Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, November 7, 2015

 

2 Kings 23 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 23

Josiah's Reforms

การปฏิรูปของโยสิยาห์

1Then the king sent, and all the elders of Judah and Jerusalem were gathered to him.

1แล้วพระราชาทรงใช้   และบรรดาผู้ใหญ่ของยูดาห์   และเยรูซาเล็มได้มาชุมนุมกับพระองค์

2And the king went up to the house of the LORD, and with him all the men of Judah and all the inhabitants of Jerusalem and the priests and the prophets, all the people, both small and great. And he read in their hearing all the words of the Book of the Covenant that had been found in the house of the LORD.

2และพระราชาเสด็จขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเจ้า   และคนยูดาห์ทั้งสิ้นและบรรดาชาวกรุงเยรูซาเล็ม กับพระองค์และปุโรหิต   และผู้เผยพระวจนะประชาชนทั้งปวงทั้งเล็กและใหญ่   และพระองค์ทรงอ่านถ้อยคำทั้งหมดในหนังสือ พันธสัญญาซึ่งได้พบในพระนิเวศของพระเจ้าให้เขาฟัง

3And the king stood by the pillar and made a covenant before the LORD, to walk after the LORD and to keep his commandments and his testimonies and his statutes with all his heart and all his soul, to perform the words of this covenant that were written in this book. And all the people joined in the covenant.

3และพระราชาทรงประทับยืนข้างเสา   และทรงกระทำพันธสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้าว่า   จะดำเนินตามพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติ   พระโอวาท   และกฎเกณฑ์ของพระองค์   ด้วยสุดพระจิตสุดพระทัยของพระองค์   จะปฏิบัติตามถ้อยคำของพันธสัญญานี้ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือนี้   และประชาชนทั้งปวงก็เข้าส่วนในพันธสัญญานั้น 

The people said that not only would they read the Word of God, they would also walk it -- they would live in the manner it prescribed.

ประชาชนบอกว่าไม่เพียง แต่พวกเขาจะอ่านพระวจนะของพระเจ้า   พวกเขายังจะเดินตามมันด้วย - พวกเขาจะใช้ชีวิตตามหนังสือธรรมบัญญัติ

We could have revival in many of our churches, but there must be a conviction of sin that only the Word of God can bring.

หลายคริสตจักรของเราควรได้มีการฟื้นฟูบ้าง   แต่จะต้องมีความเชื่อมั่นว่าพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยได้เรื่องการทำบาป

When the Bible brings conviction to the heart, repentance must follow.

เมื่อเราเชื่ออย่างแรงกล้าในพระคัมภีร์  เราต้องกลับใจโดยยอมสารภาพผิด

To repent means to change your mind. 

การกลับใจหมายถึงการเปลี่ยนจิตใจของคุณใหม่

Repentance means to turn around and go in the opposite direction.

การกลับใจหมายถึงหันกลับไปและเดินในทิศทางตรงกันข้าม

If you are going the wrong way, you turn around and go the right way1.

ถ้าคุณกำลังเดินไม่ถูกต้อง   คุณหันกลับไปเดินในทางที่ถูกต้อง

4And the king commanded Hilkiah the high priest and the priests of the second order and the keepers of the threshold to bring out of the temple of the LORD all the vessels made for Baal, for Asherah, and for all the host of heaven. He burned them outside Jerusalem in the fields of the Kidron and carried their ashes to Bethel.

4และพระราชาทรงบัญชาฮิลคียาห์มหาปุโรหิต   และพวกปุโรหิตรอง   และผู้รักษาธรณีประตู   ให้นำเครื่องใช้ทั้งสิ้นที่ทำขึ้นสำหรับพระบาอัล   สำหรับอาเชราห์ และสำหรับบรรดาบริวารของ ฟ้าสวรรค์ออกมาจากพระวิหารของพระเจ้า   พระองค์ทรงเผาเสียที่ภายนอกกรุงเยรูซาเล็ม   ในทุ่งนาแห่งขิดโรนและขนมูลเถ้าของมันไปยังเบธเอล


This goes back several hundred years for when Jeroboam first became the king over the northern Israel.

นี้ย้อนกลับไปหลายร้อยปีเมื่อเยโรโบอัมขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ครั้งแรกทางตอนเหนือของอิสราเอล

He built this altar in Bethel, and as he was worshipping at the altar, you remember the story of the young prophet that came out of Judah and cried against the altar?

"O altar, O altar, men's bones will be burned on you."

พระองค์ทรงสร้างแท่นบูชาในเบธเอล   และขณะที่ทรงกำลังนมัสการที่แท่นบูชา  คุณจำเรื่องราวของผู้เผยพระวจนะหนุ่มได้ไหม   ที่มาจากยูดาห์และร้องกล่าวประณามแท่นบูชานั้น?  "โอ แท่นบูชา โอ แท่นบูชา กระดูกของผู้คนจะถูกเผาบนพวกเจ้า"

Jeroboam stretched forth his hand, he said, "Arrest that young man!" And his hand withered.

เยโรโบอัมเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ออก  ตรัสว่า "จงจับกุมชายหนุ่มคนนั้นซิ" และพระหัตถ์ของพระองค์ก็ลีบฝ่อลง

Jeroboam said to him, "Pray for me that God will heal me." And the young prophet prayed for Jeroboam and his hand was healed.

เยโรโบอัมตรัสกับเขาว่า "จงอธิษฐานเผื่อฉัน  ขอให้พระเจ้าทรงรักษาฉัน." และผู้เผยพระวจนะหนุ่มได้อธิษฐานเผื่อเยโรโบอัมและทูลขอให้พระหัตถ์ของพระองค์ได้รับการเยียวยา

And you remember that he said, Jeroboam said, "Come and eat at my house and I'll give you a reward."

และคุณจำที่ทรงตรัสได้นะ    เยโรโบอัมตรัสว่า "มากินเลี้ยงที่วังของฉันนะ  และฉันจะให้รางวัล."

And he said, "You know, if you gave me the whole kingdom I can't stay.

และเขากล่าวตอบว่า "พระองค์ทรงทราบไหม    ถ้าทรงประทานราชอาณาจักรแก่กระหม่อม  กระหม่อมก็ไม่สามารถเข้าพักได้

For the Lord who sent me here to cry against the altar told me not to eat any bread, drink any water in this place, not even to go home by the way I came." And so he took off.

เพราะว่าพระเจ้าผู้ทรงใช้กระหม่อมมาที่นี่   เพื่อร้องต่อต้านแท่นบูชา  ไม่ได้ทรงรับสั่งให้กระหม่อมมากินเลี้ยงหรือดื่มสิ่งใด ๆ ในสถานที่แห่งนี้     กระหม่อมจะกลับบ้านตามที่กระหม่อมได้มา. "และดังนั้นเขาก็ออกเดินทางไป

And a couple of boys were there whose dad was a prophet.

และมีคนหนุ่มคู่หนึ่งอยู่ที่นั่น   พวกเขามีพ่อเป็นผู้เผยพระวจนะ

They went home and said, "Dad, there was a prophet came out of Judah, young kid. Man, he cried against the king and the king reached out his hand and told them to arrest him and his hand withered. And he prayed, the hand was healed."

พวกเขากลับบ้านและบอกว่า "พ่อครับ มีศาสดาพยากรณ์มาจากแผ่นดินยูดาห์เ   เป็นคนหนุ่ม  เขาร้องประณามพระราชาและพระราชาทรงยื่นพระหัตถ์ออกไป   และรับสั่งให้พวกเขาจับกุมตัวชายหนุ่มคนนั้น   และพระหัตถ์พระองค์ก็เหี่ยวฝ่อลง. และเขาอธิษฐานเผื่อ แล้วพระหัตถ์ของพระองค์ก็ได้รับการเยียวยา. "

Dad said, "Which way did he go?"

พ่อกล่าวว่า "เขาได้กลับไปทางไหน"

"He went down the road that way." He said, "Get my donkey." And he saddled his donkey and took off after the young man and he caught up with him.

"เขาเดินไปลงทางถนนนั้น" เขากล่าว "  ขอพ่อเอาลาของลูกไปสิ" และเขาก็ผูกอานลาของเขาและออกเดินทางตามหาชายหนุ่มคนนั้น และเขาตามไปทันชายหนุ่มคนนั้น

And he was sitting there under a tree. And he said, "Who are you? Are you the young prophet?"

เขาก็นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ที่นั่น และเขากล่าวว่า "เจ้าเป็นใคร  เจ้าคือผู้เผยพระวจนะหนุ่มใช่ไหม"

He said, "Yes, I am." He said, "Why don't you come back to my house and eat some bread, drink water."

เขากล่าวว่า "ใช่แล้วครับ" เขากล่าวว่า "ทำไมคุณไม่กลับมาที่บ้านของฉัน   และกินดื่มที่บ้านฉัน"

He said, "No, the Lord who sent me told me not to drink any water in this place, any bread in this place, but get on home without even going back the same way."

เขากล่าวว่า "ไม่ได้ครับ   พระเจ้าผู้ทรงส่งข้าพเจ้ามา  ได้ตรัสสั่งห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าดื่มในที่แห่งนี้   ไม่ว่าอาหารใด ๆ ในสถานที่แห่งนี้ แต่ตรัสสั่งให้ข้าพเจ้ากลับบ้านโดยไม่แตะต้อง  หรือแม้แต่ย้อนกลับไปในเส้นทางเดิมด้วย"

He said, "Well, I also am a prophet and the Lord spoke to me and said come and get you and invite you to come to my house."

เขากล่าวว่า "ดีแล้ว  ข้าก็เป็นผู้เผยพระวจนะและพระเจ้าทรงตรัสกับข้าว่า มาเถอะ และขอให้ข้าเชิญท่านมาที่บ้านของข้า"

So the young prophet listened to the old man. Had respect for his age.

ดังนั้นผู้เผยพระวจนะหนุ่มรับฟังผู้อาวุโส   เขามีความเคารพในวัยสูงอายุของท่าน

He listened to him and he came back. And while he was eating bread in the old man's house, the Spirit of the Lord came on the old man and he cursed him.

เขาได้เชื่อฟังคำของท่านและเขาเดินทางย้อนกลับมา และในขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารในบ้านของผู้อาวุโส   พระวิญญาณของพระเจ้าทรงประทับในผู้อาวุโส และท่านกล่าวสาปแช่งเขา

He said, "Because you've done this and all, you're not going to get home. You're going to die in the way."

เขากล่าวว่า "เพราะเจ้าได้กระทำเช่นนี้แล้วเจ้าจะไม่ได้กลับบ้าน. เจ้ากำลังจะตายตามทางกลับ"


And so as the young prophet left, a lion attacked him and killed him. And so news came back to the old prophet that the young man had been killed.

และเมื่อผู้เผยพระวจนะหนุ่มเดินทางออกไป สิงโตได้ทำร้ายเขาและฆ่าเขาตาย และดังนั้นข่าวกลับมาที่ผู้เผยพระวจนะอาวุโสว่าชายหนุ่มคนนั้นถูกฆ่าตาย

And they said, "This is the word of the Lord, you know, that he wouldn't get home safely."

และพวกเขากล่าวว่า "นี่เป็นพระวจนะของพระเจ้า  คุณรู้ไหม  ว่าเขาจะไม่ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย."

And so he came out and the lion was standing there, had not eaten him or torn him, but just left his body there.

และดังนั้นผู้อาวุโสได้เดินทางมาและพบสิงโตยืนอยู่ที่นั่น  ไม่ได้กัดกินเขาหรือฉีกร่างกายเขา แต่ทิ้งศพของเขาไว้

And the donkey was just sort of roaming around that the kid was riding on. And he picked up the young prophet and brought him back and buried him.

และลาก็กำลังวนเวียนรอบที่ชายหนุ่มคนนั้นกำลังขี่มัน   และท่านก็คว้าศพผู้เผยพระวจนะหนุ่มขึ้นมาและนำศพของเขากลับมาฝังดินไว้

So here's the young prophet that cried out against the altar.

ดังนั้นนี่คือผู้เผยพระวจนะหนุ่มที่ร้องต่อต้านแท่นบูชา

So as Josiah is up there now tearing down the altar to desecrate it, he burns. They see these graves; they take the bones out of them and burn them.

ดังนั้นเมื่อโยสิยาห์ซึ่งตอนนี้ทรงทำลายล้างแท่นบูชาเพื่อที่จะทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของมัน  ทรงเผาทำลายมัน  พวกเขาเห็นหลุมฝังศพเหล่านี้ พวกเขาได้หยิบเอากระดูกจากร่างของคนเหล่านั้น  และเผาไหม้ซากศพของพวกเขา



It's a way of just really utter disrespect and desecration of an altar. Thus, the prophecy was fulfilled.

แท้จริงมันเป็นวิธีการดูหมิ่นที่สุดและทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของแท่นบูชา ดังนั้นคำทำนายจึงสำเร็จเป็นจริง

And then they saw another grave and they said, "What's that tombstone say?"

และแล้วพวกเขาเห็นหลุมฝังศพอีกแห่งและพวกเขากล่าวว่า "ป้ายหลุมฝังศพเขียนบอกว่าอะไร”

They said, "Well, that's the young prophet who came up and cried up against the altar." He said, "Don't take his bones. Just leave his bones lie." And so it ties back into the prophecy and so forth of this young prophet, and here we come with it again.

พวกเขากล่าวว่า "เออดี  ผู้เผยพระวจนะหนุ่มได้มาและร้องต่อต้านแท่นบูชา." เขากล่าวว่า " อย่าเอากระดูกของเขาไป  ขอเพียงทิ้งให้กระดูกของเขาวางไว้." และเพื่อให้มันเป้นไปตามคำทำนาย    และตามท่านศาสดาพยากรณ์หนุ่มคนนี้   และที่นี่เรามาดูอีกเรื่องหนึ่ง

Back in First Kings, chapter thirteen, you'll find the story of that young prophet.2

ย้อนกลับไปในพงศ์กษัตริย์ฉบับที่หนึ่งบทที่สิบสาม   คุณจะพบเรื่องราวของผู้เผยพระวจนะหนุ่ม

Josiah took all the idolatry out of the Temple.

โยสิยาห์ทรงกวางล้างรูปเคารพออกจากพระนิเวศ

5And he deposed the priests whom the kings of Judah had ordained to make offerings in the high places at the cities of Judah and around Jerusalem; those also who burned incense to Baal, to the sun and the moon and the constellations and all the host of the heavens.

5และพระองค์ทรงกำจัดปฏิมากรปุโรหิต   ผู้ซึ่งบรรดาพระราชาแห่งยูดาห์ได้สถาปนาให้เผาเครื่องหอมในปูชนียสถานสูง ที่หัวเมืองแห่งยูดาห์   และรอบๆกรุงเยรูซาเล็ม   ทั้งคนเหล่านั้นที่เผาเครื่องหอมถวายพระบาอัล   ถวายดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และหมู่ดาวประจำราศี   และบริวารทั้งสิ้นของฟ้าสวรรค์

6And he brought out the Asherah from the house of the LORD, outside Jerusalem, to the brook Kidron, and burned it at the brook Kidron and beat it to dust and cast the dust of it upon the graves of the common people.

6และพระองค์ทรงนำอาเชราห์ออกมา จากพระนิเวศของพระเจ้า   ภายนอกเยรูซาเล็มถึงลำธารขิดโรน   และเผาเสียที่ลำธารขิดโรน   และทรงทุบให้เป็นผงคลีและเหวี่ยงผงคลี นั้นลงบนหลุมศพของคนสามัญ

7And he broke down the houses of the male cult prostitutes who were in the house of the LORD, where the women wove hangings for the Asherah.

7และพระองค์ทรงทำลายเรือนเทวทาส   ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าเสีย   เป็นที่ที่ผู้หญิงทอม่านสำหรับอาเชราห์

Josiah had the courage to condemn the sin of the homosexuals.

โยสิยาห์ทรงมีความกล้าหาญที่จะประณามความผิดบาปเรื่องรักร่วมเพศเดียวกัน

8And he brought all the priests out of the cities of Judah, and defiled the high places where the priests had made offerings, from Geba to Beersheba. And he broke down the high places of the gates that were at the entrance of the gate of Joshua the governor of the city, which were on one's left at the gate of the city.

8และพระองค์ทรงให้ปุโรหิตทั้งหมดออกจากหัวเมืองยูดาห์   และทรงกระทำให้ปูชนียสถานสูงเสียความศักดิ์สิทธิ์   คือที่ที่ปุโรหิตได้เผาเครื่องหอม   ตั้งแต่เมืองเกบาถึงเบเออร์เชบา   และพระองค์ทรงทำลายปูชนียสถานสูงของประตูเมือง   ซึ่งอยู่ตรงทางเข้าประตูโยชูอาผู้ว่าราชการเมือง   ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือที่ประตูเมือง

9However, the priests of the high places did not come up to the altar of the LORD in Jerusalem, but they ate unleavened bread among their brothers.

9ถึงอย่างไรก็ดี   ปุโรหิตแห่งปูชนียสถานสูง   มิได้ขึ้นไปยังแท่นบูชาแห่งพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม   แต่เขาทั้งหลายกินขนมปังไร้เชื้อ   ท่ามกลางพวกพี่น้องของเขาเอง

10And he defiled Topheth, which is in the Valley of the Son of Hinnom, that no one might burn his son or his daughter as an offering to Molech.

10และทรงกระทำให้โทเฟทเสียความศักดิ์สิทธิ์   คือที่ที่หุบเขาบุตรแห่งฮินโนม   เพื่อจะไม่มีผู้ใดถวายบุตรชายหญิงของตน   ให้ลุยไฟเป็นเครื่องบูชาต่อพระโมเลค

Josiah stopped the offering of the human sacrifices.

โยสิยาห์ทรงหยุดการถวายมนุษย์เป็นเครื่องบูชา

11And he removed the horses that the kings of Judah had dedicated to the sun, at the entrance to the house of the LORD, by the chamber of Nathan-melech the chamberlain, which was in the precincts. And he burned the chariots of the sun with fire.

11และพระองค์ทรงกำจัดม้า   ซึ่งบรรดาพระราชาแห่งยูดาห์ได้ถวายแก่ดวงอาทิตย์   ที่ตรงทางเข้าพระนิเวศของพระเจ้า   ข้างห้องนาธันเมเลคข้าราชสำนัก   ซึ่งอยู่ในบริเวณและพระองค์ทรงเผารถรบ ของดวงอาทิตย์เสียด้วยไฟ

12And the altars on the roof of the upper chamber of Ahaz, which the kings of Judah had made, and the altars that Manasseh had made in the two courts of the house of the LORD, he pulled down and broke in pieces and cast the dust of them into the brook Kidron.

12และแท่นบนหลังคาห้องชั้นบนของอาหัส   ซึ่งบรรดาพระราชาของยูดาห์ได้สร้างไว้   และแท่นบูชาซึ่งมนัสเสห์ได้สร้างไว้ในลาน ทั้งสองของพระนิเวศแห่งพระเจ้า   พระองค์ทรงดึงลงมาให้หักเสียเป็นชิ้นๆ   และทรงเหวี่ยงผงคลีของมันลงไปในลำธารขิดโรน

13And the king defiled the high places that were east of Jerusalem, to the south of the mount of corruption, which Solomon the king of Israel had built for Ashtoreth the abomination of the Sidonians, and for Chemosh the abomination of Moab, and for Milcom the abomination of the Ammonites.

13และพระราชาทรงกระทำให้ปูชนียสถานสูง   ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเยรูซาเล็มเสียความศักดิ์สิทธิ์   ซึ่งอยู่ทางใต้ของภูเขาพินาศ   ซึ่งซาโลมอนพระราชาแห่งยูดาห์ ได้สร้างสำหรับพระอัชทาโรท   พระอันน่าเกลียดน่าชังของชนไซดอน   และสำหรับพระเคโมชสิ่งน่าสะอิดสะเอียนของคนโมอับ   และสำหรับพระมิลโคมสิ่งน่าเกลียดน่าชังของชน อัมโมน

14And he broke in pieces the pillars and cut down the Asherim and filled their places with the bones of men.

14และพระองค์ทรงทุบเสาศักดิ์สิทธิ์เป็นชิ้นๆ   และตัดเหล่าอาเชราห์ลงเสียและเอากระดูกมนุษย์ถมที่นั้น  

15Moreover, the altar at Bethel, the high place erected by Jeroboam the son of Nebat, who made Israel to sin, that altar with the high place he pulled down and burned, reducing it to dust. He also burned the Asherah.

15ยิ่งกว่านั้นอีกแท่นบูชาที่เบธเอล   ปูชนียสถานสูงซึ่งเยโรโบอัมบุตร เนบัทได้ตั้งไว้   ผู้ซึ่งกระทำให้อิสราเอลทำด้วย   พระองค์ทรงรื้อแท่นบูชากับปูชนียสถานสูงนั้นลงและ ทรงเผาปูชนียสถานสูงนั้น   บดให้เป็นผงคลีและพระองค์ทรงเผาอาเชราห์เสียด้วย

16And as Josiah turned, he saw the tombs there on the mount. And he sent and took the bones out of the tombs and burned them on the altar and defiled it, according to the word of the LORD that the man of God proclaimed, who had predicted these things.

16และเมื่อโยสิยาห์ทรงหันพระพักตร์พระองค์ ทอดพระเนตรอุโมงค์ฝังศพอยู่บนภูเขา   และพระองค์ทรงใช้ให้ไปเอากระดูกออกมาเสียจากอุโมงค์   และเผาเสียบนแท่นบูชาและทรงกระทำให้เสียความศักดิ์สิทธิ์   ตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งคนแห่งพระเจ้าได้ ป่าวร้องทำนายไว้   ผู้ซึ่งป่าวร้องทำนายถึงสิ่งเหล่านี้

17Then he said, “What is that monument that I see?” And the men of the city told him, “It is the tomb of the man of God who came from Judah and predicted these things that you have done against the altar at Bethel.”

17แล้วพระองค์ตรัสว่า   “อนุสาวรีย์ที่เรามองเห็นข้างโน้นคืออะไร”   คนเมืองนั้นก็ทูลพระองค์ว่า   “เป็นอุโมงค์ฝังศพของคนแห่งพระเจ้า   ผู้มาจากยูดาห์และได้ป่าวร้องถึงสิ่งเหล่านี้   ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำต่อแท่นบูชาที่เบธเอล

18And he said, “Let him be; let no man move his bones.” So they let his bones alone, with the bones of the prophet who came out of Samaria.

18และพระองค์ตรัสว่า   “ให้เขาอยู่ที่นั่นแหละอย่าให้ผู้ใดย้ายกระดูกของเขา”   เขาทั้งหลายจึงทิ้งไว้อย่างนั้นพร้อมกับกระดูกของผู้ เผยพระวจนะผู้ออกมาจากสะมาเรีย

19And Josiah removed all the shrines also of the high places that were in the cities of Samaria, which kings of Israel had made, provoking the LORD to anger. He did to them according to all that he had done at Bethel.

19โยสิยาห์ทรงกำจัดนิเวศทั้งสิ้นของปูชนียสถานสูง ที่อยู่ในหัวเมืองสะมาเรีย   ซึ่งบรรดาพระราชาแห่งอิสราเอลได้ทรงสร้างไว้   กระทำให้พระเจ้าทรงกริ้ว   พระองค์ทรงกระทำต่อที่เหล่านั้นตามทุกอย่างที่พระองค์ทรง กระทำที่เบธเอล

20And he sacrificed all the priests of the high places who were there, on the altars, and burned human bones on them. Then he returned to Jerusalem.

20และพระองค์ทรงประหารปุโรหิตทั้งปวงแห่งปูชนียสถานสูง   ซึ่งอยู่ที่นั่นเสียบนแท่นบูชาและเผากระดูกคนเสียบนนั้น   แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับกรุงเยรูซาเล็ม

Josiah Restores the Passover

โยสิยาห์ทรงฟื้นฟูเทศกาลปัสกา

21And the king commanded all the people, “Keep the Passover to the LORD your God, as it is written in this Book of the Covenant.”

21และพระราชาทรงบัญชาประชาชนทั้งปวงว่า   “จงถือเทศกาลปัสกาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า   ดังที่เขียนไว้ในหนังสือพันธสัญญา”   นี้

22For no such Passover had been kept since the days of the judges who judged Israel, or during all the days of the kings of Israel or of the kings of Judah.

22เพราะว่าเทศกาลปัสกาอย่างนี้มิได้ถือกันมา ตั้งแต่สมัยผู้วินิจฉัย   ผู้ที่ครอบครองอิสราเอล   หรือระหว่างสมัยบรรดาพระราชาแห่งอิสราเอล   หรือพระราชาแห่งยูดาห์

23But in the eighteenth year of King Josiah this Passover was kept to the LORD in Jerusalem.

23แต่ในปีที่สิบแปดแห่งรัชกาลกษัตริย์โยสิยาห์   ได้ถือเทศกาลปัสกานี้ถวายแด่พระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม

Now Josiah commanded that they keep the Passover. 

ตอนนี้โยสิยาห์ทรงบัญชาให้พวกเขาเถือปฏิบัติเทศกาลปัสกา

They had not been keeping the holy days, the feast days, and Passover. And so they had this huge Passover.

พวกเขาไม่ได้รักษาวันสำคัญทางศาสนา   วันจัดงานเลี้ยงฉลองและเทศกาลปัสกา และดังนั้นพวกเขาได้จัดให้มีเทศกาลปัสกายิ่งใหญ่นี้อีก

The Passover is a holiday to celebrate when the Jews were released from slavery in Egypt. 

เทศกาลปัสกาเป็นวันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองเมื่อครั้งพวกยิวได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสในอียิปต์

The name comes from the 10th plague where the angel of death passed over the houses of those with the blood on the door posts but in the homes of the Egyptians the first born in every house died and then the pharaoh let the people go.

ชื่อนี้ได้มาจากโรคระบาดอันดับที่ 10 ที่ทูตมรณะได้ผ่านพ้นบ้านของผู้ที่มีเลือดลูกแกะทาที่ขอบประตูบ้าน  แต่ในบ้านของชาวอียิปต์เด็กหัวปีแรกเกิดในบ้านทุกหลังต้องเสียชีวิต  เพื่อว่าฟาโรห์จะทรงยอมปลดปล่อยคนยิวไป

The holiday of Passover was supposed to be celebrated every year but it had not been for many years since the time of the Judges. 

เทศกาลปัสกาเป็นวันหยุดที่ควรที่จัดตั้งไว้เพพื่อเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกปี แต่มันก็ไม่ได้กระทำมาเป็นเวลานานหลายปีตั้งแต่สมัยของผู้วินิจฉัย

24Moreover, Josiah put away the mediums and the necromancers and the household gods and the idols and all the abominations that were seen in the land of Judah and in Jerusalem, that he might establish the words of the law that were written in the book that Hilkiah the priest found in the house of the LORD.

24ยิ่งกว่านั้นอีก โยสิยาห์ได้กำจัดคนทรงและแม่มด   และเทราฟิม   และรูปเคารพและสิ่งน่าสะอิดสะเอียนซึ่งเห็นกันอยู่ใน แผ่นดินยูดาห์   และในกรุงเยรูซาเล็ม   เพื่อพระองค์จะทรงสถาปนาถ้อยคำแห่งธรรมบัญญัติ   ซึ่งเขียนอยู่ในหนังสือที่ฮิลคียาปุโรหิต   ได้พบในพระนิเวศของพระเจ้า

25Before him there was no king like him, who turned to the LORD with all his heart and with all his soul and with all his might, according to all the Law of Moses, nor did any like him arise after him.

25ก่อนพระองค์หามีพระราชาองค์ใดเหมือนพระองค์ไม่   ผู้ซึ่งหันหาพระเจ้าด้วยสุดพระจิตสุดพระทัย   และด้วยสิ้นสุดพระกำลัง ตามธรรมบัญญัติทั้งสิ้นของโมเสส   หรือผู้ที่เกิดมาทีหลังพระองค์ ก็ไม่มีใครเหมือนพระองค์  

26Still the LORD did not turn from the burning of his great wrath, by which his anger was kindled against Judah, because of all the provocations with which Manasseh had provoked him.

26ถึงกระนั้นพระเจ้ามิได้ทรงหันจากพระพิโรธอันแรงกล้า   และยิ่งใหญ่ของพระองค์   พระพิโรธของพระองค์ได้พลุ่งขึ้นต่อยูดาห์   ด้วยการกระทำของมนัสเสห์อันเป็นเหตุ ให้พระเจ้าไม่พอพระทัย

27And the LORD said, “I will remove Judah also out of my sight, as I have removed Israel, and I will cast off this city that I have chosen, Jerusalem, and the house of which I said, My name shall be there.”

27และพระเจ้าตรัสว่า   “เราจะให้ยูดาห์ออกเสียจากสายตาของเราด้วย   ดังที่เราได้กระทำต่ออิสราเอล   และเราจะเหวี่ยงเมืองนี้ซึ่งเราได้เลือกออกไป เสียคือเยรูซาเล็มกับนิเวศ   ซึ่งเราได้บอกว่านามของเราจะอยู่ที่นั่นเป็นนิตย์”

Josiah's Death in Battle

โยสิยาห์สิ้นพระชนม์ในการสงคราม

28Now the rest of the acts of Josiah and all that he did, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Judah?

28ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของโยสิยาห์และบรรดาสิ่งซึ่ง พระองค์ทรงกระทำ   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งพระราชา ประเทศยูดาห์หรือ

29In his days Pharaoh Neco king of Egypt went up to the king of Assyria to the river Euphrates. King Josiah went to meet him, and Pharaoh Neco killed him at Megiddo, as soon as he saw him.

29ในสมัยของพระองค์   ฟาโรห์เนโคพระราชาของอียิปต์ เสด็จขึ้นไปยังพระราชาแห่งอัสซีเรียถึงแม่น้ำยูเฟรติส   กษัตริย์โยสิยาห์เสด็จไปปะทะพระองค์   และเมื่อฟาโรห์เนโคทรงเห็น พระองค์ก็ประหารพระองค์เสียที่เมืองเมกิดโด

30And his servants carried him dead in a chariot from Megiddo and brought him to Jerusalem and buried him in his own tomb. And the people of the land took Jehoahaz the son of Josiah, and anointed him, and made him king in his father's place.

30ข้าราชการของพระองค์ ก็นำพระศพใส่รถรบไปจากเมืองเมกิดโด   และนำมายังกรุงเยรูซาเล็ม   และฝังไว้ในอุโมงค์ของพระองค์   และราษฎรนั้นก็รับเยโฮอาหาสโอรสโยสิยาห์เจิมท่านไว้   และตั้งท่านให้เป็นพระราชาแทนราชบิดาของท่าน


Josiah should have stayed home. He should have kept his nose out of it.

โยสิยาห์ควรจะได้ประทับอยู่ในวัง พระองค์ควรจะประทับอยู่ภายใน ไม่น่าออกไปที่สงคราม

This was not his fight, but he went out anyway.

นี่ไม่ใช่การต่อสู้ของพระองค์ แต่พระองค์ได้เสด็จออกไปอยู่ดี

What happened? He was slain at Megiddo. (By the way, Megiddo in the great Valley of Esdraelon is the place where the War of Armageddon is to be fought in the last days.)

เกิดอะไรขึ้น? พระองค์ทรงถูกสังหารที่เมกิดโด (อย่างไรก็ตาม เมกิดโดในหุบเขาใหญ่ของเอสเดรลอน  เป็นสถานที่ที่เกิดสงครามอามาเกโดนที่รบต่อสู้กันในยุคสุดท้าย.)

Josiah was a great man of God, but he was foolish in this act. He entered a battle that was none of his concern.3

โยสิยาห์เป็นวีรบุรุษของพระเจ้า แต่ทรงโง่ในการกระทำเช่นนี้  ทรงเดินเข้าไปในการสงคราม ซึ่งไม่ใช่ธุระของพระองค์

Jehoahaz's Reign and Captivity

รัชกาลเยโฮอาหาสและการถูกจับป็นเชลย

31Jehoahaz was twenty-three years old when he began to reign, and he reigned three months in Jerusalem. His mother's name was Hamutal the daughter of Jeremiah of Libnah.

31เยโฮอาหาสมีพระชนมายุยี่สิบสามพรรษา   เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง   และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามเดือน   พระมารดาของพระองค์มีพระนามว่าฮามุทาล   บุตรีของเยเรมีย์ชาวลิบนาห์

32And he did what was evil in the sight of the LORD, according to all that his fathers had done.

32และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายใน สายพระเนตรพระเจ้า   ตามทุกอย่างซึ่งบรรพบุรุษของพระองค์ได้กระทำ

33And Pharaoh Neco put him in bonds at Riblah in the land of Hamath, that he might not reign in Jerusalem, and laid on the land a tribute of a hundred talents of silver and a talent of gold.

33และฟาโรห์เนโคก็จับพระองค์ขังไว้ ที่ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท   เพื่อมิให้พระองค์ครอบครองในเยรูซาเล็ม   และกำหนดบรรณาการจากแผ่นดินนั้นเป็นเงินหนึ่งร้อยตะลันต์   และทองคำหนึ่งตะลันต์

You would think that Jehoahaz would follow in the righteous steps of his father, but he did not.

คุณคงคิดว่าเยโฮอาหาสจะดำเนินชีวิตอันชอบธรรมตามแบบพระราชบิดาของพระองค์ แต่ไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้นเลย

Jehoahaz was an evil king. As a matter of fact, he hardly got the throne warm sitting on it -- he lasted for only three months.

เยโฮอาหาสทรงเป็นกษัตริย์ที่ชั่วร้าย   ตามความเป็นจริงพระองค์แทบจะไม่ได้ทรงประทับบนบัลลังก์นานนัก – ทรงครองราชย์ได้เพียงสามเดือน

Pharaoh didn't like the way he was reigning.

ฟาโรห์ไม่ชอบวิธีการที่พระองค์ทรงครองราชย์

He removed him from the throne and took him down to the land of Egypt, where he died.4

พระองค์ทรงปลดท่านออกจากราชบัลลังก์   และพาพระองค์ลงไปที่แผ่นดินอียิปต์ที่ซึ่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์

34And Pharaoh Neco made Eliakim the son of Josiah king in the place of Josiah his father, and changed his name to Jehoiakim. But he took Jehoahaz away, and he came to Egypt and died there.

34และฟาโรห์เนโคทรงตั้งเอลียาคิม โอรสโยสิยาห์เป็นพระราชาแทนโยสิยาห์บิดาของท่าน   และเปลี่ยนชื่อของท่านเป็นเยโฮยาคิม   แต่ได้พาเยโฮอาหาสไปเสีย และท่านมาถึงอียิปต์และสิ้นชีวิตเสียที่นั่น

35And Jehoiakim gave the silver and the gold to Pharaoh, but he taxed the land to give the money according to the command of Pharaoh. He exacted the silver and the gold of the people of the land, from everyone according to his assessment, to give it to Pharaoh Neco.

35และเยโฮยาคิมก็มอบเงิน   และทองคำแก่ฟาโรห์แต่พระองค์ทรงเก็บภาษีจากชาวแผ่นดิน   เพื่อมอบเงินตามบัญชาของฟาโรห์   พระองค์ทรงเร่งรัดเอาเงินและทองคำ ของราษฎรนั้นจากทุกคน   ตามการประเมินเพื่อมอบแก่ฟาโรห์เนโค

Jehoiakim Reigns in Judah

เยโฮยาคิมทรงครองแผ่นดินยูดาห์

36Jehoiakim was twenty-five years old when he began to reign, and he reigned eleven years in Jerusalem. His mother's name was Zebidah the daughter of Pedaiah of Rumah.

36เยโฮยาคิม   มีพระชนมายุยี่สิบห้าพรรษา   เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง   และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสิบเอ็ดปี   พระมารดาของพระองค์มีนามว่า เศบิดาห์บุตรีเปดายาห์ ชาวรูมาห์

37And he did what was evil in the sight of the LORD, according to all that his fathers had done.

37และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า   ตามทุกอย่างซึ่งบรรพบุรุษของพระองค์ได้ทรงกระทำ


 

2 Kings Chapter 23

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top