Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, February 20, 2015

 

Question: "What does it mean to be one flesh in a marriage?"
คำถาม การสมรสเป็นเนื้อเดียวกันหมายความว่าอะไร

Answer: The term “one flesh” comes from the Genesis account of the creation of Eve.

คำตอบ   คำศัพท์ว่า “ เนื้อเดียวกัน” มาจากเรื่องราวในหนังสือปฐมกาลตอนทรงสร้างอีวา

Genesis ปฐมกาล 2:21-24 21 So the LORD God caused a deep sleep to fall upon the man, and while he slept took one of his ribs and closed up its place with flesh.

21 แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท   ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่   พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา   แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม

22 And the rib that the LORD God had taken from the man he made into a woman and brought her to the man.

22 ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น   พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น

23 Then the man said, “This at last is bone of my bones and flesh of my flesh; she shall be called Woman, because she was taken out of Man.”

23 ชายจึงว่า   “นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา   เนื้อจากเนื้อของเรา   จะต้องเรียกว่าหญิง  
  เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย”  

24 Therefore a man shall leave his father and his mother and hold fast to his wife, and they shall become one flesh.

24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา   และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อ เดียวกัน

That describes the process by which God created Eve from a rib taken from Adam’s side as he slept.

นั่นบรรยายให้เห็นขั้นตอนที่พระเจ้าได้ทรงสร้างอีวาจากกระดูกซี่โครงข้างของอาดัมเมื่อเขากำลังหลับอยู่

Adam recognized that Eve was part of him—they were in fact “one flesh.”

อาดัมยอมรับว่าอีวาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา— พวกเขาทั้งสองแท้จริงเป็น “เนื้อเดียวกัน”

The term “one flesh” means that just as our bodies are one whole entity and cannot be divided into pieces and still be a whole, so God intended it to be with the marriage relationship.

นิยามคำว่า“เนื้อเดียวกัน” หมายความว่า   เมื่อร่างกายของเราเป็นหนึ่งหน่วยรวม และไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นชิ้นๆได้ และยังคงเป็นกายเดียวกัน ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงประสงค์ให้การสมรสผูกพันกันเป็นเช่นนั้น

There are no longer two entities (two individuals), but now there is one entity (a married couple).

ไม่มีสองหน่วยอีกต่อไป(บุคคลสองคน) แต่ตอนนี้มีหน่วยเดียวเท่านั้น(คู่สมรส)

There are a number of aspects to this new union.
มีหลายประเด็นมากมายในเรื่องชีวิตการสมรสใหม่นี้
As far as emotional attachments are concerned, the new unit takes precedence over all previous and future relationships.

ตราบเท่าที่เกี่ยวข้องกับด้านอารมณ์ความรู้สึกด้วย คู่สมรสใหม่มีลำดับนำหน้าความสัมพันธ์ครั้งก่อนๆ และในอนาคต

Some marriage partners continue to place greater weight upon ties with parents than with the new partner.

คู่สมรสบางคนยังคงวางน้ำหนักผูกพันอยู่กับพ่อแม่มากกว่ากับหุ้นส่วนชีวิตคนใหม่ที่เขาแต่งงานด้วย

This is a recipe for disaster in the marriage and is a perversion of God’s original intention of “leaving and cleaving.”

นี่คือสูตรความหายนะในการสมรส  และเป็นการเปลี่ยนแปลงพระประสงค์ดั้งเดิมของพระเจ้าเรื่อง “การละออกมาและการผูกติด” ไปในทางที่ผิด

A similar problem can develop when a spouse begins to draw closer to a child to meet emotional needs rather than to his or her partner.
ปัญหาทำนองนี้ค่อยๆ ดีขึ้นได้เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกสบอารมณ์พอใจกับลูก  แทนที่จะไปยุ่งหุ้นส่วนชีวิตของเขาหรือเธอ
Emotionally, spiritually, intellectually, financially, and in every other way, the couple is to become one.

ไม่ว่า ด้านอารมณ์ ด้านจิตวิญญาณ ด้านสติปัญญา ด้านการเงิน หรือด้านใด คู่แต่งงานต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Even as one part of the body cares for the other body parts (the stomach digests food for the body, the brain directs the body for the good of the whole, the hands work for the sake of the body, etc.), so each partner in the marriage is to care for the other.

แม้แต่อวัยวะอันหนึ่งของร่างกายก็ยังใส่ใจอวัยวะอีกอันหนึ่ง (กระเพาะอาหารหน้าที่ย่อยอาหารให้ร่างกาย) สมองบังคับสั่งร่างกายเพื่อผลดีแก่ทุกส่วน  มือทำงานเพื่อเห็นแก่ร่างกาย ฯลฯ) ดังนั้นหุ้นส่วนชีวิตคู่สมรสแต่ละฝ่ายต้องดูแลซึ่งกันและกัน

Each partner is no longer to see money earned as “my” money; but rather as “our” money.

แต่ละฝ่ายไม่เห็นว่าเงินที่หามาได้เป็นของ”ของฉัน”อีกต่อไป  แต่ถือว่าเป็น”ของเรา”แทน

Ephesians เอเฟซัส 5:22-3322 Wives, submit to your own husbands, as to the Lord.

22 ฝ่ายภรรยา   จงยอมฟังสามีของตน   เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า

23 For the husband is the head of the wife even as Christ is the head of the church, his body, and is himself its Savior.

23 เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา   เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร   ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์   และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร

24 Now as the church submits to Christ, so also wives should submit in everything to their husbands.

24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด   ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น

25 Husbands, love your wives, as Christ loved the church and gave himself up for her,

25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน   เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร   และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร

26 that He might sanctify her, having cleansed her by the washing of water with the word,

26 เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์   โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ

27 so that he might present the church to himself in splendor, without spot or wrinkle or any such thing, that she might be holy and without blemish.

27 เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี   ไม่มีตำหนิริ้วรอย   หรือมลทินใดๆเลย   แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ

28 In the same way husbands should love their wives as their own bodies. He who loves his wife loves himself.

28 เช่นนั้นแหละ   สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง   ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง

29 For no one ever hated his own flesh, but nourishes and cherishes it, just as Christ does the church,

29 เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง   มีแต่เลี้ยงดูและทนุถนอม   เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร

30 because we are members of his body.

30 เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์

31 “Therefore a man shall leave his father and mother and hold fast to his wife, and the two shall become one flesh.”

31 เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตน   ไปผูกพันอยู่กับภรรยา   และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน

32 This mystery is profound, and I am saying that it refers to Christ and the church.

32 ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ   ส่วนข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร

33 However, let each one of you love his wife as himself, and let the wife see that she respects her husband.

33 ถึงอย่างไรก็ดี   ท่านทุกคนจงต่างก็รักภรรยาของตนเหมือนรักตนเอง และภรรยาก็จงยำเกรงสามีของตน 

Proverbs สุภาษิต 31:10-31 10 An excellent wife who can find?  She is far more precious than jewels.

10 ใครจะพบภรรยาที่ดี   เธอประเสริฐยิ่งกว่าทับทิมมากนัก  

11 The heart of her husband trusts in her, and he will have no lack of gain.

11 จิตใจของสามีเธอก็วางใจในเธอ และสามีจะไม่ขาดกำไร  

12 She does him good, and not harm, all the days of her life.

12 เธอทำความดีให้เขา ไม่ทำความร้าย   ตลอดชีวิตของเธอ  

13 She seeks wool and flax, and works with willing hands.

13 เธอแสวงขนแกะและป่าน และทำงานด้วยมืออย่างเต็มใจ  

14 She is like the ships of the merchant; she brings her food from afar.

14 เธอเป็นเหมือนกำปั่นของพ่อค้า   เธอนำอาหารของเธอมาจากที่ที่ไกล  

15 She rises while it is yet night and provides food for her household and portions for her maidens.

15 เธอลุกขึ้นตั้งแต่ยังมืดอยู่ และจัดอาหารให้ครัวเรือนของเธอ และจัดงานให้แก่สาวใช้ของเธอ  

16 She considers a field and buys it; with the fruit of her hands she plants a vineyard.

16 เธอพิเคราะห์ดูไร่นาแล้วก็ซื้อไว้ ด้วยผลน้ำมือของเธอ เธอปลูกสวนองุ่น  

17 She dresses herself with strength and makes her arms strong.

17 เธอคาดเอวของเธอด้วยกำลัง และกระทำให้แขนของเธอเข้มแข็ง  

18 She perceives that her merchandise is profitable.  Her lamp does not go out at night.

18 เธอรู้ว่าสินค้าของเธอจะได้กำไร   กลางคืนตะเกียงของเธอก็ไม่ดับ  

19 She puts her hands to the distaff, and her hands hold the spindle.

19 เธอยื่นมือออกจับไน และมือของเธอจับเครื่องปั่น  

20 She opens her hand to the poor and reaches out her hands to the needy.

20 เธอหยิบยื่นให้คนยากจน เธอยื่นมือออกช่วยคนขัดสน  

21 She is not afraid of snow for her household, for all her household are clothed in scarlet.

21 เธอไม่กลัวหิมะมาทำอันตรายแก่คนในครัวเรือนของเธอ   เพราะเขาสวมเสื้อสองชั้น  

22 She makes bed coverings for herself; her clothing is fine linen and purple.

22 เธอทำผ้าปูสำหรับเธอ   เสื้อผ้าของเธอทำด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดและผ้าสีม่วง  

23 Her husband is known in the gates when he sits among the elders of the land.

23 สามีของเธอเป็นที่รู้จักที่ประตูเมือง   เมื่อท่านนั่งอยู่ในหมู่พวกผู้ใหญ่ของแผ่นดินนั้น  

24 She makes linen garments and sells them; she delivers sashes to the merchant.

24 เธอทำเครื่องแต่งกายด้วยผ้าลินินไว้ขาย   เธอส่งผ้าคาดเอวให้แก่พ่อค้า  

25 Strength and dignity are her clothing, and she laughs at the time to come.

25 กำลังและความสง่าผ่าเผยเป็นอาภรณ์ของเธอ   เธอหัวเราะให้แก่เหตุการณ์ที่จะมาถึง  

26 She opens her mouth with wisdom, and the teaching of kindness is on her tongue.

26 เธออ้าปากกล่าวด้วยสติปัญญา   และคำสอนเจือความเอ็นดูอยู่ที่ลิ้นของเธอ  

27 She looks well to the ways of her household and does not eat the bread of idleness.

27 เธอดูแลการงานในครัวเรือนของเธอ และไม่ชุบมือเปิบ 

28 Her children rise up and call her blessed; her husband also, and he praises her:

28 ลูกๆของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ   สามีของเธอก็สรรเสริญเธอ  

29 “Many women have done excellently, but you surpass them all.”

29 ว่า “สตรีเป็นอันมากทำอย่างดีเลิศ แต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”  

30 Charm is deceitful, and beauty is vain, but a woman who fears the LORD is to be praised.

30 เสน่ห์เป็นของหลอกลวง และความงามก็เปล่าประโยชน์ แต่สตรียำเกรงพระเจ้า สมควรได้รับคำสรรเสริญ  

31 Give her of the fruit of her hands, and let her works praise her in the gates.

31 จงให้เธอรับผลแห่งน้ำมือของเธอ   และให้การงานของเธอสรรเสริญเธอที่ประตูเมือง


These passages give the application of this “oneness” to the role of the husband and to the wife, respectively.
พระคัมภีร์หลายตอนนี้ได้ประยุกต์ใช้ ”ความเป็นหนึ่งเดียว” แก่บทบาทของสามี และแก่ภรรยาตามลำดับ
Physically, they become one flesh, and the result of that one flesh is found in the children that their union produces; these children now possess a special genetic makeup, specific to their union.

พวกเขาทั้งสองเป็นเนื้อเดียวกันฝ่ายร่างกาย และผลลัพธ์ของความเป็นเนื้อเดียวกันคือได้มีบุตรหลานซึ่งนับเป็นผลผลิตของชีวิตสมรส บรรดาลูก ๆนี้สืบเอาสายพันธ์ที่สร้างขึ้น แน่นอนจากการสมรสกัน

Even in the sexual aspect of their relationship, a husband and wife are not to consider their bodies as their own but as belonging to their partner.

แม้ในด้านความสัมพันธ์ทางเพศต่อกัน  สามีและภรรยาต้องไม่คิดว่าร่างกายของพวกเขาเป็นของตนเอง แต่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:3-5 3 The husband should give to his wife her conjugal rights, and likewise the wife to her husband.

3 สามีพึงประพฤติต่อภรรยาตามควร   และภรรยาก็พึงประพฤติต่อสามีตามควรเช่นเดียวกัน

4 For the wife does not have authority over her own body, but the husband does. Likewise the husband does not have authority over his own body, but the wife does.

4 ภรรยาไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน   แต่สามีมีอำนาจเหนือร่างกายของภรรยา   ทำนองเดียวกันสามีไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน   แต่ภรรยามีอำนาจเหนือร่างกายของสามี

5 Do not deprive one another, except perhaps by agreement for a limited time, that you may devote yourselves to prayer; but then come together again, so that Satan may not tempt you because of your lack of self-control.

5 อย่าปฏิเสธการอยู่ร่วมกันเว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว   เพื่ออุทิศตัวในการอธิษฐาน   แล้วจึงค่อยมาอยู่ร่วมกันอีก   เพื่อมิให้ซาตานชักจูงให้ทำผิดเพราะตัวอดไม่ได้

Nor are they to focus on their own pleasure but rather the giving of pleasure to their spouse.
และพวกเขาไม่มุ่งเน้นไปที่ความสุขความพอใจของเขาเอง แต่มุ่งให้ความสุขความพอใจแก่คู่สมรสอีกฝ่ายแทน
This oneness and desire to benefit each other is not automatic, especially after mankind’s fall into sin.

ความเป็นอันเดียวกันและความปรารถนาที่จะทำคุณประโยชน์ให้แก่กัน  ไม่เป็นไปโดยอัตโนมัติ  โดยเฉพาะหลังจากมนุษยชาติล้มลงในบาป

The man is told to “cleave” to his wife.

ผู้ชายถูกสอนให้ไป “ผูกติดอยู่” กับภรรยา

Genesis ปฐมกาล 2:24 24 Therefore a man shall leave his father and his mother and hold fast to his wife, and they shall become one flesh.

24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา   และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อ เดียวกัน

This word has two ideas behind it.

คำนี้มีความหมายซ่อนอยู่ 2 ประการ

One is to be “glued” to his wife, a picture of how tight the marriage bond is to be.

The other aspect is to “pursue hard after” the wife.

ความหมายหนึ่งคือการ”ผูกติด” กับภรรยา    เป็นภาพแสดงการสมรสที่ต้องผูกพันเหนียวแน่น

อีกความหมายหนึ่งคือ “คุ้มครองดูแล” ต่อภรรยา

This “pursuing hard after” is to go beyond the courtship leading to marriage, and is to continue throughout the marriage.

“คุ้มครองดูแล” คือทำหลังจากจีบเพื่อมุ่งไปสู่การสมรส และต้องทำต่อไปเพื่อรักษาการสมรสไว้ The fleshly tendency is to “do what feels good to me” rather than to consider what will benefit the spouse.

แนวโน้มฝ่ายเนื้อหนังคือ “ทำอะไรที่รู้สึกดีต่อฉัน” มากกว่าคิดถึงสิ่งที่จะเกิดประโยชน์แก่คู่สมรสอีกฝ่าย

And this self-centeredness is the rut that marriages commonly fall into once the “honeymoon is over.”

และการยึดตนเองเป็นที่ตั้งเป็นสภาพเคยชินที่การสมรสโดยทั่วไปล้มพังทันทีที่”ฮันนีมูนเสร็จสิ้น”

Instead of each spouse dwelling upon how his or her own needs are not being met, he or she is to remain focused on meeting the needs of the spouse.
แทนที่คู่สมรสแต่ละฝ่ายคิดถึงแต่ความต้องการของเขาหรือเธอเอง  เขาและเธอควรโฟกัสไปที่ความต้องการของคู่สมรสอีกฝ่ายมากกว่า
As nice as it may be for two people to live together meeting each other’s needs, God has a higher calling for the marriage.

พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขามาแต่งงานกันมัน   ก็จะดีหากคนทั้งสองอยู่ด้วยกันเห็นแก่ความต้องการของอีกฝ่าย

Even as they were to be serving Christ with their lives before marriage.

แม้ตอนที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตรับใช้พระคริสต์ด้วยกันก่อนแต่งงานกัน

Romans โรม 12:1-2 1 I appeal to you therefore, brothers, by the mercies of God, to present your bodies as a living sacrifice, holy and acceptable to God, which is your spiritual worship.

1 พี่น้องทั้งหลาย   ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่าน ทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอัน บริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย

2 Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.

2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม  

Now they are to serve Christ together as a unit and raise their children to serve God

ตอนนี้พวกเขาต้องมารับใช้พระคริสต์ด้วยกันเป็นกายอันเดียวกัน  และเลี้ยงดูบุตรเพื่อจะรับใช้พระเจ้า

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:29-34 29 This is what I mean, brothers: the appointed time has grown very short. From now on, let those who have wives live as though they had none,

29 พี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าหมายความว่า   ยุคนี้ก็สั้นมากแล้ว ตั้งแต่นี้ไปให้คนเหล่านั้นที่มี ภรรยาดำเนินชีวิต   เหมือนกับไม่มีภรรยา

30 and those who mourn as though they were not mourning, and those who rejoice as though they were not rejoicing, and those who buy as though they had no goods,

30 และให้คนที่เศร้าโศกดำเนินชีวิตเหมือนกับมิได้เศร้าโศก   และผู้ที่ชื่นชมยินดี   ดำเนินชีวิตเหมือนกับมิได้ชื่นชมยินดี   และผู้ที่ซื้อก็ให้ดำเนินชีวิต   เหมือนกับว่าเขาไม่มีกรรมสิทธิ์เหนืออะไรเลย

31 and those who deal with the world as though they had no dealings with it. For the present form of this world is passing away.

31 และคนที่ใช้ของโลกนี้ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับมิได้ใช้อย่างเต็มที่เลยเพราะ ระบอบของโลกนี้กำลังล่วงไป  

32 I want you to be free from anxieties. The unmarried man is anxious about the things of the Lord, how to please the Lord.

32 ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพ้นจากความสาละวนวุ่นวาย   ฝ่ายคนที่ไม่มีภรรยาก็สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า   เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า

33 But the married man is anxious about worldly things, how to please his wife,

33 แต่คนที่มีภรรยาแล้วก็สาละวนในการงานของโลกนี้   เพื่อจะทำสิ่งที่พอใจของภรรยา

34 and his interests are divided. And the unmarried or betrothed woman is anxious about the things of the Lord, how to be holy in body and spirit. But the married woman is anxious about worldly things, how to please her husband.

34 เป็นการสองฝักสองฝ่าย   ฝ่ายหญิงที่ไม่มีสามี   และสาวพรหมจารีนั้น   ก็สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า   เพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ทั้งกายและจิตใจ   แต่หญิงที่มีสามีแล้วก็สาละวนในการงานของโลกนี้   เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจของสามี

Malachi มาลาคี 2:1515 Did He not make them one, with a portion of the Spirit in their union? And what was the one God seeking? Godly offspring. So guard yourselves in your spirit, and let none of you be faithless to the wife of your youth.

15 แต่ไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติจะกระทำอย่างนี้   ผู้มีสตินั้นย่อมประสงค์สิ่งใด   ย่อมประสงค์ลูกหลานที่เชื่อฟังพระเจ้า   ดังนั้นจงระวังตัวให้ดี   อย่าให้ผู้ใดทรยศต่อภรรยาคนที่ได้เมื่อหนุ่มนั้น 

Ephesians เอเฟซัส 6:4 4 Fathers, do not provoke your children to anger, but bring them up in the discipline and instruction of the Lord.

4 ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดา   อย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ   แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน   และการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า  

Priscilla and Aquila, in Acts 18, would be good examples of this.

ในกิจการบทที่ 18 ปริสิลลา และ อควิลา เป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องนี้

As a couple pursues serving Christ together, the joy which the Spirit gives will fill their marriage.

เมื่อทั้งสองคนติดตามรับใช้พระคริสต์ด้วยกัน ชีวิตสมรสของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

Galatians กาลาเทีย 5:22-23 22 But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, patience, kindness, goodness, faithfulness,

22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น   คือความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ

23 gentleness, self-control; against such things there is no law.

23 ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน   เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย

In the Garden of Eden, there were three present (Adam, Eve, and God), and there was joy.

ในสวนเอเดนนั้น ปรากฎมีบุคคลทั้งสาม (อาดัม อีวาและพระเจ้า) และมีความชื่นชมยินดี

So, if God is central in a marriage today, there also will be joy.

ดังนั้น ถ้าพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางในชีวิตสมรสวันนี้ ก็จะมีความชื่นชมยินดี

Without God, a true and full oneness is not possible.

ถ้าปราศจากพระเจ้า ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความเป็นหนึ่งเดียวกันที่สมบูรณ์แท้จริง

www.gotquestions.org/thai

One Flesh

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top