Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, December 8, 2015

 

Book of Acts

พระธรรมกิจการ


Can you summarize the Book of Acts? What is the Book of Acts all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมกิจการหรือไม่ พระธรรมกิจการทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: The book of Acts does not specifically identify its author.

ผู้ประพันธ์: พระธรรมกิจการไม่ได้ระบุชื่อผู้ประพันธ์โดยเฉพาะ

From Luke and Acts, it is clear that the same author wrote both Luke and Acts.

จากพระธรรมลูกาและกิจการ   ก็เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ประพันธ์คนเดียวกันที่เขียนทั้งพระธรรมลูกาและกิจการ

Luke ลูกา 1:1-4 4 1Inasmuch as many have undertaken to compile a narrative of the things that have been accomplished among us,

1ท่านเธโอฟีลัส   ที่เคารพอย่างสูง   ท่านทราบแล้วว่า   มีหลายคนได้อุตส่าห์เรียบเรียง เรื่องราวเหล่านั้น   ซึ่งสำเร็จแล้วในท่ามกลางเราทั้งหลาย

2just as those who from the beginning were eyewitnesses and ministers of the word have delivered them to us,

2ตามที่เขาผู้ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้น   และเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้น   ได้แสดงให้เรารู้

3it seemed good to me also, having followed all things closely for some time past, to write an orderly account for you, most excellent Theophilus,

3เหตุฉะนั้น   เนื่องจากข้าพเจ้าเองได้สืบเสาะถ้วนถี่ตั้งแต่ต้นมา   จึงเห็นดีด้วยที่จะเรียบเรียงเรื่องตามลำดับ   เพื่อประโยชน์แก่ท่าน

4that you may have certainty concerning the things you have been taught.

4เพื่อท่านจะได้รู้ความจริงอันเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น   ซึ่งมีผู้แจ้งให้ท่านทราบ

Acts กิจการ 1:1-31In the first book, O Theophilus, I have dealt with all that Jesus began to do and teach,

1ข้าแต่ท่านเธโอฟีลัส   ในหนังสือเรื่องแรกนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วถึงบรรดาการ ซึ่งพระเยซูได้ทรงตั้งต้นกระทำและสั่งสอน

2until the day when He was taken up, after He had given commands through the Holy Spirit to the apostles whom he had chosen.

2จนถึงวันที่พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไป   ในเมื่อได้ตรัสสั่งโดยเดชพระวิญญาณ บริสุทธิ์แก่อัครทูตซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้นั้นแล้ว

3To them He presented himself alive after His suffering by many proofs, appearing to them during forty days and speaking about the kingdom of God.

3ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว   ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้น ด้วยหลักฐานหลายอย่าง   พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่   และได้ทรงปรากฏแก่เขา ทั้งหลายระหว่างสี่สิบวัน   และได้ทรงสนทนากับเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า

The tradition from the earliest days of the church has been that Luke, a companion of the apostle Paul, wrote both Luke and Acts

ตามธรรมเนียมประเพณีคริสตจักรสมัยแรกนั้น  ท่านลูกาสหายของอัครทูตเปาโลเขียนทั้งพระธรรมลูกาและกิจการ

Colossiansโคโลสี 4:1414Luke the beloved physician greets you, as does Demas.

14ลูกา   แพทย์ที่รัก   กับเดมาส   ฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน 

2 Timothy ทิโมธี 4:11 11Luke alone is with me. Get Mark and bring him with you, for he is very useful to me for ministry.

11ลูกาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่กับข้าพเจ้า   จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย   เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี

Date of Writing: The Book of Acts was likely written between 61-64 A.D.
วันที่เขียน: พระธรรมกิจการมีแนวโน้มถูกเขียนขึ้นระหว่างปีค.ศ. 61-64


Purpose of Writing: The book of Acts was written to provide a history of the early church.

จุดประสงค์ของการเขียน:พระธรรมกิจการเขียนขึ้นเพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์ของคริสตจักรยุคแรก

The emphasis of the book is the importance of the day of Pentecost and being empowered to be effective witnesses for Jesus Christ.

พระธรรมเล่มนี้เน้นความสำคัญของวันเพนเทคอส  และการสำแดงอำนาจที่จะเป็นพยานที่มีพลังสำหรับพระเยซูคริสต์

Acts records the apostles being Christ's witnesses in Jerusalem, Judea, Samaria, and to the rest of the surrounding world.

พระธรรมกิจการบันทึกเรื่องอัครสาวกที่เป็นพยานของพระคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็ม แคว้นยูเดีย  แคว้นสะมาเรีย และดินแดนส่วนที่เหลือของโลก

The book sheds light on the gift of the Holy Spirit, who empowers, guides, teaches, and serves as our Counselor.

พระธรรมเล่มนี้อธิบายเรื่องของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์   ผู้ทรงเทฤทธิ์อำนาจ ทรงช่วยนำทาง  ทรงให้คำแนะนำสั่งสอนและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของเรา

Reading the book of Acts, we are enlightened and encouraged by the many miracles that were being performed during this time by the disciples Peter, John, and Paul.

การอ่านพระธรรมกิจการ   เราได้รู้แจ้งและได้รับการหนุนใจจากการอัศจรรย์มากมายที่ได้สำแดงในช่วงเวลานี้โดยอัครสาวกเปโตร ยอห์นและเปาโล

The book of Acts emphasizes the importance of obedience to God’s Word and the transformation that occurs as a result of knowing Christ.

พระธรรมกิจการเน้นความสำคัญของการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า   และการพลิกฟื้นที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการรู้จักพระคริสต์

There are also many references to those that rejected the truth that the disciples preached about the Lord Jesus Christ.

นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงมากมายแก่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธความจริง    ตามที่พวกสาวกเทศนาสั่งสอนเกี่ยวกับองค์พระเยซูคริสต์

Power, greed, and many other vices of the devil are evidenced in the book of Acts.
ฤทธิ์อำนาจ ความโลภและความชั่วร้ายอื่น ๆ อีกมากมายปรากฎหลักฐานในพระธรรมกิจการ


Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Acts กิจการ 1:8 8But you will receive power when the Holy Spirit has come upon you, and you will be my witnesses in Jerusalem and in all Judea and Samaria, and to the end of the earth.”

8แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช   เมื่อพระวิญญาณ บริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน   และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม   ทั่วแคว้นยูเดีย   แคว้นสะมาเรีย   และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”
Acts กิจการ 2:44And they were all filled with the Holy Spirit and began to speak in other tongues as the Spirit gave them utterance.

4เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด  
Acts กิจการ 4:12 12And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”  
Acts กิจการ 4:19-20 19But Peter and John answered them, “Whether it is right in the sight of God to listen to you rather than to God, you must judge,

19ฝ่ายเปโตรกับยอห์นตอบเขาว่า   “จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าข้าพเจ้าควรจะเชื่อฟังท่าน   หรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้า   ขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู

20for we cannot but speak of what we have seen and heard.”

20ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่พูดตามที่เห็นและได้ยินนั้นก็ไม่ได้”
Acts กิจการ 9:3-6 3Now as he went on his way, he approached Damascus, and suddenly a light from heaven flashed around him.

3เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส   ในทันใดนั้น   มีแสงสว่างส่อง มาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ

4And falling to the ground he heard a voice saying to him, “Saul, Saul, why are you persecuting me?”

4เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสมาว่า   “เซาโล   เซาโลเอ๋ย   เจ้าข่มเหงเราทำไม”

5And he said, “Who are you, Lord?” And he said, “I am Jesus, whom you are persecuting.

5เซาโลจึงทูลถามว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พระองค์ทรงเป็นผู้ใด”   พระองค์ตรัสว่า   “เราคือเยซู   ซึ่งเจ้าข่มเหง

6But rise and enter the city, and you will be told what you are to do.”

6แต่เจ้าจงลุกขึ้นเข้าไปในเมือง   และเจ้าจะต้องทำ   ประการใดจะมีคนบอกให้รู้”
Acts กิจการ 16:31 31And they said, “Believe in the Lord Jesus, and you will be saved, you and your household.”

31เปาโลกับสิลาสจึงกล่าวว่า   “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า   และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย”


Brief Summary: The book of Acts gives the history of the Christian church and the spread of the gospel of Jesus Christ, as well as the mounting opposition to it.

บทสรุปโดยย่อ: พระธรรมกิจการนี้ก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ของคริสตจักร   และการเผยแพร่พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  เช่นเดียวกับการต่อต้านที่เกิดขึ้นมากมายด้วยเช่นกัน

Although many faithful servants were used to preach and teach the gospel of Jesus Christ, Saul, whose name was changed to Paul, was the most influential.

แม้ว่าผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์จำนวนมากถูกใช้เพื่อเทศนาและสั่งสอนพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   เซาโลซึ่งชื่อของท่านเปลี่ยนไปเป็นเปาโลเป็นคนมีอิทธิพลสูงสุด

Before he was converted, Paul took great pleasure in persecuting and killing Christians.

ก่อนที่ท่านจะกลับใจมาเชื่อ  เปาโลพอใจที่ทำการไล่ล่าและฆ่าชาวคริสต์
Paul’s dramatic conversion on the Damascus road (Acts 9:1-31) is a highlight of the book of Acts.

การกลับใจใหม่ของเปาโลอย่างอัศจรรย์บนถนนดามัสกัส (กิจการ 9: 1-31) เป็นเรื่องที่จุดประกายในพระธรรมกิจการ

After his conversion he went to the opposite extreme of loving God and preaching His Word with power, fervency and the Spirit of the true and living God.

หลังจากการกลับใจมาเชื่อของเปาโล   ท่านก็หันกลับมารักพระเจ้าอย่างสุดชีวิต และออกเทศนาสั่งสอนพระวจนะของพระองค์ด้วยฤทธิ์อำนาจ ความไม่หยุดยั้งอย่างแรงกล้า   และพระวิญญาณของพระเจ้าที่เที่ยงแท้ที่ทรงพระชนม์อยู่

The disciples were empowered by the Holy Spirit to be His witnesses in Jerusalem (chapters 1–8:3), Judea and Samaria (chapters 8:4–12:25), and to the ends of the earth (chapters 13:1–28).

พวก สาวกได้รับฤทธิ์อำนาจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเป็นพยานฝ่ายพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม (บทที่ 1-8: 3) แคว้นยูเดียและแคว้นสะมาเรีย (บทที่ 8: 4-12: 25) และที่สิ้นสุดปลายแผ่นดินโลก (บทที่ 13: 1 28)

Included in the last section are Paul’s three missionary journeys (13:1–21:16), his trials in Jerusalem and Caesarea (21:17–26:32) and his final journey to Rome (27:1–28:31) ในตอนสุดท้ายมีการเดินทางมิชชันนารีสามครั้งของเปาโลรวมอยู่ด้วย (13: 1-21: 16) การที่ท่านถูกทดลองในกรุงเยรูซาเล็มและซีซาเรีย (21: 17-26: 32) และการเดินทางครั้งสุดท้ายของท่านไปยังกรุงโรม (27: 1-28: 31) .


Connections: The book of Acts serves as a transition from the Old Covenant of law-keeping to the New Covenant of grace and faith.

การเชื่อมต่อ:พระธรรมกิจการทำหน้าที่เป็นการเชื่อมต่อจากการรักษาบทบัญญัติพันธสัญญาเดิมกับพระคุณและความเชื่อในพันธสัญญาใหม่

This transition is seen in several key events in Acts. First, there was a change in the ministry of the Holy Spirit, whose primary function in the Old Testament was the external “anointing” of God’s people, among them Moses, Othniel, Gideon, and Saul.

การเช่อมต่อนี้มีให้เห็นในเหตุการณ์สำคัญหลายตอนในพระธรรมกิจการ ครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงในพันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์    ซึ่งหน้าที่หลักในพันธสัญญาเดิมเป็น "การเจิม" คนของพระเจ้าภายนอก    ในหมู่พวกเขาได้แก่โมเสส โอทนีเอล  กิเดียนและซาอูล

Numbers กันดารวิถี 11:17 17And I will come down and talk with you there. And I will take some of the Spirit that is on you and put it on them, and they shall bear the burden of the people with you, so that you may not bear it yourself alone.

17เราจะลงมาสนทนากับเจ้าที่นั่น   และเราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บน คนเหล่านั้นเสียบ้าง   ให้เขาทั้งหลายแบกภาระของชนชาตินี้ด้วยกันกับเจ้า   เพื่อเจ้าจะมิได้ทนแบกอยู่แต่ลำพัง

Judges ผู้วินิจฉัย 3:8-10 8Therefore the anger of the LORD was kindled against Israel, and he sold them into the hand of Cushan-rishathaim king of Mesopotamia. And the people of Israel served Cushan-rishathaim eight years.

8เพราะฉะนั้นพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล และพระองค์ทรงขายเขาไว้ ในมือคูชันริชาธาอิมกษัตริย์ เมืองเมโสโปเตเมีย   และคนอิสราเอลได้ปฏิบัติคู ชันริชาธาอิมแปดปี

9But when the people of Israel cried out to the LORD, the LORD raised up a deliverer for the people of Israel, who saved them, Othniel the son of Kenaz, Caleb's younger brother.

9แต่เมื่อคนอิสราเอลร้องทูลพระเจ้า   พระเจ้าทรงให้เกิดผู้ช่วยแก่คนอิสราเอล   ผู้ได้ช่วยเขาทั้งหลายให้รอด คือโอทนีเอลบุตรเคนัส   น้องชายของคาเลบ

10The Spirit of the LORD was upon him, and he judged Israel. He went out to war, and the LORD gave Cushan-rishathaim king of Mesopotamia into his hand. And his hand prevailed over Cushan-rishathaim.

10พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับโอทนีเอล   และท่านจึงวินิจฉัยคนอิสราเอลและ ออกไปกระทำสงคราม   และพระเจ้าทรงมอบคูชันริชาธาอิมกษัตริย์เมือง เมโสโปเตเมียไว้ในมือของท่าน   และมือของท่านชนะคูชันริชาธาอิม

Judges ผู้วินิจฉัย 6:34 34But the Spirit of the LORD clothed Gideon, and he sounded the trumpet, and the Abiezrites were called out to follow him.

34แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับ กิเดโอนท่านก็เป่าเขาสัตว์   เรียกตระกูลอาบีเยเซอร์ให้มาติดตามท่าน

1 Samuel ซามูเอล 10:6-10 6Then the Spirit of the LORD will rush upon you, and you will prophesy with them and be turned into another man.

6แล้วพระวิญญาณของพระเจ้าจะมาสถิตกับท่านอย่างมาก   และท่านจะเผยพระวจนะกับ คนเหล่านั้น   เปลี่ยนเป็นคนละคน

7Now when these signs meet you, do what your hand finds to do, for God is with you.

7เมื่อหมายสำคัญเหล่านี้ เกิดแก่ท่านแล้วจงกระทำอะไรตามแต่มีโอกาสเถิด   เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับท่าน

8Then go down before me to Gilgal. And behold, I am coming to you to offer burnt offerings and to sacrifice peace offerings. Seven days you shall wait, until I come to you and show you what you shall do.”

8และท่านจงลงไปที่กิลกาลก่อนฉัน   และดูเถิด   ฉันจะลงมาหาท่านเพื่อจะถวาย เครื่องเผาบูชา   และถวายสัตว์เป็นเครื่องศานติบูชา   ท่านจงคอยอยู่ที่นั่นเจ็ดวันจน ฉันมาหาท่านและสำแดงแก่ท่านว่า ท่านควรจะกระทำอะไร”  

9When he turned his back to leave Samuel, God gave him another heart. And all these signs came to pass that day.

9เมื่อซาอูลหันหลังไปจะจากซามูเอล   พระเจ้าทรงประทานจิตใจอีกอย่างหนึ่งแก่ท่าน   และหมายสำคัญเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันนั้น

10When they came to Gibeah, behold, a group of prophets met him, and the Spirit of God rushed upon him, and he prophesied among them.

10เมื่อเขาทั้งสองมาถึงกิเบอาห์   ดูเถิด ผู้เผยพระวจนะหมู่หนึ่งพบกับท่าน และพระวิญญาณของพระเจ้าสิงสถิตกับท่านอย่างมาก   และท่านก็เผยพระวจนะ อยู่ในหมู่พวกเขา


After the resurrection of Jesus, the Spirit came to live in the very hearts of believers, guiding and empowering them from within.

หลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู      พระวิญญาณได้เสด็จมาอยู่ในหัวใจของผู้เชื่อมากมาย   นำแนวทางและเทฤทธิ์อำนาจให้พวกเขาภายใน

Romans โรม 8:9-11 9You, however, are not in the flesh but in the Spirit, if in fact the Spirit of God dwells in you. Anyone who does not have the Spirit of Christ does not belong to him.

9ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว   ท่านก็มิได้อยู่ใต้เนื้อหนัง   แต่อยู่ใต้พระวิญญาณ   ผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์   ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์

10But if Christ is in you, although the body is dead because of sin, the Spirit is life because of righteousness.

10และถ้าพระคริสต์อยู่ในท่านทั้งหลายแล้ว   ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านจะตายไปเพราะบาป   แต่วิญญาณจิตของท่านก็จะดำรงอยู่เพราะความชอบธรรม

11If the Spirit of him who raised Jesus from the dead dwells in you, he who raised Christ Jesus from the dead will also give life to your mortal bodies through his Spirit who dwells in you.

11ถ้าพระวิญญาณของพระองค์   ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย   ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย   พระองค์ผู้ทรงชุบให้พระเยซูคริสต์ เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น   จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่าน   เป็นขึ้นมาใหม่   โดยเดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย  

1 Corinthians โครินธ์ 3:16 16Do you not know that you are God's temple and that God's Spirit dwells in you?

16ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า   และพระวิญญาณของ พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน

The indwelling Spirit is the gift of God to those who come to Him in faith.
การทรงสถิตของพระวิญญาณเป็นของประทานของพระเจ้าให้แก่ผู้ที่มาหาพระองค์โดยความเชื่อ

Paul’s conversion was a dramatic example of the transition from the Old Covenant to the New.

การกลับใจใหม่ของเปาโลเป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของการเปลี่ยนแปลงจากพันธสัญญาเดิมไปสู่พันธสัญญาใหม่

Paul admitted that, prior to meeting the risen Savior, he was the most zealous of Israelites and was blameless “concerning the righteousness of the law”, going so far as to persecute those who taught salvation by grace through faith in Christ.

เปาโลยอมรับว่า    ก่อนที่จะมีท่านได้พบพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์  ท่านเป็นคนอิสราเอลที่รักชาติและไม่มีที่ติ "เกี่ยวกับความชอบธรรมของพระบัญญัติ" ท่านเดินทางไปไกลที่สุดเพื่อที่จะข่มเหงผู้ที่สอนเรื่องความรอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์

Philippians ฟีลิปปี 3:6 6as to zeal, a persecutor of the church; as to righteousness, under the law blameless.

6ในด้านความกระตือรือร้น   ก็ได้ข่มเหงคริสตจักร   ในด้านความชอบธรรมซึ่งมีอยู่โดยธรรมบัญญัติ   ข้าพเจ้าก็ไม่มีที่ติได้


But after his conversion, he realized that all his legalistic efforts were worthless, saying he considered them “rubbish, that I may gain Christ and be found in him, not having a righteousness of my own that comes from the law, but that which is through faith in Christ—the righteousness that comes from God and is by faith”

แต่หลังจากการกลับใจของท่าน  ท่านก็ตระหนักว่าความพยายามรักษษบทบัญญัติของท่านก็ไร้ประโยชน์    โดยท่านคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเหมือน "ขยะ และที่ผมได้รับพระคริสต์และ พระองค์ทรงพบท่าน     ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมของท่านเองที่มาจากบทบัญญัติ แต่โดยความเชื่อในพระคริสต์   --เป็นความชอบธรรมที่มาจากพระเจ้า และโดยความเชื่อ

Philippians ฟีลิปปี 3:8-9 8Indeed, I count everything as loss because of the surpassing worth of knowing Christ Jesus my Lord. For his sake I have suffered the loss of all things and count them as rubbish, in order that I may gain Christ

8ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์   เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความ รู้ถึงพระเยซูคริสต์   องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า   เพราะเหตุพระองค์   ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด   และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือน หยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์

9and be found in Him, not having a righteousness of my own that comes from the law, but that which comes through faith in Christ, the righteousness from God that depends on faith—

9และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์   ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง   ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ   แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์   เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ

Now we too live by faith, not by the works of the law, so there is no boasting

ตอนนี้เราก็อยู่โดยความเชื่อ   ไม่ได้โดยผลงานของบทบัญญัติ  ดังนั้นเราจึงไม่มีอะไรโอ้อวดได้

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

Acts กิจการ 10:9-15 9The next day, as they were on their journey and approaching the city, Peter went up on the housetop about the sixth hour to pray.

9วันรุ่งขึ้นคนเหล่านั้นกำลังเดินทางไปใกล้เมืองยัฟฟา   แล้วประมาณเวลาเที่ยงวัน   เปโตรก็ขึ้นไปบนหลังคาตึกเพื่อจะอธิษฐาน

10And he became hungry and wanted something to eat, but while they were preparing it, he fell into a trance

10ก็หิวอยากจะรับประทานอาหาร   แต่ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่   เปโตรก็เข้าสู่ภวังค์

11and saw the heavens opened and something like a great sheet descending, being let down by its four corners upon the earth.

11และได้เห็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง   มีอะไรอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่   ทั้งสี่มุมหย่อนลงมายังพื้นโลก

12In it were all kinds of animals and reptiles and birds of the air.

12ในนั้นมีสัตว์ทุกอย่าง   คือสัตว์ที่เดิน   ที่เลื้อยคลาน   และที่บิน

13And there came a voice to him: “Rise, Peter; kill and eat.”

13มีพระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า   “เปโตรเอ๋ย   จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด”

14But Peter said, “By no means, Lord; for I have never eaten anything that is common or unclean.”

14ฝ่ายเปโตรจึงทูลว่า   “มิได้   พระเจ้าข้า   เพราะว่าสิ่งซึ่งเป็นของต้องห้าม   หรือของมลทินนั้น   ข้าพระองค์ไม่เคยรับประทานเลย”

15And the voice came to him again a second time, “What God has made clean, do not call common.”

15แล้วจึงมีพระสุรเสียงเป็นครั้งที่สองว่าแก่ท่านว่า   “ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้วอย่าว่าเป็น ของต้องห้าม”

Peter’s vision of the sheet is another sign of the transition from the Old Covenant—in this case the dietary laws particular to the Jews—to the New Covenant’s unity of Jew and Gentile in one universal Church.

นิมิตของเปโตรเรื้องผืนผ้าปูที่นอน  เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงจากพันธสัญญาเดิม—ในกรณีนี้บทบัญญัติเรื่องการรับประทานอาหารของชาวยิว---ไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันในพันธสัญญาใหม่ของชาวยิวและคนต่างชาติในคริสตจักรสากล

The “clean” animals symbolizing the Jews and the “unclean” animals symbolizing the Gentiles were both declared “cleansed” by God through the sacrificial death of Christ.

สัตว์ทั้งหลายที่ “สะอาด" เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิวและสัตว์ที้งหลายที่ "ไม่สะอาด" เป็นสัญลักษณ์ของคนต่างชาติ   ที่ทั้งสองฝ่ายพระเจ้าทรงประกาศว่า "ได้สะอาดแล้ว" ผ่านการเสียสละพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์

No longer under the Old Covenant of law, both are now united in the New Covenant of grace through faith in the shed blood of Christ on the cross.
ไม่อยู่ภายใต้กติกาพันธสัญญาเดิมอีกต่อไป   ในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวกันใน พันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณโดยความเชื่อในพระโลหิตของพระคริสต์บนไม้กางเขน

Practical Application: God can do amazing things through ordinary people when He empowers them through His Spirit.

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ: พระเจ้าทรงสามารถทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจผ่านทางคนธรรมดาเมื่อพระองค์ทรงเทฤทธิ์อำนาจแก่พวกเขาโดยทางพระวิญญาณของพระองค์

God essentially took a group of fisherman and used them to turn the world upside down

สำคัญอย่างยิ่งที่พระเจ้าทรงเลือกเอากลุ่มชาวประมงและใช้พวกเขาไปพลิกคว่ำโลก

Acts กิจการ 17:6 6And when they could not find them, they dragged Jason and some of the brothers before the city authorities, shouting, “These men who have turned the world upside down have come here also,

6ครั้นไม่พบ   จึงฉุดลากยาโสนกับพวกพี่น้องบางคน ไปหาเจ้าหน้าที่ผู้ครองเมือง   ร้องว่า   “คนเหล่านั้นที่เป็นพวกคว่ำโลกมนุษย์มาที่นี่ด้วย

   

God took a Christian-hating murderer and changed him into the greatest Christian evangelist, the author of almost half the books of the New Testament.

พระเจ้าทรงนำเอาฆาตกรผู้เกลียดคริสเตียน   และทรงเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นนักประ กาศศาสนาคริสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด    ที่เป็นผู้เขียนพระธธรมเกือบครึ่งหนึ่ง ของพันธสัญญาใหม่

God used persecution to cause the quickest expansion of a "new faith" in the history of the world.

พระเจ้าทรงใช้การข่มเหงประหัตประหารที่จะทำให้เกิดการแผ่ขยายเรื่อง "ความเชื่อใหม่" ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก

God can and does do the same through us—changing our hearts, empowering us by the Holy Spirit, and giving us a passion to spread the good news of salvation through Christ.

พระเจ้าทรงกระทำได้และทรงทำเช่นเดียวกันผ่านทางพวกเรา---โดยเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา    เทฤทธิ์อำนาจแก่เราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทรงทำให้เรามีความปรารถนาที่จะเผยแพร่ข่าวดีเรื่องความรอดโดยพระคริสต์

If we try to accomplish these things in our own power, we will fail.

ถ้าเราพยายามที่จะบรรลุสิ่งเหล่านี้โดยใช้อำนาจของเราเอง   เราจะล้มเหลว

Acts กิจการ 1:8 8But you will receive power when the Holy Spirit has come upon you, and you will be my witnesses in Jerusalem and in all Judea and Samaria, and to the end of the earth.”

8แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช   เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเสด็จมาเหนือท่าน   และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม   ทั่วแคว้นยูเดีย   แคว้นสะมาเรีย   และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”

We are to wait for the empowering of the Spirit, then go in His power to fulfill the Great Commission.

เราต้องรอให้พระวิญญาณทรงเทฤทธิ์อำนาจให้   จากนั้นก็ออกไปโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์เพื่อทำให้พระราชกิจยิ่งใหญ่สำเร็จลุล่วงไป

Matthew มัทธิว 28:19-20 19Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit,

19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

20teaching them to observe all that I have commanded you. And behold, I am with you always, to the end of the age.”

20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้ง หลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”

Acts and Lauren

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top