Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, March 14, 2015

 

Question: "What are some hindrances to a potent prayer life?"

คำถาม: อะไรเป็นอุปสรรคต่อชีวิตการอธิษฐานที่มีพลัง     

Answer: The most obvious hindrance to effective prayer is the presence of unconfessed sins in the heart of the one who is praying.

คำตอบ : อุปสรรคที่เห็นชัดที่สุดต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือความบาปที่ยังไม่ได้สารภาพผิดที่ยังปรากฏในใจของผู้ที่กำลังอธิษฐาน

Because our God is holy, there is a barrier that exists between Him and us when we come to Him with unconfessed sin in our lives.

เพราะพระเจ้าของเราทรงบริสุทธิ์   มีอุปสรรคขวางกั้นเกิดขึ้นระหว่างพระองค์กับเราเมื่อเรามาหาพระองค์ด้วยบาปที่ยังไม่สารภาพในชีวิต

Isaiah อิสยาห์ 59:2 2 but your iniquities have made a separation between you and your God, and your sins have hidden His face from you so that He does not hear.

2 แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก   ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า   และบาปของเจ้าทั้งหลาย ได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า   พระองค์จึงมิได้ยิน  

David concurred, knowing from experience that God is far from those who try to hide their sin:

ดาวิดทรงเห็นพ้องด้วย โดยรู้จากประสบการณ์ว่าพระเจ้าทรงอยู่ไกลจากเหล่าคนที่พยายามปกปิดความบาปของตน

Psalm เพลงสดุดี 66:18 18 If I had cherished iniquity in my heart, the Lord would not have listened.

18 ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า   องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ  

The Bible refers to several areas of sin that are hindrances to effective prayer.

พระคัมภีร์กล่าวถึงความบาปทั้งหลายซึ่งเป็นอุปสรรคขวางกั้นคำอธิษฐานที่เกิดผล

First, when we are living according to the flesh, rather than in the Spirit, our desire to pray and our ability to effectively communicate with God are hindered.

ประการแรก เมื่อเรามีชีวิตตามอย่างเนื้อหนัง  ไม่ใช่โดยพระวิญญาณ  ย่อมมีอุปสรรคกีดกั้น

ความปรารถนาของเราที่จะอธิษฐานและความสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าอย่างเกิดผล Although we receive a new nature when we are born again, that new nature still resides in our old flesh, and that old “tent” is corrupt and sinful.

แม้ว่าเราได้รับธรรมชาติใหม่เมื่อเราบังเกิดใหม่อีกครั้ง   แต่ธรรมชาติใหม่ยังคงอยู่ในเนื้อหนังของเรา  และ “กาย” เก่าเสื่อมลงและเต็มไปด้วยบาป

The flesh can gain control of our actions, attitudes, and motives unless we are diligent to “put to death the deeds of the body”

เนื้อหนังสามารถควบคุมการกระทำของเรา  ท่าทีของเรา  และแรงจูงใจ ถ้าเราไม่เพียรจัดการ “ ดับการกระทำตามเนื้อหนังให้ตายไป”

Romans โรม 8:13 13 For if you live according to the flesh you will die, but if by the Spirit you put to death the deeds of the body, you will live.

13 เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว  ท่านจะต้องตาย  แต่ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ  ท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสียท่านก็จะดำรงชีวิตได้

And be led by the Spirit in a right relationship with God.

และพระวิญญาณทรงนำให้เราเข้าติดสนิทกับพระเจ้า

Only then will we be able to pray in close communion with Him.

แล้วเราจึงสามารถอธิษฐานเพื่อเข้าติดสนิทกับพระเจ้า

One way living in the flesh manifests itself is in selfishness, another hindrance to effective prayer.

ทางเดียวที่มีชีวิตฝ่ายเนื้อหนังเปิดเผยออกมาคือความเห็นแก่ตัว   อุปสรรคอีกอย่างต่อการอธิษฐานที่เกิดผล

When our prayers are selfishly motivated, when we ask God for what we want rather than for what He wants, our motives hinder our prayers.

เมื่อคำอธิษฐานของเราได้รับแรงจูงใจอย่างเห็นแก่ตัว  เมื่อเราทูลพระเจ้าขอสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์  แรงจูงใจนั้นเป็นอุปสรรคต่อคำอธิษฐาน

1 John 1 ยอห์น 5:14 14 And this is the confidence that we have toward Him, that if we ask anything according to His will He hears us.

14 และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์   คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์   พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา

Asking according to God’s will is the same as asking in submission to whatever His will may be, whether or not we know what that will is.

การทูลขอตามน้ำพระทัยพระเจ้าก็เหมือนกับการยินยอมทูลขอสิ่งใดสุดแต่น้ำพระทัยพระองค์  ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

As in all things, Jesus is to be our example in prayer.

พระเยซูทรงสมควรเป็นแบบอย่างการอธิษฐานแก่เราเหมือนในทุกสิ่ง 

He always prayed in the will of His Father:

พระองค์ทรงอธิษฐานตามน้ำพระทัยพระบิดา

Luke ลูกา 22:42 42 saying, “Father, if you are willing, remove this cup from me. Nevertheless, not my will, but yours, be done.”

42 ว่า “พระบิดาเจ้าข้า   ถ้าพระองค์พอพระทัย   ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด   แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์   แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด”

Selfish prayers are always those that are intended to gratify our own selfish desires, and we should not expect God to respond to such prayers.

คำอธิษฐานแบบเห็นแก่ตัวเป็นอะไรที่ตั้งใจจะทำให้ตนเองพอใจความต้องการที่เห็นแก่ตัวของเรา  และเราไม่ควรคาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานเช่นนั้น

James ยากอบ 4:3 3 You ask and do not receive, because you ask wrongly, to spend it on your passions.

3 ท่านขอและไม่ได้รับ   เพราะท่านขอผิด   หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน

Living according to selfish, fleshly desires will also hinder our prayers because it produces a hardness of heart toward others.

การมีชีวิตตามเนื้อหนังสนองความอยากที่เห็นแก่ตัว จะเป็นอุปสรรคต่อคำอธิษฐาน เพราะว่ามันทำให้เราใจแข็งต่อผู้อื่น

If we are indifferent to the needs of others, we can expect God to be indifferent to our needs.

ถ้าเราเมินเฉยต่อสิ่งที่ผู้อื่นขัดสน  ก็คาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงเมินเฉยต่อสิ่งที่เราขัดสนด้วย

When we go to God in prayer, our first concern should be His will.

เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้าในการอธิษฐาน  อันดับแรกเราควรใจใส่ต่อน้ำพระทัยพระองค์

The second should be the needs of others.

และอันดับรองนั้นควรใส่ใจสิ่งที่ผู้อื่นขัดสน

This stems from the understanding that we are to consider others better than ourselves and be concerned about their interests over and above our own.

นี่มาจากความเข้าใจที่ว่า เราต้องใส่ใจผู้อื่นมากกว่าตัวเราเอง และใส่ใจเกี่ยวกับพวกเขามากกว่าตัวเราเอง

Philippians ฟีลิปปี 2:3-4 3 Do nothing from rivalry or conceit, but in humility count others more significant than yourselves.

3 อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี   แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว

4 Let each of you look not only to his own interests, but also to the interests of others.

4 อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว   แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย

A major hindrance to effective prayer is a spirit of unforgiveness toward others.

อุปสรรคสำคัญต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือจิตใจที่ขาดการอภัยแก่ผู้อื่น

When we refuse to forgive others, a root of bitterness grows up in our hearts and chokes our prayers.

เมื่อเราปฏิเสธที่จะยกโทษผู้อื่น  รากแห่งความขมขื่นเกิดขึ้นในใจเราและทำให้คำอธิษฐานของเราติดขัด

How can we expect God to pour out His blessings upon us undeserving sinners if we harbor hatred and bitterness toward others?

เราคาดหวังพระเจ้าจะทรงเทพระพรแก่เราผู้เป็นคนบาปที่ไม่สมควรได้อย่างไร  ถ้าเรายังแบกความเกลียดชังและความขมขื่นต่อผู้อื่น

This principle is beautifully illustrated in the parable of the unforgiving servant.

หลักคำสอนนี้แสดงให้เราเห็นภาพอันงดงามในคำอุปมาเรื่องทาสที่ไม่ได้รับการยกโทษ

Matthew มัทธิว 18:23-35 23 “Therefore the kingdom of heaven may be compared to a king who wished to settle accounts with his servants.

23 “เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส

24 When he began to settle, one was brought to him who owed him ten thousand talents.

24 เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว   เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า

25 And since he could not pay, his master ordered him to be sold, with his wife and children and all that he had, and payment to be made.

25 ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย   และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้   เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้

26 So the servant fell on his knees, imploring him, ‘Have patience with me, and I will pay you everything.’

26 ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า   'ข้าแต่ท่าน   ขอโปรดผัดไว้ก่อน   แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น'

27 And out of pity for him, the master of that servant released him and forgave him the debt.

27 เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา   โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป

28 But when that same servant went out, he found one of his fellow servants who owed him a hundred denarii, and seizing him, he began to choke him, saying, ‘Pay what you owe.’

28 แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน   ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน   จึงจับคนนั้นบีบคอว่า   'จงใช้หนี้ให้ข้า'

29 So his fellow servant fell down and pleaded with him, ‘Have patience with me, and I will pay you.’

29 เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า   'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้'

30 He refused and went and put him in prison until he should pay the debt.

30 แต่เขาไม่ยอม   จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น

31 When his fellow servants saw what had taken place, they were greatly distressed, and they went and reported to their master all that had taken place.

31 ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น   ก็พากันสลดใจยิ่งนัก   จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น

32 Then his master summoned him and said to him, ‘You wicked servant! I forgave you all that debt because you pleaded with me.

32 ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า   'อ้ายข้าชาติชั่ว   เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด   เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา

33 And should not you have had mercy on your fellow servant, as I had mercy on you?’

33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน   เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ'

34 And in anger his master delivered him to the jailers, until he should pay all his debt.

34 แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว   จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน   จนกว่าจะใช้หนี้หมด

35 So also my heavenly Father will do to every one of you, if you do not forgive your brother from your heart.”

35 พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์   จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น   ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง” 

This story teaches that God has forgiven us a debt that is beyond measure (our sin), and He expects us to forgive others as we have been forgiven.

เรื่องนี้สอนว่า  พระเจ้าทรงยกหนี้บาปแก่เราเหลือที่จะคณนานับได้ (ความบาปของเรา)  และพระองค์ทรงหวังว่าเราจะยกโทษผู้อื่นเพราะเราได้รับการยกโทษแล้ว

To refuse to do so will hinder our prayers.
การปฏิเสธไม่ทำเช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคขัดขวางคำอธิษฐานของเรา
Another major hindrance to effective prayer is unbelief and doubt.

อุปสรรคอีกอย่างที่สำคัญต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือความไม่เชื่อและความสงสัย

This does not mean, as some suggest, that because we come to God convinced that He will grant our requests, He is somehow obligated to do so.

ตามที่บางคนแนะนำ  นี่ไม่ได้หมายความว่าเพราะเรามาเข้าเฝ้าพระเจ้า  มั่นใจว่าพระองค์จะทรงประทานให้ตามที่เราทูลขอ  แต่อย่างไรบางทีพระองค์อาจทรงกรุณาประทานให้ได้

Praying without doubt means praying in the secure belief and understanding of God’s character, nature, and motives.

การอธิษฐานโดยไม่สงสัย หมายความว่าการอธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นคง และความเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้า  กฎธรรมชาติ  และแรงจูงใจ

Hebrews ฮีบรู 11:6 6 And without faith it is impossible to please him, for whoever would draw near to God must believe that he exists and that he rewards those who seek him.

6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว   จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย   เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น   ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่   และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์

When we come to God in prayer, doubting His character, purpose, and promises, we insult Him terribly.

เมื่อเรามาอธิษฐานเข้าเฝ้าพระเจ้า   สงสัยพระลักษณะพระองค์ พระประสงค์ และพระสัญญา  เราลบหลู่พระองค์อย่างมากทีเดียว

Our confidence must be in His ability to grant any request that is in accordance with His will and purpose for our lives.

เราต้องมีความมั่นใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์   ที่จะทรงประทานให้ตามคำขอที่เป็นไปตามน้ำพระทัยพระองค์และพระประสงค์ทีมีต่อชีวิตของเรา


We must pray with the understanding that whatever He purposes is the best possible scenario.

เราต้องอธิษฐานโดยความเข้าใจว่า ไม่ว่าทรงประสงค์อะไร แผนการนั้นจะเป็นไปได้ที่สุด

James ยากอบ 1:6-7 6 But let him ask in faith, with no doubting, for the one who doubts is like a wave of the sea that is driven and tossed by the wind.

6 แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ   อย่าสงสัยเลย เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็น เหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา

7 For that person must not suppose that he will receive anything from the Lord;

7 ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย

Finally, discord in the home is a definite obstacle to prayer.

สุดท้าย  ความบาดหมางในครอบครัวเป็นอุปสรรคแน่นอนต่อคำอธิษฐาน

Peter specifically mentions this as a hindrance to the prayers of a husband whose attitude toward his wife is less than godly.

เปโตรพูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าเป็นอุปสรรคต่อคำอิษฐานของสามีผู้ซึ่งท่าทีต่อภรรยาไม่อยู่ในทางของพระเจ้า

1 Peter 1 เปโตร 3:7 7 Likewise, husbands, live with your wives in an understanding way, showing honor to the woman as the weaker vessel, since they are heirs with you of the grace of life, so that your prayers may not be hindered.

7 ท่านทั้งหลายที่เป็นสามีก็เช่นกัน   จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในเธอ   จงให้เกียรติแก่ภรรยา   เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า   และเพราะท่านทั้งสองได้รับชีวิตอันเป็นพระคุณเป็นมรดก   เพื่อว่าคำอธิษฐานของท่านจะไม่มีอุปสรรคขัดขวาง

Where there is a serious conflict in family relationships and the head of the household is not demonstrating the attitudes Peter mentions, the husband’s prayer communication with God is hindered.

เมื่อมีความบาดหมางร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว  และหัวหน้าครอบครัวไม่ได้แสดงท่าทีออกมาอย่างที่เปโตรกล่าว  การติดสนิทกับพระเจ้าในคำอธิษฐานของสามีพบกับอุปสรรค

Likewise, wives are to follow the biblical principles of submission to their husbands’ headship if their own prayers are not to be hindered.

เช่นเดียวกัน ภรรยาต้องทำตามหลักคำสอนตามพระคัมภีร์เรื่องการยอมฟังสามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว  ถ้าไม่ให้คำอธิษฐานของพวกพบกับอุปสรรค

Ephesians เอเฟซัส 5:22-24 22 Wives, submit to your own husbands, as to the Lord.

22 ฝ่ายภรรยา   จงยอมฟังสามีของตน   เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า

23 For the husband is the head of the wife even as Christ is the head of the church, his body, and is himself its Savior.

23 เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา   เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร   ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์   และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร

24 Now as the church submits to Christ, so also wives should submit in everything to their husbands.

24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด   ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น

Fortunately, all these prayer hindrances can be dealt with at once by coming to God in prayers of confession and repentance.

1 John 1 ยอห์น1:9 9 If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

Once we have done that, we enjoy a clear and open channel of communication with God, and our prayers will not only be heard and answered, but we will also be filled with a deep sense of joy.

เมื่อเราได้ทำอย่างนั้น  เราชื่นชมช่องทางการติดสนิทกับพระเจ้าอย่างชัดเจนและเปิดเผย   และคำอธิษฐานของเราพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงได้ยินและตอบ   แต่ลึกลงในใจเราจะเต็มไปด้วยความสุข

www.gotquestions.org/Thai

Prayer Hindrances

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top