Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, April 10, 2015

 

Question: "What does the Bible say about laziness?"
คำถาม: "พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความเกียจคร้าน"


Answer: Newton’s first law of motion states that an object in motion tends to remain in motion, and an object at rest tends to remain at rest.

คำตอบ: กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันข้อที่หนึ่งระบุว่า   วัตถุที่เคลื่อนที่มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในการเคลื่อนที่    และวัตถุที่อยู่นิ่งก็มีแนวโน้มที่จะอยู่นิ่งตลอด

This law applies to people.

กฎข้อนี้นำไปประยุกต์ใช้กับคน

While some are naturally driven to complete projects, others are apathetic, requiring motivation to overcome inertia.

ขณะที่บางคนถูกแรงขับเคลื่อนตามปกติเพื่อทำโครงการให้สำเร็จ   คนอื่นๆ กลับเฉื่อยชา   ต้องมีแรงจูงใจที่จะเอาชนะความเฉื่อยชา

Laziness, a lifestyle for some, is a temptation for all.

ความเกียจคร้าน   แบบการดำเนินชีวิตสำหรับบางคน   เป็นเรื่องทดลองใจทุกคน

But the Bible is clear that, because the Lord ordained work for man, laziness is sin.

แต่พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่า   เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้ทำงาน   ความเกียจคร้านจึงเป็นบาป

Proverbs สุภาษิต 6:6 6Go to the ant, O sluggard; consider her ways, and be wise.

6คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊   พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด  

The Bible has a great deal to say about laziness.

พระคัมภีร์มีหลายตอนที่กล่าวเรื่องความเกียจคร้าน

Proverbs is especially filled with wisdom concerning laziness and warnings to the lazy person.

โดยเฉพาะพระธรรมสุภาษิตที่เต็มไปด้วยเรื่องภูมิปัญญา   ความเกียจคร้านและคำตักเตือนไปยังบุคคลที่ขี้เกียจ

Proverbs tells us that a lazy person hates work:

สุภาษิตสอนเราว่าคนที่ขี้เกียจเกลียดการทำงาน:

Proverbs สุภาษิต 21:25 25The desire of the sluggard kills him, for his hands refuse to labor.

25ความปรารถนาของคนเกียจคร้านฆ่าตัวเขาเอง    เพราะมือของเขาปฏิเสธไม่ทำงาน  

Proverbs สุภาษิต 26:13-16 13The sluggard says, “There is a lion in the road!

There is a lion in the streets!”

13คนเกียจคร้านพูดว่า “มีราชสีห์อยู่ที่ถนน   มีสิงห์อยู่ที่ลานเมือง”  

14As a door turns on its hinges, so does a sluggard on his bed.

14ประตูหันไปมาด้วยบานพับของมันฉันใด   คนเกียจคร้านก็ทำอย่างนั้นบนที่นอนของเขา  
15The sluggard buries his hand in the dish; it wears him out to bring it back to his mouth.

15คนเกียจคร้านฝังมือของเขาไว้ในชาม    เขาเหน็ดเหนื่อยที่จะนำมือกลับมาที่ปากของตน  

16The sluggard is wiser in his own eyes than seven men who can answer sensibly.

16คนเกียจคร้านเห็นว่าตัวเองฉลาดกว่า   คนเจ็ดคนที่ตอบได้อย่างหลักแหลม  

Proverbs สุภาษิต 18:9 9Whoever is slack in his work is a brother to him who destroys.

9บุคคลที่หย่อนยานในการงาน    ก็เป็นพี่น้องกับคนเจ้าทำลาย  
Proverbs also tells us the end in store for the lazy: A lazy person becomes a servant (or debtor):

สุภาษิตยังบอกเราว่าไม่มีเสบียงอาหารที่เก็บไว้สำหรับขี้เกียจ: คนขี้เกียจจะกลายเป็นคนรับใช้ (หรือเป็นลูกหนี้):

Proverbs สุภาษิต 12:24 24The hand of the diligent will rule, while the slothful will be put to forced labor.

24มือของคนที่ขยันขันแข็งจะครอบครอง   ฝ่ายคนเกียจคร้านจะถูกบังคับให้ทำงานโยธา   


His future is bleak:

อนาคตของเขาคือสิ้นหวัง:

Proverbs สุภาษิต 20:44The sluggard does not plow in the autumn; he will seek at harvest and have nothing.

4คนเกียจคร้านไม่ไถนาในหน้านา   เขาจะแสวงหาเมื่อถึงฤดูเกี่ยวแต่ไม่พบอะไรเลย   

He may come to poverty:

เขาอาจจะพบกับความยากจน:

Proverbs สุภาษิต 13:4 4The soul of the sluggard craves and gets nothing, while the soul of the diligent is richly supplied.

4วิญญาณของคนเกียจคร้านยังอยากอยู่ แต่ไม่ได้อะไรเลย   ฝ่ายวิญญาณของคนขยันจะอ้วนพี  
There is no room for laziness in the life of a Christian.

ไม่มีที่ว่างสำหรับความเกียจคร้านในชีวิตของคริสเตียน

A new believer is truthfully taught:

ผู้เชื่อใหม่ถูกสอนตามความเป็นจริง:

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

But a believer can become idle if he erroneously believes God expects no fruit from a transformed life.

แต่ผู้เชื่ออาจกลายเป็นคนเกียจคร้านถ้าเขาเชื่ออย่างผิดๆว่า  พระเจ้าไม่ทรงคาดหวังผลจากชีวิตที่เปลี่ยนไป

Ephesians เอเฟซัส 2:10 10For we are his workmanship, created in Christ Jesus for good works, which God prepared beforehand, that we should walk in them.

10เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์   ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี   ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ

Christians are not saved by works, but they do show their faith by their works.

คริสตชนไม่ได้รอดโดยการประพฤติ  แต่พวกเขาสำแดงความเชื่อของพวกเขาโดยการประพฤติ

James ยากอบ 2:18, 2618But someone will say, “You have faith and I have works.” Show me your faith apart from your works, and I will show you my faith by my works.

18แต่บางคนจะกล่าวว่า   “คนหนึ่งมีความเชื่อแต่อีกคนหนึ่งมีการประพฤติ”   จงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นความเชื่อของท่าน   ที่ไม่มีการประพฤติตาม   และด้วยการประพฤติตาม   ข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นความเชื่อของข้าพเจ้า

26For as the body apart from the spirit is dead, so also faith apart from works is dead.

26เพราะกายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นไร้ชีพแล้วฉันใด   ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติตามก็ไร้ผลฉันนั้น

Slothfulness violates God’s purpose—good works.

ความเฉื่อยชาละเมิดพระประสงค์ของพระเจ้า---การประพฤติดี

The Lord, however, empowers Christians to overcome the flesh’s propensity to laziness by giving us a new nature.

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงเสริมกำลังให้คริสตชนเอาชนะฝ่ายเนื้อหนัง    ที่ชอบทำตัวเกียจคร้านโดยทรงประทานนิสัยใหม่แก่เรา

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation.  The old has passed away; behold, the new has come.

17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

In our new nature, we are motivated to diligence and productiveness out of a love for our Savior who redeemed us.

โดยธรรมชาติใหม่ในเรา   เราได้รับแรงจูงใจที่จะขยันและเกิดผลงอกงามจากความรักต่อพระผู้ช่วยให้รอดของเรา  ผู้ที่ได้ทรงไถ่เรา

Our old propensity toward laziness—and all other sin—has been replaced by a desire to live godly lives:

นิสัยแบบเก่าของเราที่ชอบเกียจคร้านและบาปอื่น ๆ ทั้งหมด   ได้ถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ปฏิบัติตามพระเจ้า:

Ephesians เอเฟซัส 4:28 28Let the thief no longer steal, but rather let him labor, doing honest work with his own hands, so that he may have something to share with anyone in need.

28คนที่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก   แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า   เพื่อจะได้มีอะไรๆ   แจกให้แก่คนที่ขัดสน

We are convicted of our need to provide for our families through our labors:

เราถูกหาว่าทำผิดเพราะเราจำเป็นต้องจัดหาเลี้ยงดูครอบครัวของเราโดยการทำงานหนัก:

1 Timothy 1ทิโมธี 5:8 8But if anyone does not provide for his relatives, and especially for members of his household, he has denied the faith and is worse than an unbeliever.

8ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน   และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน   ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว   และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก  

Also for others in the family of God:

และเพื่อคนอื่น ๆ ในครอบครัวของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

Acts กิจการ 20:34-35 34You yourselves know that these hands ministered to my necessities and to those who were with me.

34ท่านทั้งหลายทราบว่า   มือของข้าพเจ้าเองได้จัดหาปัจจัยสำหรับตัวข้าพเจ้า   กับคนที่อยู่กับข้าพเจ้า

35In all things I have shown you that by working hard in this way we must help the weak and remember the words of the Lord Jesus, how he himself said, ‘It is more blessed to give than to receive.’”

35ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้ให้ท่านทุกอย่างแล้ว   ให้เห็นว่าโดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่มีกำลังน้อย   ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า   ซึ่งพระองค์ตรัสว่า   'การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ' ”  


As Christians, we know that our labors will be rewarded by our Lord if we persevere in diligence:

ในฐานะเป็นคริสเตียน  เรารู้ว่าการทำงานหนักทุ่มเทของเราจะได้รับบำเหน็จจากพระเจ้า   ถ้าเราอดทนขยันหมั่นเพียร

Galatians กาลาเทีย 6:9-10 9And let us not grow weary of doing good, for in due season we will reap, if we do not give up.

9อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี   เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว   เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร

10So then, as we have opportunity, let us do good to everyone, and especially to those who are of the household of faith.

10เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส   ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง   และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ

Colossians โคโลสี 3:23-24 23Whatever you do, work heartily, as for the Lord and not for men,

23ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด   ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า   ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์

24knowing that from the Lord you will receive the inheritance as your reward. You are serving the Lord Christ.

24ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ   ท่านปรนนิบัติพระคริสตเจ้าอยู่

Hebrews ฮีบรู 6:10 10For God is not so unjust as to overlook your work and the love that you showed for his sake in serving the saints, as you still do.

10เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรม   ที่จะทรงลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำ   เพราะความรักที่ท่านมีต่อพระนามของพระองค์   คือการรับใช้ธรรมิกชนนั้น   ดังที่ท่านยังรับใช้อยู่
Christians should labor in God’s strength to evangelize and disciple.

คริสเตียนควรบากบั่นทำงานโดยพลังของพระเจ้า   เพื่อประกาศพระวจนะและสั่งสอนศิษย์

The apostle Paul is our example:

อัครสาวกเปาโลเป็นตัวอย่างของเรา

Colossians โคโลสี 1:28-29 28Him we proclaim, warning everyone and teaching everyone with all wisdom, that we may present everyone mature in Christ.

28พระองค์นั้นแหละเราประกาศอยู่   โดยเตือนสติทุกคนและสั่งสอนทุกคนให้มีสติปัญญาทุกอย่าง   เพื่อจะได้ถวายทุกคนให้เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์

29For this I toil, struggling with all his energy that he powerfully works within me.

29เพื่อเหตุนี้เองข้าพเจ้าจึงตรากตรำทำงานด้วยความอุตสาหะ   เข้มแข็งด้วยพลังที่พระองค์ทรงดลใจข้าพเจ้าอยู่




Even in heaven, Christians’ service to God will continue, although no longer encumbered by the curse.

แม้ในสวรรค์   งานรับใช้พระเจ้าของคริสเตียนจะยังคงดำเนินต่อไป  แม้ว่าคำสาปแช่งกีดขวางไม่มีอีกต่อไปแล้ว

Revelation วิวรณ์ 22:33No longer will there be anything accursed, but the throne of God and of the Lamb will be in it, and his servants will worship him.

3จะไม่มีสิ่งใดถูกสาปแช่งอีกต่อไป   พระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกจะตั้งอยู่ที่นั่น   และบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์จะนมัสการพระองค์ 


Free from sickness, sorrow, and sin—even laziness—the saints will glorify the Lord forever.

พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ  ความเศร้าโศกและความบาป---แม้ความเกียจคร้าน- ผู้ชอบธรรมจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าตลอดไป

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:58 58Therefore, my beloved brothers, be steadfast, immovable, always abounding in the work of the Lord, knowing that in the Lord your labor is not in vain.

58เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า   ท่านจงตั้งมั่นอยู่   อย่าหวั่นไหว   จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา   ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า   โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า   การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้


Question: "How should a Christian view self-esteem?"
คำถาม: "คริสเตียนควรมีมุมมองความนับถือตนเองอย่างไร


Answer: Many define self-esteem as “feelings of worth based on their skills, accomplishments, status, financial resources, or appearance.”

คำตอบ: หลายคนให้นิยามคำว่าความนับถือตนเองเป็น "ความรู้สึกมีค่าขึ้นอยู่กับทักษะของพวกเขา  การประสบผลสำเร็จ   สถานภาพ  แหล่งทรัพย์สมบัติ หรือรูปลักษณะ"

This kind of self-esteem can lead a person to feel independent and prideful and to indulge in self-worship, which dulls our desire for God.

ความนับถือตนเองเช่นนี้สามารถนำคนให้รู้สึกเป็นอิสระและทนงตัวและลุ่มหลงในการนับถือตนเอง    ซึ่งบั่นทอนความปรารถนาของเราที่มีต่อพระเจ้าลดน้อยลง

James ยากอบ 4:6 6But He gives more grace. Therefore it says, “God opposes the proud, but gives grace to the humble.”

6แต่พระองค์ก็ได้ทรงประทานพระคุณเพิ่มขึ้นอีก   เหตุฉะนั้น   พระคัมภีร์จึงกล่าวว่า   พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม

If we only trust in our earthly resources, we will inevitably be left with a sense of worth based on pride.

ถ้าเราวางใจในทรัพยากรฝ่ายโลกนี้เท่านั้น     มันก็หลีกไม่พ้นที่เราจะเหลือแต่ความรู้สึกมีค่าบนพื้นฐานของความหยิ่งทนง

Luke ลูกา 17:10 10So you also, when you have done all that you were commanded, say, ‘We are unworthy servants; we have only done what was our duty.’”

10ฉันใดก็ดี   เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด   ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น   ก็จงพูดด้วยว่า   'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย   ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น' ”
This does not mean that Christians should have low self-esteem.

นี้ไม่ได้หมายความว่าคริสเตียนควรจะลดความนับถือตนเองลง

It only means that our sense of being a good person should not depend on what we do, but rather on who we are in Christ.

มันหมายความว่าความรู้สึกของเราที่ว่า    การเป็นคนดีไม่ควรขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำ  แต่ขึ้นกับว่าเราเป็นใครในพระคริสต์

We need to humble ourselves before Him, and He will honor us.

เราจำเป็นต้องถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระองค์    และพระองค์จะทรงยกย่องเรา

Psalm บทเพลงสดุดี 16:2 3As for the saints in the land, they are the excellent ones, in whom is all my delight.

3วิสุทธิชนในแผ่นดินเป็นผู้ประเสริฐ    เป็นพวกที่ข้าพเจ้าปีติยินดีด้วย  

Christians attain self-worth and esteem by having a right relationship with God.

คริสเตียนดำรงคุณค่าในตนเองและความนับถือตนเอง   โดยมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า

We can know we are valuable because of the high price God paid for us through the blood of His Son, Jesus Christ.

เราสามารถรู้ว่าเรามีคุณค่าเพราะราคาแพงที่พระเจ้าทรงไถ่เราไว้  ผ่านทางพระโลหิตของพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์

In one sense, low self-esteem is the opposite of pride.

ในอีกแง่หนึ่ง   การลดความนับถือตนเองตรงข้ามกับความหยิ่งทนง

In another sense, low-self-esteem is a form of pride.

ในอีกแง่หนึ่ง    การลดความนับถือตนเองเป็นรูปแบบของความหยิ่งทนง

Some people have low self-esteem because they want people to feel sorry for them, to pay attention to them, to comfort them.

บางคนมีความนับถือตนเองต่ำ   เพราะพวกเขาต้องการให้คนรู้สึกเสียใจแทนพวกเขา   ให้ความสนใจพวกเขา   เพื่อจะปลอบโยนพวกเขา

Low self-esteem can be a declaration of “look at me” just as much as pride.

การลดความนับถือตนเองลง เป็นการประกาศว่า "จงมองดูฉัน"  พอๆ กับความหยิ่งทนง

It simply takes a different route to get to the same destination, that is, self-absorption, self-obsession, and selfishness.

มันเพียงแต่ใช้เส้นทางต่างกันเพื่อจะไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน   นั่นคือ การคำนึงถึงตนเอง การหมกมุ่นในตนเอง และความเห็นแก่ตัว

Instead, we are to be selfless, to die to self, and to deflect any attention given to us to the great God who created and sustains us.
แต่เราต้องปล่อยวาง  ตายแก่ตัวเอง และหันเหความสนใจไปยังพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงสร้างและอุปถัมภ์เรา
The Bible tells us that God gave us worth when He purchased us to be His own people.

พระคัมภีร์กล่าวว่พระเจ้าทรงยกย่องว่าเรามีคุณค่า  เมื่อพระองค์ได้ทรงซื้อเราแล้วให้เป็นพลไพร่ของพระองค์

Ephesians เอเฟซัส 1:1414who is the guarantee of our inheritance until we acquire possession of it, to the praise of his glory.

14เป็นมัดจำของการรับมรดกของเรา   จนกว่าเราจะได้รับเป็นกรรมสิทธิ์   เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์

Because of this, only He is worthy of honor and praise.

เพราะเหตุนี้  พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสมควรที่เราจะยกย่องและสรรเสริญ

When we have healthy self-esteem, we will value ourselves enough to not become involved in sin that enslaves us.

เมื่อเรามีความนับถือตนเองอย่างสมบูรณ์  เราจะให้คุณค่ากับตัวเองมากพอที่จะไม่เข้ามีส่วนร่วมในความบาปที่กดขี่เรา

Instead, we should conduct ourselves with humility, thinking of others as better than ourselves

แต่ เราเองควรประพฤติด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน   คิดว่าคนอื่นดีกว่าตัวเอง

Philippians ฟีลิปปี 2:33Do nothing from rivalry or conceit, but in humility count others more significant than yourselves.

3อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี   แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว

Romans โรม 12:3 3For by the grace given to me I say to everyone among you not to think of himself more highly than he ought to think, but to think with sober judgment, each according to the measure of faith that God has assigned.

3ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ   ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า   อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น   แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ   ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน

www.gotquestions.org/Thai

Laziness and Sell Esteem

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top