Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, March 8, 2015

 

Question: "What is original sin?"
คำถาม  บาปดั้งเดิมคืออะไร 

Answer: The term “original sin” deals with Adam’s sin of disobedience in eating from the Tree of Knowledge of Good and Evil and its effects upon the rest of the human race.

คำว่า “บาปดั้งเดิม” เกี่ยวกับความไม่เชื่อฟังของอาดัมที่กินผลไม้จากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วและผลกระทบตกมาถึงมนุษยชาติทั้งหลาย

Original sin can be defined as “that sin and its guilt that we all possess in God’s eyes as a direct result of Adam’s sin in the Garden of Eden.”

บาปดั้งเดิมสามารถให้คำจำกัดความว่า “ บาปนั้นและความผิดที่เรามีอยู่ในสายพระเนตรพระเจ้าอันเป็นผลโดยตรงมาจากความบาปของอาดัมในสวนเอเดน” 

The doctrine of original sin focuses particularly on its effects on our nature and our standing before God, even before we are old enough to commit conscious sin.

คำสอนเรื่องบาปดั้งเดิมเน้นเฉพาะที่ผลกระทบของมันต่อธรรมชาติของเรา และการที่เรายืนต่อพระพักตร์พระเจ้า  แม้ก่อนที่เราจะโตพอจะกระทำบาปโดยมีเจตนา

There are three main views that deal with that effect.

มีมุมมองหลักใหญ่ 3 ประการเกี่ยวกับผลกระทบนั้น
Pelagianism: This view says that Adam’s sin had no effect upon the souls of his descendants other than his sinful example influencing those who followed after him to also sin.

According to this view, man has the ability to stop sinning if he simply chooses to.

Pelagianism มุมมองที่กล่าวว่าความบาปของอาดัมไม่ส่งผลกระทบต่อวิญญาณของลูกหลานที่สืบสายมานอกเหนือจากความบาปของเขาเองที่มีอิทธิพลต่อบรรดาผู้ที่กระทำบาปตามอย่างเขา

This teaching runs contrary to a number of passages that indicate man is hopelessly enslaved by his sins (apart from God’s intervention) and that his good works are “dead” or worthless in meriting God’s favor.

คำสอนนี้ตรงกันข้ามกับเนื้อหาพระคัมภีร์หลายตอนที่กล่าวว่าคนเป็นทาสบาปอย่างสิ้นหวัง(ออกจากการที่พระเจ้าทรงเข้ามาเกี่ยวข้อง) และว่าการประพฤติดีของเขาได้ “ตายแล้ว” หรือไร้ค่าในการทำดีเพื่อให้ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า

Ephesians เอเฟซัส 2:1-21 And you were dead in the trespasses and sins

1 ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป

2 in which you once walked, following the course of this world, following the prince of the power of the air, the spirit that is now at work in the sons of disobedience—

2 ครั้งเมื่อก่อนท่านเคยประพฤติในการบาปนั้นตามวิถีของโลก   ตามเจ้าแห่งย่านอากาศ   คือวิญญาณที่ครอบครองอยู่ในคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง

Matthew มัทธิว 15:18-19 18 But what comes out of the mouth proceeds from the heart, and this defiles a person.

18 แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ   สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

19 For out of the heart come evil thoughts, murder, adultery, sexual immorality, theft, false witness, slander.

19 ความคิดชั่วร้าย   การฆ่าคน   การผิดผัวผิดเมีย   การล่วงประเวณี   การลักขโมย   การเป็นพยานเท็จ   การใส่ร้าย   ก็ออกมาจากใจ

Romans โรม 7:23 23 but I see in my members another law waging war against the law of my mind and making me captive to the law of sin that dwells in my members.

23 แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า   ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจ ของข้าพเจ้า   และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป   ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า

Hebrews ฮีบรู 6:1 1 Therefore let us leave the elementary doctrine of Christ and go on to maturity, not laying again a foundation of repentance from dead works and of faith toward God,

1 เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา   ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่   ไม่วางรากฐานซ้ำอีก   คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย   เรื่องความเชื่อในพระเจ้า

Hebrews ฮีบรู 9:14 14 how much more will the blood of Christ, who through the eternal Spirit offered himself without blemish to God, purify our conscience from dead works to serve the living God.

14 พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้า โดยพระวิญญาณนิรันดร์   ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ   ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่า นั้นสักเพียงใด   เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย   หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่  
Arminianism: Arminians believe Adam’s sin has resulted in the rest of mankind inheriting a propensity to sin, commonly referred to as having a “sin nature.”

ลัทธิอาร์เมเนีย: ชาวอาร์เมเนียเชื่อว่าความบาปของอาดัมส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ   สืบสายนิสัยชอบกระทำบาป  โดยทั่วไปหมายถึงการมี “ธรรมชาติบาป”

This sin nature causes us to sin in the same way that a cat’s nature causes it to meow—it comes naturally.

ธรรมชาติบาปนี้เป็นเหตุให้เราทำบาปแบบเดียวกับที่ธรรมชาติของแมวทำให้มันร้องเมี้ยว ๆ --มันเป็นไปตามธรรมชาติ

According to this view, man cannot stop sinning on his own; that is why God gives a universal grace to all to enable us to stop.

ตามอย่างมุมมองนี้ มนุษย์ไม่สามารถหยุดทำบาปได้ด้วยตนเอง  นั่นคือเหตุผลที่ว่าพระเจ้าทรงประทานพระคุณกว้างใหญ่แก่ทุกคนให้สามารถหยุดทำบาปได้

In Arminianism, this grace is called prevenient grace.

ในลัทธิอาร์เมเนีย พระคุณนี้เรียกว่าพระคุณที่มาก่อนการกลับใจรับความรอด

According to this view, we are not held accountable for Adam’s sin, just our own.

ตามมุมมองแบบนี้ เราไม่ต้องรับผิดชอบต่อความบาปของอาดัม  แค่รับผิดชอบของตัวเอง

This teaching runs contrary to the fact that all bear the punishment for sin, even though all may not have sinned in a manner similar to Adam

คำสอนนี้ตรงข้ามกับความจริงที่ว่าทุกคนต้องรับโทษจากความบาป   แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทำบาปในแบบเดียวกับอาดัม

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:22 22 For as in Adam all die, so also in Christ shall all be made alive.

22 เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด   คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น

Romans โรม 5:12-18 12 Therefore, just as sin came into the world through one man, and death through sin, and so death spread to all men because all sinned—

12 เหตุฉะนั้น   เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว   และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น   และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน   เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป

13 for sin indeed was in the world before the law was given, but sin is not counted where there is no law.

13 ความจริงบาปได้มีอยู่ในโลกแล้วก่อนมีธรรมบัญญัติ   แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป

14 Yet death reigned from Adam to Moses, even over those whose sinning was not like the transgression of Adam, who was a type of the one who was to come.

14 อย่างไรก็ตาม   ความตายก็ได้ครอบงำตลอดมา   ตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส   แม้คนที่มิได้ทำบาปอย่างเดียวกับการละเมิดของอาดัม   ผู้ซึ่งเป็นแบบของผู้ที่จะเสด็จมาภายหลัง  

15 But the free gift is not like the trespass. For if many died through one man's trespass, much more have the grace of God and the free gift by the grace of that one man Jesus Christ abounded for many.

15 แต่ของประทานแห่งพระคุณนั้นหาเป็นเช่นความละเมิดนั้นไม่   เพราะว่าถ้าคนเป็นอันมากต้องตายเพราะการละเมิดของคนๆเดียว   มากยิ่งกว่านั้น   พระคุณของพระเจ้าและของประทานโดยพระคุณของพระองค์ผู้เดียวนั้น   คือพระเยซูคริสต์   ก็มีบริบูรณ์แก่คนเป็นอันมาก

16 And the free gift is not like the result of that one man's sin. For the judgment following one trespass brought condemnation, but the free gift following many trespasses brought justification.

16 และของประทานนั้นก็ไม่เหมือนกับผล   ซึ่งเกิดจากบาปของคนนั้นคนเดียว   เพราะว่าการพิพากษาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการละเมิดเพียงครั้งเดียวนั้น   ได้นำไปสู่การลงโทษ   แต่ของประทานจากพระเจ้าภายหลังการละเมิดหลายครั้งนั้น   นำไปสู่ความชอบธรรม

17 If, because of one man's trespass, death reigned through that one man, much more will those who receive the abundance of grace and the free gift of righteousness reign in life through the one man Jesus Christ.

17 เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนนั้นคนเดียว   เป็นเหตุให้ความตายครอบงำอยู่โดยคนนั้นคนเดียว   มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์   และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต   และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว   คือพระเยซูคริสต์  

18 Therefore, as one trespass led to condemnation for all men, so one act of righteousness leads to justification and life for all men.

18 ฉะนั้นการพิพากษาลงโทษได้มาถึงคนทั้งปวง   เพราะการละเมิดครั้งเดียวฉันใด   การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว   ก็นำการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนฉันนั้น

Nor is the teaching of prevenient grace explicitly found in Scripture.
ในพระคัมภีร์เราไม่พบคำสอนเรื่องพระคุณที่มาก่อนการบังเกิดใหม่รับความรอดเลย
Calvinism: The Calvinistic doctrine states that Adam’s sin has resulted not only in our having a sin nature, but also in our incurring guilt before God for which we deserve punishment.

ลัทธิคาลวิน : คำสอนของคาลวินกล่าวว่าความบาปของอาดัมได้ส่งผลกระทบ  ไม่เพียงเฉพาะในธรรมชาติบาปภายในเราเท่านั้น แต่ในความผิดที่เกิดในเราต่อพระพักตร์พระเจ้าซึ่งเราสมควรได้รับโทษ

Being conceived with original sin upon us.

เราถือกำเนิดในครรภ์ได้รับบาปดั้งเดิมมาแล้ว 

Psalm เพลงสดุดี 51:5 5 Behold, I was brought forth in iniquity, and in sin did my mother conceive me.

5 ดูเถิด ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความผิดบาป   และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป  

This results in our inheriting a sin nature so wicked.

นี่ส่งผลให้เรารับเอาธรรมชาติบาปที่ชั่วร้ายมา

Jeremiah เยเรมีย์ 17:9 9 The heart is deceitful above all things, and desperately sick; who can understand it?

9 จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว   ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า  

Not only was Adam found guilty because he sinned, but his guilt and his punishment (death) belongs to us as well.

ไม่เพียงพบว่าอาดัมผิดบาปเพราะเขาได้ทำบาป  แต่ความผิดของเขาและการรับโทษ(ความตาย) ตกมาถึงพวกเราเช่นกัน

Romans โรม 5:12, 19 12 Therefore, just as sin came into the world through one man, and death through sin, and so death spread to all men because all sinned—

12 เหตุฉะนั้น   เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว   และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น   และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน   เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป

19 For as by the one man's disobedience the many were made sinners, so by the one man's obedience the many will be made righteous.

19 เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป   เพราะคนคนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด   คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม   เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น

There are two views as to why Adam’s guilt should be seen by God as also belonging to us.

มีมุมมองสองแบบที่เป็นเหตุผลว่าพระเจ้าควรทอดพระเนตดูความผิดของอาดัมอย่างความผิดของพวกเราด้วย

The first view states that the human race was within Adam in seed form; thus when Adam sinned, we sinned in him.

มุมมองแรกคือมองว่าชาติพันธุ์มนุษย์สืบจากเมล็ดพันธุ์ของอาดัม   ด้วยเหตุนี้เมื่ออาดัมกระทำผิด เราก็ทำผิดไปด้วย

This is similar to the biblical teaching that Levi (a descendent of Abraham) paid tithes to Melchizedek in Abraham.

มุมมองนี้คล้ายคำสอนตามหลักพระคัมภีร์ที่ว่าเลวี (ลูกหลานของอับราฮัม) ถวายทศางศ์แด่เมลคีเซเดคทางอับราฮัม

Genesis ปฐมกาล 14:2020 and blessed be God Most High, who has delivered your enemies into your hand!”And Abram gave him a tenth of everything.

20 สาธุการแด่พระเจ้าผู้สูงสุด   ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในเงื้อมมือของท่าน”   อับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของนั้นถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเคด

Hebrews ฮีบรู 7:4-94 See how great this man was to whom Abraham the patriarch gave a tenth of the spoils!

4 จงคิดดูเถิดท่านผู้นี้ยิ่งใหญ่เพียงไร   ที่อับราฮัมผู้เป็นพ่อหมู่ของเรานั้น   ยังได้ชักหนึ่งในสิบแห่งของริบนั้นมาถวายแก่ท่าน

5 And those descendants of Levi who receive the priestly office have a commandment in the law to take tithes from the people, that is, from their brothers, though these also are descended from Abraham.

5 และบรรดาเชื้อสายของเลวีซึ่งได้รับตำแหน่งปุโรหิตนั้น   ถึงแม้ว่าท่านเหล่านั้นสืบเชื้อสายจากอับราฮัม   ก็ยังมีพระบัญญัติสั่งให้รับทศางค์จากบรรดาประชาชน   คือจากพวกพี่น้องของตน

6 But this man who does not have his descent from them received tithes from Abraham and blessed him who had the promises.

6 แต่เมลคีเซเดคผู้นี้ไม่ใช่เชื้อสายพวกเขา   แต่ก็ยังได้รับทศางค์จากอับราฮัม   และได้อวยพรให้อับราฮัม   ผู้ที่ได้รับพระสัญญาจากพระเจ้า

7 It is beyond dispute that the inferior is blessed by the superior.

7 สิ่งที่ค้านไม่ได้   คือผู้น้อยเป็นผู้รับพรและผู้ใหญ่เป็นผู้ให้พร

8 In the one case tithes are received by mortal men, but in the other case, by one of whom it is testified that he lives.

8 อีกประการหนึ่ง   ในกรณีของปุโรหิตเผ่าเลวีนั้น   มนุษย์ที่ต้องตายเป็นผู้รับทศางค์   แต่ในกรณีของเมลคีเซเดคผู้ที่รับทศางค์นั้น   มีหลักฐานในพระคัมภีร์ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่

9 One might even say that Levi himself, who receives tithes, paid tithes through Abraham,

9 ถ้าจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ว่า   เลวีผู้ที่รับทศางค์นั้นก็ได้ถวายทศางค์แก่เมลคีเซเดคทางอับราฮัม

Even though Levi was not born until hundreds of years later. The other main view is that Adam served as our representative and so, when he sinned, we were found guilty as well.
ถึงแม้ว่าเลวีไม่ได้เกิดมาจนกระทั่งหลายปีต่อมา  มุมมองหลักคือว่าอาดัมรับใช้โดยเป็นตัวแทนของเรา และดังนั้น เมื่อเขากระทำบาปเราก็เหมือนกับได้ทำบาปเช่นกัน
The Calvinistic view sees one as unable to overcome his sin apart from the power of the Holy Spirit, a power possessed only when one turns in reliance upon Christ and His atoning sacrifice for sin upon the cross.

มุมมองของลัทธิคาลวินเห็นว่าคนไม่สามารถเอาชนะความบาปที่แยกจากฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ฤทธิ์อำนาจที่มีในบุคคลนั้นเมื่อเขาพึ่งพาในองค์พระคริสต์และการทรงชำระล้างบาปแทนเราบนไม้กางเขน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       

The Calvinistic view of original sin is most consistent with biblical teaching.

มุมมองลัทธิคาลวินเห็นว่าบาปดั้งเดิมสอดคล้องตามหลักคำสอนในพระคัมภีร์

However, how can God hold us accountable for a sin we did not personally commit?

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงรับผิดชอบแทนความบาปที่เราไม่ได้ทำด้วยตนเองได้อย่างไร

There is a plausible interpretation that we become responsible for original sin when we choose to accept, and act according to, our sinful nature.

มีการตีความหมายที่น่ามีเหตุผลว่าเรามารับผิดชอบต่อบาปดั้งเดิมเมื่อเราเลือกที่จะยอมรับธรรมชาติบาปของเรา  และประพฤติตามนั้น

There comes a point in our lives when we become aware of our own sinfulness.

มาถึงจุดหนึ่งในชีวิตของเรา  เมื่อเราทราบถึงความผิดบาปภายในเราเอง

At that point we should reject the sinful nature and repent of it.

ที่จุดนั้นเราควรปฏิเสธธรรมชาติบาปและสารภาพผิด

Instead, we all “approve” that sinful nature, in effect saying that it is good.

แทนที่เช่นนั้น เราทุกคนยอมรับธรรมชาติบาปนั้น   ผลก็คือกล่าวว่านั่นก็ดีอยู่แล้ว

In approving our sinfulness, we are expressing agreement with the actions of Adam and Eve in the Garden of Eden.

ในการยอมรับว่าความผิดบาปของเรานั้น  เรากำลังแสดงการเห็นด้วยกับการกระทำของอาดัมและเอวาในสวนเอเดน

We are therefore guilty of that sin without actually having committed it.

ดังนั้น เรามีความผิดเพราะบาปนั้นโดยที่ตามความเป็นจริงเราไม่ได้กระทำเลย


Question: "Are there different levels of punishment in hell?"
นรกมีระดับชั้นในการลงโทษที่แตกต่างกันหรือ


Answer: The idea that there are different levels of punishment in hell derives primarily from The Divine Comedy, written by Dante Alighieri between 1308 and 1321.

คำตอบ  หลักความคิดที่ว่านรกมีระดับชั้นในการลงโทษแตกต่างกันมีที่มาดั้งเดิมจากหนังสือชื่อ” The Divine Comedy” เขียนโดย Dante Alighieri ระหว่างปี คศ1308-1321

In the poem, the Roman poet Virgil guides Dante through the nine circles of hell.

ในบทกลอน กวีชาวโรมันชื่อ Virgil นำทาง Dante ตลอดขุมทั้งเก้าขุมในนรก

The circles are concentric, representing a gradual increase in wickedness, and culminating at the center of the earth, where Satan is held in bondage.

ขุมต่างๆนั้นมีศูนย์กลางร่วมกัน  แทนความหมายว่ามีการเพิ่มขึ้นทีละน้อยของความชั่วร้าย และนำไปถึงจุดศูนย์กลางของผืนโลก ที่ซึ่งซาตานถูกมัดจองจำไว้

Each circle’s sinners are punished in a fashion befitting their crimes.

คนบาปในแต่ละขุมถูกลงโทษตามแบบฉบับที่เหมาะกับอาชญากรรมของพวกเขา

Each sinner is afflicted for all of eternity by the chief sin he committed.

คนบาปแต่ละคนเจ็บปวดชั่วนิรันดร์จากผลของบาปใหญ่ที่เขากระทำ

According to Dante, the circles range from the first circle, where dwell the unbaptized and virtuous pagans, to the very center of hell reserved for those who have committed the ultimate sin—treachery against God.
ตามข้อเขียนของ Dante  ขุมเป็นแนวรอบจากขุมอันแรก  ที่ซึ่งคนที่ยังไม่ได้รับบัพติสมาและคนนอกรีตที่มีคุณธรรม  ไปถึงใจกลางของนรกที่สำรองไว้สำหรับเหล่าคนที่ได้กระทำความบาปขั้นสูงสุด--ทรยศต่อพระเจ้า

Although the Bible does not specifically say so, it does seem to indicate that there are different levels of punishment in hell.

ถึงแม้พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวเฉพาะเจาะจงอย่างนั้น มันดูจะบ่งบอกว่ามีหลายขุมต่างระดับชั้นกันในนรก

Revelation วิวรณ์ 20:11–15 11 Then I saw a great white throne and him who was seated on it. From his presence earth and sky fled away, and no place was found for them.

11 ข้าพเจ้าได้เห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นท่านผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น   เมื่อพระองค์ทรงปรากฏแผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป   และไม่มีที่อยู่สำหรับแผ่นดินโลกและท้องฟ้าเลย

12 And I saw the dead, great and small, standing before the throne, and books were opened. Then another book was opened, which is the book of life. And the dead were judged by what was written in the books, according to what they had done.

12 ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้ว   ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น   และหนังสือต่างๆก็เปิดออก   หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย   คือหนังสือชีวิต   และผู้ที่ตายไปแล้วทั้งหมด   ก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น   และตามที่เขาได้กระทำ

13 And the sea gave up the dead who were in it, Death and Hades gave up the dead who were in them, and they were judged, each one of them, according to what they had done.

13 ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล   ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืน คนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น   และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน

14 Then Death and Hades were thrown into the lake of fire. This is the second death, the lake of fire.

14 แล้วความตาย   และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ   บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง

15 And if anyone's name was not found written in the book of life, he was thrown into the lake of fire.

15 และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต   ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ 

So, perhaps, the purpose of the judgment is to determine how severe the punishment in hell will be.

ดังนั้น บางทีจุดประสงค์ของการพิพากษาคือตัดสินว่าการลงโทษในนรกนั้นจะรุนแรงแค่ไหน

Whatever the case, being thrown into a slightly less hot portion of the lake of fire is not much consolation to those who are still doomed for eternity.
ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ การถูกโยนลงในบึงไฟที่ร้อนน้อยลงหน่อยไม่ใช่คำปลอบโยนแก่บรรดาคนที่ถูกกำหนดชะตาไว้แล้ว
Another indication that there might be different levels of punishment in hell is found in Jesus’ words:

เครื่องบ่งชี้อีกอย่างที่บอกว่านรกอาจมีระดับชั้นต่างกันในการลงโทษ  ที่พบในพระดำรัสของพระเยซู

Luke ลูกา 12:47–48 47 And that servant who knew his master's will but did not get ready or act according to his will, will receive a severe beating.

47 บ่าวนั้นที่ได้รู้ใจนายและมิได้เตรียมตัวไว้   มิได้กระทำตามใจนาย   จะต้องถูกเฆี่ยนมาก

48 But the one who did not know, and did what deserved a beating, will receive a light beating. Everyone to whom much was given, of him much will be required, and from him to whom they entrusted much, they will demand the more.

48 แต่ผู้ที่มิได้รู้   แล้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมจะถูกเฆี่ยน   ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย   ผู้ใดได้รับมาก   จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมากและผู้ใดได้รับฝากไว้มาก   ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก
Whatever degrees of punishment hell contains, it is clear that hell is a place to be avoided.
ไม่ว่านรกจะมีการลงโทษในระดับชั้นใด เป็นที่ชัดเจนว่านรกเป็นสถานที่ที่ควรหลีกหนีให้ห่าง
Unfortunately, the Bible states that most people will wind up in hell:

น่าเสียดาย  พระคัมภีร์กล่าวว่าคนส่วนใหญ่จะยังคงวนเวียนในนรก

Matthew มัทธิว 7:13–14 13 “Enter by the narrow gate. For the gate is wide and the way is easy that leads to destruction, and those who enter by it are many.

13 “จงเข้าไปทางประตูแคบ   เพราะว่าประตูใหญ่   และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ   และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก

14 For the gate is narrow and the way is hard that leads to life, and those who find it are few.

14 เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ   ผู้ที่หาพบก็มีน้อย

The question one must ask is “which road am I on?”

คำถามที่คนต้องถามคือ “ฉันเดินอยู่บนเส้นทางใด”

The “many” on the broad road have one thing in common—they have all rejected Christ as the one and only way to heaven. Jesus said,

บนถนนกว้าง “มากมาย”มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ—พวกเขาได้ปฏิเสธพระเยซูในฐานะที่ทรงเป็นทางหนึ่งและเป็นทางเดียวที่นำเราไปสวรรค์ดังที่พระเยซูตรัส

John ยอห์น 14:6 6 Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through me.

6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา

When He said He is the only way that is precisely what He meant.

เมื่อพระองค์ตรัสว่าทรงเป็นทางเดียว  นั่นคือหมายความแน่นอนอย่างที่ทรงตรัส

Everyone following another “way” besides Jesus Christ is on the broad road to destruction, and, whether or not there are different levels of punishment in hell, the suffering is hideous, dreadful, eternal, and avoidable.

ทุกคนกำลังติดตาม”ทาง”อื่นนอกเหนือจากพระเยซูคือ  ทางกว้างที่นำไปสู่ความพินาศ  และไม่ว่ามีหลายขุมที่ต่างกันในนรกหรือไม่  การทนทุกข์ทรมานนั้นน่าตกใจ น่ากลัว นิรันดร์กาล และน่าหลีกเลี่ยงให้พ้น

www.gotquestions.org/Thai

Original Sin

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top