Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, March 18, 2015

 

Question: "How is prayer communicating with God?"
คำถาม: "การอธิษฐานติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าเป็นอย่างไร"

Answer: To understand the nature of God's communication to us, and ours to Him, we need to start with a few key precepts.

คำตอบ: เพื่อให้เข้าใจลักษณะที่พระเจ้าทรงสื่อสารกับเรา  และการสื่อสารของเรากับพระองค์  เราต้องเริ่มต้นจากคำสั่งสอนที่สำคัญสองสามข้อ

The first is that God only speaks truth. He never lies, and He is never deceitful.

คำสอนแรกที่ว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงตรัสความจริง พระองค์ไม่เคยตรัสมุสาและทรงไม่เคยหลอกลวง

Job โยบ 34:12 12 Of a truth, God will not do wickedly, and the Almighty will not pervert justice.

12 แน่นอนทีเดียว พระเจ้าจะไม่ทรงกระทำชั่ว และองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะ ไม่ทรงผัน แปรความยุติธรรม  

The second precept is that the Bible is God's very words.

คำสอนที่สองคือว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะแท้จริงของพระเจ้า

The Greek word for “Scripture,” graphe, is used 51 times in the New Testament to describe the Old Testament writings.

ภาษากรีกคำว่า "คัมภีร์" graphe ถูกใช้ 51 ครั้งในพันธสัญญาใหม่  เพื่ออธิบายถึงหนังสือหลายฉบับในพันธสัญญาเดิม

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:16 16 All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16 พระคัมภีร์   ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

Paul affirms in that these words are literally “breathed out by God.”

เปาโลกล่าวยืนยันว่าพระคำเหล่านี้เป็นจริง "พระเจ้าได้ทรงระบายลมหายใจออก"

The word graphe also applies to the New Testament, specifically when Peter calls Paul's epistles “scripture” in 2 Peter and also when Paul in 1 Timothy quotes Jesus' words as found in Luke 10 and calls them “scripture.”

นอกจากนี้คำ graphe ยังนำไปใช้ในพันธสัญญาใหม่    โดยเฉพาะเมื่อเปโตรเรียกจดหมายของ

เปาโลว่า "พระคัมภีร์" ใน 2 เปโตร  และนอกจากนี้ใน 1 ทิโมธี เมื่อเปาโลยกเอาคำตรัสของพระเยซูที่ปรากฎในลูกาบทที่ 10 และเรียกพระคำนั้นว่า "พระคัมภีร์."

2 Peter 2 เปโตร 3:15-16 15 And count the patience of our Lord as salvation, just as our beloved brother Paul also wrote to you according to the wisdom given him,

15 และจงถือว่า   การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดกลั้นพระทัยไว้นานนั้น   เป็นการช่วยเราให้รอด   ดังที่เปาโลน้องที่รักของเราได้เขียนจดหมายถึงท่านทั้งหลาย   ตามสติปัญญาซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่เขานั้น

16 as he does in all his letters when he speaks in them of these matters. There are some things in them that are hard to understand, which the ignorant and unstable twist to their own destruction, as they do the other Scriptures.

16 ในจดหมายทุกฉบับของเขาก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เหล่านี้ไว้แล้ว   ในจดหมายเหล่านั้นมีบางข้อที่เข้าใจยาก   ซึ่งคนทั้งหลายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์   และมีใจไม่แน่นอนมั่นคงได้บิดเบือนข้อความเสีย   เหมือนอย่างที่เขาได้บิดเบือนข้ออื่นๆในพระคัมภีร์   อันเป็นเหตุให้ตนเองพินาศ

1 Timothy 1ทิโมธี 5:18 18 For the Scripture says, “You shall not muzzle an ox when it treads out the grain,” and, “The laborer deserves his wages.”

18 เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัว เมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   และ คนงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน

Luke ลูกา 10:7 7 And remain in the same house, eating and drinking what they provide, for the laborer deserves his wages. Do not go from house to house.

7 จงอาศัยอยู่ในเรือนนั้น   กินและดื่มของซึ่งเขาจะให้นั้น   ด้วยว่าผู้ทำงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน      อย่าเที่ยวจากเรือนนี้ไปเรือนโน้น 

Thus, once we establish that a New Testament writing belongs in the special category “scripture,” then we are correct in applying 2 Timothy 3:16 to that writing as well, and saying that that writing also has the characteristics Paul attributes to “all scripture.”

ด้วยเหตุนี่ เมื่อเราจัดให้หนังสือในพันธสัญญาใหม่เข้าอยู่ในหมวดเฉพาะ "พระคัมภีร์" แล้วเป็นการถูกต้องที่เราข้อพระคำใน 2 ทิโมธี 3:16 มาใช้ด้วย    และกล่าวว่าหนังสือนั้นมีลักษณะพิเศษตามที่เปาโลกำหนดคุณลักษณะว่าเป็น “ พระคัมภีร์"

It is “God-breathed,” and all its words are the very words of God.

พระคัมภีร์เป็น "ลมหายใจที่พระเจ้าทรงระบายออก" และพระคำทั้งหมดเป็นคำตรัสของพระเจ้า

Why is this information pertinent to the subject of prayer?

ทำไมข้อมูลนี้เข้าประเด็นเรื่องของการอธิษฐาน

Now that we have established that God only speaks truth and that the Bible is God's very words, we can come logically to the following two conclusions about communication with God.

ตอนนี้เราได้ยอมรับข้อมูลว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงตรัสความจริง    และว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้า  เราสามารถสรุปอย่างมีเหตุผลเรื่องการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าได้สองข้อดังต่อไปนี้

First, since the Bible says that God hears man, man can trust that when he is in a right relationship with God and he speaks to God, God will hear him.

ประการแรก เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงมนุษย์  มนุษย์สามารถไว้วางใจได้เมื่อเขามีการติดสนิทที่ถูกต้องกับพระเจ้า    และเขาได้สนทนากับพระเจ้า   พระเจ้าจะทรงฟังเสียงของเขา

Psalm เพลงสดุดี 17:6 6 I call upon You, for You will answer me, O God; incline Your ear to me; hear my words.

6 ข้าพระองค์ร้องทูลว่า   ข้าแต่พระเจ้า   เพราะพระองค์จะทรงตอบข้าพระองค์   ขอทรงเอียงพระกรรณฟังถ้อยคำของข้าพระองค์ด้วยเถิด  

Psalm เพลงสดุดี 77:1 1 I cry aloud to God, aloud to God, and he will hear me.

1 ถึงหัวหน้านักร้อง ถึงเยดูธูน ทำนองเพลงสดุดีของอาสาฟ  

ข้าพเจ้าร้องทูลพระเจ้า   ทูลต่อพระเจ้า  เพื่อพระองค์จะทรงฟังข้าพเจ้า  

Isaiah อิสยาห์ 38:5 5 “Go and say to Hezekiah, Thus says the LORD, the God of David your father: I have heard your prayer; I have seen your tears. Behold, I will add fifteen years to your life.

5 “จงไปบอกเฮเซคียาห์ว่า   พระเยโฮวาห์พระเจ้าของดาวิด บรรพบุรุษของเจ้าตรัสดังนี้ว่า   เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว   เราได้เห็นน้ำตาของเจ้าแล้ว   ดูเถิดเราจะเพิ่มชีวิตให้เจ้าสิบห้าปี

Second, since the Bible is God's words, man can trust that when he is in a right relationship with God and he reads the Bible, he is literally hearing God's spoken word.

ประการที่สองเพราะพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า     มนุษย์สามารถไว้วางใจได้เมื่อมีการติดสนิทที่ถูกต้องกับพระเจ้า     จริงๆ แล้วเขาย่อมได้ยินคำตรัสของพระเจ้า

The right relationship with God that is necessary for healthy communication between God and man is evidenced in three ways.

การติดสนิทแนบแน่นกับพระเจ้าที่เป็นสิ่งจำเป็น    เพื่อการสื่อสารที่ได้ผลดีระหว่างพระเจ้าและมนุษย์   มีปรากฏเป็นหลักฐานสามอย่างคือ

The first is a turning from sin, or repentance.

ประการแรกคือการหันกลับจากบาปหรือความสำนึกผิด

Psalm เพลงสดุดี 27:9 9 Hide not Your face from me.  Turn not Your servant away in anger, O You who have been my help.  Cast me not off; forsake me not, O God of my salvation!

9 ขออย่าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์ อย่าผลักไสผู้รับใช้ของ พระองค์ออกไปเสียด้วยความกริ้ว พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ของข้าพระองค์   ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์   ขออย่าทรงทิ้งข้าพระองค์หรือสละข้าพระองค์เสีย
This for example, is the plea of David for God to hear him and not turn away from him in anger.

ตัวอย่างเช่น  การที่ดาวิดร้องทูลอ้อนวอนต่อพระเจ้าให้ทรงรับฟังเสียงของเขา   และขออย่าทรงหันเมินไปจากเขาเพราะพระพิโรธ

From this, we know that God does turn His face away from man's sin and that sin hinders the communication between God and man.

จากตอนนี้   เรารู้ว่าพระเจ้าทรงหันพระพักตร์ของพระองค์ไปจากความบาปของมนุษย์    และบาปเป็นอุปสรรคขวางกั้นการสื่อสารระหว่างพระเจ้าและมนุษย์

Another example of this where Isaiah tells the people:

อีกตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คือ   เมื่อตอนที่อิสยาห์บอกประชากรว่า:

Isaiah อิสยาห์ 59:2 2 but your iniquities have made a separation between you and your God, and your sins have hidden His face from you so that He does not hear.

2 แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก ระหว่างเจ้ากับ พระเจ้าของเจ้า    และบาปของเจ้าทั้งหลาย ได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า   พระองค์จึงมิได้ยิน  

So, when there is unconfessed sin in our lives, it will hinder communication with God.

ดังนั้นเมื่อมีบาปที่ยังไม่ได้สารภาพผิดในชีวิตเรา    ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารกับพระเจ้า

Also necessary for communication is a humble heart.

นอกจากนี้จิตใจที่อ่อนน้อมถ่อมตนยังจำเป็นสำหรับการติดต่อสื่อสาร

Isaiah อิสยาห์ 66:2 2 All these things my hand has made, and so all these things came to be,

declares the LORD.  But this is the one to whom I will look: he who is humble and contrite in spirit and trembles at my word.

2 สิ่งเหล่านี้มือของเราได้กระทำทั้งสิ้น   สิ่งเหล่านั้นจึงเป็นขึ้นมา   พระเจ้าตรัสดังนี้ แต่นี่ต่างหากที่เราจะมอง   คือเขาผู้ที่ถ่อมและสำนึกผิดในใจและตัวสั่นเพราะคำของเรา  

The third thing is a righteous life.

ประการที่สามคือชีวิตที่ชอบธรรม

This is the positive side of turning from sin and is marked specifically by effectiveness in prayer.

นี้เป็นด้านที่ส่งผลดีในการหันกลับจากบาป  และปรากฏให้เห็นชัดเจนในคำอธิษฐานที่มีพลังและเกิดผล

James ยากอบ 5:16 16 Therefore, confess your sins to one another and pray for one another, that you may be healed. The prayer of a righteous person has great power as it is working.

16 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน   และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน   เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย   คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล

Our speech to God may be vocal, in our minds, or written.

เราอาจจะสนทนาออกเสียงต่อพระเจ้า  ในจิตใจของเรา หรือโดยคำเขียน

We can be confident that He will hear us and that the Holy Spirit will help us to pray what we ought to pray.

เราจะมีความมั่นใจว่าพระองค์จะทรงฟังเรา    และนั่นคือพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยให้เราอธิษฐานในสิ่งที่เราควรจะกราบทูล

Romans โรม 8:26 26 Likewise the Spirit helps us in our weakness. For we do not know what to pray for as we ought, but the Spirit himself intercedes for us with groanings too deep for words.

26 ในทำนองเดียวกันพระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย   เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร   แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา   ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ

As far as God's method of communicating back to us, we should be looking for God to speak to us primarily through Scripture, rather than trusting that God will always put thoughts directly into our minds in order to guide us to specific actions or decisions.

ตราบเท่าที่พระเจ้าทรงมีวิธีการสื่อสารกลับมายังเรา   เราควรจะมองหาว่าพระเจ้าทรงตรัสกับเราผ่านทางพระคัมภีร์เป็นหลัก   มากกว่าการไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงใส่ความคิดลงไปในจิตใจของเราโดยตรง   เพื่อจะทรงนำเราในการประพฤติแบบนั้นหรือการตัดสินใจเช่นนั้น

Because of our capacity for self-deception, it is not wise to accept the idea that any and every thought that enters our minds is from God.

เพราะเราสามารถหลอกลวงตัวเองได้   เป็นการไม่ฉลาดที่จะยอมรับว่าความคิดใด ๆ และทุกความคิดที่เข้ามาในจิตใจของเรานั้นมาจากพระเจ้า

Sometimes, regarding specific issues in our lives, God does not speak to us directly through Scripture, and it can be understandably tempting to look for extra-biblical revelation in those instances.

บางครั้งเนื่องจากมีหลายประเด็นเฉพาะในชีวิตเรา   พระเจ้าไม่ได้ทรงตรัสกับเราผ่านทางพระคัมภีร์โดยตรง   และอาจเป็นการเข้าใจผิดได้ในการมองหาการเปิดเผยพิเศษนอกเหนือจากพระคัมภีร์ในเหตุการณ์เหล่านั้น

However, at such times, it is wisest—in order to avoid putting words in God's mouth and/or opening ourselves to deception—to find answers by referring to biblical principles that He has already given us.

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเช่นนั้น  เป็นการฉลาดที่สุด----เพื่อหลีกเลี่ยงการใส่คำพูดลงในพระโอษฐ์ของพระเจ้าและ / หรือเปิดตัวเองรับคำหลอกลวง---เพื่อหาคำตอบโดยอ้างถึงหลักการพระคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่เราแล้ว

It is also advisable to pray earnestly for the wisdom to come to the right conclusions, for He has promised to give wisdom to those who ask for it.

นอกจากนี้มีคำแนะนำให้อธิษฐานอย่างขะมักเขม้นเพื่อจะมีปัญญาหาข้อสรุปที่ถูกต้อง---เพราะพระองค์ได้ทรงสัญญาว่าจะทรงประทานปัญญาแก่เหล่าคนที่ทูลขอ

James ยากอบ 1:5 5 If any of you lacks wisdom, let him ask God, who gives generously to all without reproach, and it will be given him.

5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญาก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า   ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ   แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ

How is prayer communicating with God?

การอธิษฐานติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าเป็นอย่างไร 

Prayer is our speaking from our hearts to our heavenly Father, and, in return, God’s speaking to us through His Word and guiding us by the leading of His Spirit.

การอธิษฐานคือการพูดจากหัวใจของเรา  กราบทูลต่อพระบิดาบนสวรรค์    และในทางกลับกันพระเจ้าทรงตรัสกับเราผ่านทางพระวจนะของพระองค์    และทรงแนะนำเราโดยการทรงนำพระวิญญาณบริสุทธิ์

Question: "Why do people reject Jesus as their Savior?"
คำถาม: "ทำไมคนปฏิเสธไม่ให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา"
Answer: The decision to accept or reject Jesus as Savior is the ultimate life decision.

คำตอบ: การตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดคือการตัดสินใจสำคัญที่สุดในชีวิต

Why do many people choose to reject Jesus as Savior?

ทำไมหลายคนเลือกที่จะปฏิเสธพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด?

There are perhaps as many different reasons for rejecting Christ as there are people who reject Him, but the following four reasons can serve as general categories:

บางทีอาจจะเป็นเหตุผลที่แตกต่างกันมากสำหรับการปฏิเสธพระคริสต์    เพราะมีคนที่ปฏิเสธพระองค์  แต่เหตุผล 4 ข้อต่อไปนี้สามารถแบ่งประเภททั่วไปดังนี้:

Some people do not think they need a savior.

1) บางคนไม่คิดว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีผู้ช่วยให้รอด

These people consider themselves to be “basically good” and do not realize that they, like all people, are sinners who cannot come to God on their own terms.

คนเหล่านี้คิดว่าตัวเองเป็น "คนดีโดยพื้นฐาน" และไม่ได้ตระหนักว่าพวกเขา    เช่นเดียวกับทุกคน   เป็นคนบาปที่ไม่สามารถมาถึงพระเจ้าด้วยเงื่อนไขของตัวเอง

John ยอห์น 14:6 6 Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through me.

6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

Those who reject Christ will not be able to stand before God and successfully plead their own case on their own merits.

บรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระคริสต์จะไม่สามารถที่จะยืนต่อหน้าพระเจ้า      และทูลวิงวอนเรื่องของตนอย่างประสบความสำเร็จด้วยการกระทำดีด้วยตนเอง

The fear of social rejection or persecution deters some people from receiving Christ as Savior.

ความกลัวว่าจะถูกสังคมปฏิเสธหรือการกดขี่ข่มเหง  ขัดขวางไม่ให้บางคนต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

The unbelievers in John 12 would not confess Christ because they were more concerned with their status among their peers than doing God’s will.

ผู้ที่ไม่เชื่อในยอห์นบทที่ 12 จะไม่สารภาพผิดต่อพระคริสต์    เพราะพวกเขาเป็นห่วงมากกับสถานะของเขาในหมู่เพื่อนๆ ที่มีฐานะของเขา   มากกว่าการทำตามพระทัยพระเจ้า

John ยอห์น 12:42-43 42 Nevertheless, many even of the authorities believed in him, but for fear of the Pharisees they did not confess it, so that they would not be put out of the synagogue;

42 อย่างไรก็ดีแม้ในพวกเจ้าหน้าที่เองก็มีหลายคนศรัทธาในพระองค์   แต่เขาไม่ยอมรับพระองค์ อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกฟาริสี   เขากลัวว่าจะถูกอเปหิออกจากธรรมศาลา

43 for they loved the glory that comes from man more than the glory that comes from God.

43 เพราะว่าเขารักการสรรเสริญของมนุษย์   มากกว่าการสรรเสริญของพระเจ้า

These were the Pharisees whose love of position and the esteem of others blinded them, “for they loved the approval of men rather than the approval of God.”

เหล่านี้เป็นพวกฟาริสีที่ความรักในยศตำแหน่งและความภาคภูมิใจของคนอื่นทำให้ตาเขาบอดไป "เพราะพวกเขารักที่เป็นที่ยอมรับจากมนุษย์มากกว่าการยอมรับจากพระเจ้า."

For some people, the things that the present world has to offer are more appealing than eternal things.

3) สำหรับบางคน    หลายสิ่งที่ในโลกปัจจุบันเสนอให้ดูน่าสนใจมากกว่าสิ่งของนิรันดร์

We read the story of such a man in Matthew 19

เราได้อ่านเรื่องราวของชายคนดังกล่าวในมัทธิว บทที่ 19

Matthew มัทธิว 19:16-23 16 And behold, a man came up to him, saying, “Teacher, what good deed must I do to have eternal life?”

16 ดูเถิด   มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า  “ท่านอาจารย์  ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์”

17 And he said to him, “Why do you ask me about what is good? There is only one who is good. If you would enter life, keep the commandments.”

17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม   ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว   แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต   ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้”

18 He said to him, “Which ones?” And Jesus said, “You shall not murder, You shall not commit adultery, You shall not steal, You shall not bear false witness,

18 คนนั้นทูลถามว่า   “คือพระบัญญัติข้อใดบ้าง”   พระเยซูตรัสว่า   “คือข้อที่ว่า   'อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา   อย่าลักทรัพย์อย่าเป็นพยานเท็จ

19 Honor your father and mother, and, You shall love your neighbor as yourself.”

19 จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน   และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' ”

20 The young man said to him, “All these I have kept. What do I still lack?”

20 คนหนุ่มนั้นทูลพระองค์ว่า   “ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ทุกประการ   ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง”

21 Jesus said to him, “If you would be perfect, go, sell what you possess and give to the poor, and you will have treasure in heaven; and come, follow me.”

21 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า   “ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้ที่ทำจนครบถ้วน   จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา   แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์   แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของเรา”

22 When the young man heard this he went away sorrowful, for he had great possessions.

22 เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์   เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก  

23 And Jesus said to His disciples, “Truly, I say to you, only with difficulty will a rich person enter the kingdom of heaven.

23 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก

This man was not willing to lose his earthly possessions in order to gain an eternal relationship with Jesus.

ผู้ชายคนนี้ไม่เต็มใจที่จะสูญเสียทรัพย์สิ่งของในโลกที่เขาครอบครอง   เพื่อที่จะได้ติดสนิทกับพระเยซูชั่วนิรันดร์

2 Corinthians 2โครินธ์ 4:16-18 16 So we do not lose heart. Though our outer nature is wasting away, our inner nature is being renewed day by day.

16 เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ   ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป   แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน

17 For this slight momentary affliction is preparing for us an eternal weight of glory beyond all comparison,

17 เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา   ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น   จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้

18 as we look not to the things that are seen but to the things that are unseen. For the things that are seen are transient, but the things that are unseen are eternal.

18 เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่   แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น   เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน   แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์

Many people are simply resisting the Holy Spirit’s attempts to draw them to faith in Christ.

4) หลายคนได้ต่อต้านพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พยายามจะนำพาพวกเขาให้เชื่อในพระคริสต์

Stephen, a leader in the early church, told those who were about to murder him,

สตีเฟน   ซึ่งเป็นผู้นำในคริสตจักรในยุคแรกได้บอกกล่าวแก่เหล่าคนที่กำลังจะฆ่าเขา

Acts กิจการ 7:51 51 “You stiff-necked people, uncircumcised in heart and ears, you always resist the Holy Spirit. As your fathers did, so do you.

51 “โอ   คนชาติหัวแข็งใจดื้อหูตึง   ท่านทั้งหลายขัดขวางพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ   บรรพบุรุษของท่านทำอย่างไร   ท่านก็ทำอย่างนั้นด้วย

The apostle Paul made a similar statement to a group of gospel rejecters in Acts 28.

อัครทูตเปาโลกล่าวสอนแก่กลุ่มผู้ปฏิเสธพระกิตติคุณ คล้ายอย่างนี้ในกิจการบทที่ 28

Acts กิจการ 28:23-27 23 When they had appointed a day for him, they came to him at his lodging in greater numbers. From morning till evening he expounded to them, testifying to the kingdom of God and trying to convince them about Jesus both from the Law of Moses and from the Prophets.

23 เมื่อเขานัดวันพบกับท่าน   คนเป็นอันมากก็พากันมาหายังที่อาศัยของท่าน   ท่านจึงกล่าวแก่เขาตั้งแต่เช้าจนเย็น   เป็นพยานถึงแผ่นดินของพระเจ้า   และชักชวนให้เขาเชื่อถือในพระเยซู   โดยใช้ข้อความจากคัมภีร์ธรรมบัญญัติของโมเสส   และจากคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะเป็นหลัก

24 And some were convinced by what he said, but others disbelieved.

24 คำที่ท่านกล่าวนั้นบางคนก็เชื่อบางคนก็ไม่เชื่อ

25 And disagreeing among themselves, they departed after Paul had made one statement: “The Holy Spirit was right in saying to your fathers through Isaiah the prophet:

25 เขาไม่เห็นพ้องกัน   จึงลาไป   เมื่อเปาโลได้กล่าวข้อความแถมว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์ ตรัสกับบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย   โดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะถูกต้องดีแล้วว่า  

26 “‘Go to this people, and say, You will indeed hear but never understand, and you will indeed see but never perceive.

26 'จงไปหาชนชาตินี้และกล่าวว่า   พวกเจ้าจะได้ยินกับหูก็จริง   แต่จะไม่เข้าใจ   จะดูก็จริง แต่จะไม่สังเกต   

27 For this people's heart has grown dull, and with their ears they can barely hear, and their eyes they have closed; lest they should see with their eyes and hear with their ears and understand with their heart and turn, and I would heal them.’

27 เพราะว่าจิตใจของประชาชนนี้ก็มึนงง   หูก็ตึง   และตาของเขาก็ปิด   เกรงว่าจะเห็นด้วยตา   และจะได้ยินด้วยหู     และจะได้เข้าใจด้วยจิตใจ   และจะหันกลับมา   และเราจะได้รักษาเขาให้หาย'  

Whatever the reasons why people reject Jesus Christ, their rejection has disastrous eternal consequences.

ไม่ว่าคนปฏิเสธพระเยซูคริสต์ด้วยเหตุผลใด     การปฏิเสธของพวกเขาส่งผลร้ายแรงชั่วนิรันดร

Acts กิจการ 4:12 12 And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”  

Those who reject Him, for whatever reason, face an eternity in the “outer darkness” of hell where there will be “weeping and gnashing of teeth”

บรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์จะด้วยเหตุผลใด    เผชิญ "ความมืดข้างนอก" ในนรกชั่วนิรันดร ที่ซึ่งจะมีการ "ร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน"

Matthew มัทธิว 25:30 30 And cast the worthless servant into the outer darkness. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.’

30 เอาอ้ายข้าชาติชั่วช้าไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก   ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน'

www.gotquestions.org/Thai

Communicating with God and Why Some Reject Jesus

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top