Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, November 4, 2015

 

2 Kings 20 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 20

Hezekiah's Illness and Recovery

การประชวรของเฮเซคียาห์และการหายเป็นปกติ

Keep in mind that Hezekiah was an outstanding king. There was none like him after David. "He did that which was right in the sight of the Lord, according to all that David his father did" -- this is God's testimony concerning him..

โปรดทราบว่าเฮเซคียาห์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยอดเยี่ยม ไม่มีใครเหมือนพระองค์หลังจากดาวิดแล้ว  "พระองค์ทรงทำทุกสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า  เหมือนอย่างที่ดาวิดพระราชบิดาของพระองค์ได้ทรงกระทำ" - นี่คือคำรับรองของพระเจ้าเกี่ยวกับพระองค์

1In those days Hezekiah became sick and was at the point of death. And Isaiah the prophet the son of Amoz came to him and said to him, “Thus says the LORD, ‘Set your house in order, for you shall die; you shall not recover.’”

1ครั้งนั้น เฮเซคียาห์ทรงประชวรใกล้จะสิ้นพระชนม์   และอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะบุตรอามอสเข้าเฝ้าพระองค์ และทูลพระองค์ว่า   “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   'จงจัดการบ้านการเมืองของเจ้าให้เรียบร้อย   เจ้าจะต้องตาย เจ้าจะไม่ฟื้น' ”

Hezekiah's illness is recorded three times in Scripture (2 Kings 20; 2 Chronicles 32; and Isaiah 38), and each account adds a little something to the total picture.

อาการประชวรของเฮเซคียาห์ได้ถูกบันทึกไว้สามครั้งในพระคัมภีร์ (2 พงศ์กษัตริย์ 20 2พงศาวดาร 32. และ อิสยาห์ 38) และเรื่องอาการประชวรแต่ละครั้งมีเพิ่มบางสิ่งเล็กน้อยแก่ภาพรวมทั้งหมด

It must have been a difficult task for Isaiah to deliver a death sentence to Hezekiah, the king.

มันต้องเป็นงานที่ยากสำหรับอิสยาห์ที่จะทูลกษัตริย์เฮเซคียาห์ว่าพระองค์จะต้องสิ้นพระชนม์

The sentence of death rests upon each one of us although we do not know the day or hour.

การลงโทษรับความตายเกิดขึ้นกับเราทุกคนถึงแม้ว่าเราไม่ทราบวันหรือชั่วโมงนั้น

Hebrews ฮีบรู 9:27 27And just as it is appointed for man to die once, and after that comes judgment,

27มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว   และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด

This is a divine date. If each one of us knew the exact time we would die, would it not change our way of living?

นี้เป็นวันของพระเจ้า ถ้าเราทุกคนรู้วันเวลาที่แน่นอนที่เราจะตาย   มันจะไม่เปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของเราหรือ

Even many Christians say, "Death is way off in the future. I won't worry about it now."

แม้คริสเตียนหลายคนบอกว่า "ความตายเป็นเรื่องอนาคตที่ไกลตัว ฉันจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับมันในขณะนี้."

Well, we may not worry about it, but we ought to live knowing that death is going to happen.

เออดี ที่เราจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เราควรจะมีชีวิตอยู่โดยรู้ว่าความตายจะเกิดขึ้น

2Then Hezekiah turned his face to the wall and prayed to the LORD, saying,

2แล้วเฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา   และอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า

3“Now, O LORD, please remember how I have walked before you in faithfulness and with a whole heart, and have done what is good in your sight.” And Hezekiah wept bitterly.

3“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงระลึกถึงว่า   ข้าพระองค์ดำเนินอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ด้วย ความซื่อสัตย์และด้วยสิ้นสุดใจ   และได้กระทำสิ่งที่ดีในสายพระเนตรของพระองค์”   และเฮเซคียาห์กันแสงมากยิ่ง

When we are ill, I believe we should go to God in prayer and ask others to pray for us.

เมื่อเราป่วยผมเชื่อว่าเราควรจะอธิษฐานทูลต่อพระเจ้า  และขอร้องให้ผู้อื่นอธิษฐานเพื่อเรา

Only God could help him. When he turned his head to the wall, he reminded the Lord that he had walked before Him in truth and with a perfect heart, and he had done that which was good in His sight.

พระเจ้าเท่านั้นที่จะทรงช่วยพระองค์  เมื่อทรงหันพระเศียรไปที่ผนังกำแพง  ทรงกราบทูลต่อพระเจ้าว่าทรงได้ดำเนินชีวิตในความจริงต่อพระพักตร์พระองค์  และด้วยเต็มพระทัยที่สมบูรณ์    และทรงได้กระทำสิ่งที่ดีในสายพระเนตรของพระองค์

4And before Isaiah had gone out of the middle court, the word of the LORD came to him:

4และอยู่มาก่อนที่อิสยาห์จะออกไปถึงลาน   พระวจนะของพระเจ้ามาถึงท่านว่า

5“Turn back, and say to Hezekiah the leader of my people, Thus says the LORD, the God of David your father: I have heard your prayer; I have seen your tears. Behold, I will heal you. On the third day you shall go up to the house of the LORD,

5“จงกลับไปบอกเฮเซคียาห์เจ้านายแห่ง ประชากรของเราว่า   พระเยโฮวาห์พระเจ้าของดาวิดบรรพบุรุษของเจ้า   ตรัสดังนี้ว่า เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว   เราได้เห็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ดูเถิด   เราจะรักษาเจ้าในวันที่สามเจ้าจะเข้าไปในพระนิเวศ ของพระเจ้า

The Lord had seen Hezekiah's tears. I am sure he has seen my tears, too, and yours.

พระเจ้าได้ทรงทอดพระเนตรเห็นน้ำตาของเฮเซคียาห์    ผมแน่ใจว่าพระองค์ได้ทรงเห็นน้ำตาของผมและของคุณด้วยเช่นกัน

6and I will add fifteen years to your life. I will deliver you and this city out of the hand of the king of Assyria, and I will defend this city for my own sake and for my servant David's sake.”

6และเราจะเพิ่มชีวิตของเจ้าอีกสิบห้าปีเราจะช่วยกู้เจ้า   และเมืองนี้จากมือของพระราชาแห่งอัสซีเรีย   และป้องกันเมืองนี้ไว้ เพื่อเห็นแก่เราเอง   และเพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา”

This is great news that the Lord will heal him and extend his life fifteen more years!

นี้เป็นข่าวประเสริฐที่พระเจ้าจะทรงรักษาพระองค์ให้หาย    และทรงให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาวต่ออีกสิบห้าปี!

7And Isaiah said, “Bring a cake of figs. And let them take and lay it on the boil, that he may recover.”

7และอิสยาห์บอกว่า   “เอาขนมมะเดื่อมาอันหนึ่ง   ให้เขาเอามาวางไว้บนพระยอดนั้น   เพื่อพระองค์จะทรงหายเป็นปกติ”   

8And Hezekiah said to Isaiah, “What shall be the sign that the LORD will heal me, and that I shall go up to the house of the LORD on the third day?”

8และเฮเซคียาห์ตรัสกับอิสยาห์ว่า   “อะไรจะเป็นหมายสำคัญว่าพระเจ้าจะทรงรักษาข้าพเจ้า   และว่าข้าพเจ้าจะได้ขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเจ้าใน วันที่สาม”

9And Isaiah said, “This shall be the sign to you from the LORD, that the LORD will do the thing that he has promised: shall the shadow go forward ten steps, or go back ten steps?”

9และอิสยาห์ทูลว่า   “ต่อไปนี้เป็นหมายสำคัญสำหรับฝ่าพระบาทจากพระเจ้า   ที่พระเจ้าจะทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้   คือว่า   จะให้เงาคืบหน้าไปสิบขั้น หรือย้อนกลับมาสิบขั้น”

10And Hezekiah answered, “It is an easy thing for the shadow to lengthen ten steps. Rather let the shadow go back ten steps.”

10เฮเซคียาห์ตรัสตอบว่า   “เป็นการง่ายที่เงาจะยาวออกไปอีกสิบขั้น   แต่ให้เงาย้อนกลับมาสิบขั้นต่างหาก”

11And Isaiah the prophet called to the LORD, and he brought the shadow back ten steps, by which it had gone down on the steps of Ahaz.

11และอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะก็ร้องทูลต่อพระเจ้า   และพระองค์ทรงนำเงาย้อนกลับมาสิบขั้น   ซึ่งเงานั้นได้เลยไปในนาฬิกาแดดของอาหัส

Hezekiah’s foolishness  

ความโง่เขลาของเฮเซคียาห์

12At that time Merodach-baladan the son of Baladan, king of Babylon, sent envoys with letters and a present to Hezekiah, for he heard that Hezekiah had been sick.

12คราวนั้น   เมโรดัคบาลาดัน   โอรสของบาลาดันพระราชาแห่งบาบิโลน   ทรงส่งราชสารและเครื่องบรรณาการมายังเฮเซคียาห์   เพราะพระองค์ทรงทราบว่าเฮเซคียาห์ทรงประชวร

13And Hezekiah welcomed them, and he showed them all his treasure house, the silver, the gold, the spices, the precious oil, his armory, all that was found in his storehouses. There was nothing in his house or in all his realm that Hezekiah did not show them.

13และเฮเซคียาห์ได้ทรงต้อนรับเขา   และพระองค์ทรงพาเขาชมคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระองค์   ให้ชมเงิน ทองคำ และเครื่องเทศ   และน้ำมันประเสริฐและคลังพระแสง ของพระองค์ทุกอย่างซึ่งมีในท้องพระคลัง   ไม่มีสิ่งใดที่ในพระราชวัง หรือในราชอาณาจักรของพระองค์ทั้งสิ้น   ซึ่งพระองค์มิได้สำแดงแก่เขา

Hezekiah did a foolish thing.

เฮเซคียาห์ได้ทรงกระทำสิ่งที่โง่เขลา

He let the ambassadors from Babylon see the treasure that Solomon had gathered.

พระองค์ทรงปล่อยให้พวกทูตจากบาบิโลนเห็นสมบัติที่ซาโลมอนได้ทรงรวบรวมไว้

The wealth of the world was there, which was not general knowledge.

ความมั่งคั่งของโลกอยู่ที่นั่น    ซึ่งไม่ควรให้ใครรู้กันโดยทั่วไป

Hezekiah was big-hearted -- Babylon had sent him a get-well card, and so he gives these men from Babylon a guided tour of his kingdom.  

เฮเซคียาห์ทรงมีพระทัยใหญ่ - บาบิโลนได้ส่งสาส์นอวยพรให้ทรงหายดีมาถวายแด่พระองค์  และพระองค์ทรงนำพาคนเหล่านี้จากบาบิโลนท่องเที่ยวชมทั่วราชอาณาจักรของพระองค์

He showed them everything, all of the gold and other wealth.

พระองค์ได้ทรงแสดงให้พวกเขาเห็นทุกอย่าง    ทองคำและทรัพย์สมบัติที่มั่งคั่งอื่น ๆทั้งหมด

These ambassadors made an inventory of all the riches and took it back to Babylon with them to wait for the proper time when they needed gold.

พวกทูตเหล่านี้ได้เห็นคลังแห่งความมั่งคั่งทั้งหมด     และพวกเขาได้กลับไปที่บาบิโลนด้วยหัวใจที่รอจังหวะเวลาอันเหมาะสมเมื่อพวกเขาอยากได้ทองคำนั้น

When they wanted to get the treasure, they knew where to come..

เมื่อพวกเขาต้องการที่จะได้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้น  พวกเขารู้ว่าควรจะมาที่ไหน.

14Then Isaiah the prophet came to King Hezekiah, and said to him, “What did these men say? And from where did they come to you?” And Hezekiah said, “They have come from a far country, from Babylon.”

14แล้วอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะก็เข้าเฝ้ากษัตริย์เฮเซคียาห์   และทูลพระองค์ว่า “คนเหล่านี้ทูลอะไรบ้าง และเขามาเฝ้าพระองค์แต่ไหน”   และเฮเซคียาห์ตรัสว่า   “เขาได้มาจากเมืองไกลจากบาบิโลน”

15He said, “What have they seen in your house?” And Hezekiah answered, “They have seen all that is in my house; there is nothing in my storehouses that I did not show them.”

15ท่านทูลว่า   “เขาเห็นอะไรในพระราชวังของพระองค์บ้าง”   และเฮเซคียาห์ตรัสตอบว่า   “เขาเห็นทุกอย่างในวังของเรา   ไม่มีสิ่งใดในพระคลังของเราซึ่งเรามิได้สำแดงแก่เขา”   

16Then Isaiah said to Hezekiah, “Hear the word of the LORD:

16แล้วอิสยาห์ทูลเฮเซคียาห์ว่า   “ขอทรงฟังพระวจนะของพระเจ้า

17Behold, the days are coming, when all that is in your house, and that which your fathers have stored up till this day, shall be carried to Babylon. Nothing shall be left, says the LORD.

17ดูเถิด   วันเวลากำลังย่างเข้ามาเมื่อสรรพสิ่งทั้งสิ้นในวังของเจ้า   และสิ่งซึ่งบรรพบุรุษของเจ้าได้สะสมจนถึงทุกวันนี้   จะต้องถูกเอาไปยังบาบิโลน   ไม่มีสิ่งใดเหลือเลย   พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ

18And some of your own sons, who shall be born to you, shall be taken away, and they shall be eunuchs in the palace of the king of Babylon.”

18และลูกบางคนซึ่งถือกำเนิดจากเจ้า   ผู้ซึ่งเกิดแก่เจ้า   จะถูกนำเอาไปและเขาจะไปเป็นขันทีในพระราชวัง ของพระราชาแห่งบาบิโลน”

This is what is going to happen to Hezekiah's offspring.

นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเฮเซคียาห์

19Then said Hezekiah to Isaiah, “The word of the LORD that you have spoken is good.” For he thought, “Why not, if there will be peace and security in my days?”

19แล้วเฮเซคียาห์ตรัสกับอิสยาห์ว่า   “พระวจนะของพระเจ้าซึ่งท่านกล่าวนั้นก็ดีอยู่”   เพราะพระองค์ดำริว่า   “ก็ดีแล้วมิใช่หรือ   ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา”

I don't like Hezekiah's reply to Isaiah. It was not a confession of sin at all. Rather, he wanted peace in his day and showed little concern for his offspring upon whom the coming catastrophe would fall.

ฉันไม่ชอบคำพูดที่เฮเซคียาห์ที่ตอบกลับอิสยาห์ มันไม่ใช่คำสารภาพบาปเลย    แต่พระองค์ทรงต้องการความสงบสุขในสมัยของพระองค์   และแสดงความกังวลเล็กน้อยต่อลูกหลานของพระองค์ที่ต้องรับภัยพิบัติที่จะตกมาถึงพวกเขา

20The rest of the deeds of Hezekiah and all his might and how he made the pool and the conduit and brought water into the city, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Judah?

20ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเฮเซคียาห์   และยุทธพลังทั้งสิ้นของพระองค์   และที่พระองค์ทรงสร้างสระและรางระบายน้ำ   นำน้ำเข้ามาในกรุงอย่างไร   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งพระราชา ประเทศยูดาห์หรือ

21And Hezekiah slept with his fathers, and Manasseh his son reigned in his place.

21และเฮเซคียาห์ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษ ของพระองค์   และมนัสเสห์โอรสของพระองค์ขึ้นครอบครองแทนพระองค์

Three things took place after God extended his life that were foolish acts: he showed his treasures to Babylon, which will cause great trouble in the future; he fathered a son, Manasseh, who was the most wicked of any king; he revealed an arrogance in his later years. His heart became filled with pride.

สามสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าทรงยืดพระชนม์ของพระองค์ที่ทรงกระทำสิ่งที่โง่เขลา       ทรงแสดงให้บาบิโลนเห็นสมบัติของพระองค์   ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต ทรงมีพระราชบุตรคือมนัสเสห์  ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ชั่วร้ายที่สุดในบรรดากษัตริย์ใด ๆ   พระองค์ทรงเผยความหยิ่งลำพองในปีต่อ ๆ มา    พระทัยของพระองค์เต็มไปด้วยความหยิ่งลำพอง

2 Chronicles 2 พงศาวดาร 32:25 25But Hezekiah did not make return according to the benefit done to him, for his heart was proud. Therefore wrath came upon him and Judah and Jerusalem.

25แต่เฮเซคียาห์มิได้สนองพระคุณนั้น   เพราะพระทัยของพระองค์ผยองขึ้น   เพราะฉะนั้นพระพิโรธจึงมาเหนือกษัตริย์ยูดาห์และเยรูซาเล็ม

You see, it might have been better if Hezekiah had died at God's appointed time.

คุณจะเห็นว่า    มันอาจจะดีกว่าถ้าหากเฮเซคียาห์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ในเวลาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้แล้ว

 

2 Kings Chapter 20

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top