Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, December 20, 2015

 

Book of Galatians

พระธรรมกาลาเทีย

 

Can you summarize the Book of Galatians? What is the Book of Galatians all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมกาลาเทียได้ไหม  พระธรรมกาลาเทียทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร

 

Author: Galatians 1:1 clearly identifies the Apostle Paul as the writer of the Epistle to the Galatians.
ผู้
ประพันธ์: กาลาเทีย 1: 1  ระบุชัดเจนว่าอัครทูตเปาโลเป็นผู้เขียนจดหมายฝากกาลาเทีย

Galatians กาลาเทีย 1:11Paul, an apostle—not from men nor through man, but through Jesus Christ and God the Father, who raised him from the dead—

1เปาโล   ผู้เป็นอัครทูต (มิใช่มนุษย์แต่งตั้ง   หรือมนุษย์เป็นตัวแทนแต่งตั้ง   แต่พระเยซูคริสต์และพระบิดาเจ้า   ผู้ทรงโปรดให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย   ได้ทรงแต่งตั้ง)

 

Date of Writing: Depending on where exactly the book of Galatians was sent and during which missionary journey Paul started the churches in that area, the book of Galatians was written somewhere between 48 and 55 A.D.
วันที่เขียน: ขึ้นอยู่กับว่า
พระธรรมกาลาเทียถูกส่งตรงไปที่ใด  และในระหว่างการเดินทางมิชชันนารีครั้งใด ที่เปาโลเริ่มตั้งคริสตจักรในพื้นที่นั้น พระธรรมกาลาเทียถูกเขียนในระ

หว่างปี ค.ศ 48 และ 55

Purpose of Writing: The churches in Galatia were formed partly of converted Jews and partly of Gentile converts, as was generally the case.

จุดประสงค์ของการเขียน:คริสตจักรหลายแห่งในกาลาเทียก่อตัวขึ้นส่วนหนึ่งจากชาวยิวที่กลับใจเชื่อและคนต่างชาติที่กลับใจเชื่อ  เป็นเรื่องปกติธรรมดา

Paul asserts his apostolic character and the doctrines he taught, that he might confirm the Galatian churches in the faith of Christ, especially with respect to the important point of justification by faith alone.

เปาโลยืนยันลักษณะผู้อภิบาลศิษย์และหลักคำสอนของท่าน   ว่าท่านอาจจะยืนยันว่าคริสตจักรกาลาเทียมีความเชื่อในพระคริสต์   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับประเด็นสำคัญเรื่องการปรับให้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อเพียงอย่างเดียว

Thus the subject is mainly the same as that which is discussed in the epistle to the Romans, that is, justification by faith alone.

ดังนั้น เรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็เช่นเดียวกับสิ่งที่ถกเถียงกันในจดหมายฝากถึงชาวโรมัน   นั้นคือการปรับให้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อเพียงอย่างเดียว

In this epistle, however, attention is particularly directed to the point that men are justified by faith without the works of the Law of Moses.
อย่างไรก็ตาม ในจดหมายฝากฉบับนี้ ความสนใจเป็นพิเศษพุ่งประเด็นที่ว่า  คนจะถูกปรับให้ชอบธรรมเพราะความเชื่อ   ไม่ใช่จากการประพฤติตามธรรมบัญญัติของโมเสส
Galatians was not written as an essay in contemporary history.

พระธรรมกาลาเทียไม่ได้เขียนเป็นเรียงความในแบบประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

It was a protest against corruption of the gospel of Christ.

มันเป็นการต่อต้านการทำให้ข่าวประเสริฐของพระคริสต์เสื่อมเสีย

The essential truth of justification by faith rather than by the works of the law had been obscured by the Judaizers’ insistence that believers in Christ must keep the law if they expected to be perfect before God.

ความจริงสำคัญที่สุดเรื่องการปรับให้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อไม่ใช่จากการประ

พฤติตามธรรมบัญญัติ  ได้ถูกอำพรางซ่อนไว้โดยพวกนับถือลัทธิยูดาที่เรียกร้องว่า  ผู้เชื่อในพระคริสต์จะต้องรักษาธรรมบัญญัติด้วยหากพวกเขาคาดหวังจะเป็นผู้เชื่อที่สมบูรณ์ต่อพระเจ้า

When Paul learned that this teaching had begun to penetrate the Galatian churches and that it had alienated them from their heritage of liberty, he wrote the impassioned remonstrance contained in this epistle.
เมื่อ
เปาโลได้ทราบว่าคำสอนนี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรกาลาเทีย  และว่ามันทำให้คริสตจักรทั้งหลายแปลกไปจากเสรีภาพที่พวกเขาได้รับสืบทอดมา  ท่านได้เขียนคำทักท้วงที่ปลุกเร้าความรู้สึกดังที่พบในพระธรรมฉบับนี้

 

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Galatians กาลาเทีย 2:16 16yet we know that a person is not justified by works of the law but through faith in Jesus Christ, so we also have believed in Christ Jesus, in order to be justified by faith in Christ and not by works of the law, because by works of the law no one will be justified.

16ก็ยังรู้ว่าไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมได้  โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ   แต่โดยศรัทธาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น  ถึงเราเองก็มีใจศรัทธาในพระเยซูคริสต์  เพื่อจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยศรัทธาในพระคริสต์ ไม่ใช่โดยการประพฤติตาม ธรรมบัญญัติ  เพราะว่าโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น  ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนชอบธรรมได้เลย  
Galatians กาลาเทีย 2:20 20I have been crucified with Christ. It is no longer I who live, but Christ who lives in me. And the life I now live in the flesh I live by faith in the Son of God, who loved me and gave himself for me.

20ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว  ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป  แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า  ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่าง กายขณะนี้  ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า  ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า  และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า
Galatians กาลาเทีย 3:11 11Now it is evident that no one is justified before God by the law, for “The righteous shall live by faith.” 

11เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า   ด้วยธรรมบัญญัติได้เลย เพราะว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ”

Galatians กาลาเทีย 4:5-6 5to redeem those who were under the law, so that we might receive adoption as sons.

5เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร

6And because you are sons, God has sent the Spirit of his Son into our hearts, crying, “Abba! Father!”

6และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว  พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในใจของเรา  ร้องว่า  “อาบา”  คือพระบิดา
Galatians กาลาเทีย 5:22-23 22For it is written that Abraham had two sons, one by a slave woman and one by a free woman.

22เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า อับราฮัมมีบุตรสองคน คนหนึ่งเกิดจากหญิงทาส อีกคนหนึ่งเกิดจากหญิงที่เป็นไท

23But the son of the slave was born according to the flesh, while the son of the free woman was born through promise.

23บุตรที่เกิดจากหญิงทาสนั้นก็เกิดตามธรรมดา แต่ส่วนบุตรที่เกิดจากหญิงที่เป็นไทนั้น   เกิดตามพระสัญญา

Galatians กาลาเทีย 6:7 7Do not be deceived: God is not mocked, for whatever one sows, that will he also reap.

7อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น

 

Brief Summary: The result of justification by grace through faith is spiritual freedom. Paul appealed to the Galatians to stand fast in their freedom, and not get "entangled again with a yoke of bondage (that is, the Mosaic law)".

บทสรุปโดยย่อ: ผลจากการปรับให้เป็นคนชอบธรรมโดยพระคุณเพราะความเชื่อคือเสรีภาพทางจิตวิญญาณ  เปาโลร้องขอให้ชาวกาลาเทียที่จะยืนมั่นคงแน่วแน่ในเสรีภาพของพวกเขาและไม่ " หลงเข้าไปเทียมแอกการเป็นทาสอีก (นั่นคือธรรมบัญญัติของโมเสส)"

Galatians กาลาเทีย 5:11For freedom Christ has set us free; stand firm therefore, and do not submit again to a yoke of slavery.

1เพื่อเสรีภาพนั้นเอง พระคริสต์จึงได้ทรงโปรดให้เราเป็นไท เหตุฉะนั้นจงตั้งมั่น และอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย  

 Christian freedom is not an excuse to gratify one's lower nature; rather, it is an opportunity to love one another.

เสรีภาพของคริสเตียนไม่ได้เป็นข้อแก้ตัวที่จะพอใจธรรมชาติตกต่ำลงของคนนั้น  แต่มันเป็นโอกาสที่จะรักซึ่งกันและกัน

Galatians กาลาเทีย 5:13 13For you were called to freedom, brothers. Only do not use your freedom as an opportunity for the flesh, but through love serve one another.

13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด

Galatians กาลาเทีย 6:7-107Do not be deceived: God is not mocked, for whatever one sows, that will he also reap.

7อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น

8For the one who sows to his own flesh will from the flesh reap corruption, but the one who sows to the Spirit will from the Spirit reap eternal life.

8ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น

9And let us not grow weary of doing good, for in due season we will reap, if we do not give up.

9อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร

10So then, as we have opportunity, let us do good to everyone, and especially to those who are of the household of faith.

10เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ  

Such freedom does not insulate one from life's struggles.

เสรีภาพดังกล่าวไม่ได้แยกคนออกจากการต่อสู้ในชีวิต

Indeed, it may intensify the battle between the Spirit and the flesh.

แท้จริง มันอาจจะทำให้สงครามฝ่ายวิญญาณและเนื้อหนังรุนแรงขึ้น

Nevertheless, the flesh (the lower nature) has been crucified with Christ

อย่างไรก็ตาม เนื้อหนัง (ธรรมชาติที่ต่ำลง) ได้ถูกตรึงไว้แล้วกับพระคริสต์

Galatians กาลาเทีย 2:20 20I have been crucified with Christ. It is no longer I who live, but Christ who lives in me. And the life I now live in the flesh I live by faith in the Son of God, who loved me and gave himself for me.

20ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ใน ร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า

As a consequence, the Spirit will bear its fruit such as love, joy, and peace in the life of the believer.

ผลก็คือ  จะเกิดผลฝ่ายพระวิญญาณเช่น ความรัก ความยินดีและความสงบสุขในชีวิตของผู้เชื่อ

Galatians กาลาเทีย 5:22-23 22But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, patience, kindness, goodness, faithfulness,

22ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ

23gentleness, self-control; against such things there is no law.

23ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย

The letter to the Galatians was written in a spirit of inspired agitation.

จดหมายถึงชาวกาลาเทียถูกเขียนขึ้นโดยวิญญาณแห่งความไม่สบายใจที่ถูกเร้าใจ

For Paul, the issue was not whether a person was circumcised, but whether he had become "a new creation"

สำหรับเปาโล ปัญหาไม่ไช่ว่า  คนนั้นจะเข้าสุหนัตหรือไม่เข้า  แต่ไม่ว่ายังไง  เขาได้กลายเป็นคนที่ถูก "สร้างใหม่"

Galatians กาลาเทีย 6:15 15For neither circumcision counts for anything, nor uncircumcision, but a new creation.

15เพราะว่าการที่ถือพิธีเข้าสุหนัตหรือไม่ถือ ไม่เป็นของสำคัญอะไร แต่การที่ถูกสร้างใหม่นั้นสำคัญ

If Paul had not been successful in his argument for justification by faith alone, Christianity would have remained a sect within Judaism, rather than becoming the universal way of salvation.

ถ้าเปาโลไม่ได้ประสบความสำเร็จในคำโต้แย้งของท่านเรื่องการปรับให้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อเพียงอย่างเดียว   ศาสนาคริสต์จะยังคงเป็นนิกายหนึ่งของศาสนายูดาย แทนที่จะเป็นทางแห่งความรอดสำหรับคนทั้งโลก

Galatians, therefore, is not only Luther's epistle; it is the epistle of every believer who confesses with Paul:

ดังนั้น  พระธรรมกาลาเทียจึงไม่ได้เป็นเพียงจดหมายฝากของลูเทอร์   มันเป็นจดหมายฝากของผู้เชื่อทุกคนที่สารภาพรับเชื่อกับเปาโล:

 Galatians กาลาเทีย 2:20 20I have been crucified with Christ. It is no longer I who live, but Christ who lives in me. And the life I now live in the flesh I live by faith in the Son of God, who loved me and gave himself for me.

20ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว   ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป   แต่พระคริสต์ต่าง

หากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า   ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้   ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า   ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า   และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า
The books of James and Galatians illustrate two aspects of Christianity that from the very beginning have seemed to be in conflict, though in reality they are supplementary.

พระธรรมยากอบและกาลาเทียแสดงให้เห็นลักษณะสองด้านของศาสนาคริสต์ จากตอนเริ่มต้นดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกัน  แต่ในความเป็นจริงทั้งสองด้านจะเสริมสร้างกัน

James insists on the ethic of Christ, a demand that faith prove its existence by its fruits.

ยากอบยืนยันในจริยธรรมของพระคริสต์   ความเชื่อที่ต้องการพิสูจน์โดยดูจากผลที่เกิด

Nevertheless James, no less than Paul, emphasizes the need of the transformation of the individual by the grace of God.

อย่างไรก็ตาม  ยากอบก็ไม่ด้อยกว่าเปาโล   ที่มุ่งเน้นความจำเป็นของการที่แต่ละบุคคลปลี่ยนแปลงใหม่โดยพระคุณของพระเจ้า

James ยากอบ 1:18 18Of His own will he brought us forth by the word of truth, that we should be a kind of first fruits of His creatures.

18โดยทรงตั้งพระทัยแล้ว   พระองค์ก็ได้ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดโดยสัจวาทะ   เพื่อเราทั้งหลายจะได้เป็นอย่างผลแรกแห่งสรรพสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสร้าง

Galatians stresses the dynamic of the gospel that produces ethic

พระธรรมกาลาเทียเน้นพลังแห่งพระกิตติคุณที่ก่อให้เกิดหลักจริยธรรม

Galatians กาลาเทีย3:13-14 13Who is wise and understanding among you? By his good conduct let him show his works in the meekness of wisdom.

13ในพวกท่านผู้ใดเป็นคนฉลาดและมีปัญญา ก็ให้ผู้นั้นแสดงการประพฤติของตนด้วยพฤติกรรมอันดี มีใจอ่อนสุภาพประกอบด้วยปัญญา

14But if you have bitter jealousy and selfish ambition in your hearts, do not boast and be false to the truth.

14แต่ถ้าท่านรู้สึกขมขื่นเพราะมีใจริษยาและมักใหญ่ใฝ่สูง   ก็อย่าโอ้อวดและอย่าทรยศ ต่อความจริง

Nor was Paul less concerned than James about the ethical life

เปาโลก็เป็นกังวลไม่น้อยกว่ายากอบเรื่องเกี่ยวกับชีวิตตามหลักจริยธรรม

Galatians กาลาเทีย 5:13 13For you were called to freedom, brothers. Only do not use your freedom as an opportunity for the flesh, but through love serve one another.

13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ   อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง   แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด

Like the two sides of a coin, these two aspects of Christian truth must always accompany each other.
เช่นเดียวกับ
เหรียญทั้งสองด้าน   ลักษณะความจริงคริสเตียนทั้งสองด้านต้องประกอบเข้าด้วยกันเสมอ

 

Connections: Throughout Paul’s epistle to the Galatians, saving grace—the gift of God—is juxtaposed against the law of Moses, which does not save.

การเชื่อมต่อ: จดหมายฝากที่เปาโลเขียนตลอดทั้งหมดถึงชาวกาลาเทีย  พระคุณแห่งความรอด—ของประทานจากพระเจ้า---ถูกวางข้างๆ ต่อต้านธรรมบัญญัติของโมเสส  ซึ่งไม่ได้ช่วยให้รอดได้

The Judaizers, those who would return to the Mosaic law as their source of justification, were prominent in the early church, even temporarily drawing such a prominent Christian as Peter into their web of deceit

บรรดาผู้นับถือลัทธิยูดา  ที่หันไปนับถือธรรมบัญญัติของโมเสสว่าเป็นแหล่งที่ปรับให้เป็นคนชอบธรรม   พวกเขาโดดเด่นในคริสตจักรยุคแรก  เคยแม้แต่ชักจูงให้คริสเตียนที่มีชื่อเสียงอย่างเปโตรเข้าสู่เครือข่ายการหลอกลวงมาแล้วชั่วคราว

Galatians กาลาเทีย 2:11-13 11But when Cephas came to Antioch, I opposed him to his face, because he stood condemned.

11แต่เมื่อเคฟาสมาถึงอันทิโอกแล้ว   ข้าพเจ้าก็ได้คัดค้านท่านซึ่งๆหน้า   เพราะว่าท่านทำผิดแน่

12For before certain men came from James, he was eating with the Gentiles; but when they came he drew back and separated himself, fearing the circumcision party.

12ด้วยว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น   ท่านได้กินอยู่ด้วยกันกับคนต่างชาติ   แต่พอคนพวกนั้นมาถึง   ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหาก   เพราะกลัวพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต

13And the rest of the Jews acted hypocritically along with him, so that even Barnabas was led astray by their hypocrisy.

13และพวกยิวคนอื่นๆก็ได้แสร้งทำตามท่าน   แม้แต่บารนาบัสก็หลง แสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย

 So attached were the early Christians to the law that Paul had to continually reiterate the truth that salvation by grace had nothing to do with law keeping.

คริสียนในยุคแรกที่ผูกติดธรรมบัญญัตินั้น   เปาโลต้องตอกย้ำความจริงเสมอว่าความรอดได้มาโดยพระคุณ  และการรักษาธรรมบัญญัติไม่ช่วยอะไรได้                                  The themes connecting Galatians to the Old Testament center around the law vs. grace: the inability of the law to justify; the believer’s deadness to the law.                  สาระสำคัญเชื่อมต่อพระธรรมกาลาเทียกับพันธสัญญาเดิม  วนเวียนอยู่ที่ธรรมบัญญัติต่อต้านพระคุณ  ธรรมบัญญัตินั้นไร้ความสามารถที่จะปรับให้เป็นคนชอบธรรมได้  ผู้เชื่อได้ตายไปแล้วต่อธรรมบัญญัติ

Galatians กาลาเทีย 2:16 16yet we know that a person is not justified by works of the law but through faith in Jesus Christ, so we also have believed in Christ Jesus, in order to be justified by faith in Christ and not by works of the law, because by works of the law no one will be justified.

16ก็ยังรู้ว่าไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมได้   โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ   แต่โดยศรัทธาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น   ถึงเราเองก็มีใจศรัทธาในพระเยซูคริสต์   เพื่อจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยศรัทธาในพระคริสต์   ไม่ใช่โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ   เพราะ ว่าโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนชอบธรรมได้เลย

Galatians กาลาเทีย 2:19 19For through the law I died to the law, so that I might live to God.

19เหตุว่าโดยธรรมบัญญัตินั้น   ข้าพเจ้าได้ตายจากธรรมบัญญัติแล้ว   เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่กับพระเจ้า

Abraham’s justification by faith; the law brings not salvation but God’s wrath; and love, not works, fulfills the law.

อับราฮัมถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อ   ธรรมบัญญัติไม่ได้นำความรอด แต่นำพระพิโรธของพระเจ้ามา   และความรัก  ไม่ใช่การประพฤติ ที่ทำให้พระบัญญัติสำเร็จ
Galatians กาลาเทีย 3:66just as Abraham “believed God, and it was counted to him as righteousness”?

6ดังที่อับราฮัมได้เชื่อพระเจ้า    และการที่เชื่อนั้น พระองค์ทรง นับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน                                                                                                                     Galatians กาลาเทีย 3:10 10For all who rely on works of the law are under a curse; for it is written, “Cursed be everyone who does not abide by all things written in the Book of the Law, and do them.”

10เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติ   ก็ถูกแช่งสาป   เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า   ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อ ที่เขียนไว้ในพระธรรมธรรมบัญญัติก็ถูกแช่งสาป

Galatians กาลาเทีย 5:14 14For the whole law is fulfilled in one word: “You shall love your neighbor as yourself.”

14เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

 

Practical Application: One of the main themes of the book of Galatians is found in 3:11.

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ: สาระสำคัญข้อหนึ่งของพระธรรมกาลาเทียที่พบในกาลาเทีย 3:11

Galatians กาลาเทีย 3:11 11Now it is evident that no one is justified before God by the law, for “The righteous shall live by faith.” 

11เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า   ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า   ด้วยธรรมบัญญัติได้เลย   เพราะว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ”

Not only are we saved by faith, but the life of the believer in Christ—day by day, moment by moment—is lived by and through that faith. Not that faith is something we conjure up on our own—it is the gift of God, not of works—but it is our responsibility and joy to (1) exhibit our faith so that others will see the work of Christ in us, and (2) increase our faith by the application of the spiritual disciplines (Bible study, prayer, obedience).

ไม่เพียงแต่เราจะรอดโดยความเชื่อ แต่ผู้เชื่อมีชีวิตในพระคริสต์--วันต่อวัน—นาทีต่อนาที –ที่เรามีชีวิตอยู่และโดยความเชื่อนั้น – ไม่ใช่ว่าความเชื่อเป็นสิ่งที่เราคิดในใจของเราเอง  มันเป็นของประทานจากพระเจ้า   ไม่ใช่เพราะการประพฤติ แต่มันเป็นความรับผิดชอบและความยินดีของเราที่จะ (1) สำแดงความเชื่อของเราเพื่อให้คนอื่น ๆ จะได้เห็นพระราชกิจของพระคริสต์ในเราและ (2) เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อของเราโดยการประยุกต์ใช้ระเบียบวินัยฝ่ายวิญญาณ (พระคัมภีร์ศึกษา, การอธิษฐาน  และการเชื่อฟัง)
John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
Jesus said we would be known by the fruit of our lives which gives evidence of the faith within us.

พระเยซูตรัสว่าคนจะรู้จักเราจากผลแห่งชีวิตของเรา   ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำแดงความเชื่อภายในตัวเรา

Matthew มัทธิว 7:16 16You will recognize them by their fruits. Are grapes gathered from thorn bushes, or figs from thistles?                                                                                                                              16ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา   ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ   หรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนาม

All Christians should be diligent in striving to build upon the saving faith within us so that our lives with reflect Christ and others will see Him in us.

คริสตชนทุกคนควรจะขยันในการมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อที่ช่วยให้รอดภายในตัวเราเพื่อว่าชีวิตของเราจะสะท้อนให้เห็นถึงพระคริสต์และคนอื่น ๆ จะเห็นพระองค์ในเรา

Matthew มัทธิว 5:16 16In the same way, let your light shine before others, so that they may see your good works and give glory to your Father who is in heaven.

16ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง   จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง   เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

www.gotquestions.org/Thai

 

Galatians

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top