Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, March 12, 2015

 

Keyword phrase:  unpardonable sin, unforgivable sin

วลีสำคัญ บาปที่อภัยไม่ได้ บาปที่ยกโทษไม่ได้


Keyword description:  What is the unpardonable sin / unforgivable sin? Is there any sin that God will not forgive?

คำอธิบายที่สำคัญ   บาปที่อภัยไม่ได้ /บาปที่ยกโทษไม่ได้คืออะไร   มีบาปใดบ้างที่พระเจ้าจะไม่ทรงยกโทษให้


Question: "What is the unpardonable sin / unforgivable sin?"
คำถาม   บาปที่อภัยไม่ได้ /บาปที่ยกโทษไม่ได้คืออะไร     

Answer: The case of the “unpardonable sin/unforgivable sin” or “blasphemy of the Holy Spirit” is mentioned in Mark and Matthew.

คำตอบ  กรณีของบาปที่อภัยไม่ได้ /บาปที่ยกโทษไม่ได้ หรือการสบประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่กล่าวถึงในมาระโกและมัทธิว

Mark มาระโก 3:22-30 22 And the scribes who came down from Jerusalem were saying, “He is possessed by Beelzebul,” and “by the prince of demons he casts out the demons.”

22 พวกธรรมาจารย์ซึ่งได้ลงมาจากกรุงเยรูซาเล็ม   ได้กล่าวว่า   “ผู้นี้มีผีเบเอลเซบูลเข้า   และที่เขาขับผีออกได้ก็เพราะใช้อำนาจนายผีนั้น”

23 And He called them to Him and said to them in parables, “How can Satan cast out Satan?

23 ฝ่ายพระองค์จึงเรียกคนเหล่านั้นมาตรัสแก่เขาเป็นคำเปรียบว่า   “ซาตานจะขับตัวเองให้ออกอย่างไรได้

24 If a kingdom is divided against itself, that kingdom cannot stand.

24 ถ้าราชอาณาจักรใดๆเกิดแตกแยกกันแล้ว   ราชอาณาจักรนั้นจะตั้งอยู่ไม่ได้

25 And if a house is divided against itself, that house will not be able to stand.

25 ถ้าครัวเรือนใดๆเกิดแตกแยกกัน   ครัวเรือนนั้นจะตั้งอยู่ไม่ได้

26 And if Satan has risen up against himself and is divided, he cannot stand, but is coming to an end.

26 และถ้าซาตานจะต่อสู้กับตนเอง   และแตกแยกกันมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้มีแต่จะสิ้นสูญไป

27 But no one can enter a strong man's house and plunder his goods, unless he first binds the strong man. Then indeed he may plunder his house.

27 ไม่มีผู้ใดอาจเข้าไปในเรือนของคนที่มีกำลังมากและปล้นทรัพย์ได้   เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน   แล้วจึงจะปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้  

28 “Truly, I say to you, all sins will be forgiven the children of man, and whatever blasphemies they utter,

28 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ความผิดบาปทุกอย่างและคำหมิ่นประมาท   ที่เขากล่าวนั้น   จะทรงโปรดยกให้มนุษย์ได้

29 but whoever blasphemes against the Holy Spirit never has forgiveness, but is guilty of an eternal sin”—

29 แต่ผู้ใดจะกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์   จะโปรดยกให้ผู้นั้นไม่ได้เลย   แต่ผู้นั้นมีกรรมชั่วแห่งบาปเป็นนิตย์”

30 for they had said, “He has an unclean spirit.”

30 ที่ตรัสอย่างนั้นก็เพราะเขาทั้งหลายว่า   พระองค์มีผีโสโครกเข้าสิง

Matthew มัทธิว 12:22-32 23 And all the people were amazed, and said, “Can this be the Son of David?”

23 และคนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจถามกันว่า   “คนนี้เป็นบุตรดาวิดได้หรือ”

24 But when the Pharisees heard it, they said, “It is only by Beelzebul, the prince of demons, that this man casts out demons.”

24 แต่พวกฟาริสีเมื่อได้ยินดังนั้นก็พูดกันว่า   “ผู้นี้ขับผีออกได้ก็เพราะใช้อำนาจ เบเอลเซบูลผู้เป็นนายผีนั้น”

25 Knowing their thoughts, He said to them, “Every kingdom divided against itself is laid waste, and no city or house divided against itself will stand.

25 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา   จึงตรัสกับเขาว่า   “ราชอาณาจักรใดๆซึ่งแตกแยกกันแล้ว   ก็คงพินาศ   เมืองใดๆ ครัวเรือนใดๆ   ซึ่งแตกแยกกันแล้ว   จะตั้งอยู่ไม่ได้

26 And if Satan casts out Satan, he is divided against himself. How then will his kingdom stand?

26 และถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง   แล้วอาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้

27 And if I cast out demons by Beelzebul, by whom do your sons cast them out? Therefore they will be your judges.

27 และถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูล   พวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่า   เหตุฉะนั้นพวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินกล่าวโทษพวกท่าน

28 But if it is by the Spirit of God that I cast out demons, then the kingdom of God has come upon you.

28 แต่ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า   แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว

29 Or how can someone enter a strong man's house and plunder his goods, unless he first binds the strong man? Then indeed he may plunder his house.

29 หรือใครจะเข้าไปในเรือนของคนที่มีกำลังมาก   และปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้   เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน   แล้วจึงจะปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้

30 Whoever is not with Me is against Me, and whoever does not gather with Me scatters.

30 ผู้ใดไม่อยู่ฝ่ายเราก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา   และผู้ใดไม่รวบรวมไว้กับเรา   ก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป

31 Therefore I tell you, every sin and blasphemy will be forgiven people, but the blasphemy against the Spirit will not be forgiven.

31 เพราะฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า   ความผิดบาปและคำหมิ่นประมาท ทุกอย่างจะโปรดยกให้มนุษย์ได้   เว้นแต่คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะทรงโปรดยกให้มนุษย์ไม่ได้

32 And whoever speaks a word against the Son of Man will be forgiven, but whoever speaks against the Holy Spirit will not be forgiven, either in this age or in the age to come.

32 ผู้ใดจะกล่าวร้ายบุตรมนุษย์   จะโปรดยกให้ผู้นั้นได้   แต่ผู้ใดจะกล่าวร้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์   จะทรงโปรดยกให้ผู้นั้นไม่ได้   ทั้งยุคนี้ยุคหน้า




The term “blasphemy” may be generally defined as “defiant irreverence.”

คำว่า “การสบประมาท” ปกติอาจหมายความว่า “ การไม่เคารพยำเกรงเชื่อฟัง”

We would apply the term to such sins as cursing God or willfully degrading things relating to Him.

เราอาจประยุกต์ใช้คำนี้กับความบาปที่แช่งด่าพระเจ้าหรือจงใจลดค่าสิ่งต่างๆเกี่ยวกับพระองค์

It is also attributing some evil to God, or denying Him some good that we should attribute to Him.

มันเป็นการให้ลักษณะร้ายบางอย่างต่อพระเจ้า   หรือปฏิเสธพระองค์สิ่งดีๆ บางอย่างที่เราควรให้คุณลักษณะแก่พระเจ้า

This case of blasphemy, however, is a specific one called “the blasphemy against the Holy Spirit” in Matthew 12:31.

อย่างไรก็ตาม ในกรณีการสบประมาทนี้ เป็นกรณีพิเศษที่เรียกว่า “การสบประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ “ ในมัทธิว12:31

In this passage, the Pharisees, having witnessed irrefutable proof that Jesus was working miracles in the power of the Holy Spirit, claimed instead that He was possessed by the demon Beelzebub (Matthew 12:24).

ในพระคำตอนนี้ ชาวฟาริสีได้เป็นพยานที่มีข้อพิสูจน์ที่หักล้างไม่ได้ว่า พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์โดยฤทธิ์อำนาจพระวิญญาณบริสุทธิ์  โดยการอ้างว่าพระองค์รับอำนาจจากนายผีเบเอลเซบูล ในมัทธิว12:24

In Mark 3:30, Jesus is very specific about what exactly they did to commit “the blasphemy against the Holy Spirit.”
ในมาระโก 3:30 พระเยซูทรงเจาะจงเฉพาะถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ “การสบประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์”



 
This blasphemy then has to do with accusing Jesus Christ (in person, on earth) of being demon-possessed.

การสบประมาทนี้ต้องทำโดยการกล่าวร้ายพระเยซูคริสต์(ทรงสภาพบุคคลในโลก) ว่าทรงถูกมารครอบครอง

There are other ways to blaspheme the Holy Spirit (such as lying to Him, as in the case of Ananias and Sapphira.

มีการสบประมาทหลายอย่างต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์( เช่น มุสาต่อพระองค์ อย่างในกรณีอานาเนียและสัปฟีรา)

Acts กิจการ 5:1-10 1 But a man named Ananias, with his wife Sapphira, sold a piece of property,

1 แต่มีชายคนหนึ่ง   ชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีรา   ได้ขายที่ดินของตน

2 and with his wife's knowledge he kept back for himself some of the proceeds and brought only a part of it and laid it at the apostles' feet.

2 และเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งเขายักเก็บไว้   ภรรยาของเขาก็รู้ด้วย   และอีกส่วนหนึ่งเขานำมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต

3 But Peter said, “Ananias, why has Satan filled your heart to lie to the Holy Spirit and to keep back for yourself part of the proceeds of the land?

3 ฝ่ายเปโตรจึงถามว่า   “อานาเนีย   เหตุไฉนซาตานจึงทำให้ใจของเจ้า เต็มไปด้วยการมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์   และทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้

4 While it remained unsold, did it not remain your own? And after it was sold, was it not at your disposal? Why is it that you have contrived this deed in your heart? You have not lied to men but to God.”

4 เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้ามิใช่หรือ   เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในอำนาจของเจ้ามิใช่หรือ   มีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้เจ้าคิดในใจเช่นนั้นเล่า   เจ้ามิได้มุสาต่อมนุษย์แต่ได้มุสาต่อพระเจ้า”

5 When Ananias heard these words, he fell down and breathed his last. And great fear came upon all who heard of it.

5 เมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้น   ก็ล้มลงตาย   และเมื่อคนทั้งปวงทราบเรื่องก็ พากันสะดุ้งตกใจกลัวอย่างยิ่ง

6 The young men rose and wrapped him up and carried him out and buried him.

6 พวกคนหนุ่มก็ลุกขึ้นห่อศพเขาไว้แล้วหามเอาไปฝัง  

7 After an interval of about three hours his wife came in, not knowing what had happened.

7 หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง   ภรรยาของเขายังไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเข้าไป

8 And Peter said to her, “Tell me whether you sold the land for so much.” And she said, “Yes, for so much.”

8 ฝ่ายเปโตรถามนางว่า   “เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือจงบอกเราเถิด”   หญิงนั้นจึงตอบว่า   “ได้เท่านั้นเจ้าค่ะ”

9 But Peter said to her, “How is it that you have agreed together to test the Spirit of the Lord? Behold, the feet of those who have buried your husband are at the door, and they will carry you out.”

9 เปโตรจึงถามนางว่า   “ไฉนเจ้าทั้งสองได้พร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า   จงดูเถิด   เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีของเจ้าก็อยู่ที่ประตู   และเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย”

10 Immediately she fell down at his feet and breathed her last. When the young men came in they found her dead, and they carried her out and buried her beside her husband.

10 ในทันใดนั้นนางก็ล้มลงตายแทบเท้าของเปโตร   และพวกคนหนุ่มได้เข้ามาเห็น ว่าหญิงนั้นตายแล้ว   จึงได้หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง

But the accusation against Jesus was the blasphemy that was unpardonable.

แต่การกล่าวใส่ร้ายพระเยซูเป็นการสบประมาทที่ไม่สามารถอภัยได้

This specific unpardonable sin against the Holy Spirit cannot be duplicated today.

บาปเฉพาะที่ต่อต้านพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่สามารถอภัยได้ไม่สามารถทำซ้ำได้อีกทุกวันนี้

The only unpardonable sin today is that of continued unbelief.

บาปเดียวที่ไม่สามารถอภัยได้คือบาปแห่งความไม่เชื่อที่ยังมีอยู่อีก

There is no pardon for a person who dies in unbelief.

ไม่มีการอภัยโทษแก่บุคคลที่ตายในความไม่เชื่อ

John ยอห์น 3:16 16 “For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

The only condition in which someone would have no forgiveness is if he/she is not among the “whoever” that believes in Him.

เงื่อนไขประการเดียวซึ่งบางคนไม่ได้รับการอภัยคือถ้าเขา/เธอไม่ได้เป็นหนึ่งใน “ใครก็ตาม”ที่เชื่อถือในพระองค์

John ยอห์น 14:6 6 Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through Me.

6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

To reject the only means of salvation is to condemn oneself to an eternity in hell because to reject the only pardon is, obviously, unpardonable.

การไม่ยอมรับทางเดียวแห่งความรอดคือกระทำให้ตนเองตกอยู่ในนรกนิรันดร์เพราะปรากฏชัดเจนว่าการปฏิเสธการอภัยโทษเดียวไม่สามารถให้อภัยได้

Many people fear they have committed some sin that God cannot or will not forgive, and they feel there is no hope for them, no matter what they do.

หลายคนกลัวว่าพวกเขาได้กระทำบาปบางอย่างซึ่งพระเจ้าไม่สามารถหรือจะไม่ทรงยกโทษให้  และพวกเขารู้สึกว่าไม่มีความหวังเลย  ไม่ว่าพวกเขาจะทำอย่างไร

Satan would like nothing better than to keep us laboring under this misconception.

ซาตานไม่ชอบอะไรมากกว่าอยากให้เราทำงานลำบากภายใต้ความเข้าใจผิดนี้




The truth is that if a person has this fear, he/she needs only to come before God, confess that sin, repent of it, and accept God’s promise of forgiveness.

ความจริงคือว่าถ้าบุคคลมีความกลัวเช่นนี้ เขา/เธอจำเป็นต้องมาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า สารภาพความบาปนั้น สำนึกผิดบาปนั้น  และยอมรับพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงยกโทษบาป

1 John 1ยอห์น 1:9 9 If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

This verse assures us that God is ready to forgive any sin—no matter how heinous—if we come to Him in repentance.

ข้อพระคัมภีร์นี้ทำให้เรามั่นใจว่าพระเจ้าทรงพร้อมที่จะยกโทษบาปใดๆ—ไม่ว่าเป็นเรื่องเลวร้ายแค่ไหน—ถ้าเรามาหาพระองค์ด้วยการสำนึกผิด

If you are suffering under a load of guilt today, God is waiting with His arms open in love and compassion for you to come to Him.

ถ้าคุณกำลังทุกข์ทรมานภายใต้บาปหนักติดตัววันนี้  พระเจ้าทรงกำลังรอคอยที่จะอ้าพระกรของพระองค์ด้วยความรักและความเมตตากรุณาต้อนรับให้คุณมาหาพระองค์

He will never disappoint or fail to pardon those who do.

พระองค์ทรงไม่มีวันทำให้เหล่าคนที่มาหาพระองค์ผิดหวังหรือพลาดหวังที่จะรับการทรงอภัย

Keyword phrase:  soul sleep

วลีสำคัญ  วิญญาณหลับ


Keyword description:  What does the Bible say about soul sleep?

อธิบายที่สำคัญ        พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับวิญญาณหลับ

Do our souls sleep until our bodies are resurrected?

วิญญาณของเราหลับจนกว่าร่างกายของเราฟื้นขึ้นใหม่หรือ


Question: "What does the Bible say about soul sleep?"
คำถาม  พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับวิญญาณหลับ

Answer: “Soul sleep” is a belief that after a person dies, his/her soul “sleeps” until the resurrection and final judgment.

คำตอบ “วิญญาณหลับ” คือความเชื่อที่ว่าหลังจากบุคคลตาย  วิญญาณของเขา/ของเธอ “หลับ” จนกว่าการฟื้นขึ้นใหม่และการพิพากษาครั้งสุดท้าย

The concept of “soul sleep” is not biblical.

หลักข้อคิดเรื่อง”วิญญาณหลับ” ไม่ตรงตามพระคัมภีร์

When the Bible describes a person “sleeping” in relation to death it does not mean literal sleep.

เมื่อพระคัมภีร์บรรยายว่าบุคคล “กำลังหลับ”เนื่องจากความตาย มันไม่ได้หมายความว่าหลับจริงๆ

Luke ลูกา 8:5252 And all were weeping and mourning for her, but he said, “Do not weep, for she is not dead but sleeping.”

52 คนทั้งหลายจึงตีอกร้องไห้ร่ำไรเพราะเด็กนั้น   แต่พระองค์ตรัสว่า   “อย่าร้องไห้เลยเขาไม่ตาย   แต่นอนหลับอยู่”

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:66 Then He appeared to more than five hundred brothers at one time, most of whom are still alive, though some have fallen asleep.

6 ภายหลัง   พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว   ซึ่งส่วนมากยังอยู่จนถึงทุกวันนี้   แต่บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว



Sleeping is just a way to describe death because a dead body appears to be asleep.

การนอนหลับเป็นเพียงแนวทางบรรยายความตายเพราะปรากฏเหมือนร่างกายที่ตายไปกำลังนอนหลับ

The moment we die, we face the judgment of God.

ทันทีที่เราตาย เราเผชิญการพิพากษาของพระเจ้า

Hebrews ฮีบรู 9:2727 And just as it is appointed for man to die once, and after that comes judgment,

27มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว   และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด 

For believers,

สำหรับผู้เชื่อ

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:6-8 6 So we are always of good courage. We know that while we are at home in the body we are away from the Lord,

6 เหตุฉะนั้นเรามั่นใจอยู่เสมอ   รู้อยู่แล้วว่า   ขณะที่เราอยู่ในร่างกายนี้   เราอยู่ห่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

7 for we walk by faith, not by sight.

7 เพราะเราดำเนินโดยความเชื่อ   มิใช่ตามที่ตามองเห็น

8 Yes, we are of good courage, and we would rather be away from the body and at home with the Lord.

8 เรามีความมั่นใจ   และเราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้

Philippians ฟีลิปปี 1:23 23 I am hard pressed between the two. My desire is to depart and be with Christ, for that is far better.

23 ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้   คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะ จากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์   ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก

For unbelievers, death means everlasting punishment in hell

สำหรับผู้ไม่เชื่อ ความตายหมายความว่าการรับโทษนิรันดร์ในนรก

Until the final resurrection, though, there is a temporary heaven—paradise

แม้จนกระทั่งการฟื้นขึ้นใหม่ครั้งสุดท้าย  มีสวรรค์ชั่วคราว-ที่บรมสุขเกษม

Luke ลูกา 23:43 43 And he said to him, “Truly, I say to you, today you will be with me in Paradise.”

43 ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า   วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

2 Corinthians 2โครินธ์ 12:3 3 And I know that this man was caught up into paradise—whether in the body or out of the body I do not know, God knows—

3 ข้าพเจ้าทราบ   (แต่จะไปทั้งกายหรือไม่มีกายข้าพเจ้าไม่รู้   พระเจ้าทรงทราบ)   ว่าคนนั้นถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม

And a temporary hell—Hades

และที่นรกชั่วคราว—แดนมรณา

Revelation วิวรณ์ 1:18 18 and the living one. I died, and behold I am alive forevermore, and I have the keys of Death and Hades.

18 และเป็นผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่   เราได้ตายแล้ว   แต่   นี่แน่ะ   เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์   และเราถือลูกกุญแจแห่งความตายและแห่งแดนคนตาย

Revelation วิวรณ์ 20:13-14 13 And the sea gave up the dead who were in it, Death and Hades gave up the dead who were in them, and they were judged, each one of them, according to what they had done.

13 ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล   ความตายและแดนมรณาก็ส่ง คืนคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น   และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน

14 Then Death and Hades were thrown into the lake of fire. This is the second death, the lake of fire.

14 แล้วความตาย   และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ   บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง

As can be clearly seen in, neither in paradise nor in Hades are people sleeping.

อย่างที่เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าในสวรรค์สถานหรือที่แดนมรณาประชาชนกำลังนอนหลับอยู่

Luke ลูกา 16:19-31 19 “There was a rich man who was clothed in purple and fine linen and who feasted sumptuously every day.

19 “ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี   รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวันๆ

20 And at his gate was laid a poor man named Lazarus, covered with sores,

20 และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส   เป็นแผลทั้งตัว   นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี

21 who desired to be fed with what fell from the rich man's table. Moreover, even the dogs came and licked his sores.

21 และเขาใคร่จะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น   แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา

22 The poor man died and was carried by the angels to Abraham's side. The rich man also died and was buried,

22 อยู่มาคนขอทานนั้นตาย   และเหล่าทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม   ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย   และเขาก็ฝังไว้

23 and in Hades, being in torment, he lifted up his eyes and saw Abraham far off and Lazarus at his side.

23 แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก   เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล   และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน

24 And he called out, ‘Father Abraham, have mercy on me, and send Lazarus to dip the end of his finger in water and cool my tongue, for I am in anguish in this flame.’

24 เศรษฐีจึงร้องว่า   'อับราฮัมบิดาเจ้าข้า   ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด   ขอใช้ลาซารัสมา   เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น   ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้'

25 But Abraham said, ‘Child, remember that you in your lifetime received your good things, and Lazarus in like manner bad things; but now he is comforted here, and you are in anguish.

25 แต่อับราฮัมตอบว่า   'ลูกเอ๋ย   เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่   เจ้าได้ของดีสำหรับตัว   และลาซารัสได้ของเลว   แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับความเล้าโลม   แต่เจ้าได้รับความแสนระทม

26 And besides all this, between us and you a great chasm has been fixed, in order that those who would pass from here to you may not be able, and none may cross from there to us.’

26 นอกจากนั้น   ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่   เพื่อว่าถ้าผู้ใดปรารถนาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงเจ้าก็ไม่ได้   หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ไม่ได้'

27 And he said, ‘Then I beg you, father, to send him to my father's house—

27 เศรษฐีนั้นจึงว่า   'บิดาเจ้าข้าถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า

28 for I have five brothers—so that he may warn them, lest they also come into this place of torment.’

28 เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน   ให้ลาซารัสเป็นพยานแก่เขา   เพื่อมิให้เขามาถึงที่ทรมานนี้'

29 But Abraham said, ‘They have Moses and the Prophets; let them hear them.’

29 แต่อับราฮัมตอบเขาว่า   'เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว   ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด'

30 And he said, ‘No, father Abraham, but if someone goes to them from the dead, they will repent.’

30 เศรษฐีนั้นจึงว่า   'มิได้   อับราฮัมบิดาเจ้าข้า   แต่ถ้าคนหนึ่งจากหมู่คนตายไปหาเขา   เขาคงจะกลับใจเสียใหม่'

31 He said to him, ‘If they do not hear Moses and the Prophets, neither will they be convinced if someone should rise from the dead.’”

31 อับราฮัมจึงตอบเขาว่า   'ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ   แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย   เขาก็จะยังไม่เชื่อ' ”

It could be said, though, that a person’s body is “sleeping” while his soul is in paradise or Hades.

แม้ว่า ควรกล่าวว่า ศพของบุคคลนั้น “กำลังหลับอยู่” ขณะที่วิญญาณของเขาอยู่ในสวรรค์หรือในแดนมรณา

At the resurrection, this body is “awakened” and transformed into the everlasting body a person will possess for eternity, whether in heaven or hell.

ในการฟื้นขึ้นใหม่ ศพนี้ถูก”ปลุกให้ตื่นขึ้น”และแปลงร่างเป็นกายทิพย์ที่เขาได้รับชีวิตนิรันดร์ ไม่ว่าอยู่ในสวรรค์หรือแดนมรณา

Those who were in paradise will be sent to the new heavens and new earth.

เหล่าคนที่อยู่ในที่บรมสุขเกษมจะถูกส่งไปที่สวรรค์ใหม่หรือที่แผ่นดินใหม่

Revelation วิวรณ์ 21:1 1 Then I saw a new heaven and a new earth, for the first heaven and the first earth had passed away, and the sea was no more.

1 ข้าพเจ้าได้เห็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่   เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว   และทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว

Those who were in Hades will be thrown into the lake of fire.

เหล่าคนที่อยู่ในแดนมรณาจะถูกผลักลงสู่บึงไฟ

Revelation วิวรณ์ 20:11-15 11 Then I saw a great white throne and Him who was seated on it. From His presence earth and sky fled away, and no place was found for them.

11 ข้าพเจ้าได้เห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นท่านผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น   เมื่อพระองค์ทรงปรากฏแผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป   และไม่มีที่อยู่สำหรับแผ่นดินโลกและท้องฟ้าเลย

12 And I saw the dead, great and small, standing before the throne, and books were opened. Then another book was opened, which is the book of life. And the dead were judged by what was written in the books, according to what they had done.

12 ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้ว   ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น   และหนังสือต่างๆก็เปิดออก   หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย   คือหนังสือชีวิต   และผู้ที่ตายไปแล้วทั้งหมด   ก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น   และตามที่เขาได้กระทำ

13 And the sea gave up the dead who were in it, Death and Hades gave up the dead who were in them, and they were judged, each one of them, according to what they had done.

13 ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล   ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืนคน ทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น   และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน

14 Then Death and Hades were thrown into the lake of fire. This is the second death, the lake of fire.

14 แล้วความตาย   และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ   บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง

15 And if anyone's name was not found written in the book of life, he was thrown into the lake of fire.

15 และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต   ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ

These are the final, eternal destinations of all people—based entirely on whether or not a person trusted in Jesus Christ for salvation.

สิ่งเหล่านี้คือที่สุดท้าย  ปลายทางนิรันดรของประชากร--ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเชื่อวางใจในพระเยซูเพื่อได้รับความรอดหรือไม่

www.gotquestions.org/Thai

Unpardonable Sin and Soul Sleep

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top