Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, March 21, 2015

 

Question: "What does the Bible say about a Christian staying single?"
คำถาม: "พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับคริสเตียนโสด "

Answer: The question of a Christian staying single and what the Bible says about believers never marrying is often misunderstood.

คำตอบ: คำถามของคริสเตียนเรื่องการเป็นโสด  และสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับผู้เชื่อที่ไม่เคยแต่งงานเป็นที่เข้าใจผิดกันเสมอ

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:7-8 7 I wish that all were as I myself am. But each has his own gift from God, one of one kind and one of another.

7 ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่ทุกคนก็ได้รับของประทาน จากพระเจ้าเหมาะกับตัว   คนหนึ่งได้รับอย่างนี้   และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น  

8 To the unmarried and the widows I say that it is good for them to remain single as I am.

8 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนที่ยังเป็นโสดและพวกแม่ม่ายว่า   การที่เขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็ดีแล้ว

Notice that he says some have the gift of singleness and some the gift of marriage.

จงสังเกตว่าพระองค์ตรัสว่าบางคนมีของประทานการอยู่เป็นโสด   และบางคนมีของประทานชีวิตแต่งงาน

Although it seems that nearly everyone marries, it is not necessarily God's will for everyone.

แม้มันดูเหมือนว่าเกือบทุกคนได้แต่งงาน     ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าแก่ทุกคน

Paul, for example, did not have to worry about the extra problems and stresses that come with marriage and/or family.

ยกตัวอย่างเช่น   เปาโลไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาพิเศษและความกดดันที่มากับการแต่งงานและ / หรือครอบครัว

He devoted his entire life to spreading the Word of God.

ท่านได้อุทิศชีวิตของท่านทั้งหมดออกไปประกาศพระคำของพระเจ้า

He would not have been such a useful messenger if he had been married.

ท่านคงจะไม่ได้เป็นผู้ส่งสารที่มีประโยชน์ถ้าท่านได้แต่งงานไป

On the other hand, some people do better as a team, serving God as a couple and a family.

ในทางกลับกัน     บางคนทำงานรับใช้พระเจ้าได้ดีขึ้นเมื่อทำงานเป็นทีม  เป็นคู่และครอบครัว

Both kinds of people are equally important.

บุคคลทั้งสองแบบมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

It is not a sin to remain single, even for your entire life.

มันก็ไม่ใช่บาปที่จะอยู่เป็นโสด   แม้ตลอดชั่วชีวิตของคุณ

The most important thing in life is not finding a mate and having children, but serving God.

สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่การหาคู่และมีลูกๆ  แต่เป็นการรับใช้พระเจ้า

We should educate ourselves on the Word of God by reading our Bibles and praying.

ตัวเราเองควรจะศึกษาหาความรู้พระคำของพระเจ้า  โดยการอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐาน

If we ask God to reveal Himself to us, He will respond and if we ask Him to use us to fulfill His good works, He will do that as well.

ถ้าเราทูลขอให้พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองแก่เรา    พระองค์จะทรงตอบสนอง     และถ้าเราทูลขอให้ทรงใช้เราเพื่อรับใช้พระราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จ    พระองค์จะทรงทำอย่างนั้นด้วย

Matthew มัทธิว 7:7 7 “Ask, and it will be given to you; seek, and you will find; knock, and it will be opened to you.

7 “จงขอแล้วจะได้   จงหาแล้วจะพบ   จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน

Romans โรม 12:2 2 Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.

2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม  

Singleness should not be viewed as a curse or an indication that there is “something wrong” with the single man or woman.

ไม่ควรมองว่าการอยู่เป็นโสดเป็นคำสาปแช่งหรือเครื่องบ่งชี้ว่ามี  "บางสิ่งบางอย่างผิดปกติ" กับผู้ชายโสดหรือผู้หญิงโสด

While most people marry, and while the Bible seems to indicate that it is God’s will for most people to marry, a single Christian is in no sense a “second class” Christian.

ในขณะที่คนส่วนใหญ่แต่งงานและในขณะที่พระคัมภีร์ดูเหมือนจะระบุว่ามันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่คนส่วนใหญ่แต่งงาน     ไม่หมายความว่าคริสเตียนโสดจะเป็นคริสเตียน "ชนชั้นสอง"

As 1 Corinthians 7 indicates, singleness is, if anything, a higher calling.

ตามที่ 1 โครินธ์บทที่ 7 ระบุไว้   หากว่ามีอะไร การอยู่เป็นโสดคือการทรงเรียกพิเศษจากพระเจ้า 

As with everything else in life, we should ask God for wisdom concerning marriage.

เช่นเดียวกับสิ่งอื่นในชีวิตทุกสิ่ง    เราควรทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้าเรื่องการแต่งงาน

James ยากอบ 1:5 5 If any of you lacks wisdom, let him ask God, who gives generously to all without reproach, and it will be given him.

5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา   ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้ แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ   แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ

Following God’s plan, whether that be marriage or singleness, will result in the productivity and joy that God desires for us.

ตามแผนการของพระเจ้า   ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือการเป็นโสด     จะทำให้เกิดผลผลิตเพิ่มพูน

และความสุขที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรามี

Question: "What is the Christian view of retirement?"
คำถาม: "อะไรคือมุมมองของคริสเตียนต่อการเกษียณ"

Answer: As Christians approach retirement age, they often wonder what a Christian should do during the retirement years.

คำตอบ: เมื่อคริสเตียนเข้าใกล้วัยเกษียณอายุ   พวกเขามักจะสงสัยว่าคริสเตียนควรจะทำอะไรระหว่างปีที่เกษียณแล้ว

Do Christians retire from Christian service when they retire from the workplace?

คริสเตียนเกษียณจากการรับใช้ศาสนกิจหรือเมื่อพวกเขาลาออกจากงานที่ทำ

How should a Christian view retirement?

คริสเตียนควรมีมุมมองต่อการเกษียณอย่างไร

Although there is no biblical principle that a person should retire from his work when he reaches a certain age, there is the example of the Levites and their work in the tabernacle.

1) แม้จะไม่มีหลักพระคัมภีร์ว่าคนควรจะลาออกจากงานเมื่อเขามีอายุถึงระดับหนึ่ง   มีตัวอย่างของคนเลวีและการงานที่พวกเขาทำในพลับพลา

In Numbers 4, the Levite males are numbered for service in the tabernacle from ages 25-50 years old, and after age 50, they were to retire from regular service.

ในกันดารวิถีบทที่ 4 ผู้ชายเผ่าเลวีจะมีการทำสำมโนครัวเพื่อรับใช้ในพลับพลาจากอายุตั้งแต่ทุกวัย 25-50 ปีและถ้าอายุเกิน 50 ปีพวกเขาต้องออกจากหน้าที่รับใช้ประจำ

They could continue to “assist their brothers” but could not continue to work.

พวกเขายังคง "ช่วยงานพี่น้องของเขา" ต่อไปได้ แต่ไม่สามารถทำงานประจำได้

Numbers กันดารวิถี 8:24-26 24 “This applies to the Levites: from twenty-five years old and upward they shall come to do duty in the service of the tent of meeting.

24 “เรื่องนี้เกี่ยวกับคนเลวี   ให้คนเลวีที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบห้าปีขึ้นไป   เข้าไปปฏิบัติงานในเต็นท์นัดพบ

25 And from the age of fifty years they shall withdraw from the duty of the service and serve no more.

25 พออายุได้ห้าสิบปีให้เขาหยุดปฏิบัติไม่ต้องทำงานต่อไป

26 They minister to their brothers in the tent of meeting by keeping guard, but they shall do no service. Thus shall you do to the Levites in assigning their duties.”

26 แต่ให้เขาช่วยพี่น้องในเต็นท์นัดพบดูแลการงาน   ไม่ต้องลงมือทำเอง   เจ้าจงกระทำเช่นนี้แก่คนเลวีเมื่อกำหนดงานให้เขา”

Even though we may retire from our vocations (even “full-time” Christian ministry), we should never retire from serving the Lord, although the way we serve Him may change.

2) ถึงแม้ว่าเราอาจจะลาออกจากการทำอาชีพของเรา (แม้แต่พันธกิจคริสเตียน "เต็มเวลา" ) เราไม่ควรที่จะออกจากการรับใช้พระเจ้า   แม้ว่าวิธีที่เรารับใช้พระองค์อาจมีการเปลี่ยนแปลง

There is the example of two very old people in Luke 2 (Simeon and Anna) who continued to serve the Lord faithfully.

มีตัวอย่างของผู้อาวุโสสองคน ในหนังสือลูกา  (สิเมโอนและนางอันนา) ที่ยังคงรับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ

Luke ลูกา 2:25-38 25 Now there was a man in Jerusalem, whose name was Simeon, and this man was righteous and devout, waiting for the consolation of Israel, and the Holy Spirit was upon him.

25 นี่แน่ะ   มีชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน   เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า   และคอยเวลาซึ่งพวกอิสราเอลจะได้รับความบรรเทาทุกข์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตกับท่าน

26 And it had been revealed to him by the Holy Spirit that he would not see death before he had seen the Lord's Christ.

26 พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงสำแดงแก่ท่านว่า ท่านจะไม่ตายจนกว่าจะ ได้เห็นพระคริสต์ของพระเป็นเจ้า

27 And he came in the Spirit into the temple, and when the parents brought in the child Jesus, to do for him according to the custom of the Law,

27 สิเมโอนเข้าไปในบริเวณพระวิหาร   โดยพระวิญญาณทรงนำ และเมื่อบิดามารดาได้ นำพระกุมารเยซูเข้าไป   เพื่อจะกระทำแก่พระกุมารตามธรรมเนียมแห่งธรรมบัญญัติ

28 he took him up in his arms and blessed God and said,

28 สิเมโอนจึงอุ้มพระกุมาร   และสรรเสริญพระเจ้าว่า  

29 “Lord, now you are letting your servant depart in peace, according to your word;

29 “ข้าแต่พระเจ้า   บัดนี้พระองค์ทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข   ตามพระดำรัสของพระองค์  

30 for my eyes have seen your salvation

30 เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว  

31 that you have prepared in the presence of all peoples,

31 ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าบรรดาชนชาติทั้งหลาย  

32 a light for revelation to the Gentiles, and for glory to your people Israel.”

32 เป็นสว่างส่องแสงแก่คนต่างชาติ   และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์”  

33 And his father and his mother marveled at what was said about him.

33 ฝ่ายบิดามารดาของพระกุมารก็ประหลาดใจ   เพราะถ้อยคำซึ่งท่านได้กล่าวถึงพระกุมารนั้น

34 And Simeon blessed them and said to Mary his mother, “Behold, this child is appointed for the fall and rising of many in Israel, and for a sign that is opposed

34 แล้วสิเมโอนก็อวยพรแก่เขา   แล้วกล่าวแก่นางมารีย์มารดาพระกุมารนั้นว่า  
  “ดูก่อน ท่านทรงตั้งพระกุมารนี้ไว้   เป็นเหตุให้หลายคนในพวกอิสราเอลล้มลงหรือยกตั้งขึ้น  
  และจะเป็นหมายสำคัญซึ่งคนปฏิเสธ  

35 (and a sword will pierce through your own soul also), so that thoughts from many hearts may be revealed.”

35 เพื่อความคิดในใจของคนเป็นอันมากจะได้ปรากฏแจ้ง   ถึงหัวใจของท่านเองก็ยัง จะถูกดาบแทงทะลุด้วย”  

36 And there was a prophetess, Anna, the daughter of Phanuel, of the tribe of Asher. She was advanced in years, having lived with her husband seven years from when she was a virgin,

36 ยังมีผู้เผยพระวจนะหญิงคนหนึ่งชื่ออันนา   บุตรีฟานูเอลในเผ่าอาเชอร์   นางเป็นคนชรามากแล้ว   มีสามีตั้งแต่สาวๆและอยู่ด้วยกันเจ็ดปี

37 and then as a widow until she was eighty-four. She did not depart from the temple, worshiping with fasting and prayer night and day.

37 แล้วก็เป็นม่ายมาจนถึงแปดสิบสี่ปี   นางมิได้ไปจากบริเวณพระวิหารเลย   อยู่นมัสการถืออดอาหารและอธิษฐานทั้งกลางวันกลางคืน

38 And coming up at that very hour she began to give thanks to God and to speak of him to all who were waiting for the redemption of Jerusalem.

38 ในขณะนั้นผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาโมทนาพระเจ้า   และกล่าวถึงพระกุมารให้คนทั้งปวงที่คอยการทรงไถ่กรุงเยรูซาเล็มฟัง

Anna was an elderly widow who ministered in the temple daily with fasting and prayer.

นางอันนาเป็นหญิงม่ายสูงอายุที่ปรนนิบัติในพระวิหารทุกวันด้วยการอดอาหารและการอธิษฐาน

Titus 2 states that the older men and women are to teach, by example, younger men and women how to live.

ติตัสบทที่ 2 สอนว่า ตัวอย่างเช่น ผู้อาวุโสชายและหญิงต้องสั่งสอนพี่น้องชายหญิงว่าควรจะใช้ชีวิตอย่างไร

Titus ทิตัส  2:2-3 2 Older men are to be sober-minded, dignified, self-controlled, sound in faith, in love, and in steadfastness.

2 พึงสอนชายที่สูงอายุให้รู้จักประมาณตนในการกินดื่ม   ให้เอาจริงเอาจัง   ให้มีสติสัมปชัญญะ   ให้มีความเชื่อ   ความรัก   และความอดทนตามสมควร

3 Older women likewise are to be reverent in behavior, not slanderers or slaves to much wine. They are to teach what is good,

3 ส่วนผู้หญิงที่สูงอายุก็เหมือนกัน   ให้เขามีความยำเกรงพระเจ้า   ให้เขาเป็นคนไม่ส่อเสียด   ไม่เป็นคนกินเหล้า   แต่ให้เป็นผู้สอนสิ่งที่ดีงาม

One's older years are not to be spent solely in the pursuit of pleasure.

3) ไม่ควรใช้เวลาที่ผ่านไปเพียงผู้เดียวในการแสวงหาความสุขสนุกสนาน

Paul says that the widow who lives for pleasure is dead while she yet lives.

เปาโลกล่าวว่าหญิงม่ายที่มีชีวิตอยู่เพื่อสนุกสนานเพลิดเพลินก็ตายแล้วทั้งที่เธอยังมีชีวิตอยู่

1 Timothy 1 ทิโมธี 5:6 6 but she who is self-indulgent is dead even while she lives.

6 ส่วนผู้หญิงที่ปล่อยตัวนั้นก็ตายทั้งเป็น 

Contrary to biblical instruction, many people equate retirement with “pursuit of pleasure” if at all possible.

ตรงกันข้ามกับคำสั่งสอนในพระคัมภีร์  หลายคนเทียบเอาการเกษียณอายุกับ "การแสวงหาความสุข" ถ้าเป็นไปได้ทั้งหมด

This is not to say that retirees cannot enjoy golf, social functions, or pleasurable pursuits.

นี้ไม่ใช่จะบอกว่าผู้ที่เกษียณไม่สามารถเล่นกอล์ฟ, สังสรรค์ทางสังคม หรือแสวงหาสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน

But these should not be the primary focus of one’s life at any age.

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของชีวิตเราไม่ว่าในวัยไหน

2 Corinthians 12:14 states that the parent ought to save up for the children.

4)   2 โครินธ์ 12:14  สอนว่าผู้ปกครองควรจะสะสมเงินไว้เพื่อลูกหลาน

2 Corinthians 2โครินธ์ 12:14 14 Here for the third time I am ready to come to you. And I will not be a burden, for I seek not what is yours but you. For children are not obligated to save up for their parents, but parents for their children.

14 นี่แน่ะ   ข้าพเจ้าเตรียมพร้อมที่จะมาเยี่ยมพวกท่านเป็นครั้งที่สาม   และข้าพเจ้าจะไม่เป็นภาระแก่พวกท่าน   เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ต้องการสิ่งใดจากท่าน   แต่ต้องการตัวท่าน   เพราะว่าที่ลูกจะสะสมไว้สำหรับพ่อแม่   ก็ไม่สมควร   แต่พ่อแม่ควรสะสมไว้สำหรับลูก

But by far the greatest thing to “save up” is one's spiritual heritage, which can be passed on to children, grandchildren, and great-grandchildren.

แต่เท่าที่เห็นสิ่งสำคัญที่สุดคือ "สะสมเงิน" เป็นมรดกทางจิตใจของคน  ผู้ซึ่งสามารถส่งผ่านไปยังลูกหลานและเหลนได้

Generations of descendants have been impacted by the faithful prayers of an elderly family “patriarch” or “matriarch.”

ลูกหลานรุ่นต่อๆ มาได้รับผลกระทบจากการอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของผู้สูงอายุ "หัวหน้าครอบครัว" หรือ "สตรีหัวหน้าครอบครัว"

Prayer is perhaps the most fruitful ministry outlet for those who have retired.

คำอธิษฐานอาจจะเป็นพันธกิจที่แสดงออกได้ผลมากที่สุดสำหรับผู้ที่ได้เกษียณอายุ

The Christian never retires from Christ’s service; he only changes the address of his workplace.

คริสเตียนไม่เคยเกษียณจากการรับใช้งานของพระคริสต์ เขาเพียงแต่เปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของเขา

In summary, as one reaches “retirement age” (whatever that is) the vocation may change but one’s life work of serving the Lord does not change.

โดยสรุป   คนที่มาถึง "วัยเกษียณ" (ไม่ว่าวัยใด) อาชีพอาจมีการเปลี่ยนแปลง  แต่ชีวิตแห่งงานพันธบริการพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง

Often it is these “senior saints” who, after a lifetime of walking with God, are able to convey the truths of God's Word by relating how God has worked in their lives.

บ่อยครั้งหลังจากตลอดชีวิตที่ "ผู้ชอบธรรมอาวุโส"เหล่านี้เดินกับพระเจ้า  จะสามารถถ่ายทอดความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า  โดยเชื่อมโยงเรื่องที่พระเจ้าได้ทรงกระทำผ่านชีวิตของพวกเขา

The psalmist's prayer should be our prayer as we age:

คำอธิษฐานของผู้เขียนบทเพลงสดุดีควรจะเป็นบทอธิษฐานของเราขณะที่เรามีอายุมาก:

Psalm บทเพลงสดุดี 71:18 18 So even to old age and gray hairs, O God, do not forsake me, until I proclaim your might to another generation, your power to all those to come.

18 แม้จะถึงวัยชราและผมหงอกก็ตาม   ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย   จนกว่าข้าพระองค์จะประกาศถึงอานุภาพของ พระองค์แก่ชาติพันธุ์ถัดไป  และฤทธิ์เดชของพระองค์แก่ผู้ที่จะเกิดมา  
www.gotquestions.org/Thai

 

Christian Single and Retirement

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top