Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, February 25, 2015

 

Question: "How will I know when I have found the perfect spouse for me?"
คำถาม  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่เราได้พบกับคนที่เพียบพร้อมเหมาะเป็นคู่ครองของเรา


Answer: The Bible does not address how to find the “perfect spouse,” nor does it get as specific as we might like on the matter of finding the right marriage partner.

คำตอบ  พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวว่าเราจะพบ”คู่ครองที่เพียบพร้อม” อย่างไร  และไม่ได้กล่าวเจาะจงว่าเราจะทำไงในเรื่องการหาคู่ครองที่เหมาะจะแต่งงานด้วย

The one thing God's Word does explicitly tell us is to make sure that we do not marry an unbeliever.

สิ่งหนึ่งที่พระคำของพระเจ้ากล่าวอย่างชัดเจนให้เราแน่ใจว่าเราต้องไม่แต่งงานกับผู้ที่ไม่เชื่อ

2 Corinthians 2โครินธ์ 6:14-15 14 Do not be unequally yoked with unbelievers. For what partnership has righteousness with lawlessness? Or what fellowship has light with darkness?

14 ท่านอย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ   เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม   และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร

15 What accord has Christ with Belial? Or what portion does a believer share with an unbeliever?

15 พระคริสต์กับเบลีอัลจะลงรอยกันอย่างไรได้   หรือคนที่เชื่อจะมีส่วนอะไรกับคนที่ไม่เชื่อ

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:3939 A wife is bound to her husband as long as he lives. But if her husband dies, she is free to be married to whom she wishes, only in the Lord.

39 ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่   ภรรยาก็ต้องอยู่กับสามี   ถ้าสามีตาย นางก็เป็นอิสระจะแต่งงานกับ ชายใดก็ได้ตามใจ   แต่ต้องแต่งงานกับผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า

This reminds us that, while we are free to marry, we should only marry those who are acceptable to God—in other words, Christians.

นี่เป็นคำเตือนเราว่า เมื่อเรารู้สึกอิสระอยากแต่งงาน  เราควรแต่งงานกับเหล่าคนที่พระเจ้าทรงยอมรับ –อีกนัยหนึ่งคือพวกคริสเตียน

Beyond this, the Bible is silent about how to know we are marrying the “right” person.
มากยิ่งกว่านี้ พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าเรารู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังจะแต่งงานกับบุคคล”ที่ใช่แล้ว”
So why doesn't God spell out for us what we should look for in a mate?

ดังนั้น ทำไมพระเจ้าไม่ทรงชี้แจงไปเลยว่าเราควรเสาะหาอะไรในผู้ที่จะเป็นคู่สมรสด้วย

Why do we not have more specifics about such an important issue?

ทำไมเราไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ เกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญนั้น

The truth is that the Bible is so clear on what a Christian is and how we are to act that specifics are not necessary.

ความจริงคือว่าพระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าคริสเตียนเป็นอะไร  และเราควรประพฤติปฏิบัติโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อระบุไว้

Christians are supposed to be likeminded about important issues, and if two Christians are committed to their marriage and to obeying Christ, they already possess the necessary ingredients for success.

ดูเหมือนคริสเตียนจะมีใจคล้ายกันเกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆนี้ และถ้าคริสเตียนสองคนได้ตกลงใจจะแต่งงานกัน และเชื่อฟังพระคริสต์  พวกเขาก็มีสูตสำเร็จเพื่อประสบความสำเร็จในการแต่งงานอยู่แล้ว

However, because our society is inundated with many professing Christians, it would be wise to use discernment before devoting oneself to the lifelong commitment of marriage.

อย่างไรก็ตาม เพราะสังคมของเราไม่จำกัดเวลากับคริสเตียนผู้เชื่อและปฏิบัติ  มันเป็นการฉลาดที่จะใช้สายตามองเห็นก่อนที่จะอุทิศชีวิตไปแต่งงานผูกพันกันตลอดชีวิต


Once a prospective mate’s priorities are identified—if he or she is truly committed to Christ-likeness—then the specifics are easier to identify and deal with.
ทันทีที่เราจัดลำดับข้อกำหนดของผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นคู่ครองไว้ก่อน   -- ถ้าเขาหรือเธอถวายตัวติดตามพระคริสต์--แล้วมันก็ง่ายขึ้นต่อการชี้ชัดและจัดการกับข้อกำหนดนั้น

First, we should make sure that we are ready to marry.

ประการแรก เราควรแน่ใจว่าเราพร้อมแล้วที่จะแต่งงาน

We must have enough maturity to look beyond the here and now and be able to commit ourselves to joining with this one person for the rest of our lives.

เราต้องเติบโตพอที่จะมองทะลุผ่านตรงนี้และเดี๋ยวนี้  และสามารถจะทุ่มเทตัวเองเข้าร่วมผูกพันกับอีกคนหนึ่งได้ตลอดชีวิตของเรา

We must also recognize that marriage requires sacrifice and selflessness.

เราต้องระลึกเสมอว่าการแต่งงานจำเป็นต้องมีการเสียสละและความเอื้อเฟื้อต่อกัน

Before marrying, a couple should study the roles and duties of a husband and wife.

ก่อนการแต่งงาน  ทั้งคู่ควรศึกษาบทบาทและหน้าที่ของสามีและภรรยา

Ephesians เอเฟซัส 5:22-31 22 Wives, submit to your own husbands, as to the Lord.

22 ฝ่ายภรรยา   จงยอมฟังสามีของตน   เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า

23 For the husband is the head of the wife even as Christ is the head of the church, His body, and is himself her Savior.

23 เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา   เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร   ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์   และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร

24 Now as the church submits to Christ, so also wives should submit in everything to their husbands.

24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด   ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น

25 Husbands, love your wives, as Christ loved the church and gave himself up for her,

25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน   เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร   และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร

26 that he might sanctify her, having cleansed her by the washing of water with the word,

26 เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์   โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ

27 so that He might present the church to Himself in splendor, without spot or wrinkle or any such thing, that she might be holy and without blemish.

27 เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี   ไม่มีตำหนิริ้วรอย   หรือมลทินใดๆเลย   แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ

28 In the same way husbands should love their wives as their own bodies. He who loves his wife loves himself.

28 เช่นนั้นแหละ   สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง   ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง

29 For no one ever hated his own flesh, but nourishes and cherishes it, just as Christ does the church,

29 เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง   มีแต่เลี้ยงดูและทนุถนอม   เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร

30 because we are members of His body.

30 เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์

31 “Therefore a man shall leave his father and mother and hold fast to his wife, and the two shall become one flesh.”

31 เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตน   ไปผูกพันอยู่กับภรรยา   และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:1-16 1 Now concerning the matters about which you wrote: “It is good for a man not to have sexual relations with a woman.”

1 เรื่องที่พวกท่านเขียนมานั้นขอตอบว่า   การที่ผู้ชายไม่ข้องแวะกับผู้หญิงเลยก็ดีแล้ว

2 But because of the temptation to sexual immorality, each man should have his own wife and each woman her own husband.

2 แต่เพื่อป้องกันการล่วงประเวณี   ผู้ชายทุกคนควรมีภรรยาเป็นของตน   และผู้หญิงทุกคนมีสามีเป็นของตน

3 The husband should give to his wife her conjugal rights, and likewise the wife to her husband.

3 สามีพึงประพฤติต่อภรรยาตามควร   และภรรยาก็พึงประพฤติต่อสามีตามควรเช่นเดียวกัน

4 For the wife does not have authority over her own body, but the husband does. Likewise the husband does not have authority over his own body, but the wife does.

4 ภรรยาไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน   แต่สามีมีอำนาจเหนือร่างกายของภรรยา   ทำนองเดียวกันสามีไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน   แต่ภรรยามีอำนาจเหนือร่างกายของสามี

5 Do not deprive one another, except perhaps by agreement for a limited time, that you may devote yourselves to prayer; but then come together again, so that Satan may not tempt you because of your lack of self-control.

5 อย่าปฏิเสธการอยู่ร่วมกันเว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว   เพื่ออุทิศตัวในการอธิษฐาน   แล้วจึงค่อยมาอยู่ร่วมกันอีก   เพื่อมิให้ซาตานชักจูงให้ทำผิดเพราะตัวอดไม่ได้

6 Now as a concession, not a command, I say this.

6 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เป็นการอนุญาต   ไม่ใช่เป็นการสั่ง

7 I wish that all were as I myself am. But each has his own gift from God, one of one kind and one of another.

7 ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่ทุกคนก็ได้รับของประทาน จากพระเจ้าเหมาะกับตัว   คนหนึ่งได้รับอย่างนี้   และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น  

8 To the unmarried and the widows I say that it is good for them to remain single as I am.

8 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนที่ยังเป็นโสดและพวกแม่ม่ายว่า   การที่เขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็ดีแล้ว

9 But if they cannot exercise self-control, they should marry. For it is better to marry than to be aflame with passion.

9 แต่ถ้าเขายั้งใจไม่อยู่   ก็จงแต่งงานเสียเถิด   เพราะแต่งงานเสียก็ดีกว่ามีใจเร่าร้อนด้วยกามราคะ  

10 To the married I give this charge (not I, but the Lord): the wife should not separate from her husband

10 ส่วนคนที่แต่งงานแล้ว   ข้าพเจ้าขอสั่ง   มิใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง   แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า   อย่าให้ภรรยาทิ้งสามี

11 (but if she does, she should remain unmarried or else be reconciled to her husband), and the husband should not divorce his wife.

11 แต่ถ้านางทิ้งสามีไป   อย่าให้นางไปมีสามีใหม่   หรือไม่ก็ให้นางกลับมาคืนดีกับสามีเก่า   และขออย่าให้สามีหย่าร้างภรรยาเลย  

12 To the rest I say (I, not the Lord) that if any brother has a wife who is an unbeliever, and she consents to live with him, he should not divorce her.

12 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากคนพวกนี้   (องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตรัส)   ว่า   ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   และนางพอใจที่จะอยู่กับสามี   สามีก็ไม่ควรหย่านาง

13 If any woman has a husband who is an unbeliever, and he consents to live with her, she should not divorce him.

13 ถ้าหญิงคนใดมีสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   และสามีพอใจที่จะอยู่กับนาง   นางก็ไม่ควรหย่าสามีนั้นเลย

14 For the unbelieving husband is made holy because of his wife, and the unbelieving wife is made holy because of her husband. Otherwise your children would be unclean, but as it is, they are holy.

14 เพราะว่าสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์นั้น   ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางภรรยา   และภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   ก็ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางสามี   มิฉะนั้นลูกของท่านก็เป็นมลทิน   แต่บัดนี้เด็กเหล่านั้นก็บริสุทธิ์

15 But if the unbelieving partner separates, let it be so. In such cases the brother or sister is not enslaved. God has called you to peace.

15 แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์จะแยกไป   ก็จงให้เขาไปเถิด   เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นที่พี่น้อง ชายหญิงจะผูกมัดให้จำใจอยู่ด้วยกัน   เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้อยู่อย่างสงบ

16 Wife, how do you know whether you will save your husband? Husband, how do you know whether you will save your wife?

16 ดูก่อนท่านผู้เป็นภรรยา   ไฉนท่านจะรู้ได้ว่าท่านจะช่วยสามีให้รอดได้หรือไม่   ดูก่อนท่านผู้เป็นสามี   ไฉนท่านจะรู้ได้ว่าท่านจะช่วยภรรยาให้รอดได้หรือไม่

Colossians โคโลสี 3:18-19 18 Wives, submit to your husbands, as is fitting in the Lord.

18 ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน   ซึ่งเป็นการสมควรในองค์พระผู้เป็นเจ้า

19 Husbands, love your wives, and do not be harsh with them.

19 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน   และอย่ามีใจขมขื่นต่อนาง

Titus ทิตัส 2:1-5 1 But as for you, teach what accords with sound doctrine.

1 ฝ่ายท่านจงสั่งสอนให้สอดคล้องกับคำสอนอันมีหลัก

2 Older men are to be sober-minded, dignified, self-controlled, sound in faith, in love, and in steadfastness.

2 พึงสอนชายที่สูงอายุให้รู้จักประมาณตนในการกินดื่ม   ให้เอาจริงเอาจัง   ให้มีสติสัมปชัญญะ   ให้มีความเชื่อ   ความรัก   และความอดทนตามสมควร

3 Older women likewise are to be reverent in behavior, not slanderers or slaves to much wine. They are to teach what is good,

3 ส่วนผู้หญิงที่สูงอายุก็เหมือนกัน   ให้เขามีความยำเกรงพระเจ้า   ให้เขาเป็นคนไม่ส่อเสียด   ไม่เป็นคนกินเหล้า   แต่ให้เป็นผู้สอนสิ่งที่ดีงาม

4 and so train the young women to love their husbands and children,

4 เพื่อเป็นการฝึกสอนผู้หญิงสาวให้รักสามีและบุตรของตน

5 to be self-controlled, pure, working at home, kind, and submissive to their own husbands, that the word of God may not be reviled.

5 ให้มีสติสัมปชัญญะ   เป็นคนบริสุทธิ์   เอาใจใส่ในบ้านเรือน   มีความเมตตาและเชื่อฟังสามีของตน   เช่นนี้จึงจะไม่มีผู้ใดลบหลู่พระวจนะของพระเจ้าได้

1 Peter 1 เปโตร 3:1-7 1 Likewise, wives, be subject to your own husbands, so that even if some do not obey the word, they may be won without a word by the conduct of their wives—

1 ฝ่ายท่านทั้งหลายที่เป็นภรรยาก็เช่นกัน   จงเชื่อฟังสามีของท่านเพื่อว่าแม้สามีบางคนจะ ไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า   แต่ความประพฤติของภรรยาก็อาจจะจูงใจเขาได้   โดยไม่ต้องพูดเลยสักคำเดียว

2 when they see your respectful and pure conduct.

2 คือเมื่อเขาได้เห็นการประพฤติที่นอบน้อมและดีงามของท่านทั้งหลาย   ผู้เป็นภรรยา

3 Do not let your adorning be external—the braiding of hair, the wearing of gold, or the putting on of clothing—

3 การประดับกายของท่านนั้น   อย่าให้เป็นการประดับภายนอก   ด้วยการถักผม   ประดับด้วยเครื่องทองคำและนุ่งห่มเสื้อผ้าสวยงาม

4 but let your adorning be the hidden person of the heart with the imperishable beauty of a gentle and quiet spirit, which in God's sight is very precious.

4 แต่จงให้เป็นการประดับภายในจิตใจ   แต่งด้วยเครื่องประดับซึ่งไม่รู้เสื่อมสลาย   คือด้วยจิตใจที่สงบและสุภาพ   ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งในสายพระเนตรพระเจ้า

5 For this is how the holy women who hoped in God used to adorn themselves, by submitting to their husbands,

5 บรรดาสตรีผู้ทรงศีลในครั้งโบราณนั้น   ผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้า   ก็ได้ประดับกายเช่นนั้น และเชื่อฟังสามีของตน

6 as Sarah obeyed Abraham, calling him lord. And you are her children, if you do good and do not fear anything that is frightening.

6 เช่นนางซาราห์เชื่อฟังอับราฮัมและเรียกท่านว่านาย   ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติดี   และไม่มีความหวาดกลัวสิ่งใด   ท่านก็เป็นบุตรหลานของนาง  

7 Likewise, husbands, live with your wives in an understanding way, showing honor to the woman as the weaker vessel, since they are heirs with you of the grace of life, so that your prayers may not be hindered.

7 ท่านทั้งหลายที่เป็นสามีก็เช่นกัน   จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในเธอ   จงให้เกียรติแก่ภรรยา   เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า   และเพราะท่านทั้งสองได้รับชีวิตอันเป็นพระคุณเป็นมรดก   เพื่อว่าคำอธิษฐานของท่านจะไม่มีอุปสรรคขัดขวาง

A couple should make sure they know each other for a sufficient amount of time before discussing marriage.

ทั้งคู่ควรแน่ใจว่าพวกเขารู้จักกันและกันในเวลาที่เพียงพอแล้วก่อนจะปรึกษากันเรื่องแต่งงาน

They should watch how the other person reacts to different situations, how he behaves around his family and friends, and what kind of people she spends time with.

พวกเขาควรเฝ้าระวังว่าอีกฝ่ายตอบสนองต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างไร   เขาประพฤติตัวอย่างไรต่อครองครัวและเพื่อน ๆ ของเขา  และพวกเขาเป็นคนแบบไหนที่เราใช้เวลาด้วย

A person's behavior is greatly influenced by those he keeps company with.

ความประพฤติของคนหนึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากเหล่าคนที่เขาสมาคมด้วย

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:33 33 Do not be deceived: “Bad company ruins good morals.”

33 อย่าหลงเลย   “การคบคนชั่วย่อมเสียนิสัย”

They should agree on issues such as morality, finances, values, children, church attendance and involvement, relationships with in-laws, and employment.

พวกเขาควรเห็นพ้องกันในบางเรื่องเช่น ศีลธรรม การเงิน ค่านิยม เด็ก ๆ  การเข้าโบสถ์และการร่วมกับสมาชิก  ความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องของอีกฝ่าย และการจ้างงาน

These are areas of potential conflict in marriage and should be carefully considered beforehand.
เหล่านี้เป็นขอบเขตของปัญหาความขัดแย้งที่สำคัญในการแต่งงาน และควรคำนึงถึงล่วงหน้าอย่างรอบคอบ
Finally, any couple considering marriage should first go to premarital counseling with their pastor or another trained Christian counselor.

ในที่สุด  คู่ใดก็ตามที่คิดว่าจะแต่งงานกัน   สิ่งแรกควรไปปรึกษาหารือก่อนแต่งงานกับศิษยาภิบาลของเขา หรือเจ้าหน้าที่คริสเตียนผู้ให้คำปรึกษาแนะแนว

Here they will learn valuable tools for building their marriage on a foundation of faith in Christ, and they will also learn how to deal with inevitable conflicts.

ตรงนี้ พวกเขาจะเรียนรู้เครื่องช่วยที่มีคุณค่าในการเสริมสร้างการแต่งงานบนพื้นฐานความเชื่อในพระคริสต์ และพวกเขาสามารถเรียนรู้วิธีจัดการกับปัญหาที่อาจเลี่ยงไม่พ้น

After all these criteria have been met, the couple is ready to prayerfully decide if they desire to be joined together in marriage.

หลังจากผ่านพ้นมาตรการเหล่านี้ ทั้งคู่พร้อมที่จะตัดสินใจได้โดยมีการอธิษฐานว่าพวกเขาอยากร่วมชีวิตแต่งงานกันไหม

If we are earnestly seeking the will of God, He will direct our paths.

ถ้าเราเสาะแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า  พระองค์จะทรงนำทางเดินชีวิตของเรา

Proverbs สุภาษิต 3:5-6 5 Trust in the LORD with all your heart, and do not lean on your own understanding.

5 จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า   และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง  

6 In all your ways acknowledge Him, and He will make straight your paths

6 จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า   และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น  

www.gotquestions.org/Thai

Perfect Spouse

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top