Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, April 11, 2015

 

Keyword phrase:  pride Bible

วลีสำคัญ: ความภาคภูมิใจ พระคัมภีร์


Keyword description:  What does the Bible say about pride?

คำอธิบายคำสำคัญ: พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความภาคภูมิใจ

Why is it wrong to be proud about the things you have accomplished?

ทำไมจึงไม่ถูกต้องที่จะภาคภูมิใจเกี่ยวกับสิ่งที่คุณได้ประสบความสำเร็จ


Question: "What does the Bible say about pride?"
คำถาม: "พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความภาคภูมิใจ"


Answer: There is a difference between the kind of pride that God hates and the kind of pride we feel about a job well done.

คำตอบ: มีความแตกต่างระหว่างความเย่อหยิ่งแบบที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง   และความภาคภูมิใจที่เรารู้สึกเกี่ยวกับผลงานดีที่เราทำ

Proverbs สุภาษิต 8:13 13The fear of the LORD is hatred of evil. Pride and arrogance and the way of evil and perverted speech I hate.

13ความยำเกรงพระเจ้าเป็นความเกลียดชังความชั่วร้าย   เราเกลียดความเย่อหยิ่งและความจองหอง    และทางของความชั่วร้ายกับวาจาตลบตะแลง  

The kind of pride that stems from self-righteousness is sin, and God hates it because it is a hindrance to seeking Him.

ความเย่อหยิ่งแบบที่มีรากมาจากความชอบธรรมของตัวเองเป็นบาป    และพระเจ้าทรงเกลียดชังเพราะมันเป็นอุปสรรคที่จะแสวงหาพระองค์

Psalm บทเพลงสดุดี 10:4 4In the pride of his face the wicked does not seek Him; all his thoughts are, “There is no God.”

4เพราะความทะนงตัวคนอธรรมกล่าวว่า   “พระเจ้าไม่ทรงลงโทษ”   ความคิดทั้งสิ้นของเขาคือ   “ไม่มีพระเจ้า”  

This explains that the proud are so consumed with themselves that their thoughts are far from God:

สิ่งนี้จะอธิบายว่าคนที่เย่อหยิ่งในตนเองนักหนานั้น     ความคิดของพวกเขาอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า

This kind of haughty pride is the opposite of the spirit of humility that God seeks:

ความเย่อหยิ่งยโสนี้ตรงข้ามกับจิตวิญญาณที่นอบน้อมที่พระเจ้าทรงแสวงหา:

Matthew มัทธิว 5:3 3“Blessed are the poor in spirit, for theirs is the kingdom of heaven.

3“บุคคลผู้ใด   รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา  

The “poor in spirit” are those who recognize their utter spiritual bankruptcy and their inability to come to God aside from His divine grace.

"ผู้ที่จิตวิญญาณอ่อนแอ" คือเหล่าคนที่ยอมรับว่าจิตวิญญาณของพวกเขาล้มเหลว   และไม่สามารถที่จะมาถึงพระเจ้า    ยกเว้นแต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์

The proud, on the other hand, are so blinded by their pride that they think they have no need of God or, worse, that God should accept them as they are because they deserve His acceptance.

ในอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่เย่อหยิ่ง พวกเขามองไม่เห็นอะไรเพราะความหยิ่งยโส  โดยพวกเขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องการพระเจ้า     ที่แย่กว่านั้นคือ   พระเจ้าควรจะยอมรับพวกเขาอย่างที่พวกเขาเป็น    เพราะพวกเขาสมควรได้รับการยอมรับจากพระองค์

Throughout Scripture we are told about the consequences of pride.

ตลอดพระคัมภีร์เราได้ถูกสอนเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมาของความเย่อหยิ่ง

Proverbs สุภาษิต 16:18-19 18Pride goes before destruction, and a haughty spirit before a fall.

18ความเย่อหยิ่งเดินหน้าการถูกทำลาย   และจิตใจที่ยโสนำหน้าการล้ม  

19It is better to be of a lowly spirit with the poor than to divide the spoil with the proud.

19ที่จะเป็นคนมีใจถ่อมอยู่กับคนยากจน   ก็ดีกว่าแบ่งของริบมาได้กับคนเย่อหยิ่ง  

Satan was cast out of heaven because of pride.

ซาตานถูกขับออกจากสวรรค์เพราะความเย่อหยิ่งของมัน

Isaiah อิสยาห์ 14:12-15 12“How you are fallen from heaven, O Day Star, son of Dawn!  How you are cut down to the ground, you who laid the nations low!

12“โอ ดาวประจำกลางวันเอ๋ย พ่อโอรสแห่งพระอรุณ   เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ    เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ   เจ้าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ  

13You said in your heart, ‘I will ascend to heaven; above the stars of God  I will set my throne on high; I will sit on the mount of assembly in the far reaches of the north;

13เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า   ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์   เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า   ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงนั้น   ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน     ณ ที่อุดรไกล  

14I will ascend above the heights of the clouds; I will make myself like the Most High.’

14ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ   ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด'  

15But you are brought down to Sheol, to the far reaches of the pit.

15แต่เจ้าถูกนำลงมาสู่แดนคนตาย   ยังที่ลึกของปากแดน  

He had the selfish audacity to attempt to replace God Himself as the rightful ruler of the universe.

มันมีความกล้าที่เห็นแก่ตัวที่พยายามจะเข้าแทนที่พระเจ้า   เพื่อเป็นผู้ครอบครองโดยชอบธรรมของจักรวาล

But Satan will be cast down to hell in the final judgment of God.

แต่ซาตานจะถูกโยนลงไปในนรกในการพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระเจ้า

For those who rise up in defiance against God, there is nothing ahead but disaster.

สำหรับผู้ที่ลุกขึ้นทำการต่อต้านพระเจ้า     ไม่มีอะไรข้างหน้าเว้นแต่ความหายนะ

Isaiah อิสยาห์ 14:22 .22“I will rise up against them,” declares the LORD of hosts, “and will cut off from Babylon name and remnant, descendants and posterity,” says the LORD.

22พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า “เราจะลุกขึ้นสู้กับเขา   และจะตัดชื่อกับคนที่เหลืออยู่เสียจากบาบิโลน   และตัดลูกหลานและพงศ์พันธุ์เสีย”   พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ
Pride has kept many people from accepting Jesus Christ as Savior.

ความเย่อหยิ่งกีดกั้นไม่ให้หลาย ๆ คนยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

Admitting sin and acknowledging that in our own strength we can do nothing to inherit eternal life is a constant stumbling block for prideful people.

การยอมรับความบาปและยอมรับว่า    ในความเข้มแข็งของเราเองเราไม่สามารถทำอะไรที่จะได้ชีวิตนิรันดร์  เป็นหินสะดุดแน่นอนต่อคนที่เย่อหยิ่ง

We are not to boast about ourselves; if we want to boast, then we are to proclaim the glories of God.

เราต้องไม่โอ้อวดเกี่ยวกับตัวเอง  ถ้าเราต้องการที่จะคุยโอ้อวด  แล้วเราต้องประกาศพระสิริของพระเจ้า

What we say about ourselves means nothing in God’s work.

สิ่งที่เราพูดเกี่ยวกับตัวเองไม่มีความหมายอะไรในพระราชกิจของพระเจ้า

It is what God says about us that makes the difference.

สิ่งที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับเรานนั้นทำให้เกิดความแตกต่างกัน

2 Corinthians 2โครินธ์ 10:13 13But we will not boast beyond limits, but will boast only with regard to the area of influence God assigned to us, to reach even to you.

13ฝ่ายเราจะไม่โอ้อวดในสิ่งใดเกินขอบเขต   แต่ว่าจะอวดในขอบเขตที่พระเจ้าทรงจัดไว้ให้เรา   และพวกท่านก็อยู่ในขอบเขตนั้น
Why is pride so sinful?

ทำไมความเย่อหยิ่งเป็นบาป?

Pride is giving ourselves the credit for something that God has accomplished.

ความเย่อหยิ่งทำให้เรายกย่องตัวเองในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำสำเร็จ

Pride is taking the glory that belongs to God alone and keeping it for ourselves.

ความเย่อหยิ่งคือการรับเอาพระสิริที่เป็นของพระเจ้าพระองค์เดียวโดยรับเอามาเพื่อตัวเราเอง

Pride is essentially self-worship.

ความเย่อหยิ่งก็เหมือนเป็นการนับถือตนเอง

Anything we accomplish in this world would not have been possible were it not for God enabling and sustaining us.

สิ่งใดที่เราทำสำเร็จในโลกนี้จะไม่มีทางเป็นไปได้     ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะพระเจ้าผู้ทรงกระทำกิจในเราและทรงช่วยค้ำจุนเรา

1 Corinthians 1โครินธ์ 4:7 7For who sees anything different in you? What do you have that you did not receive? If then you received it, why do you boast as if you did not receive it?

7ผู้ใดเล่ากระทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น   ท่านมีอะไรที่ท่านมิได้รับมา   ก็เมื่อท่านได้รับมา   เหตุไฉนท่านจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านมิได้รับเลย 

That is why we give God the glory—He alone deserves it.

นั่นคือเหตุผลที่ว่าเราต้องถวายพระสิริแด่พระองค์—พระองค์เท่านั้นที่ทรงสมควร

Question: "What does the Bible say about worry?"
คำถาม: "พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความวิตกกังวล?"


Answer: The Bible clearly teaches that Christians are not to worry.

คำตอบ: พระคัมภีร์สอนอย่างชัดเจนว่าคริสเตียนต้องไม่วิตกกังวล

Philippians ฟีลิปปี 4:6 6do not be anxious about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God.

6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า   ด้วยการอธิษฐาน  การวิงวอนกับการขอบพระคุณ

In this Scripture, we learn that we should bring all of our needs and concerns to God in prayer rather than worry about them.

ในข้อพระคัมภีร์นี้  เราได้เรียนรู้ว่าเราควรจะทูลความต้องการทุกอย่างของเรา    และเรื่องราวต่างๆ ต่อพระเจ้า โดยการอธิษฐานมากกว่าวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น


Jesus encourages us to avoid worrying about our physical needs like clothing and food.

พระเยซูทรงหนุนใจเราให้หลีกเลี่ยงความวิตกกังวลเกี่ยวกับความต้องการฝ่ายร่างกายของเราอย่างเช่นเสื้อผ้าและอาหาร

Jesus assures us that our heavenly Father will take care of all our needs

พระเยซูทรงทำให้เรามั่นใจว่าพระบิดาบนสวรรค์ของเราจะทรงดูแลทุกความต้องการของเรา

Matthew มัทธิว 6:25-34 25“Therefore I tell you, do not be anxious about your life, what you will eat or what you will drink, nor about your body, what you will put on. Is not life more than food, and the body more than clothing?

25“เหตุฉะนั้น   เราบอกท่านทั้งหลายว่า   อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า   จะเอาอะไรกิน   หรือจะเอาอะไรดื่ม   และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า   จะเอาอะไรนุ่งห่ม   ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ   และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ

26Look at the birds of the air: they neither sow nor reap nor gather into barns, and yet your heavenly Father feeds them. Are you not of more value than they?

26จงดูนกในอากาศ   มันมิได้หว่าน   มิได้เกี่ยว   มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง   แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้   ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ

27And which of you by being anxious can add a single hour to his span of life?*n27.2 

27มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย   อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ

28And why are you anxious about clothing? Consider the lilies of the field, how they grow: they neither toil nor spin,

28ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม   จงพิจารณาดอกไม้ที่ทุ่งนาว่า   มันงอกงามเจริญขึ้นได้อย่างไร   มันไม่ทำงาน   มันไม่ปั่นด้าย

29yet I tell you, even Solomon in all his glory was not arrayed like one of these.

29แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่ากษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี   ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง

30But if God so clothes the grass of the field, which today is alive and tomorrow is thrown into the oven, will he not much more clothe you, O you of little faith?

30แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น   ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ   โอ   ผู้มีความเชื่อน้อย   พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ

31Therefore do not be anxious, saying, ‘What shall we eat?’ or ‘What shall we drink?’ or ‘What shall we wear?’

31เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่า   จะเอาอะไรกิน   หรือจะเอาอะไรดื่ม   หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม

32For the Gentiles seek after all these things, and your heavenly Father knows that you need them all.

32เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้   แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า   ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้

33But seek first the kingdom of God and his righteousness, and all these things will be added to you.

33แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า   และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน   แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้  

34“Therefore do not be anxious about tomorrow, for tomorrow will be anxious for itself. Sufficient for the day is its own trouble.

34“เหตุฉะนั้น   อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้   เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง   แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว

Therefore, we have no need to worry about anything.
ดังนั้นเราจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งใดเลย

Since worrying should not be a part of a believer's life, how does one overcome worry?

เพราะความวิตกกังวลไม่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อ  แล้วคนเราจะเอาชนะความวิตกกังวลได้อย่างไร?

1 Peter 1 เปโตร 5:7 7casting all your anxieties on him, because he cares for you.

7จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์   เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย

God does not want us to carry around the weight of problems and burdens.

พระเจ้าไม่ได้ทรงปรารถนาให้เราแบกน้ำหนักของปัญหาและภาระทั้งหลาย

In this verse, God is telling us to give Him all of our worries and concerns. Why does God want to take on our problems?

ในข้อนี้ พระเจ้าทรงกำลังบอกเราให้มอบความวิตกกังวลและเรื่องต่างๆของเราไว้กับพระองค์  ทำไมพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะรับเอาปัญหาของเรา?

The Bible says it is because He cares for us.

พระคัมภีร์บอกว่ามันเป็นเพราะพระองค์ทรงห่วงใยเรา

God is concerned about everything that happens to us.

พระเจ้าทรงเป็นห่วงทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา

No worry is too big or too small for His attention.

ไม่มีความวิตกกังวลใดที่ใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปสำหรับความทัยพระองค์

When we give God our problems, He promises to give us the peace which transcends all understanding.

เมื่อเรามอบปัญหาของเราแด่พระเจ้า   พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงประทานสันติสุขซึ่งเกินความเข้าใจทุกอย่างแก่เรา

Philippians ฟีลิปปี 4:77And the peace of God, which surpasses all understanding, will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.

7แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ   จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์
Of course, for those who do not know the Savior, worry and anxiety will be part of life.

แน่นอน  สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักพระผู้ช่วยให้รอด   ความวิตกกังวลและความกระวนกระวายจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

But to those who have given their lives to Him, Jesus promised:

แต่สำหรับบรรดาผู้ที่ได้ถวายชีวิตของพวกเขาต่อพระองค์ พระเยซูทรงให้สัญญา:

Matthew มัทธิว 11:28-30 28Come to me, all who labor and are heavy laden, and I will give you rest.

28บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก   จงมาหาเรา   และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข

29Take my yoke upon you, and learn from me, for I am gentle and lowly in heart, and you will find rest for your souls.

29จงเอาแอกของเราแบกไว้แล้วเรียนจากเรา   เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม   และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก

30For my yoke is easy, and my burden is light.”

30ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะและภาระของเราก็เบา”


www.gotquestions.org/Thai

Pride and Worry

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top