Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, March 5, 2015

 

Question: "How is eternity in hell a fair punishment for sin?"
คำถาม :มันยุติธรรมแล้วหรือที่มีการลงโทษผู้ทำความบาปในนรกชั่วนิรันดร์


Answer:  This is an issue that bothers many people who have an incomplete understanding of three things: the nature of God, the nature of man, and the nature of sin.

คำตอบ :นี่คือประเด็นที่รบกวนใจคนมากมายผู้ซึ่งไม่มีความเข้าใจครบถ้วนในสามสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า ธรรมชาติของคน และธรรมชาติบาป

As fallen, sinful human beings, the nature of God is a difficult concept for us to grasp.

โดยที่มนุษยชาติล้มลงในความบาป เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้าได้

We tend to see God as a kind, merciful Being whose love for us overrides and overshadows all His other attributes.

เรามีใจโน้มเอียงที่คิดว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ทรงเมตตากรุณา    ความรักที่ทรงมีต่อเราสำคัญกว่าและบดบังรัศมีพระลักษณะอื่น ๆของพระองค์

Of course God is loving, kind, and merciful, but He is first and foremost a holy and righteous God.

แน่นอน พระเจ้าทรงรักและเมตตากรุณา แต่พระองค์ทรงเป็นเอก ทรงประเสริฐที่สุดที่บริสุทธิ์และชอบธรรม


So holy is He that He cannot tolerate sin.

พระองค์ทรงบริสุทธิ์จนไม่สามารถยอมต่อความบาปได้

He is a God whose anger burns against the wicked and disobedient.

พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งพระพิโรธของพระองค์ทำลายคนชั่วและคนที่ไม่เชื่อฟัง

Isaiah อิสยาห์ 5:25 25 Therefore the anger of the LORD was kindled against his people, and He stretched out His hand against them and struck them, and the mountains quaked; and their corpses were as refuse in the midst of the streets.  For all this His anger has not turned away, and His hand is stretched out still.

25 เหตุฉะนั้น พระพิโรธของพระเจ้าจึงพลุ่งขึ้นต่อชนชาติของพระองค์ และพระองค์ทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ออกสู้เขาและตีเขา และภูเขาทั้งหลายก็สั่นสะเทือน   และซากศพของเขาทั้งหลายก็เหมือนขยะในกลางทาง   ถึงกระนั้นก็ดีพระพิโรธของพระองค์ ก็มิได้หันกลับ และพระหัตถ์ของพระองค์ก็ยังเหยียดออกอยู่  

Hosea โฮเชยา 8:5 5 I have spurned your calf, O Samaria.  My anger burns against them.  How long will they be incapable of innocence?

5 โอ สะมาเรียเอ๋ย เราทิ้งรูปลูกวัวของเจ้าเสีย   ความกริ้วของเราพลุ่งขึ้นต่อเขา   อีกนานสักเท่าใดหนอเขาจึงจะบริสุทธิ์กันได้ในอิสราเอล  

Zechariah เศคาริยาห์ 10:3 3 “My anger is hot against the shepherds, and I will punish the leaders; for the LORD of hosts cares for His flock, the house of Judah, and will make them like His majestic steed in battle.

3 “เราโกรธเมษบาลอย่างรุนแรง และเราจะลงโทษบรรดาแพะผู้   เพราะพระเจ้าจอมโยธาเอาพระทัยใส่ ฝูงสัตว์ของพระองค์ คือพงศ์พันธุ์ยูดาห์ และจะทรงกระทำเขาให้เป็นเหมือน ม้าศึกฮึกเหิมในสงคราม  
He is not only a loving God—He is love itself!

พระองค์ไม่ทรงเป็นเพียงพระเจ้าที่น่ารัก—พระองค์ทรงเป็นความรักด้วย

But the Bible also tells us that He hates all manner of sin.

แต่พระคัมภีร์ยังบอกเราว่าพระองค์ทรงเกลียดชังความบาปทุกอย่าง

Proverbs สุภาษิต 6:16-19 16 There are six things that the LORD hates, seven that are an abomination to Him:

16 มีหกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด   มีเจ็ดซึ่งเป็นที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์  

17 haughty eyes, a lying tongue, and hands that shed innocent blood,

17 ตา ยโส ลิ้นมุสา และมือที่ทำโลหิตไร้ผิดให้ตก  

18 a heart that devises wicked plans, feet that make haste to run to evil,

18 จิตใจที่คิดแผนงานโหดร้าย   เท้าซึ่งรีบวิ่งไปสู่ความชั่ว  

19 a false witness who breathes out lies, and one who sows discord among brothers.

19 พยานเท็จซึ่งหายใจออกเป็นคำมุสา   และคนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่น้อง  

And while He is merciful, there are limits to His mercy.

และเมื่อพระองค์ทรงพระเมตตา  พระเมตตาของพระองค์มีขอบเขตจำกัด

Isaiah อิสยาห์ 55:6-7 6 “Seek the LORD while He may be found; call upon Him while He is near;

6 “จงแสวงหาพระเจ้า เมื่อจะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้  

7 let the wicked forsake his way, and the unrighteous man his thoughts; let him return to the LORD, that He may have compassion on him, and to our God, for He will abundantly pardon.

7 ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา   และคนไม่ชอบธรรมสละความคิด ของเขา ให้เขากลับยังพระเจ้า เพื่อพระองค์จะทรงกรุณาเขา   และยังพระเจ้าของเรา เพราะพระองค์จะทรงอภัย อย่างล้นเหลือ  

Humanity is corrupted by sin, and that sin is always directly against God.

มนุษยชาติเสื่อมลงเพราะความบาป และความบาปนั้นเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้าเสมอ

When David sinned by committing adultery with Bathsheba and having Uriah murdered, he responded with an interesting prayer:

เมื่อดาวิดทรงทำบาปโดยล่วงประเวณีนางบัธเชบาและสั่งให้ฆ่าอุรียาห์ พระองค์ทรงกราบทูลโดยคำอธิษฐานที่น่าสนใจยิ่ง

Psalm เพลงสดุดี 51:4 4 Against you, you only, have I sinned and done what is evil in your sight, so that you may be justified in your words and blameless in your judgment.

4 ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์   ทั้งนี้เพื่อพระองค์จะทรงยุติธรรมในคำพิพากษา และไร้ตำหนิในการพิพากษานั้น  

Since David had sinned against Bathsheba and Uriah, how could he claim to have only sinned against God?

เพราะว่าดาวิดได้ทำผิดต่อนางบัธเชบาและอุรียาห์  พระองค์ทรงสามารถอ้างว่าได้ทำบาปต่อพระเจ้าเท่านั้นได้อย่างไร

David understood that all sin is ultimately against God.

ดาวิดทรงเข้าใจว่าความบาปทุกอย่างเป็นปฏิปักษ์อย่างที่สุดต่อพระเจ้า

God is an eternal and infinite Being.

พระเจ้าทรงเป็นองค์อมตะนิรันดร์

Psalm เพลงสดุดี 90:2 2 Before the mountains were brought forth, or ever you had formed the earth and the world, from everlasting to everlasting you are God.

2 ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา   ก่อนที่พระองค์ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ  
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า   ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล  

As a result, all sin requires an eternal punishment.

ผลลัพธ์คือ ความบาปทุกอย่างจำต้องรับการลงโทษนิรันดร์

God’s holy, perfect, and infinite character has been offended by our sin.

ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระลักษณะครบถ้วนสมบูรณ์และไม่มีขีดจำกัด ได้ถูกความบาปมารังควาญ

Although to our finite minds our sin is limited in time, to God—who is outside of time—the sin He hates goes on and on.

แม้ว่าโดยความคิดอันจำกัดของเรา บาปของเราถูกจำกัดในเวลา –ต่อพระเจ้า ผู้ทรงอยู่นอกกาลเวลา-ความบาปที่ทรงชิงชังยังคงมีต่อไป

Our sin is eternally before Him and must be eternally punished in order to satisfy His holy justice.
ความบาปของเราดำรงนิรันดร์เมื่อเราอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าและต้องถูกพิพากษาชั่วนิรันดร์  เพื่อรับการพิพากษาตามความบริสุทธิ์ของพระองค์

No one understands this better than someone in hell.

ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ดีไปกว่าบางคนที่อยู่ในนรก

A perfect example is the story of the rich man and Lazarus.

มีตัวอย่างหนึ่งที่เล่าเรื่องสมบูรณ์คือเรื่องราวของเศรษฐีกับลาซารัส

Both died, and the rich man went to hell while Lazarus went to paradise (Luke 16).

ทั้งสองคนตาย และเศรษฐีไปอยู่ในนรกขณะที่ลาซารัสไปอยู่สวรรค์ (ลูกา 16)

Of course, the rich man was aware that his sins were only committed during his lifetime. But, interestingly, he never says, “How did I end up here?”

แน่นอน เศรษฐีสำนึกได้ว่าเขาได้กระทำความบาปมาตลอดชั่วชีวิต   แต่ที่น่าสนใจ เขาไม่เคยพูดว่า “แล้วผมจะสิ้นสุดลงตรงนี้ได้อย่างไร”

That question is never asked in hell.

เขาไม่เคยตั้งคำถามเช่นนี้ในนรก

He does not say, “Did I really deserve this?   Don't you think this is a little extreme? A little over the top?”

เขาไม่ได้พูดว่า “ ผมสมควรได้รับโทษนี้หรือ  ท่านไม่คิดว่านี่มันร้ายแรงไปสักหน่อยหรือ ยิ่งกว่าสุดยอดไปสักหน่อยหรือ”

He only asks that someone go to his brothers who are still alive and warn them against his fate.

เขาเพียงถามว่าบางคนไปหาพี่น้องผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และแนะนำพวกเขาให้เลี่ยงชะตากรรม

Like the rich man, every sinner in hell has a full realization that he deserves to be there.

เช่นเดียวกับเศรษฐีนั้น  คนบาปทุกคนในนรกตระหนักชัดดีว่าเขาสมควรอยู่ที่นั่น

Each sinner has a fully informed, acutely aware, and sensitive conscience which, in hell, becomes his own tormenter.

คนบาปแต่ละคนที่ได้รับทราบอย่างดี  ระวังระไวดี   และด้วยสามัญสำนึกที่รู้สึกตัว กลับกลายเป็นคนที่รับความทรมานในนรก

This is the experience of torture in hell—a person fully aware of his or her sin with a relentlessly accusing conscience, without relief for even one moment.

นี่เป็นประสบการณ์ความทรมานในนรก- บุคคลที่ทราบดีเรื่องความบาปของเขาหรือเธอ ทั้งยังมีสามัญสำนึกที่กล่าวหาอย่างไม่ยอมผ่อนผัน   ไม่ได้รับการผ่อนคลายแม้แต่ชั่วขณะ

The guilt of sin will produce shame and everlasting self-hatred.

การกระทำผิดบาปจะก่อให้เกิดความอับอายและความชิงชังตนเองนิจนิรันดร์

The rich man knew that eternal punishment for a lifetime of sins is justified and deserved.

เศรษฐีทราบว่าการรับโทษชั่วนิรันดร์เพราะความบาปที่เขาทำมาชั่วชีวิตนั้นสมควรแล้วกับโทษที่ได้รับ

That is why he never protested or questioned being in hell.

นี่คือเหตุผลที่เขาไม่เคยต่อต้านหรือสอบถามว่าทำไมอยู่ในนรก

The realities of eternal damnation, eternal hell, and eternal punishment are frightening and disturbing.

ความจริงเรื่องการสาปแช่งชั่วนิรันดร์  นรกชั่วนิรันดร์ และการลงโทษชั่วนิรันดร์น่ากลัวและเป็นสิ่งที่รบกวนใจ

But it is good that we might, indeed, be terrified.

แต่แท้จริงเป็นการดีที่เราอาจจะต้องรู้สึกหวาดกลัว

While this may sound grim, there is good news.

ในขณะที่ฟังดูเหมือนจะร้ายกาจแต่เราก็ยังมีข่าวดี

God loves us.

พระเจ้าทรงรักพวกเรา

John ยอห์น 3:16 16 “For God so loved the world, that He gave his only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

God wants us to be saved from hell.

พระเจ้าทรงประสงค์ให้เรารอดพ้นจากนรก

2 Peter 2 เปโตร 3:9 9 The Lord is not slow to fulfill his promise as some count slowness, but is patient toward you, not wishing that any should perish, but that all should reach repentance.

9 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์   ตามที่บางคนคิดนั้น   แต่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้   เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน   พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสีย ใหม่


But because God is also just and righteous, He cannot allow our sin to go unpunished.

แต่เพราะว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมและทรงชอบธรรม  พระองค์ไม่ทรงละเว้นให้เราไม่ต้องถูกลงโทษเพราะทำบาป

Someone has to pay for it.

ต้องมีบางคนมารับชดใช้บาปแทนเรา

In His great mercy and love, God provided His own payment for our sin.

ด้วยความเมตตากรุณาและความรักของพระองค์  พระเจ้าทรงจัดเตรียมการชดใช้แทนความบาปของเรา

He sent His Son Jesus Christ to pay the penalty for our sins by dying on the cross for us.

พระองค์ทรงส่งพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์เพื่อชำระความผิดบาปของเราโดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพราะเรา

Jesus’ death was an infinite death because He is the infinite God/man, paying our infinite sin debt, so that we would not have to pay it in hell for eternity.

ความตายของพระคริสต์เป็นอนันต์เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์อนันต์ ทรงชำระหนี้ความบาปที่ไม่สิ้นสุดของเรา  เพื่อว่าเราจะไม่ต้องรับโทษในนรกนิรันดร์

2 Corinthians 2 โครินธ์ 5:21 21 For our sake he made him to be sin who knew no sin, so that in him we might become the righteousness of God.

21 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่เรา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์

If we confess our sin and place our faith in Christ, asking for God’s forgiveness based on Christ’s sacrifice, we are saved, forgiven, cleansed, and promised an eternal home in heaven.

ถ้าเราสารภาพบาปของเราและเชื่อวางใจในพระคริสต์  ทูลขอการอภัยโทษบาปจากพระเจ้าที่พระคริสต์ทรงยอมสิ้นพระชนม์  เราก็จะได้รับความรอด ได้รับการอภัย ได้รับการชำระให้สะอาด และรับพระสัญญาว่าจะได้ไปอยู่สวรรค์คือบ้านที่ถาวรนิรันดร์


God loved us so much that He provided the means for our salvation, but if we reject His gift of eternal life, we will face the eternal consequences of that decision.

พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ทรงจัดเตรียมหนทางเพื่อความรอดแก่เรา   แต่เราได้ปฏิเสธของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์นี้ของพระองค์  จะเราเผชิญกับผลที่ตามมาเพราะการตัดสินใจเลือกของเรา

Question: "Is Heaven real?"
คำถาม : สวรรค์มีจริงหรือ

Answer: Heaven is indeed a real place.

คำตอบ : แท้จริงสวรรค์เป็นสถานที่แห่งหนึ่ง

The Bible tells us that heaven is God’s throne

พระคัมภีร์บอกเราว่าสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า

Isaiah อิสยาห์ 66:1 1 Thus says the LORD: “Heaven is My throne, and the earth is My footstool; what is the house that you would build for Me, and what is the place of My rest?

1 พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “สวรรค์เป็นบัลลังก์ของเรา   และแผ่นดินโลกเป็นแท่นวางเท้าของเรา   นิเวศซึ่งเจ้าจะสร้างให้เรานั้นจะอยู่ ที่ไหนเล่า และที่พำนักของเราจะอยู่ที่ไหน  

Acts กิจการ 7:48-4948 Yet the Most High does not dwell in houses made by hands, as the prophet says,

48 ถึงกระนั้นก็ดีองค์ผู้สูงสุดหาได้ประทับในพระนิเวศ   ซึ่งมือมนุษย์ได้ทำไว้ไม่   ตามที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ว่า  

49 “‘Heaven is my throne, and the earth is my footstool.  What kind of house will you build for me, says the Lord, or what is the place of my rest?

49 'สวรรค์เป็นบัลลังก์ของเรา    และแผ่นดินโลกเป็นแท่นรองเท้าของเรา  
  เจ้าจะสร้างนิเวศอะไรสำหรับเรา   หรือที่พำนักของเราอยู่ที่ไหน  

Matthew มัทธิว 5:34-35 34 But I say to you, Do not take an oath at all, either by heaven, for it is the throne of God,

34 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า   อย่าสาบานเลย   โดยอ้างถึงสวรรค์ก็อย่าสาบาน   เพราะสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า

35 or by the earth, for it is His footstool, or by Jerusalem, for it is the city of the great King.

35 หรือโดยอ้างถึงแผ่นดินโลกก็อย่าสาบาน   เพราะแผ่นดินโลกเป็นที่รองพระบาทของพระเจ้า   หรือโดยอ้างถึงกรุงเยรูซาเล็มก็อย่าสาบาน   เพราะกรุงเยรูซาเล็มเป็นราชธานีของพระมหากษัตริย์

After Jesus’ resurrection and appearance on earth to His disciples.

หลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูและการทรงปรากฏพระกายแก่เหล่าสาวกในโลกนี้

Mark มาระโก 16:1919 So then the Lord Jesus, after He had spoken to them, was taken up into heaven and sat down at the right hand of God.

19 ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว   พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์   ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

Acts กิจการ 7:55-56 55 But he, full of the Holy Spirit, gazed into heaven and saw the glory of God, and Jesus standing at the right hand of God.

55 ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   ได้เขม้นดูสวรรค์เห็นพระสิริของพระเจ้า   และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์

56 And he said, “Behold, I see the heavens opened, and the Son of Man standing at the right hand of God.”

56 แล้วท่านได้กล่าวว่า   “ดูเถิด   ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง   และบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า”

Hebrews ฮีบรู 9:24 24 For Christ has entered, not into holy places made with hands, which are copies of the true things, but into heaven itself, now to appear in the presence of God on our behalf.

24 เพราะว่าพระคริสต์ไม่ได้เสด็จเข้าในสถานศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์   อันเป็นแบบจำลองจากของจริง   แต่พระองค์ได้เสด็จไปสวรรค์นั้น   เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อเราทั้งหลาย


Jesus not only went before us, entering on our behalf, but He is alive and has a present ministry in heaven, serving as our high priest in the true tabernacle made by God.

ไม่เพียงแต่พระเยซูเสด็จนำหน้าไปก่อน ทรงเสด็จเข้าไปเพื่อเรา  แต่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่และทรงกระทำพระราชกิจในสวรรค์ ทรงเป็นมหา ปุโรหิตใหญ่ที่ทรงช่วยเราในพลับพลาศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงสร้าง

Hebrews ฮีบรู 6:19-20 19 We have this as a sure and steadfast anchor of the soul, a hope that enters into the inner place behind the curtain,

19 ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอที่แน่และมั่นคงของจิตใจ   ความหวังนั้นที่นำไปสู่อภิสุทธิสถานข้างหลังม่าน

20 where Jesus has gone as a forerunner on our behalf, having become a high priest forever after the order of Melchizedek. 

20 ที่พระเยซูผู้ทรงนำหน้าได้เสด็จเข้าไปก่อนเพื่อเราแล้ว   เพราะพระองค์ได้ทรงรับการแต่งตั้งเป็นมหาปุโรหิตเป็นนิตย์   ตามแบบอย่างเมลคีเซเดคนั้น

Hebrews ฮีบรู 8:1-2 1 Now the point in what we are saying is this: we have such a high priest, one who is seated at the right hand of the throne of the Majesty in heaven,

1 เรื่องที่เราพูดอยู่นี้มีข้อที่สำคัญคือ   เรามีมหาปุโรหิตอย่างนี้ คือมหาปุโรหิตผู้ประทับเบื้อง ขวาพระที่นั่งแห่งพระองค์   ผู้ยิ่งใหญ่ในสวรรค์

2 a minister in the holy places, in the true tent that the Lord set up, not man.

2 เป็นผู้ปฏิบัติกิจในสถานศักดิ์สิทธิ์   และในเต็นท์แท้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตั้งไว้   ไม่ใช่มนุษย์ตั้ง
We are also told by Jesus Himself that there are many rooms in God’s house and that He has gone before us to prepare a place for us.

พระเยซูเองทรงบอกเราว่ามีที่ว่างอยู่มากมายในสวรรค์ที่ประทับของพระบิดา   และพระองค์ได้เสด็จนำหน้าเราไปก่อนเพื่อทรงจัดเตรียมที่สำหรับเรา

We have the assurance of His word that He will one day come back to earth and take us to where He is in heaven

เรามีความมั่นใจในพระคำของพระองค์ที่กล่าวว่าวันหนึ่งพระองค์จะเสด็จกลับมายังโลกนี้เพื่อรับเราไปอยู่สวรรค์กับพระองค์

John ยอห์น 14:1-4 1 “Let not your hearts be troubled. Believe in God; believe also in Me.

1 “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย   ท่านวางใจในพระเจ้า   จงวางใจในเราด้วย

2 In my Father's house are many rooms. If it were not so, would I have told you that I go to prepare a place for you?

2 ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก   ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว   เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย

3 And if I go and prepare a place for you, I will come again and will take you to myself, that where I am you may be also.

3 เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย

4 And you know the way to where I am going.”

4 และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น”

Our belief in an eternal home in heaven is based on an explicit promise of Jesus.

เรามีความเชื่อในสวรรค์บ้านถาวรนิรันดร์ตามพระสัญญาที่แจ่มแจ้งของพระเยซูคริสต์

Heaven is most definitely a real place. Heaven truly does exist.

สวรรค์แน่นอนที่สุดว่าเป็นสถานที่มีจริง สวรรค์มีอยู่จริง

When people deny the existence of heaven, they deny not only the written Word of God, but they also deny the innermost longings of their own hearts.

เมื่อคนเราปฏิเสธว่าไม่มีสวรรค์อยู่จริง  ไม่เพียงพวกเขาปฏิเสธพระคำของพระเจ้าที่ทรงจารึกไว้  แต่พวกเขายังปฏิเสธความปรารถนาจากจิตใจส่วนลึกของเขาเองด้วย

Paul addressed this issue in his letter to the Corinthians, encouraging them to cling to the hope of heaven so that they would not lose heart.

เปาโลได้เขียนไว้ในพระธรรมโกรินธ์  หนุนใจเขาให้ยึดติดกับความหวังใจเรื่องสวรรค์ เพื่อว่าคนทั้งหลายจะไม่เสียกำลังใจ


Although we “groan and sigh” in our earthly state, we have the hope of heaven always before us and are eager to get there.

ถึงแม้ว่าเรา “ บ่นและถอนใจ” ในสภาพเป็นอยู่ในโลกนี้ เรายังมีความหวังในสวรรค์ข้างหน้าเสมอและปรารถนาจะไปอยู่ที่นั่น

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:1-4 1 For we know that if the tent, which is our earthly home, is destroyed, we have a building from God, a house not made with hands, eternal in the heavens.

1 เพราะเรารู้ว่า   ถ้าเรือนดินคือกายของเรานี้จะพังทำลายเสีย   เราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานให้   ที่มิได้สร้างด้วยมือมนุษย์   และตั้งอยู่เป็นนิตย์ในสวรรค์

2 For in this tent we groan, longing to put on our heavenly dwelling,

2 เพราะว่าในร่างกายนี้เรายังครวญคร่ำอยู่   มีความอาลัยที่จะสวมที่อาศัยของเราที่มาจากสวรรค์

3 if indeed by putting it on we may not be found naked.

3 เพื่อว่าเมื่อเราสวมแล้ว   เราก็จะมิได้เปลือย

4 For while we are still in this tent, we groan, being burdened—not that we would be unclothed, but that we would be further clothed, so that what is mortal may be swallowed up by life.

4 เพราะว่าเราผู้อาศัยในร่างกายนี้จึงครวญคร่ำเป็นทุกข์   มิใช่เพราะปรารถนาที่จะอยู่ตัวเปล่า   แต่ปรารถนาจะสวมกายใหม่นั้น   เพื่อว่าร่างกายของเราซึ่งจะต้องตายนั้นจะได้ถูกชีวิตอมตะกลืนเสีย

Paul urged the Corinthians to look forward to their eternal home in heaven, a perspective that would enable them to endure hardships and disappointments in this life.

เปาโลหนุนใจให้ชาวเมืองโครินธ์ตั้งหน้ารอคอยสวรรค์บ้านนิรันดร์ โดยมีความคิดว่าจะสามารถทำให้พวกเขาอดทนต่อความยากลำบากและความผิดหวังในชีวิต

2 Corinthians 2โครินธ์ 4:17-18 17 For this slight momentary affliction is preparing for us an eternal weight of glory beyond all comparison,

17 เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา   ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น   จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้

18 as we look not to the things that are seen but to the things that are unseen. For the things that are seen are transient, but the things that are unseen are eternal.

18 เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่   แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น   เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน   แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์

Just as God has put in men’s hearts the knowledge that He exists.

เหมือนดังที่พระเจ้าทรงให้คนเรารู้แจ้งในใจว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่

Romans โรม 1:19-20 19 For what can be known about God is plain to them, because God has shown it to them.

19 เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรง โปรดสำแดงแก่เขาแล้ว

20 For His invisible attributes, namely, his eternal power and divine nature, have been clearly perceived, ever since the creation of the world, in the things that have been made. So they are without excuse.

20 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว   สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวร และเทวสภาพของพระองค์ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง   ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย 

So also are we “programmed” to desire heaven.

พวกเราเองก็” วางแผนการ” อยากไปสวรรค์ด้วย

It is the theme of countless books, songs, and works of art.

มันเป็นหัวใจสำคัญของหนังสือต่างๆ    เพลงต่างๆ และงานศิลปะนับไม่ถ้วน

Unfortunately, our sin has barred the way to heaven.

เป็นที่น่าเสียดาย  ความบาปของเราได้ปิดกั้นทางไปสวรรค์

Since heaven is the abode of a holy and perfect God, sin has no place there, nor can it be tolerated.

เพราะว่าสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้าผู้ทรงบริบูรณ์และบริสุทธิ์  ความบาปไม่สามารถเข้าไปได้ และความบาปไม่สามารถทนอยู่ได้

Fortunately, God has provided for us the key to open the doors of heaven—Jesus Christ.

แต่ก็น่ายินดี พระเจ้าทรงเตรียมกุญแจประตูไขไปสู่สวรรค์แก่เรา—พระเยซูคริสต์

John ยอห์น 14:66 Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through Me.

6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

All who believe in Him and seek forgiveness for sin will find the doors of heaven swung wide open for them.

ทุกคนผู้ที่เชื่อในพระองค์และแสวงหาการอภัยโทษบาปจะพบประตูสวรรค์เปิดกว้างออกต้อนรับพวกเขา

May the future glory of our eternal home motivate us all to serve God faithfully and wholeheartedly.

ขอให้พระสง่าราศีแห่งบ้านนิรันดร์ในอนาคตเป็นแรงผลักดันจิตใจเราให้รับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อและด้วยสุดจิตสุดใจ

Hebrews ฮีบรู 10:19-22 19 Therefore, brothers, since we have confidence to enter the holy places by the blood of Jesus,

19 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย   เมื่อเรามีใจกล้าที่จะเข้าไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์โดยพระโลหิตของพระเยซู

20 by the new and living way that he opened for us through the curtain, that is, through his flesh,

20 ตามทางใหม่และเป็นทางที่มีชีวิต   ซึ่งพระองค์ได้ทรงเปิดออกให้เราผ่านเข้าไปทางม่านนั้น   คือทางพระกายของพระองค์

21 and since we have a great priest over the house of God,

21 และเมื่อเรามีปุโรหิตใหญ่เหนือหมู่คนของพระเจ้าแล้ว

22 let us draw near with a true heart in full assurance of faith, with our hearts sprinkled clean from an evil conscience and our bodies washed with pure water.

22 ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ   ด้วยไว้ใจเต็มที่   มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว   และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์


www.gotquestions.org/Thai

Hell Fair

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top