Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, February 19, 2015

 

Question: "What does the Bible say about adoption?"

Answer: Giving children up for adoption can be a loving alternative for parents who may, for various reasons, be unable to care for their own children. It can also be an answer to prayer for many couples who have not been able to have children of their own. Adoption is, for some, a calling to multiply their impact as parents by expanding their family with children who are not their own, biologically. Adoption is spoken of favorably throughout Scripture.

The book of Exodus tells the story of a Hebrew woman named Jochebed who bore a son during a time when Pharaoh had ordered all Hebrew male infants to be put to death (Exodus 1:15-22). Jochebed took a basket, waterproofed it, and sent the baby down the river in the basket. One of Pharaoh’s daughters spotted the basket and retrieved the child. She eventually adopted him into the royal family and gave him the name Moses. He went on to become a faithful and blessed servant of God (Exodus 2:1-10).

In the book of Esther, a beautiful girl named Esther, who was adopted by her cousin after her parents' death, became a queen, and God used her to bring deliverance to the Jewish people. In the New Testament, Jesus Christ was conceived through the Holy Spirit instead of through the seed of a man (Matthew 1:18). He was “adopted” and raised by His mother's husband, Joseph, who took Jesus as his own child.

Once we give our hearts to Christ, believing and trusting in Him alone for salvation, God says we become part of His family—not through the natural process of human conception, but through adoption. “For you did not receive a spirit that makes you a slave again to fear, but you received the Spirit of sonship [adoption]. And by him we cry, ‘Abba, Father’” (Romans 8:15). Similarly, bringing a person into a family by means of adoption is done by choice and out of love. “His unchanging plan has always been to adopt us into His own family by bringing us to Himself through Jesus Christ. And this gave Him great pleasure” (Ephesians 1:5). As God adopts those who receive Christ as Savior into His spiritual family, so should we all prayerfully consider adopting children into our own physical families.

Clearly adoption—both in the physical sense and in the spiritual sense—is shown in a favorable light in Scripture. Both those who adopt and those who are adopted are receiving a tremendous blessing, a privilege exemplified by our adoption into God’s family.

คำถาม: พระคัมภีร์ว่าอย่างไรเกี่ยวกับการรับเป็นบุตรบุญธรรม?

คำตอบ:
การรับเลี้ยงเด็กเป็นบุตรบุญธรรมสามารถเป็นทางเลือกที่น่ารักสำหรับผู้ปกครอง ผู้ที่ไม่อาจดูแลลูกของตัวเองได้ด้วยเหตุผลต่างๆ

นอกจากนี้มันอาจเป็นคำตอบสำหรับคำอธิษฐานของคู่สามีภรรยาหลายคนที่ไม่สามารถที่จะมีลูกของตัวเองได้ สำหรับบางคนการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมอาจเป็นการเพิ่มผลกระทบ เพราะพ่อแม่ขยายครอบครัวของตนโดยมีเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เป็นบุตรตนเองทางชีววิทยา มีการพูดถึงการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในแง่ชื่นชมตลอดพระคัมภีร์

พระธรรมอพยพบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงฮีบรูคนหนึ่งชื่อโยเคเบด ที่คลอดลูกชายในช่วงเวลาที่ฟาโรห์ทรงออกคำสั่งให้ฆ่าเด็กทารกเพศชายชาวฮีบรูทั้งหมด

อพยพ 1:15-22 “ฝ่ายกษัตริย์อียิปต์ทรงรับสั่งนางผดุงครรภ์ชาวฮีบรูคนหนึ่ง ชื่อชิฟราห์อีกคนหนึ่งชื่อปูอาห์ ว่า “เมื่อเจ้าไปทำการคลอดให้แก่หญิงฮีบรูเห็นเด็กคลอด ถ้าเป็นเด็กชายก็ให้ฆ่าเสีย ถ้าเป็นเด็กหญิงก็ให้ไว้ชีวิต” แต่นางผดุงครรภ์ยำเกรงพระเจ้า จึงมิได้ทำตามพระบัญชาของกษัตริย์อียิปต์ ปล่อยให้บุตรชายรอดชีวิต กษัตริย์จึงรับสั่งให้นางผดุงครรภ์เข้าเฝ้า ตรัสว่า “เหตุไฉนเจ้าจึงทำอย่างนี้ ปล่อยให้เด็กชายรอดชีวิต” นางผดุงครรภ์จึงกราบทูลฟาโรห์ว่า “เพราะหญิงฮีบรูไม่เหมือนหญิงอียิปต์ เขาไวจึงคลอดบุตรง่าย นางผดุงครรภ์มาไม่ทัน”

พระเจ้าจึงทรงโปรดปรานนางผดุงครรภ์นั้น ประชาชนยิ่งทวีมากขึ้น และมีกำลังเข้มแข็งมาก

เพราะนางผดุงครรภ์นั้นยำเกรงพระเจ้า พระองค์จึงได้ทรงให้เขาทั้งสองมีครอบครัว ฝ่ายฟาโรห์จึงรับสั่งแก่ราษฎรทั้งปวงว่า “บุตรชายฮีบรูทุกคนที่เกิดมา ให้เอาไปทิ้งเสียในแม่น้ำ ไนล์แต่บุตรหญิงทุกคนให้รอดชีวิตอยู่ได้” โยเคเบดเอาตะกร้ามาใบหนึ่ง สานกันไม่ให้น้ำเข้า ส่งทารกชายลงไปนอนในตะกร้า ลอยในแม่น้ำ พระราชธิดาองค์หนึ่งของฟาโรห์ทอดพระเนตรเห็นตะกร้าและรับเอาเด็กไว้เอง ในที่สุดพระราชธิดาก็ทรงรับเลี้ยงเขาเป็นบุตรบุญธรรมในราชวงศ์และประทานชื่อว่าโมเสส เขาเติบโตขึ้นกลายเป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระเจ้าที่ทรงอวยพร

อพยพ 2:1-10 “ยังมีชายเผ่าเลวีคนหนึ่ง ได้หญิงสาวคนเลวีมาเป็นภรรยา หญิงนั้นตั้งครรภ์คลอดบุตรชาย เมื่อนางเห็นว่าบุตรน่ารัก จึงซ่อนไว้ถึงสามเดือน ครั้นนางจะซ่อนต่อไปอีกไม่ได้แล้วก็เอาตะกร้าสานด้วยต้นกก ยาด้วยยางมะตอยและชัน เอาทารกใส่ลงในตะกร้า แล้วนำไปวางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ ส่วนพี่สาวยืนอยู่แต่ไกลคอยดูว่า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแก่น้อง เมื่อพระราชธิดาของฟาโรห์ลงไปสรงที่แม่น้ำ และพวกสาวใช้เดินเที่ยวไปตามริมฝั่ง พระนางทรงเห็นตะกร้าอยู่ระหว่างกอปรือ จึงทรงสั่งให้สาวใช้ไปนำมา

เมื่อเปิดตะกร้านั้นออกก็เห็นทารกกำลังร้องไห้ พระนางทรงเมตตาทารกนั้น ตรัสว่า “นี่เป็นลูกชาวฮีบรู” พี่สาวทารกจึงทูลถามพระราชธิดาของฟาโรห์ว่า “จะให้หม่อมฉันไปหานางนม ชาวฮีบรูมาเลี้ยงทารก นี้ให้พระนางไหม” พระราชธิดาของฟาโรห์จึงมีรับสั่งว่า “ไปหาเถิด” หญิงสาวนั้นจึงไปเรียกมารดาของทารกนั้นมา ฝ่ายพระราชธิดาของฟาโรห์ จึงตรัสสั่งหญิงนั้นว่า “รับเด็กนี้ไปเลี้ยงไว้ให้เราแล้วเราจะให้ค่าจ้าง” หญิงนั้นจึงรับทารกไปเลี้ยงไว้ เมื่อทารกเติบใหญ่ขึ้นแล้ว นางก็พามาถวายพระราชธิดาของฟาโรห์ พระนางก็รับไว้เป็นพระราชบุตรของพระนาง ประทานชื่อว่า โมเสสตรัสว่า “เพราะเราได้ฉุดขึ้นมาจากน้ำ”

ในหนังสือเอสเธอร์ หญิงสาวสวยที่ชื่อเอสเธอร์ ผู้ที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอรับไว้เป็นลูกบุญธรรมหลังจากพ่อแม่ของเธอตายไป กลายเป็นพระราชินีและพระเจ้าทรงใช้เธอที่จะนำการปลดปล่อยแก่คนยิว ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูคริสต์ได้ทรงประสูติโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์แทนผ่านสายพันธุ์ของมนุษย์ มัทธิว

1:18 “เรื่องพระกำเนิดของพระเยซูคริสต์เป็นดังนี้ คือมารีย์ผู้เป็นมารดาของพระเยซูนั้น เดิมโยเซฟได้สู่ขอหมั้นกันไว้แล้ว ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฏว่า มารีย์มีครรภ์แล้วด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์”

พระองค์ทรงถูก "รับเป็นบุตร" และเลี้ยงดูจากสามีของมารดาพระองค์คือโจเซฟ ผู้ที่รับเอาพระเยซูเป็นบุตรของตัวเอง ทันที่ที่เรามอบถวายใจของเราแก่พระคริสต์ เชื่อและไว้วางใจในพระองค์เท่านั้นเพื่อรับความรอดพระเจ้าตรัสว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระองค์ ไม่ได้ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติของการกำเนิดโดยมนุษย์ แต่ผ่านการยอมรับเป็นบุตร

โรม 8:15 “เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า ‘อับบา’ คือพระบิดา”

ในทำนองเดียวกัน การที่จะนำคนมาอยู่ในครอบครัวโดยวิธีการรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมจะกระทำโดยการเลือกและด้วยความรัก

เอเฟซัส 1:5 “พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์”

เมื่อพระเจ้าทรงรับบรรดาผู้ที่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเข้าในครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณของพระองค์ ดังนั้นเราทุกคนควรจะอธิษฐานพิจารณารับเด็กเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรมในครอบครัวฝ่ายร่างกายของเราเอง เห็นได้ชัดว่าการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ทั้งในด้านร่างกายและด้านจิตวิญญาณ ปรากฏเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในพระคัมภีร์

ทั้งผู้ที่รับเป็นบุตรและผู้ที่ถูกรับเป็นบุตรกำลังได้รับพระพรอย่างมาก เป็นตัวอย่างที่มีเกียรติที่สุดที่เราถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมเข้าอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า

For answers to more Bible questions see www.gotquestions.org/Thai  

คำตอบสำหรับคำถามเพิ่มเติมพระคัมภีร์ดู www.gotquestions.org/Thai

Adoption

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top