Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, December 12, 2015

 

Book of Romans

พระธรรมโรม

 

Can you summarize the Book of Romans? What is the Book of Romans all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมโรมได้ไหม พระธรรมโรมทั้งหมดเกี่ยวกับ

อะไร

 

Author: Romans 1:1 identifies the author of the book of Romans as the apostle Paul.

ผู้ประพันธ์: โรม 1: 1 ระบุว่าผู้เขียนพระธรรมโรมคืออัครทูตเปาโล

Romans 16:22 indicates that Paul used a man name Tertius to transcribe his words.
โรม 16:22
 ระบุว่าเปาโลใช้ชายที่ชื่อว่าเทอร์ทูลลัสที่จะคัดลอกคำพูดของท่าน

Romans โรม 1:1 1Paul, a servant of Christ Jesus, called to be an apostle, set apart for the gospel of God,

1เปาโล ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งพระองค์ทรงเรียกให้เป็นอัครทูต และได้ทรงตั้งไว้ให้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า

Romans โรม 16:22 22I Tertius, who wrote this letter, greet you in the Lord.

22ข้าพเจ้าเทอร์ทูลลัสผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ตามคำบอก ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้ง

หลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า  

 

Date of Writing: The book of Romans was likely written A.D. 56-58.
วันที่เขียน:
พระธรรมโรมอาจจะเขียนขึ้นในราวปี ค.ศ. 56-58

Purpose of Writing: As with all Paul’s epistles to the churches, his purpose in writing was to proclaim the glory of the Lord Jesus Christ by teaching doctrine and edify and encourage the believers who would receive his letter.

จุดประสงค์ของการเขียน: เช่นเดียวกับจดหมายฝากทุกฉบับที่เปาโลเขียนถึงคริสตจักร  จุดประสงค์ที่ท่านเขียนคือ  เพื่อประกาศพระสิริขององค์พระเยซูคริสต์โดยการสอนหลักความเชื่อ   และเทศนาหนุนกำลังใจผู้เชื่อที่ได้รับจดหมายของท่าน

Of particular concern to Paul were those to whom this letter was written—those in Rome who were “loved by God and called to be saints” (Romans 1:7).

เปาโลขียนจดหมายฉบับนี้เป็นพิเศษแก่ผู้คนที่ท่านเป็นห่วง--ผู้ที่อยู่ในกรุงโรมที่เป็น "ที่รักของพระเจ้าและที่ถูกเรียกให้เป็นธรรมิกชน" (โรม 1: 7)

Because he himself was a Roman citizen, he had a unique passion for those in the assembly of believers in Rome.

เพราะตัวท่านเองเป็นพลเมืองโรมัน ท่านมีความรักเป็นพิเศษต่อกลุ่มผู้เชื่อในกรุงโรม

Since he had not, to this point, visited the church in Rome, this letter also served as his introduction to them.
ตรงประเด็นนี้  เพราะว่าท่านไม่ได้าเยี่ยมคริสตจักรในกรุงโรม  ดังนั้นท่านจึงเขียนที่จดหมายฉบับนี้เพื่อแนะนำสั่งสอนให้พวกเขารู้

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ

Romans โรม 1:16 16 For I am not ashamed of the gospel, for it is the power of God for salvation to everyone who believes, to the Jew first and also to the Greek.

16เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็น ฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย

Romans โรม 3:9-11 9What then? Are we Jews any better off?  No, not at all. For we have already charged that all, both Jews and Greeks, are under sin,

9ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร พวกยิวเราจะได้เปรียบกว่าหรือ เปล่าเลยเพราะเราได้ชี้แจงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ทุกคนทั้งพวกยิวและพวกต่างชาติต่าง ก็อยู่ใต้อำนาจของบาป

10as it is written: “None is righteous, no, not one;

10ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียวไม่มีเลย

11no one understands; no one seeks for God.

11ไม่มีคนที่เข้าใจ  ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า
Romans โรม 3:21 21 But now the righteousness of God has been manifested apart from the law, although the Law and the Prophets bear witness to it—

21แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้า นั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่

Romans โรม 3:2323  for all have sinned and fall short of the glory of God,

23เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

Romans โรม 5:8 8but God shows his love for us in that while we were still sinners, Christ died for us.

8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย   คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา

Romans โรม 6:23 23 For the wages of sin is death, but the free gift of God is eternal life in Christ Jesus our Lord.

23เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย  แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
Romans โรม 8:9 9You, however, are not in the flesh but in the Spirit, if in fact the Spirit of God dwells in you. Anyone who does not have the Spirit of Christ does not belong to Him.

9ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว  ท่านก็มิได้อยู่ใต้เนื้อหนัง  แต่อยู่ใต้พระวิญญาณ  ผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์  ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์
Romans โรม 8:28  28And we know that for those who love God all things work together for good, for those who are called according to His purpose.

28เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

Romans โรม 8:37-39 37No, in all these things we are more than conquerors through Him who loved us.

37แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย

38For I am sure that neither death nor life, nor angels nor rulers, nor things present nor things to come, nor powers,

38เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า   หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย

39nor height nor depth, nor anything else in all creation, will be able to separate us from the love of God in Christ Jesus our Lord.

39หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้

 Romans โรม 10:9-109because, if you confess with your mouth that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised Him from the dead, you will be saved.

9คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

10For with the heart one believes and is justified, and with the mouth one confesses and is saved.

10ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม  และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด  
Romans โรม 12:1 1  I appeal to you therefore, brothers, by the mercies of God, to present your bodies as a living sacrifice, holy and acceptable to God, which is your spiritual worship

1พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย

Romans โรม 12:19 19Beloved, never avenge yourselves, but leave it to the wrath of God, for it is written, “Vengeance is mine, I will repay, says the Lord.”

19ดูก่อน  ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า  อย่าทำการแก้แค้น  แต่จงมอบการนั้นไว้  แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา  เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา  เราเองจะตอบสนอง”
Romans โรม 16:17 17I appeal to you, brothers, to watch out for those who cause divisions and create obstacles contrary to the doctrine that you have been taught; avoid them.

17พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุวิวาท และทำให้คนอื่นหลง ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น

 

Brief Summary: Paul was excited about being able to minister at last in this church, and everyone was well aware of that fact.

บทสรุปโดยย่อ: เปาโลรู้สึกตื่นเต้นที่สามารถเทศนาสั่งสอนในคริสตจักรได้ในที่สุด  และทุกคนก็ตระหนักดีถึงความจริงนั้น

Romans โรม 1:8-15 8First, I thank my God through Jesus Christ for all of you, because your faith is proclaimed in all the world.

8ประการแรก ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์ เหตุด้วยท่านทั้งหลายเพราะว่าความเชื่อของพวกท่านเลื่องลือไปทั่วโลก

9For God is my witness, whom I serve with my spirit in the gospel of his Son, that without ceasing I mention you

9เพราะพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้ ด้วยชีวิตจิตใจของข้าพเจ้า ในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระบุตรของพระองค์นั้น ทรงเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า เมื่อข้าพเจ้าอธิษฐานนั้น ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านทั้งหลายเสมอไม่ว่างเว้น

10always in my prayers, asking that somehow by God's will I may now at last succeed in coming to you.

10ข้าพเจ้าทูลขอว่า ถ้าเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแล้ว ให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเยี่ยมท่าน ทั้งหลาย โดยอย่างหนึ่งอย่างใดในที่สุดนี้

11For I long to see you, that I may impart to you some spiritual gift to strengthen you—

11เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทาน ฝ่ายวิญญาณจิตมาให้แก่ท่านบ้าง เพื่อเสริมกำลังท่านทั้งหลาย

12that is, that we may be mutually encouraged by each other's faith, both yours and mine.

12นั่นก็ให้ข้าพเจ้าและท่านทั้งหลายได้หนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้ง สองฝ่าย

13I want you to know, brothers, that I have often intended to come to you (but thus far have been prevented), in order that I may reap some harvest among you as well as among the rest of the Gentiles.

13พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้หลายครั้ง แล้วว่าจะมาหาท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมู่พวกท่านด้วย เช่นเดียวกับในหมู่ชนชาติอื่นๆ (แต่จนบัดนี้ก็ยังมีเหตุขัดข้องอยู่)

14I am under obligation both to Greeks and to barbarians, both to the wise and to the foolish.

14ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกอารยะและพวกอนารยชนด้วย   เป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์ และคนเขลาด้วย

15So I am eager to preach the gospel to you also who are in Rome.

15ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ในกรุงโรมด้วย

The letter to the Romans was written from Corinth just prior to Paul’s trip to Jerusalem to deliver the alms that had been given for the poor there.

จดหมายฝากที่เขียนถึงชาวโรมันนนั้นเขียนขึ้นจากเมืองโครินธ์ ก่อนหน้าที่เปาโลจะเดิน

ทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มในการส่งมอบเงินบจิจาคที่ท่านได้รับเพื่อแจกจ่ายคนยากจนที่นั่น

He had intended to go to Rome and then on to Spain.

ท่านตั้งใจว่าจะไปที่กรุงโรมและจากนั้นก็ไปประเทศสเปน

Romans โรม 15:24 24I hope to see you in passing as I go to Spain, and to be helped on my journey there by you, once I have enjoyed your company for a while.

24เมื่อข้าพเจ้าจะไปประเทศสเปน ข้าพเจ้าจะแวะมาหาท่านทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบท่านขณะที่ไปตามทางนั้น และเมื่อได้รับความบันเทิงใจกับท่านทั้งหลายบ้างแล้ว หวังว่าท่านจะช่วยจัดส่งให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป

But his plans were interrupted when he was arrested in Jerusalem. He would eventually go to Rome as a prisoner.

แต่มันไม่ได้เป็นไปตามแผนของท่าน  เมื่อท่านถูกจับกุมในกรุงเยรูซาเล็ม ในที่สุดท่าน

ก็ถูกพาไปยังกรุงโรมในฐานะนักโทษ

Phoebe, who was a member of the church at Cenchrea near Corinth (Romans 16:1), most likely carried the letter to Rome.
เฟบี  ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของคริสตจักรที่เมืองเคนเครียอยู่ใกล้กับเมืองโครินธ์  (โรม 16: 1) เป็นผู้ดำเนินการนำจดหมายส่วนใหญ่ของท่านไปยังกรุงโรม
The book of Romans is primarily a work of doctrine and can be divided into four sections: righteousness needed, 1:18–3:20; righteousness provided, 3:21–8:39; righteousness vindicated, 9:1–11:36; righteousness practiced, 12:1–15:13. The main theme of this letter is obvious of course—righteousness. Guided by the Holy Spirit, Paul first condemns all men of their sinfulness.

พระธรรมโรมสำคัยคือเป็นหลักคำสอนและสามารถแบ่งออกเป็นสี่ภาค คือจำเป็นต้องมีความชอบธรรม 1: 18-3:20 ความชอบธรรมที่จัดหาให้ 3: 21-8: 39; พิสูจน์ให้เห็นถึงความชอบธรรม 9: 1-11:36 ประสบความชอบธรรม 12: 1-15: 13 สาระสำคัญของจดหมายฉบับนี้เป็นที่ชัดเจนแน่นอน---ความชอบธรรม   เปาโลโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ   อันดับแรกท่านประณามคนทั้งหมดเรื่องความชั่วร้ายของพวกเขา

He expresses his desire to preach the truth of God’s Word to those in Rome. It was his hope to have assurance they were staying on the right path.

ท่านสำแดงออกถึงความปรารถนาที่จะสั่งสอนความจริงในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อผู้ที่อยู่ในกรุงโรม  มันเป็นความหวังของท่านที่ให้พวกเขามีความเชื่อมั่นว่า  พวกเขากำลังเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

He strongly points out that he is not ashamed of the gospel (Romans 1:16), because it is the power by which everyone is saved.
ท่านชี้ให้เห็นอย่างแข็งขันว่าท่านไม่ละอายใจในเรื่องพระกิตติคุณ (โรม 1:16) เ​​พราะมันเป็นอำนาจที่ทุกคนจะรอดได้

The book of Romans tells us about God, who He is and what He has done. It tells us of Jesus Christ, what His death accomplished.

พระธรรมโรมบอกเราเกี่ยวกับพระเจ้า  ว่าพระองค์คือผู้ใดและสิ่งที่ทรงได้กระทำ  ยังบอกเราเรื่องของพระเยซูคริสต์  สิ่งที่ได้ทรงทำสำเร็จที่ทรงสิ้นพระชนม์

It tells us about ourselves, what we were like without Christ and who we are after trusting in Christ.

พระธรรมนี้สอนเราเกี่ยวกับตัวเราเอง  ว่าเราจะเป็นอย่างไรถ้าปราศจากพระคริสต์และเราเป็นยังไงหลังจากที่ได้วางใจในพระคริสต์

Paul points out that God did not demand men have their lives straightened out before coming to Christ.

เปาโลชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดให้ชีวิตของผู้คนต้องประพฤติให้ถูกต้องก่อนที่จะมาถึงพระเยซูคริสต์

While we were still sinners Christ died on a cross for our sins.
ในขณะที่เรายังเป็นคนบาป
  พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อความบาปของเรา
Connections: Paul uses several Old Testament people and events as illustrations of the glorious truths in the book of Romans.

การเชื่อมต่อ:  เปาโลใช้คนและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์เดิมหลายอย่าง  เพื่อแสดงภาพของสัจจธรรมอันรุ่งโรจน์ในพระธรรมโรม

Abraham believed and righteousness was imputed to him by his faith, not by his works.

อับราฮัมได้เชื่อและท่านถูกนับว่ามีความชอบธรรมเพราะความเชื่อของท่าน  ไม่ใช่โดยการประพฤติของท่าน

Romans โรม 4:1-9 1 What then shall we say was gained by Abraham, our forefather according to the flesh?

1ถ้าเช่นนั้น เราจะว่าอะไรเรื่องอับราฮัม บรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต

2For if Abraham was justified by works, he has something to boast about, but not before God.

2ถ้าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรมโดยการประพฤติ   ท่านก็มีทางที่จะอวดได้   แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าท่านไม่มีทางอย่างนั้น

3For what does the Scripture say? “Abraham believed God, and it was counted to him as righteousness.”

3พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ก็ว่า อับราฮัมเชื่อในพระเจ้าและเพราะความเชื่อนั้นเอง พระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม

4Now to the one who works, his wages are not counted as a gift but as his due.

4ฝ่ายคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ

5And to the one who does not work but trusts him who justifies the ungodly, his faith is counted as righteousness,

5ส่วนคนที่มิได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้ คนผิดเป็นคนชอบธรรมได้   เพราะความเชื่อของคนนั้น พระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม

6just as David also speaks of the blessing of the one to whom God counts righteousness apart from works:

6ดังที่ดาวิดได้กล่าวถึงความสุขของคนที่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เป็นคนชอบธรรม   โดยมิได้อาศัยการประพฤติ  

7“Blessed are those whose lawless deeds are forgiven, and whose sins are covered;

7ว่า คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงโปรดยกการอธรรมของเขาแล้ว และพระเจ้าทรงกลบเกลื่อนบาปของเขาแล้ว ก็เป็นสุข  

8blessed is the man against whom the Lord will not count his sin.”

8บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข  

9Is this blessing then only for the circumcised, or also for the uncircumcised? We say that faith was counted to Abraham as righteousness.

9ถ้าเช่นนั้นความสุขมีแก่คนที่เข้าสุหนัตพวกเดียวหรือ หรือว่ามีแก่พวกที่มิได้เข้าสุหนัตด้วย เพราะเรากล่าวว่า “เพราะความเชื่อนั้นเองพระเจ้าทรงถือว่าอับราฮัมเป็นคนชอบธรรม”

Paul refers to David who reiterated the same truth. 

เปาโลกล่าวถึงดวิดผู้ยึดมั่นความจริงเดียวกันนี้

Paul uses Adam to explain to the Romans the doctrine of inherited sin and he uses the story of Sarah and Isaac, the child of promise, to illustrate the principle of Christians being the children of the promise of the divine grace of God through Christ.

เปาโลยกเรื่องอดัมเพื่อที่จะอธิบายให้ชาวโรมันทราบคำสอนเรื่องของบาปที่สืบทอดมา   และท่านยกตัวอย่างเรื่องราวของนางซาราห์และอิสอัค  บุตรตามพระสัญญา  เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงหลักความเชื่อของคริสเตียน  ที่เราได้รับพระคุณให้เป็นบุตรแห่งพระสัญญาของพระจ้าผ่านทางพระคริสต์

In chapters 9–11, Paul recounts the history of the nation of Israel and declares that God has not completely and finally rejected Israel.

ในบทที่ 9-11 เปาโลเล่าประวัติความเป็นมาของประเทศอิสราเอล  และประกาศว่าพระเจ้าไม่ด้ทรงปฏิเสธอิสราเอลเลยทั้งสิ้นในที่สุด

Romans โรม 11:11-12 11So I ask, did they stumble in order that they might fall? By no means! Rather through their trespass salvation has come to the Gentiles, so as to make Israel jealous.

11ข้าพเจ้าจึงถามว่า พวกอิสราเอลสะดุดจนหกล้มทีเดียวหรือ หามิได้ แต่การที่เขาละเมิดนั้น เป็นเหตุให้ความรอดแผ่มาถึงพวกต่างชาติ เพื่อจะให้พวกอิสราเอลมีใจมานะขึ้น

12Now if their trespass means riches for the world, and if their failure means riches for the Gentiles, how much more will their full inclusion mean!

12แต่ถ้าการที่พวกอิสราเอลละเมิดนั้นเป็นเหตุให้ทั้งโลกบริบูรณ์   และถ้าการพ่ายแพ้ของเขาเป็นเหตุให้คนต่างชาติบริบูรณ์ หากได้เขามาเพิ่มเข้าด้วย จะดียิ่งกว่านั้นอีกมากหนอ  

God has allowed them to “stumble” only until the full number of the Gentiles will be brought to salvation.
พระเจ้า
ทรงยอมให้พวกเขาเพียงแค่ "สะดุด" เท่านั้น  จนกว่าคนต่างชาติมากมายจะถูกนำไปถึง​​ความรอด

Practical Application: The book of Romans makes it clear that there is nothing we can do to save ourselves.

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ: พระธรรมโรมสอนชัดเจนว่าไม่มีอะไรที่เราสามารถทำเพื่อช่วยให้ตัวเราเองรอดได้

Every “good” deed we have ever done is as a filthy rag before God. So dead in our trespasses and sins are we that only the grace and mercy of God can save us. God expressed that grace and mercy by sending His Son, Jesus Christ, to die on the cross in our place.

การกระทำ "ดี" ทุกอย่างที่เราเคยทำมาเปรียบเหมือนเศษผ้าขี้ริ้วที่สกปรกต่อพระพักตร์พระเจ้า ดังนั้นเราได้ตายเพราะการล่วงละเมิดและความบาปของเรา   มีเพียงพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยเราให้รอด    พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณและพระเมตตาโดยการส่งพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์    เพื่อสิ้นพระชนม์บนกาง

เขนแทนที่เรา

When we turn our lives over to Christ, we are no longer controlled by our sin nature, but we are controlled by the Spirit.

เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิต   ราจะไม่ถูกควบคุมเพราะธรรมชาติบาปของเราอีกต่อไป แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ะทรงควบคุมเรา

If we make confession that Jesus is Lord, and believe that He is raised from the dead, we are saved, born again.

ถ้าเรายอมรับว่าพระเยซูคือพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์ทรงถูกยกขึ้นจากความตาย  เราก็รอดแล้วคือเกิดใหม่อีกครั้ง

We need to live our lives offered to God as a living sacrifice to Him. Worship of the God who saved us should be our highest desire.

เราจำเป็นต้องดำเนินชีวิตที่ถวายตัวแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชาอันมีชีวิตต่อพระองค์ การนมัสการพระเจ้าผู้ทรงช่วยเราให้รอดควรจะเป็นความปรารถนาสูงสุดของเรา

Perhaps the best application of Romans would be to apply Romans 1:16 and not be ashamed of the gospel.

บางทีข้อพระคัมภีร์ที่ดีที่สุดในพระธรรมโรมคือโรม 1:16  ที่เราจะนำไปใช้  และขออย่าละอายใจในเรื่อข่าวประเสริฐ

Instead, let us all be faithful in proclaiming it!

แต่  ขอให้เราทุกคนสัตย์ซื่อในประกาศนั้

www.gotquestions.org/Thai

Book of Romans

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top