Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, December 2, 2015

 

Gospel of John

พระธรรมยอห์น


Can you summarize the Gospel of John? What is the Gospel of John all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมยอห์นได้หรือไม่ พระธรรมยอห์นทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author:

ผู้เขียน

John ยอห์น 21:20-24 20Peter turned and saw the disciple whom Jesus loved following them, the one who had been reclining at table close to him and had said, “Lord, who is it that is going to betray you?”

20เปโตรเหลียวหลังเห็นสาวกคนที่พระองค์ทรงรักตามมา   สาวกคนนั้นคือคนที่เอนตัวลงที่พระทรวงของพระองค์   เมื่อรับประทานอาหารอยู่นั้น   และทูลถามว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ผู้ที่จะอายัดพระองค์คือใคร”

21When Peter saw Him, he said to Jesus, “Lord, what about this man?”

21เมื่อเปโตรเห็นสาวกคนนั้นจึงทูลถามพระเยซูว่า   “พระองค์เจ้าข้า   คนนี้จะเป็นอย่างไร”

22Jesus said to him, “If it is my will that he remain until I come, what is that to you? You follow Me!”

22พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น   จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า   เจ้าจงตามเรามาเถิด”

23So the saying spread abroad among the brothers*n23.2 that this disciple was not to die; yet Jesus did not say to him that he was not to die, but, “If it is my will that he remain until I come, what is that to you?”

23เหตุฉะนั้นคำที่ว่า   สาวกคนนั้นจะไม่ตายจึงลือไปท่ามกลางพวกพี่น้อง   พระเยซูมิได้ตรัสแก่เขาว่าสาวกคนนั้นจะไม่ตาย   แต่ตรัสว่า   “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น   จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า”  

24This is the disciple who is bearing witness about these things, and who has written these things, and we know that his testimony is true.

24สาวกคนนี้แหละที่เป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้   และเป็นผู้ที่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้   และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง

This describes the author as "the disciple whom Jesus loved," and for both historical and internal reasons this is understood to be John the Apostle, one of the sons of Zebedee

พระธรรมนี้บรรยายว่าผู้เขียนเป็น "สาวกผู้ที่พระเยซูทรงรัก" และด้วยเหตุผลทั้งทางประวัติศาสตร์และภายใน    ก็เป็นที่เข้าใจว่าจะเป็นอัครสาวกยอห์น ซึ่งเป็นบุตรชายคนหนึ่งของเศเบดี

Luke ลูกา 5:10 10and so also were James and John, sons of Zebedee, who were partners with Simon. And Jesus said to Simon, “Do not be afraid; from now on you will be catching men.”

10ยากอบและยอห์นบุตรของเศเบดีผู้ร่วมงานกับซีโมน   ก็ประหลาดใจเหมือนกัน   พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า   “อย่ากลัวเลย   ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน”


Date of Writing: Discovery of certain papyrus fragments dated around A.D. 135 require the book to have been written, copied, and circulated before then. 

วันที่เขียน: การค้นพบชิ้นส่วนกระดาษสมัยโบราณประมาณปี ค.ศ.135 บอกว่าพระธรรมนี้อาจจะถูกเขียน  คัดลอกและส่งต่อๆ กันไปก่อนเวลานั้น
And while some think it was written before Jerusalem was destroyed (A.D. 70), A.D. 85-90 is a more accepted time for its writing.
และในขณะที่บางคนคิดว่ามันถูกเขียนขึ้นก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย (ค.ศ.70)  แต่เป็นที่ยอมรับช่วงเวลาแห่งการเขียนคือปี ค.ศ 85-90

Purpose of Writing:

จุดประสงค์ของการเขียน:

John ยอห์น 20:31 31but these are written so that you may believe that Jesus is the Christ, the Son of God, and that by believing you may have life in His name.

31แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้   ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้า   และเมื่อมีความเชื่อแล้ว   ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์ 

Unlike the three synoptic Gospels, John’s purpose is not to present a chronological narrative of the life of Christ, but to display His deity.

สิ่งที่แตกต่างจากพระกิตติคุณทั้งสามเล่มคือ จุดประสงค์ของยอห์นไม่ได้ที่จะนำเสนอเรื่องราวลำดับเชื้อสายวงศ์ของพระคริสต์ แต่แสดงความเป็นพระเจ้าของพระองค์

John was not only seeking to strengthen the faith of second-generation believers as well as bring about faith in others, but he also sought to correct a false teaching that was spreading.

ยอห์นไม่เพียงแต่พยายามหาทางเสริมสร้างความเชื่อศรัทธาของคนหลังเช่นเดียวกับก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคนอื่น ๆ แต่เขาก็พยายามที่จะแก้ไขคำสอนผิดพลาดที่ได้เผย แพร่ออกไป

John emphasized Jesus Christ as "the Son of God," fully God and fully man, contrary to that false doctrine which saw the "Christ-spirit" as coming upon the human Jesus at His baptism and leaving him at the crucifixion.
ยอห์นเน้นย้ำว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็น "พระบุตรของพระเจ้า" ทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์อย่างเต็มบริบูรณ์   ตรงข้ามกับหลักคำสอนที่ผิดพลาดที่เห็น "พระวิญญาณของพระคริสต์"  เสด็จมาเหนือพระเยซูเมื่อทรงรับบัพติศมา   และได้ละจากพระองค์ไปตอนที่ถูกตรึงบนกาง เขน

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

John ยอห์น 1:1,14 1In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

14And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen his glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

John ยอห์น 1:29 29The next day he saw Jesus coming toward him, and said, “Behold, the Lamb of God, who takes away the sin of the world!

29วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน   ท่านจึงกล่าวว่า   “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า   ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย

John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์
John ยอห์น 6:29 29Jesus answered them, “This is the work of God, that you believe in him whom He has sent.”

29พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “งานของพระเจ้านั้น   คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา”
John ยอห์น 10:10 10The thief comes only to steal and kill and destroy. I came that they may have life and have it abundantly.

10ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์

John ยอห์น 10:28 28I give them eternal life, and they will never perish, and no one will snatch them out of my hand.

28เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น   แกะนั้นจะไม่พินาศเลย   และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้
John ยอห์น 11:25-26 25Jesus said to her, “I am the resurrection and the life.*n25.3 Whoever believes in Me, though he die, yet shall he live,

25พระเยซูตรัสกับเธอว่า   “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก

26and everyone who lives and believes in me shall never die. Do you believe this?”

26และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย   เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม
John ยอห์น 13:35 35By this all people will know that you are my disciples, if you have love for one another.”

35ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน   ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา”
John ยอห์น 14:6 6Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through me.

6พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา
John ยอห์น 14:9 9Jesus said to him, “Have I been with you so long, and you still do not know me, Philip? Whoever has seen me has seen the Father. How can you say, ‘Show us the Father’?

9พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ฟีลิปเอ๋ย   เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ   ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา   ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า   'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น'
John ยอห์น 17:17 17Sanctify them in the truth; your word is truth.

17ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง   พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง

18As You sent Me into the world, so I have sent them into the world.

18พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกฉันใด   ข้าพระองค์ก็ใช้เขาไปในโลกฉันนั้น

John ยอห์น 19:30 30When Jesus had received the sour wine, he said, “It is finished,” and He bowed His head and gave up his spirit.

30เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำส้มองุ่นแล้ว   พระองค์ตรัสว่า   “สำเร็จแล้ว”   และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์

John ยอห์น 20:29 29Jesus said to him, “Have you believed because you have seen me? Blessed are those who have not seen and yet have believed.”

29พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ   ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข”


Brief Summary: The Gospel of John selects only seven miracles as signs to demonstrate the deity of Christ and to illustrate His ministry.

บทสรุปโดยย่อ: พระกิตติคุณยอห์นเลือกการอัศจรรย์เพียงเจ็ดครั้งเป็นสัญญาณเพื่อสำแดงสภาพพระเจ้าของพระคริสต์และแสดงให้เห็นถึงพระราชกิจของพระองค์

Some of these signs and stories are found only in John.

สัญญาณเหล่านี้บางอย่างและเรื่องราวมากมายจะพบได้เฉพาะในพระธรรมยอห์น

His is the most theological of the four Gospels and often gives the reason behind events mentioned in the other Gospels.

พระธรรมนี้เป็นไปตามหลักศาสนศาสตร์มากที่สุดในพระกิตติคุณทั้งสี่ฉบับ   และมักจะให้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่กล่าวถึงในพระกิตติคุณฉบับอื่น ๆ

He shares much about the approaching ministry of the Holy Spirit after His ascension.

ท่านบอกเล่างานของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากมายหลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

There are certain words or phrases that John frequently uses that show the repeating themes of his Gospel: believe, witness, Comforter, life - death, light - darkness, I am... (as in Jesus is the "I Am"), and love.
มีบางคำหรือวลีที่ท่านยอห์นมักจะใช้  เพื่อแสดงให้เห็นในสาระสำคัญของพระกิตติคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก   ได้แก่ เชื่อ   เป็นพยาน    พระผู้เล้าโลม  ชีวิต – ความตาย  แสงสว่าง - ความมืดเราเป็น ... (เหมือนที่พระเยซูว่า “ทรงเป็น") และรัก.
John's Gospel introduces Christ, not from His birth, but from "the beginning" as "the Word" (Logos) who, as Deity, is involved in every aspect of creation and who later becomes flesh in order that He might take away our sins as the spotless, sacrificial Lamb.

พระกิตติคุณยอห์นแนะนำให้รู้จักพระคริสต์   ไม่ใช่จากการบังเกิดของพระองค์ แต่จาก "จุดเริ่มต้น" ที่เป็น "พระคำ" (โลโกส)  ผู้ซึ่งตามสภาพที่ทรงเป็นพระเจ้า  เข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการทรงสร้างทุกด้าน และผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นมนุษย์  เพื่อที่พระองค์จะทรงชำระบาปของเราให้สะอาดหมดจด เป็นพระเมษโปดกที่ถูกถวายเป็นเครื่องบูชา

John ยอห์น 1:1-3 1In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

2He was in the beginning with God.

2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า

3All things were made through Him, and without Him was not anything made that was made.

3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ   ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น   ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ

John ยอห์น 1:14 14And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen his glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

John ยอห์น 1:29 29The next day he saw Jesus coming toward him, and said, “Behold, the Lamb of God, who takes away the sin of the world!

29วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน   ท่านจึงกล่าวว่า   “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า   ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย

John selects spiritual conversations that show that Jesus is the Messiah (4:26) and to explain how one is saved by His vicarious death on the cross (3:14-16).

ยอห์นเลือกการสนทนาทางจิตวิญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ (04:26) และเพื่อที่จะอธิบายว่าคนเราสามารถรอดได้โดยการสละพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน (3: 14-16)

He repeatedly angers the Jewish leaders by correcting them (2:13-16); healing on the Sabbath, and claiming characteristics belonging to God (5:18; 8:56-59; 9:6,16; 10:33).

ท่านโกรธผู้นำชาวยิวโดยการแก้ไขพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก (2: 13-16); การรักษาโรควันสะบาโต  และการยืนยันถึงพระลักษณะที่เป็นของพระเจ้า (5:18; 8: 56-59; 9: 6,16; 10:33)

Jesus prepares His disciples for His coming death and for their ministry after His resurrection and ascension (John 14-17).

พระเยซูทรงเตรียมสาวกของพระองค์ไว้พร้อมสำหรับการสิ้นพระชนม์ที่กำลังใกล้มาและงานรับใช้ของพวกเขาหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์ (ยอห์นบทที่ 14-17)

He then willingly dies on the cross in our place.  

จากนั้นพระองค์ก็ทรงเต็มพระทัยที่จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนพวก

John

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top