Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, December 19, 2015

 

 

 Book of 2 Corinthians

พระธรรม 2โครินธ์

 

Can you summarize the Book of 2 Corinthians? What is the Book of 2 Corinthians all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรม 2โครินธ์ได้หรือไม่  พระธรรม 2โครินธ์ทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร

 

Author: 2 Corinthians 1:1 identifies the author of the book of 2 Corinthians as the apostle Paul, possibly along with Timothy.

ผู้ประพันธ์: 2 โครินธ์ 1: 1 ระบุว่าผู้เขียนพระธรรม 2 โครินธ์ เป็นอัครทูตเปาโล บางที่ทิโมธีอาจช่วยเขียนด้วย

2 Corinthians 2โครินธ์ 1:1 1Paul, an apostle of Christ Jesus by the will of God, and Timothy our brother, To the church of God that is at Corinth, with all the saints who are in the whole of Achaia:  

1เปาโล ผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า   และทิโมธีน้องของเรา เรียน คริสตจักรของพระเจ้าที่เมืองโครินธ์ และบรรดาธรรมิกชนที่อยู่ทั่วแคว้นอาคายา    

 

Date of Writing: The book of 2 Corinthians was very likely written approximately A.D. 55-57.
วันที่เขียน:
พระธรรม 2โครินธ์อาจถูกเขียนขึ้นประมาณปี ค.ศ. 55 -57

Purpose of Writing: The church in Corinth began in A.D. 52 when Paul visited there on his second missionary journey.

จุดประสงค์ของการเขียน:คริสตจักรที่เมืองโครินธ์เริ่มต้นในปี ค.ศ. 52 เมื่อเปาโลได้แวะเยี่ยมเยียนตอนการเดินทางมิชชันนารีครั้งที่ 2

It was then that he stayed one and a half years, the first time he was allowed to stay in one place as long as he wished.

ท่านได้อยู่ที่นั่นเพื่อสั่งสอนประมาณ 1 ปีครึ่ง   แต่ตอนการเดินทางครั้งแรกท่านได้รับอนุญาตให้พักที่แห่งหนึ่งนานเท่าที่ท่านปรารถนา

A record of this visit and the establishment of the church is found in Acts 18:1-18.
บันทึกเรื่องราวการเยี่ยมครั้งนี้และการสถาปนาคริสตจักรพบในพระธรรมกิจการ 18.1-18
In his second letter to the Corinthians, Paul expresses his relief and joy that the Corinthians had received his “severe” letter (now lost) in a positive manner. That letter addressed issues that were tearing the church apart, primarily the arrival of self-style (false) apostles.

ในจดหมายฉบับที่2 ที่ท่านเขียนถึงชาวเมืองโครินธ์  เปาโลรู้สึกโล่งใจและยินดีที่ชาวเมืองโครินธ์ได้รับจดหมายที่ท่านเขียน “รุนแรง” ( ตอนนี้สูญไป) โดยมีท่าทีตอบรับอย่างดี  จดหมายนั้นได้กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่กำลังทำให้คริสตจักรแตกแยก   เริ่มแรกที่อัครสาวก(เทียมเท็จ) ตามแบบฉบับตนเองได้แฝงเข้ามา

2 Corinthians 2โครินธ์ 11:1313For such men are false apostles, deceitful workmen, disguising themselves as apostles of Christ.

13เพราะคนอย่างนั้นเป็นอัครทูตเทียม   เป็นคนงานที่หลอกลวงปลอมตัว เป็นอัครทูตของพระคริสต์   

They were assaulting Paul’s character, sowing discord among the believers, and teaching false doctrine.

พวกเขากำลังโจมตีลักษณะของท่านเปาโลอย่างรุนแรง  หว่านความขัดแย้งท่ามกลางผู้เชื่อ  และสั่งสอนหลักข้อเชื่อเทียมเท็จ

They appear to have questioned his veracity.

พวกเขาดูเหมือนได้ซักถามความสัตย์จริงของท่าน

2 Corinthians 2โครินธ์ 1:15-17 15Because I was sure of this, I wanted to come to you first, so that you might have a second experience of grace.

15เพราะรู้สึกแน่ใจในเรื่องนี้   ทีแรกข้าพเจ้าจึงอยากจะไปเยี่ยมพวกท่านก่อนเพื่อน   เพื่อท่านจะได้มีความยินดียิ่งขึ้น

16I wanted to visit you on my way to Macedonia, and to come back to you from Macedonia and have you send me on my way to Judea.

16ข้าพเจ้าใคร่จะแวะเยี่ยมพวกท่านระหว่างที่เดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย   และเมื่อข้าพเจ้ากลับจากแคว้นมาซิโดเนีย   ก็จะแวะเยี่ยมท่านอีก   แล้วขอให้ท่านอุปการะข้าพเจ้า   ให้เดินทางต่อไปยังแคว้นยูเดีย

17Was I vacillating when I wanted to do this? Do I make my plans according to the flesh, ready to say “Yes, yes” and “No, no” at the same time?

17เมื่อข้าพเจ้าหมายที่จะทำอย่างนั้นข้าพเจ้าโลเลหรือ   และข้าพเจ้ากะโครงการอย่างคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าหรือ   ซึ่งพร้อมที่จะกล่าว มา ไม่มา  ส่งๆไป

They questioned his speaking ability.

พวกเขาได้ซักถามเรื่องความสามารถของท่าน

2 Corinthians 2โครินธ์ 10:10 10For they say, “His letters are weighty and strong, but his bodily presence is weak, and his speech of no account.”

10เพราะมีบางคนพูดว่า “จดหมายของเปาโลนั้นมีน้ำหนัก และมีอำนาจมากก็จริง   แต่ว่าตัวเขาดูอ่อนกำลังและคำพูดของเขาก็ใช้ไม่ได้”

2 Corinthians 2โครินธ์ 11:6 6Even if I am unskilled in speaking, I am not so in knowledge; indeed, in every way we have made this plain to you in all things.

6แม้ว่าข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง   แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีความรู้   ที่จริงเราก็ได้แสดงข้อนี้ให้ประจักษ์แก่พวกท่านในกิจการทุกสิ่งแล้ว  

They questioned his unwillingness to accept support from the church at Corinth

พวกเขาได้ซักถามเรื่องการที่ท่านไม่เต็มใจยอมรับเงินสนับสนุนจากคริสตจักรที่เมืองโครินธ์

2 Corinthians 2โครินธ์ 11:7-97Or did I commit a sin in humbling myself so that you might be exalted, because I preached God's gospel to you free of charge?

7ข้าพเจ้าได้กระทำผิดหรือ ในการที่ข้าพเจ้าได้ถ่อมใจลงเพื่อยกชูท่านขึ้น เพราะข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่พวกท่าน โดยไม่ได้คิดเงิน

8I robbed other churches by accepting support from them in order to serve you.

8ข้าพเจ้าปล้นคริสตจักรอื่น   ด้วยการรับเงินบำรุงจากเขา   เพื่อจะได้ปรนนิบัติพวกท่าน

9And when I was with you and was in need, I did not burden anyone, for the brothers who came from Macedonia supplied my need. So I refrained and will refrain from burdening you in any way.

9และเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับพวกท่าน  และกำลังขาดแคลนนั้น  ข้าพเจ้าก็มิได้เป็นภาระแก่ผู้ใด   เพราะว่าพี่น้องที่มาจากแคว้นมาซิโดเนีย  ได้เจือจานให้พอแก่ความต้องการของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าระวังตัวไม่ให้เป็นภาระแก่พวกท่านในทางหนึ่งทางใด   และข้าพเจ้าจะระวังตัวเช่นนั้นต่อไป                                                                                                                            2 Corinthians 2โครินธ์ 12:13 13For in what were you less favored than the rest of the churches, except that I myself did not burden you? Forgive me this wrong! 

13เพราะพวกท่านเสียเปรียบคริสตจักรอื่นๆในข้อใดเล่า   เว้นไว้ในข้อนี้   คือที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นภาระแก่พวกท่าน   การผิดนั้นขอท่านให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิด  

 There were also some people who had not repented of their licentious behavior.

มีหลายคนที่ไม่ได้สารภาพผิดในการประพฤติลุ่มหลงในโลกียวิสัย

2 Corinthians 2โครินธ์ 12:20-21 20For I fear that perhaps when I come I may find you not as I wish, and that you may find me not as you wish—that perhaps there may be quarreling, jealousy, anger, hostility, slander, gossip, conceit, and disorder.

20เพราะว่าข้าพเจ้าเกรงว่า   เมื่อข้าพเจ้ามาถึง   ข้าพเจ้าอาจจะไม่เห็นพวกท่าน เป็นเหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าอยากเห็น   และท่านจะไม่เห็นข้าพเจ้าเหมือนอย่างที่ท่านอยากเห็น   คือเกรงว่าไม่เหตุใดก็เหตุหนึ่ง จะมีการวิวาทกัน ริษยากัน โกรธกัน มักใหญ่ใฝ่สูง นินทากัน ซุบซิบส่อเสียดกัน จองหองพองตัวและเกะกะวุ่นวายกัน

21I fear that when I come again my God may humble me before you, and I may have to mourn over many of those who sinned earlier and have not repented of the impurity, sexual immorality, and sensuality that they have practiced.

21ข้าพเจ้าเกรงว่า   เมื่อข้าพเจ้ากลับมา   พระเจ้าจะทรงให้ข้าพเจ้าได้อายต่อหน้าท่าน   และข้าพเจ้าจะต้องเศร้าใจ   เพราะเหตุที่หลายคนได้ทำผิดมาก่อนแล้ว   และมิได้กลับใจทิ้งการโสโครก   การผิดประเวณี   และการลามก   ซึ่งเขาได้กระทำอยู่นั้น

Paul was overjoyed to learn from Titus that the majority of Corinthians repented of their rebellion against Paul.

เปาโลดีใจมากเหลือล้นที่ได้ทราบจากทิตัสว่า  ชาวเมืองโครินธ์ส่วนใหญ่ยอมสำนึกผิดที่ได้กบฎต่อต้านเปาโล

2 Corinthians 2โครินธ์ 2:12-13 12When I came to Troas to preach the gospel of Christ, even though a door was opened for me in the Lord,

12เมื่อข้าพเจ้าไปถึงเมืองโตรอัสเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์นั้น   มีช่องทางเปิดให้แก่ข้าพเจ้าเพื่อปฏิบัติพันธกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้า

13my spirit was not at rest because I did not find my brother Titus there. So I took leave of them and went on to Macedonia.

13แต่ข้าพเจ้ายังไม่มีความสบายใจเลย   เพราะข้าพเจ้าไม่ได้พบทิตัสน้องของข้าพเจ้าที่นั่น   ข้าพเจ้าจึงลาพวกนั้นเดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย

2 Corinthians 2โครินธ์ 7:5-9 5For even when we came into Macedonia, our bodies had no rest, but we were afflicted at every turn—fighting without and fear within.

5เพราะแม้ว่าเมื่อเรามาถึงแคว้นมาซิโดเนียแล้ว   ร่างกายของเราไม่ได้พักผ่อนเลย   เรามีความลำบากอยู่รอบข้าง   ภายนอกมีการต่อสู้   ภายในมีความกลัว

6But God, who comforts the downcast, comforted us by the coming of Titus,

6แต่ถึงกระนั้นก็ดี   พระเจ้าผู้ทรงหนุนน้ำใจคนที่ท้อใจ   ได้ทรงหนุนน้ำใจของเรา   โดยทรงให้ทิตัสมาหาเรา

7and not only by his coming but also by the comfort with which he was comforted by you, as he told us of your longing, your mourning, your zeal for me, so that I rejoiced still more.

7และมิใช่เพียงการมาของทิตัสเท่านั้น   แต่โดยการที่ท่านได้หนุนน้ำใจทิตัสด้วย   ตามที่ทิตัสได้มาบอกข้าพเจ้าถึงความอาลัยและความโศกเศร้าของท่าน   และใจจดจ่อของท่านที่มีต่อข้าพเจ้า   ทำให้ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยินดีมากยิ่งขึ้น

8For even if I made you grieve with my letter, I do not regret it—though I did regret it, for I see that that letter grieved you, though only for a while.

8เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะได้ทำให้ท่านเสียใจเพราะจดหมายฉบับนั้น   ข้าพเจ้าก็ไม่เสียใจ   ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนี้   ข้าพเจ้าจะเสียใจบ้างเพราะข้าพเจ้าเห็นว่า   จดหมายฉบับนั้นทำให้ท่านมีความเสียใจเพียงชั่วขณะเท่านั้น

9As it is, I rejoice, not because you were grieved, but because you were grieved into repenting. For you felt a godly grief, so that you suffered no loss through us.

9แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยินดี   มิใช่เพราะท่านเสียใจ   แต่เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจใหม่   เพราะว่าท่านได้รับความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า   ท่านจึงไม่ได้ผลร้ายจากเราเลย

The apostle encourages them for this in an expression of his genuine love.

อัครสาวกหนุนใจพวกเขาเรื่องนี้ที่เปาโลได้แสดงออกความรักแท้ของท่าน

2 Corinthians 2โครินธ์ 7:10-16 10For godly grief produces a repentance that leads to salvation without regret, whereas worldly grief produces death.

10เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า   ย่อมกระทำให้กลับใจใหม่   ซึ่งนำไปถึงความรอดและไม่เป็นที่น่าเสียใจ   แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย

11For see what earnestness this godly grief has produced in you, but also what eagerness to clear yourselves, what indignation, what fear, what longing, what zeal, what punishment! At every point you have proved yourselves innocent in the matter.

11จงพิจารณาดูว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า   กระทำให้เกิดความกระตือรือร้นมากทีเดียว   ทำให้เกิดความขวนขวายที่จะแก้ตัวใหม่และการเดือดร้อนแทน   ความตื่นตัว   ความอาลัย   และความกระตือรือร้น   และการลงโทษ   ในทุกสิ่งเหล่านี้   ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านก็ไม่ได้กระทำผิด

12So although I wrote to you, it was not for the sake of the one who did the wrong, nor for the sake of the one who suffered the wrong, but in order that your earnestness for us might be revealed to you in the sight of God.

12เหตุฉะนี้   ที่ข้าพเจ้าเขียนจดหมายมาถึงท่าน   ก็มิใช่เพราะเห็นแก่คนที่ได้ทำผิด   หรือเพราะเห็นแก่คนที่ต้องทนต่อการร้าย   แต่เพื่อให้ความจดจ่อของท่านมีต่อเรา   ปรากฏแก่ท่านในสายพระเนตรพระเจ้า

13Therefore we are comforted.  And besides our own comfort, we rejoiced still more at the joy of Titus, because his spirit has been refreshed by you all.

13โดยเหตุนี้เราจึงมีความชูใจ   นอกจากความชูใจเรานั้น   เรามีความชื่นชมยินดีมากยิ่งขึ้นเพราะความยินดีของทิตัส   ในการที่พวกท่านได้กระทำให้จิตใจของทิตัสสงบ

14For whatever boasts I made to him about you, I was not put to shame. But just as everything we said to you was true, so also our boasting before Titus has proved true.

14ที่ข้าพเจ้าได้อวดเรื่องพวกท่านแก่ทิตัส   ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องละอายใจเลย   ทุกสิ่งที่เราได้กล่าวแก่ท่านเป็นความจริงฉันใด   สิ่งที่เราได้อวดเรื่องพวกท่านแก่ทิตัสเมื่อก่อนนั้น   ก็ปรากฏเป็นจริงเหมือนกันฉันนั้น

15And his affection for you is even greater, as he remembers the obedience of you all, how you received him with fear and trembling.

15และเมื่อทิตัสระลึกถึงความเชื่อฟังของพวกท่าน   และการที่พวกท่านต้อนรับเขาด้วยความเกรงกลัวจนตัวสั่น   เขาก็เพิ่มความรักในพวกท่านมากยิ่งขึ้น

16I rejoice, because I have perfect confidence in you.

16ข้าพเจ้าชื่นชมยินดี เพราะว่าข้าพเจ้าไว้ใจท่านได้ทุกอย่าง

Paul also sought to vindicate his apostleship, as some in the church had likely questioned his authority.

เปายังได้พยายามแสดงสิทธิการเป็นอัครสาวกของท่าน   ตามที่บางคนในคริสตจักรอาจได้สอบถามเรื่องสิทธิอำนาจของท่าน

 2 Corinthians 2โครินธ์ 13:3 3since you seek proof that Christ is speaking in me. He is not weak in dealing with you, but is powerful among you.

3เพราะว่าท่านทั้งหลายต้องการที่จะเห็นหลักฐานว่าพระคริสต์ตรัสทางข้าพเจ้า   พระคริสต์มิได้ทรงอ่อนต่อท่าน   แต่ทรงฤทธิ์มากในหมู่พวกท่าน

Positively, Paul found the Corinthians had well received his “severe” letter. The Apostle encourages them for this in an expression of Paul’s genuine love.

แน่นอนทีเดียว เปาโลพบว่าชาวเมืองโครินธ์รับจดหมายที่ "รุนแรง" ของท่านได้อย่างดี อัครสาวกกระตุ้นพวกเขาเรื่องนีในการที่เปาโลแสดงออกความรักแท้

Paul also sought to vindicate his apostleship, as some in the church had likely questioned his authority.
เปา
ยังได้พยายามแสดงสิทธิการเป็นอัครสาวกของท่าน  ตามที่บางคนในคริสตจักรอาจได้สอบถามเรื่องสิทธิอำนาจของท่าน


Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

2 Corinthians 2โครินธ์ 3:5 5Not that we are sufficient in ourselves to claim anything as coming from us, but our sufficiency is from God,

5มิใช่เราจะคิดถือว่า   สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง   แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า
2 Corinthians 2โครินธ์ 3:18 18And we all, with unveiled face, beholding the glory of the Lord, are being transformed into the same image from one degree of glory to another. For this comes from the Lord who is the Spirit.

18แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว   จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า   และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า   คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป   เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์ พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ
2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation. The old has passed away; behold, the new has come.

17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
2 Corinthians 2โครินธ์ 5:2121For our sake He made Him to be sin who knew no sin, so that in him we might become the righteousness of God.

21เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่เรา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์ 
2 Corinthians 2โครินธ์ 10:5  5We destroy arguments and every lofty opinion raised against the knowledge of God, and take every thought captive to obey Christ,

5คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม   และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้น ขัดขวางความรู้ของพระเจ้า   และน้อมนำความคิดทุกประการให้ เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์

2 Corinthians 2โครินธ์ 13:4 4For he was crucified in weakness, but lives by the power of God. For we also are weak in him, but in dealing with you we will live with him by the power of God.

4เพราะถึงแม้ว่าพระองค์ทรงถูกตรึงเพราะทรงอ่อน   พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า   เพราะว่าเราก็อ่อนด้วยกันกับพระองค์   แต่เรามีชีวิตเป็นอยู่กับพระองค์ เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า  

 

Brief Summary: After greeting the believers in the church at Corinth and explaining why he had not visited them as originally planned.

บทสรุปโดยย่อ:หลังจากทักทายบรรดาผู้เชื่อในคริสตจักรที่เมืองโครินธ์  และอธิบายว่าทำไมท่านไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขาตามแผนเดิม

2 Corinthians 2โครินธ์ 1:3–2:2 3Blessed be the God and Father of our Lord Jesus Christ, the Father of mercies and God of all comfort,

3สาธุการแด่พระเจ้า   พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   พระบิดาผู้ทรงความเมตตา   พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง

4who comforts us in all our affliction, so that we may be able to comfort those who are in any affliction, with the comfort with which we ourselves are comforted by God.

4พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา   เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น   ที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ   ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า

5For as we share abundantly in Christ's sufferings, so through Christ we share abundantly in comfort too.

5เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด   ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น

6If we are afflicted, it is for your comfort and salvation; and if we are comforted, it is for your comfort, which you experience when you patiently endure the same sufferings that we suffer.

6ที่เราทนความทุกข์ยากนั้น   ก็เพื่อให้ท่านได้ความชูใจและความรอด   และที่เราได้รับความชูใจ   ก็เพื่อให้ท่านได้รับความชูใจด้วย   ซึ่งท่านจะได้รับเมื่อเพียรสู้ทนความทุกข์เหมือนอย่างเราได้ทนนั้น

7Our hope for you is unshaken, for we know that as you share in our sufferings, you will also share in our comfort.

7เราจึงมีความหวังแน่นอนในท่านทั้งหลาย   เพราะเรารู้ว่า   ท่านทั้งหลายได้มีส่วนในความทุกข์ยากของเราฉันใด   ท่านทั้งหลายจะได้มีส่วนในความชูใจของเราฉันนั้น  

8For we do not want you to be ignorant, brothers, of the affliction we experienced in Asia. For we were so utterly burdened beyond our strength that we despaired of life itself.

8พี่น้องทั้งหลาย   เราอยากให้ท่านทราบถึงความทุกข์ยากที่เกิดแก่เราในแคว้นเอเชีย   ซึ่งทำให้เราหนักใจเหลือกำลัง   จนเราเกือบหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้

9Indeed, we felt that we had received the sentence of death. But that was to make us rely not on ourselves but on God who raises the dead.

9ที่จริงเราคาดว่าเราถึงที่ตายแล้ว   แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อมิให้เราไว้ใจในตนเอง   แต่ให้ไว้ใจในพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย

10He delivered us from such a deadly peril, and he will deliver us. On him we have set our hope that he will deliver us again.

10พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย   และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก   เราไว้ใจพระองค์ว่า   พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก

11You also must help us by prayer, so that many will give thanks on our behalf for the blessing granted us through the prayers of many.

11ขอให้ท่านอธิษฐานเผื่อเราด้วย   เพื่อว่าคนเป็นอันมากจะได้ขอบพระคุณเพราะเรา   เนื่องจากพระคุณที่ทรงประทานแก่เรา   อันเป็นการทรงตอบคำอธิษฐานของคนเป็นอันมากนั้น

12For our boast is this: the testimony of our conscience that we behaved in the world with simplicity and godly sincerity, not by earthly wisdom but by the grace of God, and supremely so toward you.

12นี่เป็นสิ่งที่เราอวดได้   คือใจสำนึกผิดชอบของเราเป็นพยานว่า   เราได้ประพฤติตนเป็นที่ประจักษ์แก่โลก   และยิ่งกว่านั้นก็คือการประพฤติต่อท่านทั้ง หลายด้วยน้ำใจบริสุทธิ์   และด้วยความจริงใจซึ่งมาจากพระเจ้า   และมิใช่ตามปัญญาของโลก   แต่ตามพระคุณซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดประทาน

13For we are not writing to you anything other than what you read and acknowledge and I hope you will fully acknowledge—

13เพราะว่าเราไม่ได้เขียนเรื่องอื่นถึงท่าน   นอกจากเรื่องซึ่งท่านสามารถอ่านและเข้าใจได้   เมื่อพวกท่านเข้าใจบ้างแล้ว

14just as you did partially acknowledge us, that on the day of our Lord Jesus you will boast of us as we will boast of you.

14ข้าพเจ้าก็หวังว่าท่านจะเข้าใจได้อย่างดีโดยตลอดว่า   ในวันแห่งพระเยซูเจ้าของเรา   ท่านก็ภูมิใจในเราได้เช่นเดียวกับที่เราจะภูมิใจในท่าน  

15Because I was sure of this, I wanted to come to you first, so that you might have a second experience of grace.

15เพราะรู้สึกแน่ใจในเรื่องนี้   ทีแรกข้าพเจ้าจึงอยากจะไปเยี่ยมพวกท่านก่อนเพื่อน   เพื่อท่านจะได้มีความยินดียิ่งขึ้น

16I wanted to visit you on my way to Macedonia, and to come back to you from Macedonia and have you send me on my way to Judea.

16ข้าพเจ้าใคร่จะแวะเยี่ยมพวกท่านระหว่างที่เดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย   และเมื่อข้าพเจ้ากลับจากแคว้นมาซิโดเนีย   ก็จะแวะเยี่ยมท่านอีก   แล้วขอให้ท่านอุปการะข้าพเจ้า   ให้เดินทางต่อไปยังแคว้นยูเดีย

17Was I vacillating when I wanted to do this? Do I make my plans according to the flesh, ready to say “Yes, yes” and “No, no” at the same time?

17เมื่อข้าพเจ้าหมายที่จะทำอย่างนั้นข้าพเจ้าโลเลหรือ   และข้าพเจ้ากะโครงการอย่างคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าหรือ   ซึ่งพร้อมที่จะกล่าว   มา  ไม่มา  ส่งๆไป

18As surely as God is faithful, our word to you has not been Yes and No.

18พระเจ้าทรงสัตย์จริงแน่ฉันใด   คำของเราที่กล่าวกับท่านก็มิใช่เป็นคำรับ   หรือปฏิเสธส่งๆไปแน่ฉันนั้น

19For the Son of God, Jesus Christ, whom we proclaimed among you, Silvanus and Timothy and I, was not Yes and No, but in him it is always Yes.

19เพราะว่า พระบุตรของพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งข้าพเจ้ากับสิลวานัสและทิโมธี   ได้ประกาศแก่พวกท่านนั้น ไม่ใช่ จริง ไม่จริง ส่งๆไป แต่โดยพระองค์นั้นล้วนแต่จริงทั้งสิ้น

20For all the promises of God find their Yes in him. That is why it is through him that we utter our Amen to God for his glory.

20บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดว่าอาเมน โดยพระองค์เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

21And it is God who establishes us with you in Christ, and has anointed us,

21ผู้ซึ่งทรงตั้งเรากับท่านทั้งหลายไว้ในพระคริสต์ และได้ทรงเจิมเราไว้นั้นก็คือพระเจ้า

22and who has also put his seal on us and given us his Spirit in our hearts as a guarantee.

22และพระองค์ทรงประทับตราเรา และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย  

23But I call God to witness against me—it was to spare you that I refrained from coming again to Corinth.

23ขอพระเจ้าเป็นพยานฝ่ายจิตใจของข้าพเจ้าว่า ที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ไปถึงเมืองโครินธ์นั้น   ก็เพื่อจะงดโทษพวกท่านไว้ก่อน

24Not that we lord it over your faith, but we work with you for your joy, for you stand firm in your faith.

24เราไม่ใช่เป็นนายบังคับความเชื่อของพวกท่าน แต่ว่าเราเป็นผู้อุปการะ เพื่อท่านจะรับความชื่นชมยินดี เพราะท่านตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อแล้ว

1For I made up my mind not to make another painful visit to you.

1ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่า จะไม่มาทำให้ท่านเกิดความทุกข์อีก

2For if I cause you pain, who is there to make me glad but the one whom I have pained?

2เพราะถ้าข้าพเจ้าทำให้พวกท่านเป็นทุกข์ ใครเล่าจะทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดี ก็คือคนที่ข้าพเจ้าทำให้มีความทุกข์นั่นแหละ

Paul explains the nature of his ministry.

เปาโลอธิบายลักษณะงานรับใช้ศาสนกิจของท่าน

Triumph through Christ and sincerity in the sight of God were the hallmarks of his ministry to the churches.

ชัยชนะโดยทางพระคริสต์และความสัตย์จริงในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นตรารับรองศาสนกิจของท่านต่อคริสตจักรทั้งหลาย

2 Corinthians 2โครินธ์ 2:14-17 14But thanks be to God, who in Christ always leads us in triumphal procession, and through us spreads the fragrance of the knowledge of him everywhere.

14แต่ขอบพระคุณพระเจ้า   ผู้ทรงนำเราเสมอมาโดยพระคริสต์ด้วยความมีชัย   และทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์   ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง

15For we are the aroma of Christ to God among those who are being saved and among those who are perishing,

15เพราะว่าเราเป็นกลิ่นอันหอมหวาน ที่พระคริสต์ถวายพระเจ้า ในหมู่คนที่กำลังจะรอด   และคนที่กำลังประสบความพินาศ

16to one a fragrance from death to death, to the other a fragrance from life to life. Who is sufficient for these things?

16ฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นแห่งความตายซึ่งนำไปสู่ความตาย   และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตซึ่งนำไปสู่ชีวิต   ใครเล่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับพันธกิจเหล่านี้

17For we are not, like so many, peddlers of God's word, but as men of sincerity, as commissioned by God, in the sight of God we speak in Christ.

17เพราะว่าเราไม่เหมือนคนเป็นอันมาก   ที่เอาพระวจนะของพระเจ้าไปขายกิน   แต่ว่าเราประกาศด้วยอาศัยพระคริสต์อย่างคนสัตย์ซื่อ   อย่างคนที่มาจากพระเจ้า   และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า

He compares the glorious ministry of the righteousness of Christ to the “ministry of condemnation” which is the Law.

ท่านเปรียบเทียบพันธกิจรุ่งโรจน์แห่งความชอบธรรมของพระคริสต์กับ "พันธกิจแห่งการสาปแช่ง" ซึ่งเป็นบทบัญญัติ

2 Corinthians 2โครินธ์ 3:9 9For if there was glory in the ministry of condemnation, the ministry of righteousness must far exceed it in glory.

9เพราะว่าถ้าการปฏิบัติสำหรับปรับโทษยังมีรัศมี   การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก

This declares his faith in the validity of his ministry in spite of intense persecution.

นี้ประกาศความเชื่อในความถูกต้องของศาสนกิจของท่าน ทั้งๆ ที่มีการกดขี่ข่มเหงที่รุนแรง

2 Corinthians 2โครินธ์ 4:8-18 8We are afflicted in every way, but not crushed; perplexed, but not driven to despair;

8เราถูกขนาบรอบข้าง   แต่ก็ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว   เราจนปัญญาแต่ก็ไม่ถึงกับหมดมานะ

9persecuted, but not forsaken; struck down, but not destroyed;

9เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง   เราถูกตีลงแล้ว   แต่ก็ไม่ถึงตาย

10always carrying in the body the death of Jesus, so that the life of Jesus may also be manifested in our bodies.

10เราแบกความตายของพระเยซูไว้ที่กายเราเสมอ   เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย

11For we who live are always being given over to death for Jesus' sake, so that the life of Jesus also may be manifested in our mortal flesh.

11เพราะว่าพวกเราที่มีชีวิตอยู่นั้น   ต้องถูกมอบไว้แก่ความตายอยู่เสมอ   เพราะเห็นแก่พระเยซู   เพื่อว่าพระชนม์ชีพของพระเยซูจะได้ปรากฏในเนื้อหนังของเรา   ซึ่งจะต้องตายนั้น

12So death is at work in us, but life in you.

12เหตุฉะนั้นความตายจึงกำลังออกฤทธิ์อยู่ในเรา   แต่ชีวิตกำลังออกฤทธิ์อยู่ในท่านทั้งหลาย  

13Since we have the same spirit of faith according to what has been written, “I believed, and so I spoke,” we also believe, and so we also speak,

13เพราะเรามีใจเชื่อเช่นเดียวกับผู้ที่เขียนไว้ว่า   ข้าพเจ้าเชื่อ เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูด   เราก็เชื่อเหมือนกัน   เพราะฉะนั้นเราจึงพูด

14knowing that he who raised the Lord Jesus will raise us also with Jesus and bring us with you into his presence.

14เรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงให้พระเยซูเจ้าคืนพระชนม์   จะทรงโปรดให้เราเป็นขึ้นมาโดยพระเยซู   และจะทรงพาเราเข้ามาเฝ้าพร้อมกับท่านทั้งหลาย

15For it is all for your sake, so that as grace extends to more and more people it may increase thanksgiving, to the glory of God.

15เพราะว่าสิ่งสารพัดนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย   เพื่อว่าเมื่อพระคุณมาถึงคนเป็นจำนวนมากขึ้น   ก็จะมีการขอบพระคุณมากยิ่งขึ้น   เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

16So we do not lose heart. Though our outer nature is wasting away, our inner nature is being renewed day by day.

16เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ   ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป   แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน

17For this slight momentary affliction is preparing for us an eternal weight of glory beyond all comparison,

17เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา   ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น   จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้

18as we look not to the things that are seen but to the things that are unseen. For the things that are seen are transient, but the things that are unseen are eternal.

18เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่   แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น   เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน   แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์

Chapter 5 outlines the basis of the Christian faith—the new nature (v. 17) and the exchange of our sin for the righteousness of Christ.

บทที่ 5 สรุปพื้นฐานของความเชื่อแบบคริสเตียน--ธรรมชาติใหม่ (ข้อ 17) และการเปลี่ยนความบาปของเรากลับกลายเป็นความชอบธรรมของพระคริสต์

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:21 21For our sake He made Him to be sin who knew no sin, so that in him we might become the righteousness of God.

21เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่เรา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์
Chapters 6 and 7 find Paul defending himself and his ministry, assuring the Corinthians yet again of his sincere love for them and exhorting them to repentance and holy living.

บทที่ 6 และ 7 เราพบว่าเปาโลกำลังปกป้องตัวเองและงานรับใช้ของท่าน    ทำให้ชาวโครินธ์มั่นใจอีกครั้งเรื่องความรักที่จริงใจของท่านที่มีต่อพวกเขา   และเตือนสติพวกเขาให้กลับใจใหม่และใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์

In chapters 8 and 9, Paul exhorts the believers at Corinth to follow the examples of the brothers in Macedonia and extend generosity to the saints in need. He teaches them the principles and rewards of gracious giving.
นบทที่ 8 และ 9 เปาโลสั่งสอนตักเตือนบรรดาผู้เชื่อที่เมืองโครินธ์ที่จะปฏิบัติตามตัวอย่างของพี่น้องชาวเมืองมาซิโดเนีย  และขยายความเอื้ออาทรแก่วิสุทธิชนในยามต้องการ  ท่านสอนพวกเขาหลักความเชื่อและรางวัลตอบแทนของการให้ด้วยใจกว้างขวาง

Paul ends his letter by reiterating his authority among them (chapter 10) and concern for their faithfulness to him in the face of fierce opposition from false apostles. He calls himself a “fool” for having to reluctantly boast of his qualifications and his suffering for Christ (chapter 11).

เปาโลจบจดหมายของท่านโดยตอกย้ำยืนยันสิทธิอำนาจท่ามกลางพวกเขา (บทที่ 10) และความกังวลเรื่องความสัตย์ซื่อต่อท่านในยามที่เผชิญกับความขัดแย้งที่รุนแรงจากอัครสาวกเท็จ ท่านเรียกตัวเองว่าเป็น "คนโง่"  ที่กระดากใจคุยโม้คุณสมบัติและความทุกข์ทรมานของท่านเพื่อพระคริสต์ (บทที่ 11)

He ends his epistle by describing the vision of heaven he was allowed to experience and the “thorn in the flesh” he was given by God to ensure his humility (chapter 12). The last chapter contains his exhortation to the Corinthians to examine themselves to see whether what they profess is reality, and ends with a benediction of love and peace.
ท่านจบจดหมายของท่านโดยการอธิบายนิมิตแห่งสวรรค์  ที่ท่านได้รับอนุญาตให้ สัมผัสและ "หนามในเนื้อ" ที่ท่านได้รับจากพระเจ้า  เพื่อให้ความมั่นใจในความถ่อมใจของท่าน (บทที่ 12) บทสุดท้ายมีคำแนะนำตักเตือนของท่านต่อชาวเมืองโครินธ์ให้ตรวจสอบตัวเองเพื่อดูว่าที่พวกเขาสารภาพนั้นคือความเป็นจริงหรือไม่   และจบลงด้วยขอพระพรของความรักและความสงบสุข

 

Connections: Throughout his epistles, Paul frequently refers to the Mosaic law, comparing it with the surpassing greatness of the gospel of Jesus Christ and salvation by grace.

การ เชื่อมต่อ: ตลอดจดหมายฝากของท่าน     บ่อยครั้งเปาโลเอ่ยถึงกฎหมายโมเสส การเปรียบเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่เหนือกว่าและความรอดโดยพระคุณ

2 Corinthians 2โครินธ์ 3:4-11 4Such is the confidence that we have through Christ toward God.

4เรามีความไว้ใจในพระเจ้าโดยพระคริสต์อย่างนั้น

5Not that we are sufficient in ourselves to claim anything as coming from us, but our sufficiency is from God,

5มิใช่เราจะคิดถือว่า   สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง   แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า

6who has made us competent to be ministers of a new covenant, not of the letter but of the Spirit. For the letter kills, but the Spirit gives life.

6ผู้ทรงโปรดประทานให้เราสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่   อันมิใช่ประมวลกฎแต่เป็นมาโดยพระวิญญาณ   ด้วยว่าประมวลกฎนั้นประหารให้ตาย   แต่ส่วนพระวิญญาณประทานชีวิต  

7Now if the ministry of death, carved in letters on stone, came with such glory that the Israelites could not gaze at Moses' face because of its glory, which was being brought to an end,

7แต่ถ้าการปฏิบัติที่ประหารให้ตาย   คือตามตัวอักษรที่จารึกไว้ที่แผ่นศิลานั้น   ยังมาด้วยรัศมี   แม้ว่าจะเป็นรัศมีที่จางหายไป   ก็ยังทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้

8will not the ministry of the Spirit have even more glory?

8ดังนั้นการที่ปฏิบัติตามพระวิญญาณจะไม่มีรัศมียิ่งกว่านั้นอีกหรือ

9For if there was glory in the ministry of condemnation, the ministry of righteousness must far exceed it in glory.

9เพราะว่าถ้าการปฏิบัติสำหรับปรับโทษยังมีรัศมี   การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก

10Indeed, in this case, what once had glory has come to have no glory at all, because of the glory that surpasses it.

10อันที่จริงรัศมีซึ่งได้ทรงประทานให้นั้นก็อับแสงไปแล้ว   เพราะถูกรัศมีอันเลิศประเสริฐนั้นได้ส่องข่มเสียหมด

11For if what was being brought to an end came with glory, much more will what is permanent have glory.

11เพราะถ้าสิ่งที่ได้จางไปยังเคยมีรัศมีถึงเพียงนั้น   สิ่งซึ่งจะดำรงอยู่ก็จะมีรัศมีมากยิ่งกว่านั้นอีก  

Paul contrasts the Old Testament law with the new covenant of grace, referring to the law as that which “kills” while the Spirit gives life.

เปาโลแสดงความแตกต่างระหว่างบทบัญญัติในพันธสัญญาเดิมกับพระคุณในพันธสัญญาใหม่   กล่าวถึงบทบัญญัติว่าเป็นสิ่งที่ "ฆ่า" ในขณะที่พระวิญญาณทรงประทานชีวิต

The law is the “ministry of death, written and engraved on stone” (v. 7)

บทบัญญัติเป็น "พันธกิจเรื่องความตาย เขียนและจารึกไว้บนแผ่นหิน" (ข้อ 7)

Exodus อพยพ 24:12 12The LORD said to Moses, “Come up to me on the mountain and wait there, that I may give you the tablets of stone, with the law and the commandment, which I have written for their instruction.”

12พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “ขึ้นมาหาเราบนภูเขาแล้วคอยอยู่ที่นั่น   เราจะให้แผ่นศิลาอันมีข้อพระธรรม   และข้อบัญญัติซึ่งเราจารึกไว้เพื่อเก็บไว้สอนเขา”

Because it brings only the knowledge of sin and its condemnation.

เพราะมันนำมาเฉพาะความรู้เรื่องความบาปและการสาปแช่ง

 

The glory the law is that it reflects the glory of God, but the ministry of the Spirit is much more glorious than the ministry of the law, because it reflects His mercy, grace and love in providing Christ as the fulfillment of the law.
ความงดงามแห่งบทบัญญัติคือว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงพระสิริของพระเจ้า แต่พันธกิจแห่งพระวิญญาณนั้นรุ่งโรจน์กว่าพันธกิจแห่งบทบัญญัติ   เพราะมันสะท้อนให้เห็นพระเมตตาพระคุณและความรัก ในการทรงเตรียมพระคริสต์มาเพื่อทำให้พระบัญญัติสำเร็จ

Practical Application: This letter is the most biographical and least doctrinal of Paul's epistles.

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ: จดหมายฉบับนี้เป็นชีวประวัติและเป็นหลักข้อเชื่อเล็กน้อยที่สุดของจดหมายจากเปาโล

It tells us more about Paul as a person and as a minister than any of the others. That being said, there are a few things we can take from this letter and apply to our lives today.

มันจะบอกเราเกี่ยวกับว่าเปาโลเป็นคนและเป็นผ็รับใช้มากกว่าเรื่องคนอื่น ๆ  ดังที่กล่าวว่ามีไม่กี่สิ่งที่เราสามารถได้จากจดหมายฉบับนี้และนำไปใช้กับชีวิตของเราในวันนี้

The first thing is stewardship, not only of money, but of time as well. The Macedonians not only gave generously, but “they gave themselves first to the Lord and then to us in keeping with God's will” (2 Corinthians 8:5).

สิ่งแรกคือการพิทักษ์ทรัพย์สิน   ไม่เพียงแต่เงิน แต่เวลาเช่นกัน  ชาเมืองมาซีโดเนียนไม่เพียงแต่หยิบยื่นให้โดยไม่เห็นแก่ตัว แต่ "พวกเขาถวายตัวเองต่อพระเจ้าก่อน  แล้วจากนั้นอุทิศตัวให้เราทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า" (2 โครินธ์ 8: 5)

In the same way, we should dedicate not only all we have to the Lord, but all that we are.

ในลักษณะเดียวกั   ที่เราควรอุทิศไม่เพียง แต่ทั้งหมดที่เรามีต่อพระเจ้า แต่ทุกอย่างที่เราเป็น

He really doesn't need our money. He is omnipotent!

พระองค์จริงๆไม่จำเป็นต้องการเงินของเรา ทรงเป็นคนที่มีอำนาจทุกอย่าง

He wants the heart, one that longs to serve and please and love. Stewardship and giving to God is more than just money.

ทรงต้องการจิตใจ    คนหนึ่งที่ปรารถนาที่จะรับใช้และทำให้เป็นที่พอใจและความรัก การดูแลทรัพย์สินและการให้แด่พระเจ้าเป็นมากกว่าเงินเท่านั้น

Yes, God does want us to tithe part of our income, and He promises to bless us when we give to Him.

ใช่   พระเจ้าทรงต้องการให้เราถวายส่วนสิบชักหนึ่งของรายได้ของเรา  และทรงสัญญาว่าจะเทพรแก่เราเมื่อเรามอบถวายแด่พระองค์

There is more though, God wants 100%.

แม้จะมีมากกว่านั้นคือว่าพระเจ้าต้องการ 100%

 

He wants us to give Him our all, everything we are.

ทรงต้องการให้เราที่จะให้พระองค์ทั้งหมดทุกอย่างที่เรามี

We should spend our lives living to serve our Father.

เราควรใช้ชีวิตของเราที่จะยังคงรับใช้พระบิดาของเรา

We should not only give to God from our paycheck, but our very lives should be a reflection of Him.

เราไม่ควรที่จะเพียงแต่ให้กับพระเจ้าจากการคืนกลับของเรา แต่ชีวิตของเราควรจะเป็นภาพสะท้อนของพระองค์

We should give ourselves first to the Lord, then to the church and the work of the ministry of Jesus Christ.

ประการแรกเราควรที่จะถวายตัวเองต่อพระเจ้าก่อน   จากนั้นต่อคริสตจักรและการรับใช้พระราชกิจของพระเยซูคริสต์

www.gotquestions.org/Thai

2 Corinthians part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top