moving quickly from one episode in the life of Christ to another.

เป็นบันทึกที่เขียนไว้ง่ายๆ  สื่อให้ทราบจากพระประวัติของพระคริสต์ไปยังเหตุการณ์อีกตอนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

It does not begin with a genealogy as in Matthew, because Gentiles would not be interested in His lineage.

และไม่ได้เริ่มต้นด้วยการลำดับวงศ์ตระกูลอย่างในพระธรรมมัทธิว   เพราะคนต่างชาติจะไม่สนใจในพงศ์พันธุ์ของพระองค์

After the introduction of Jesus at His baptism, Jesus began His public ministry in Galilee and called the first four of His twelve disciples.

หลังจากบทนำให้รู้จักพระเยซูตอนที่ทรงรับบัพติศมา   พระเยซูทรงเริ่มทำพระราชกิจแก่สาธารณชนในแคว้นกาลิลี  และได้ทรงเรียกสาวกของพระองค์สิบสองคนเป็นครั้งแรก

What follows is the record of Jesus’ life, death and resurrection.
ตามติดมาด้วยบันทึกพระประวัติของพระเยซู   การสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์
Mark’s account is not just a collection of stories, but a narrative written to reveal that Jesus is the Messiah, not only for the Jews, but for the Gentiles as well.

พระกิตติคุณมาระโกไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมเรื่องราว แต่เป็นการเล่าเรื่องที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์  ไม่เพียงแต่สำหรับชาวยิว แต่สำหรับคนต่างชาติด้วย

In a dynamic profession, the disciples, led by Peter, acknowledged their faith in Him (), even though they failed to understand fully His Messiahship until after His resurrection.
เหล่าสาวกที่นำโดยเปโตรในการสำแดงความเชื่ออย่างมีพลัง  ต่างยอมรับเชื่อในพระองค์ () ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่เข้าใจความเป็นพระเมสสิยาห์อย่างถ่องแท้ จนกระทั่งหลังจากพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์

Mark มาระโก 8:29-30 29And He asked them, “But who do you say that I am?” Peter answered him, “You are the Christ.”

29พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า  “ฝ่ายพวกท่านเล่าว่าเราเป็นใคร”  เปโตรทูลตอบว่า “พระ องค์ทรงเป็นพระคริสต์”

30And He strictly charged them to tell no one about Him.

30แล้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเหล่าสาวก ไม่ให้เขาบอกผู้ใดให้รู้

As we follow His journeys through Galilee, the surrounding areas, and then to Judea, we realize what a rapid pace He set.

ในขณะที่ทรงกระทำพระราชกิจทั่วทั้งแคว้นกาลิลี   พื้นที่โดยรอบและหลังจากนั้นเข้าในแคว้นยูเดีย   เราตระหนักว่าพระราชกิจของพระองค์ก้าวไปอย่างรวดเร็ว

He touched the lives of many people, but He left an indelible mark on His disciples.

พระองค์ทรงสัมผัสชีวิตของคนมากมาย  แต่ทรงทิ้งร่องรอยที่ลบไม่ได้ไว้ที่เหล่าสาวกของพระองค์

At the transfiguration, He gave three of them a preview of His future return in power and glory, and again it was revealed to them who He was.
ในตอนที่ทรงจำแลงพระกาย   พระองค์ทรงสำแดงให้พวกเขาสามคนได้เห็นการเสด็จกลับมาในอนาคตโดยฤทธานุภาพและสง่าราศี    และอีกครั้งทรงเปิดเผยให้พวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด

Mark มาระโก 9:1-9 1And He said to them, “Truly, I say to you, there are some standing here who will not taste death until they see the kingdom of God after it has come with power.”

1พระองค์ยังตรัสแก่เขาว่า   “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตาย   จนกว่าจะได้เห็นแผ่นดินของพระเจ้ามาด้วยฤทธานุภาพ”

2And after six days Jesus took with him Peter and James and John, and led them up a high mountain by themselves. And he was transfigured before them,

2ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว พระเยซูทรงพาเปโตร  ยากอบ  และยอห์นขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง   แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา

3and His clothes became radiant, intensely white, as no one on earth could bleach them.

3และฉลองพระองค์ก็ขาวเป็นมันระยับ จะหาช่างฟอกผ้าทั่วแผ่นดินโลกฟอกให้ ขาวอย่างนั้นก็ไม่ได้

4And there appeared to them Elijah with Moses, and they were talking with Jesus.

4แล้วเอลียาห์กับโมเสสก็ปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น และเฝ้าสนทนากับพระเยซู

5And Peter said to Jesus, “Rabbi, it is good that we are here. Let us make three tents, one for you and one for Moses and one for Elijah.”

5ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซูว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดี ให้พวกข้าพระองค์ทำเพิงสามหลัง สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง  สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง  สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”

6For he did not know what to say, for they were terrified.

6ที่เปโตรพูดอย่างนั้นก็เพราะไม่รู้จะว่าอย่างไร ด้วยเขาทั้งหลายกำลังกลัวนัก

7And a cloud overshadowed them, and a voice came out of the cloud, “This is my beloved Son; listen to Him.”

7แล้วมีเมฆมาปกคลุมเขาไว้และมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา   จงเชื่อฟังท่านเถิด”

8And suddenly, looking around, they no longer saw anyone with them but Jesus only.

8ทันใดนั้น เมื่อสาวกแลดูรอบก็ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่พระเยซูทรงอยู่กับเขา  

9And as they were coming down the mountain, He charged them to tell no one what they had seen, until the Son of Man had risen from the dead.

9เมื่อลงมาจากภูเขา  พระองค์ตรัสห้ามเหล่าสาวก ไม่ให้นำสิ่งที่ได้เห็นนั้นไปบอกแก่ ผู้ใดเลย  จนกว่าบุตรมนุษย์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย
However, in the days leading to His final trip to Jerusalem, we see them bewildered, fearful and doubting.

อย่างไรก็ตามหลายวันก่อนถึงวันเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มครั้งสุดท้ายของพระองค์  เราเห็นพวกสาวกวุ่นวายใจ สับสน หวาดกลัวและสงสัย

At Jesus’ arrest, He stood alone after they fled.

ในตอนที่พระเยซูทรงถูกจับกุม  พระองค์ทรงประทับยืนอยู่ผู้เดียวห ลังจากที่พวกเขาหลบหนีไป

In the following hours of the mock trials, Jesus boldly proclaimed that He is the Christ, the Son of the Blessed One, and that He would be triumphant at His return.

ในชั่วโมงต่อไปที่มีการไต่สวนเยาะเย้ยพระเยซู    พระองค์ทรงกล้าประกาศว่า ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงอวยพร   และว่าพระองค์จะทรงกลับ มาอีกครั้งอย่างมีชัยชนะ

Mark มาระโก 14:61-62 61But He remained silent and made no answer. Again the high priest asked Him, “Are you the Christ, the Son of the Blessed?”

61แต่พระองค์ทรงนิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด ท่านมหาปุโรหิตจึงถามพระองค์อีกว่า “ท่าน เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ควรแก่การนมัสการหรือ”

62And Jesus said, “I am, and you will see the Son of Man seated at the right hand of Power, and coming with the clouds of heaven.”

62พระเยซูทรงตอบว่า   “เราเป็นและท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของ ผู้ทรงฤทธานุภาพและเสด็จมาในเมฆแห่งฟ้าสวรรค์”

The climactic events surrounding the crucifixion, death, burial and resurrection were not witnessed by most of His disciples.

เหตุการณ์สุดยอดที่เกิดขึ้นรอบการตรึงกางเขน   ความตาย   การฝังพระศพ  และการฟื้นคืนพระชนม์  เหล่าสาวกของพระองค์ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นพยาน

But several faithful women did witness His passion.

แต่ผู้หญิงที่สัตย์ซื่อหลายคนได้เป็นสักขีพยานความรักเมตตาของพระองค์

After the Sabbath, early in the morning of the first day of the week, they went to the tomb with burial spices.

หลังจากวันสะบาโต  ในช่วงเช้าของวันต้นสัปดาห์  พวกเขาเดินไปที่อุโมงค์เก็บพระศพด้วยเครื่องหอมที่ใช้เพื่อพระศพ

When they saw the stone had been rolled away, they entered the tomb.

เมื่อพวกเขาได้เห็นหินที่ถูกกลิ้งออกไป   พวกเขาเข้าไปในอุมงค์เก็บพระศพ

It was not the body of Jesus they saw, but an angel robed in white.

พวกเขาไม่ได้เห็นพระศพของพระเยซู  แต่พวกเขาเห็นทูตสวรรค์สวมชุดสีขาว

The joyful message they received was, “He is risen!”

ข้อความที่น่ายินดีที่พวกเขาได้รับคือว่า " ทรงเป็นขึ้นแล้ว!"

Women were the first evangelists, as they spread the good news of His resurrection.

ผู้หญิงเป็นผู้ประกาศพวกแรก   เพราะพวกเขาเผยแพร่ข่าวดีแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์


This same message has been broadcast throughout the world in the following centuries down to us today.
ข้อพระธรรมเดียวกันนี้ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกในหลายศตวรรษต่อมาจนถึงสมัยเราทุกวันนี้


Connections: Because Mark’s intended audience was the Gentiles, he does not quote as frequently from the Old Testament as Matthew, who was writing primarily to the Jews.

การเชื่อมต่อ: เพราะมาระโกตั้งใจเจาะลึกคนต่างชาติให้รับรู้    เขาไม่ได้ยกคำอ้างอิงบ่อยนักจากพันธสัญญาเดิมดังเช่นพระธรรมมัทธิวที่เขียนขึ้นเพื่อชาวยิวเป็นหลัก

He does not begin with a genealogy to link Jesus with the Jewish patriarchs, but begins instead with His baptism, the beginning of His earthly ministry.

เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซูกับบรรพบุรุษต้นตระกูลชาวยิว แต่เริ่มต้นด้วยการที่พระคริสต์ทรงรับบัพติศมา พระองค์ทรงเริ่มต้นกระทำพระราชกิจในโลกนี้

But even there, Mark quotes from an Old Testament prophecy regarding the messenger, John the Baptist, who would exhort the people to “prepare the way for the Lord” as they awaited the coming of their Messiah.
แต่ถึงกระนั้น มาระโกอ้างถ้อยคำจากคำทำนายในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับผู้ส่งสารคือ ยอห์น บับติสโต ผู้คอยแนะนำทางประชาชนให้ "เตรียมมรรคาไว้พร้อมสำหรับพระเจ้า" ตามที่พวกเขารอคอยการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์

Mark มาระโก 1:3 3the voice of one crying in the wilderness: ‘Prepare the way of the Lord, make his paths straight,’”

3เสียงผู้ร้องในถิ่นทุรกันดารว่า   จงเตรียมมรรคาแห่งพระเป็นเจ้า   จงกระทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป”  

Isaiah อิสยาห์ 40:33A voice cries: “In the wilderness prepare the way of the LORD;

make straight in the desert a highway for our God.

3เสียงหนึ่งร้องว่า   “จงเตรียมมรรคาแห่งพระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร  จงทำทางหลวงสำหรับพระเจ้าของเราให้ตรงไปในทะเลทราย”  
Jesus does refer to the Old Testament in several passages in Mark.

พระเยซูทรงอ้างถึงข้อพระคำในพันธสัญญาเดิมหลายตอนในพระธรรมมาระโก

Mark มาระโก 7:6 6And He said to them, “Well did Isaiah prophesy of you hypocrites, as it is written, “This people honors me with their lips, but their heart is far from me;

6พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกเจ้าคนหน้าซื่อใจคด   ก็ถูกตามที่ได้เขียนไว้ว่า ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก   ใจของเขาห่างไกลจากเรา   

Jesus rebukes the Pharisees for their superficial worship of God with their lips while their hearts were far from Him and refers to their own prophet, Isaiah, to convict them of their hardheartedness.

พระเยซูทรงตำหนิพวกฟาริสีที่พากันนับถือพระเจ้าของพวกเขาเพียงริมฝีปากเท่านั้น    ในขณะที่จิตใจของพวกเขาอยู่ห่างไกลจากพระองค์    และอ้างอิงถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะของพวกเขาคืออิสยาห์   เพื่อตอกย้ำความบาปของพวกเขาที่ใจแข็งกระด้าง

Isaiah อิสยาห์ 29:13 13And the Lord said:“Because this people draw near with their mouth and honor me with their lips, while their hearts are far from me, and their fear of me is a commandment taught by men,

13และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่เขาให้จิตใจของเขาห่างไกลจากเรา เขายำเกรงเราเพียงแต่เหมือนเป็นบัญญัติของมนุษย์ที่ท่องจำกันมา  

Jesus referred to another Old Testament prophecy which was to be fulfilled that very night as the disciples would be scattered like sheep without a shepherd when Jesus was arrested and put to death.

พระเยซูทรงกล่าวถึงคำทำนายอีกตอนในพันธสัญญาเดิม     ซึ่งจะต้องสำเร็จในคืนนั้น  เมื่อพวกสาวกหนีกระจัดกระจายเหมือนแกะที่ปราศจากผู้เลี้ยง  เมื่อพระเยซูทรงถูกจับและนำไปสู่การประหาร

Mark มาระโก 14:27 27And Jesus said to them, “You will all fall away, for it is written, ‘I will strike the shepherd, and the sheep will be scattered.’

27พระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ท่านทุกคนจะทิ้งเรา   ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า    'เราจะประหารผู้เลี้ยงแกะ   และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป'

Zechariah เศคาริยาห์ 13:7 7“Awake, O sword, against my shepherd, against the man who stands next to me,” declares the LORD of hosts.  “Strike the shepherd, and the sheep will be scattered; I will turn my hand against the little ones.

7พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า “ดาบเอ๋ย จงตื่นขึ้นต่อสู้เมษบาลของเรา  จงต่อสู้ผู้ที่สนิทกับเรา  จงตีเมษบาล  และฝูงแกะนั้นจะกระจัดกระจายไป เราจะกลับมือของเราต่อสู้กับตัวเล็ก ตัวน้อย  

He referred again to Isaiah when He cleansed the Temple of the money-changers.

อีกครั้งที่พระองค์ทรงอ้างถึงพระธรรมอิสยาห์ เมื่อทรงชำระพระวิหารที่กลายเป็นสถานที่รับแลกเงิน

Mark มาระโก 11:15-17 15And they came to Jerusalem. And he entered the temple and began to drive out those who sold and those who bought in the temple, and he overturned the tables of the money-changers and the seats of those who sold pigeons.

15เมื่อมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม   พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร   แล้วลงมือขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น   และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงินกับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย

16And He would not allow anyone to carry anything through the temple.

16และทรงห้ามมิให้ผู้ใดขนสิ่งใดๆเดินลัดบริเวณพระวิหาร

17And He was teaching them and saying to them, “Is it not written, ‘My house shall be called a house of prayer for all the nations’? But you have made it a den of robbers.”

17พระองค์ตรัสสอนเขาว่า   “มีพระวจนะเขียนไว้มิใช่หรือว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐานสำหรับประชาชาติทั้งหลาย   แต่เจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร”

Isaiah อิสยาห์ 56:7 7these I will bring to my holy mountain, and make them joyful in my house of prayer; their burnt offerings and their sacrifices will be accepted on my altar; for my house shall be called a house of prayer for all peoples.”

7คนเหล่านี้เราจะนำมายังภูเขาบริสุทธิ์ของเรา และกระทำให้เขาชื่นบานอยู่ในนิเวศอธิษ ฐานของเรา   เครื่องเผาบูชาของเขาและเครื่องสักการบูชาของเขา   จะเป็นที่โปรดปรานบนแท่นบูชาของเรา   เพราะนิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิ เวศอธิษฐาน   สำหรับบรรดาชนชาติทั้งหลาย  

Jeremiah เยเรมีย์ 7:1111Has this house, which is called by my name, become a den of robbers in your eyes? Behold, I myself have seen it, declares the LORD.

11นิเวศซึ่งเรียกตามชื่อของเรา   ในสายตาของเจ้าได้กลายเป็นถ้ำของ พวกโจรไปแล้วหรือ   พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด ตัวเราได้เห็นเอง

He referred to the Psalms when He explained that He was the chief Cornerstone of our faith and of the Church.

พระองค์ทรงอ้างอิงบทเพลงสดุดี  เมื่อทรงอธิบายว่าพระองค์ทรงเป็นศิลา มุมเอกแห่งความเชื่อของเราและของคริสตจักร

Mark มาระโก 12:10-11 10Have you not read this Scripture: “‘The stone that the builders rejected has become the cornerstone;

10ท่านทั้งหลายอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้แล้วมิใช่หรือซึ่งว่า     'ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย   ยังได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว   

11this was the Lord's doing, and it is marvelous in our eyes’?”

11การนี้เป็นมาจากพระเจ้า   เป็นการมหัศจรรย์ประจักษ์ตาเรา'  

Psalm เพลงสดุดี 118:22-23 22The stone that the builders rejected has become the cornerstone.

22ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย   ได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว  

23This is the LORD's doing; it is marvelous in our eyes.

23การนี้เป็นมาจากพระเจ้า    เป็นการมหัศจรรย์ประจักษ์ตาเรา  

Practical Application: Mark presents Jesus as the suffering Servant of God and as the One who came to serve and sacrifice for us, in part to inspire us to do the same.

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ:มาระโกยกย่องพระเยซูเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ต้องรับความทุกข์ทรมาน   และทรงเป็นผู้ที่มารับใช้และเสียสละเพื่อเรา   ส่วนหนึ่งเพื่อที่จะ ดลใจให้เรา ทำเช่นเดียวกัน

Mark มาระโก 10:45 45For even the Son of Man came not to be served but to serve, and to give His life as a ransom for many.”

45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา   และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก”


We are to minister as He did, with the same greatness of humility and devotion to the service of others.

เราต้องรับใช้พันธกิจเหมือนที่พระองค์ทรงทำ   ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างมากและยอมอุทิศตนทุ่มเทให้กับการรับใช้ผู้อื่น

Jesus exhorted us to remember that to be great in God’s kingdom, we must be the servant of all.

พระเยซูทรงสั่งสอนตักเตือนให้เราต้องจำไว้ว่า  การที่จะเป็นใหญ่ในราชอาณาจักรของพระเจ้าเราจะต้องเป็นผู้รับใช้คนทั้งปวง

Mark มาระโก 10:44 44and whoever would be first among you must be slave of all.

44และถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้น   ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของคนทั้งปวง

Self-sacrifice should transcend our need for recognition or reward, just as Jesus was willing to be abased as He lay down His life for the sheep.

การยอมเสียสละตัวเองควรชนะเหนือความปรารถนาของเราเพื่อเป็นที่ยอมรับนับถือหรือรับบำเหน็จรางวัล    เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงเต็มพระทัยที่จะสละพระชนม์เพื่อฝูงแกะ

Mark

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top