Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, April 15, 2015

 

Question:  Why are all Christians hypocrites?

คำถาม: ทำไมคริสเตียนทุกคนหน้าซื่อใจคด


Answer:  Perhaps no accusation is more provocative than that of “hypocrite.”

คำตอบ: บางทีอาจจะไม่มีคำกล่าวหาใดเร้าอารมณ์มากกว่าเรื่อง "หน้าซื่อใจคด"

Unfortunately, some feel justified in their view that all Christians are hypocrites.

แต่น่าเสียดายที่บางคนมีมุมมองที่ให้เหตุผลว่าคริสเตียนทุกคนเป็นคนหน้าซื่อใจคด

The term “hypocrite” enjoys a rich heritage in the English language.

คำว่า "หน้าซื่อใจคด" ได้ตกทอดเต็มที่มาจากภาษาอังกฤษ

The term comes to us via the Latin hypocrisies meaning “play-acting, pretense.”

คำนี้มาถึงเราผ่านทางคำภาษาละติน hypocrisies หมายถึง "การเล่นละคร การเสแสร้ง"

Further back, the word occurs in both classical and New Testament Greek and has the very same idea—to play a part, pretend.
ย้อนกลับไป  คำที่ปรากฏทั้งในภาษากรีกดั้งเดิมและพันธสัญญาใหม่ภาษากรีกและมีความหมายเดียวกัน—มีบทบาทส่วนหนึ่ง แสร้งทำ
This is the way the Lord Jesus employed the term.

นี้เป็นแนวทางที่พระเยซูทรงชอบใช้คำนี้ 

For example, when Christ taught the significance of prayer, fasting, and alms-giving for kingdom people, He discouraged us from following the examples of those who are hypocrites.

ตัวอย่างเช่นเมื่อพระคริสต์ทรงสอนความสำคัญของการอธิษฐาน  การอดอาหาร  และการให้ทานสำหรับคนในราชอาณาจักร      พระองค์ทรงชักชวนไม่ให้เราทำตามตัวอย่างของคนเหล่านั้นที่เป็นคนหน้าซื่อใจคด

Matthew มัทธิว 6:2, 5, 16 2 “Thus, when you give to the needy, sound no trumpet before you, as the hypocrites do in the synagogues and in the streets, that they may be praised by others. Truly, I say to you, they have received their reward.

2 “เหตุฉะนั้น   เมื่อท่านทำทานอย่าเป่าแตรข้างหน้าท่าน   เหมือนคนหน้าซื่อใจคด   กระทำในธรรมศาลาและตามถนน   เพื่อให้คนสรรเสริญ   เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว

5 “And when you pray, you must not be like the hypocrites. For they love to stand and pray in the synagogues and at the street corners, that they may be seen by others. Truly, I say to you, they have received their reward.

5 “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน   อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด   เพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามถนน   เพื่อจะให้คนทั้งปวงได้เห็น   เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว

16 “And when you fast, do not look gloomy like the hypocrites, for they disfigure their faces that their fasting may be seen by others. Truly, I say to you, they have received their reward.

16 “เมื่อท่านถืออดอาหาร   อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด   ด้วยเขาทำหน้าให้มอมแมม   เพื่อจะให้คนเห็นว่าเขาถืออดอาหาร   เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   เขาได้บำเหน็จของเขาแล้ว

By making long public prayers, employing extreme measures to ensure others noticed their fasts, and parading their gifts to the Temple and the poor, they revealed only an outward attachment to the Lord.

โดยการอธิษฐานยาวๆ ในที่สาธารณชน ใช้วิธีการชั้นสุดยอดเพื่อให้คนอื่นสังเกตเห็นและมั่นใจการอดอาหารของพวกเขา  และการที่พวกเขายกของขวัญไปถวายที่วิหารและแจกให้คนยากจน พวกเขาแสดงออกเพียงเปลือกนอกต่อพระเจ้า

While the Pharisees performed well their dramatic role as public examples of religious virtue, they failed miserably in the inner world of the heart where true virtue resides.

ในขณะที่พวกฟาริสีแสดงบทบาทเหมือนละครอย่างดีออกมา   เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่สาธารณชนว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมเคร่งศาสนา   ภายในหัวใจของพวกเขากลับไม่มีคุณค่าภายในใจ

Matthew มัทธิว 23:13-15, 23-29 13 “But woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you shut the kingdom of heaven in people's faces. For you neither enter yourselves nor allow those who would enter to go in.

13 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   เพราะพวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์   พวกเจ้าเองก็ไม่เข้าไป   และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป   พวกเจ้าก็ขัดขวางไว้

14 Woe unto you, scribes and Pharisees, hypocrites! for you devour widows' houses, and for a pretence make long prayer: therefore you shall receive the greater damnation. 

14 ไว้ว่า  “วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์   และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าริบเอาเรือนของหญิงม่าย   และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว   เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจะต้องมีโทษมากยิ่งขึ้น”  

15 Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you travel across sea and land to make a single proselyte, and when he becomes a proselyte, you make him twice as much a child of hell as yourselves.

15 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าเที่ยวไปตามทางทะเลและทางบกทั่วไป   เพื่อจะได้แม้แต่คนเดียวเข้าจารีต   เมื่อได้แล้ว   ก็ทำให้เขาถึงนรกยิ่งกว่าเจ้าเองถึงสองเท่า  

23 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you tithe mint and dill and cumin, and have neglected the weightier matters of the law: justice and mercy and faithfulness. These you ought to have done, without neglecting the others.

23 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าถวายทศางค์ของสะระแหน่   ลูกผักชี  และยี่หร่า   ส่วนข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติคือความยุติธรรม   ความเมตตา   ความเชื่อนั้นได้ละเลยเสีย   การถวายทศางค์พวกเจ้าก็ควรปฏิบัติ   แต่ไม่ควรละเลยข้อสำคัญนั้นด้วย

24 You blind guides, straining out a gnat and swallowing a camel!

24 โอ  คนนำทางตาบอด   เจ้ากรองลูกน้ำออกแต่กลืนตัวอูฐเข้าไป  

25 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you clean the outside of the cup and the plate, but inside they are full of greed and self-indulgence.

25 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก   ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส

26 You blind Pharisee! First clean the inside of the cup and the plate, that the outside also may be clean.

26 โอ  พวกฟาริสีตาบอด  จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน   เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย  

27 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you are like whitewashed tombs, which outwardly appear beautiful, but within are full of dead people's bones and all uncleanness.

27 “วิบัติแก่เจ้า  พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี  คนหน้าซื่อใจคด   เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว   ข้างนอกดูงดงาม   แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย   และสารพัดโสโครก

28 So you also outwardly appear righteous to others, but within you are full of hypocrisy and lawlessness.

28 เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละ   ภายนอกแลดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรม   แต่ภายในเต็มไปด้วยความเท็จเทียมและอธรรม  

29 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you build the tombs of the prophets and decorate the monuments of the righteous,

29 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าก่อสร้างอุโมงค์ฝังศพของผู้เผยพระวจนะ   และตกแต่งอุโมงค์ฝังศพของผู้ชอบธรรมให้งดงาม

Mark มาระโก 7:20-23 20 And He said, “What comes out of a person is what defiles him.

20 พระองค์ตรัสว่า   “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์   สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

21 For from within, out of the heart of man, come evil thoughts, sexual immorality, theft, murder, adultery,

21 เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์   มีความคิดชั่วร้าย   การล่วงประเวณี   การลักขโมย   การฆ่าคน   การผิดผัวผิดเมีย

22 coveting, wickedness, deceit, sensuality, envy, slander, pride, foolishness.

22 การโลภ   ความอธรรม   การล่อลวงเขา   ราคะตัณหา   อิจฉาตาร้อน   การใส่ร้าย   ความเย่อหยิ่ง   ความบัดซบ

23 All these evil things come from within, and they defile a person.”

23 สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน   และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”

Jesus never called His disciples hypocrites.

พระเยซูไม่ทรงเรียกเหล่าสาวกของพระองค์ว่าหน้าซื่อใจคด

That name was given only to misguided religious zealots.

ชื่อนั้นได้ใช้เรียกพวกหัวรุนแรงทางศาสนา ที่ถูกชักนำให้หลงผิดไป  

Rather He called His own “followers,” “babes,” “sheep,” and His “church.”

แต่พระองค์ทรงเรียกว่า"เหล่าสาวก" ของพระองค์ว่า "ทารก" "ลูกแกะ" และ "คริสตจักร" ของพระองค์

In addition, there is a warning in the New Testament about the sin of hypocrisy (1 Peter 2:1), which Peter calls “insincerity.”

นอกจากนี้ยังมีเป็นคำตักเตือนในพันธสัญญาใหม่เกี่ยวกับความบาปของความหน้าซื่อใจคด (1 เปโตร 2:1) ซึ่งเปโตรเรียกว่า "ความไม่จริงใจ"

Also, two blatant examples of hypocrisy are recorded in the church.

นอกจากนี้มีตัวอย่างความหน้าซื่อใจคดทั้งสองเรื่องได้ถูกบันทึกไว้ในคริสตจักร

Acts กิจการ5:1-10 1 But a man named Ananias, with his wife Sapphira, sold a piece of property,

1 แต่มีชายคนหนึ่ง   ชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีรา   ได้ขายที่ดินของตน

2 and with his wife's knowledge he kept back for himself some of the proceeds and brought only a part of it and laid it at the apostles' feet.

2 และเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งเขายักเก็บไว้   ภรรยาของเขาก็รู้ด้วย   และอีกส่วนหนึ่งเขานำมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต

3 But Peter said, “Ananias, why has Satan filled your heart to lie to the Holy Spirit and to keep back for yourself part of the proceeds of the land?

3 ฝ่ายเปโตรจึงถามว่า   “อานาเนีย   เหตุไฉนซาตานจึงทำให้ใจของเจ้าเต็มไปด้วยการมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์   และทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้

4 While it remained unsold, did it not remain your own? And after it was sold, was it not at your disposal? Why is it that you have contrived this deed in your heart? You have not lied to men but to God.”

4 เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้ามิใช่หรือ   เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในอำนาจของเจ้ามิใช่หรือ   มีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้เจ้าคิดในใจเช่นนั้นเล่า   เจ้ามิได้มุสาต่อมนุษย์แต่ได้มุสาต่อพระเจ้า”

5 When Ananias heard these words, he fell down and breathed his last. And great fear came upon all who heard of it.

5 เมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้น   ก็ล้มลงตาย   และเมื่อคนทั้งปวงทราบเรื่องก็พากันสะดุ้งตกใจกลัวอย่างยิ่ง

6 The young men rose and wrapped him up and carried him out and buried him.

6 พวกคนหนุ่มก็ลุกขึ้นห่อศพเขาไว้แล้วหามเอาไปฝัง  

7 After an interval of about three hours his wife came in, not knowing what had happened.

7 หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง   ภรรยาของเขายังไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเข้าไป

8 And Peter said to her, “Tell me whether you sold the land for so much.” And she said, “Yes, for so much.”

8 ฝ่ายเปโตรถามนางว่า   “เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือจงบอกเราเถิด”   หญิงนั้นจึงตอบว่า   “ได้เท่านั้นเจ้าค่ะ”

9 But Peter said to her, “How is it that you have agreed together to test the Spirit of the Lord? Behold, the feet of those who have buried your husband are at the door, and they will carry you out.”

9 เปโตรจึงถามนางว่า   “ไฉนเจ้าทั้งสองได้พร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า   จงดูเถิด   เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีของเจ้าก็อยู่ที่ประตู   และเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย”

10 Immediately she fell down at his feet and breathed her last. When the young men came in they found her dead, and they carried her out and buried her beside her husband.

10 ในทันใดนั้นนางก็ล้มลงตายแทบเท้าของเปโตร   และพวกคนหนุ่มได้เข้ามาเห็นว่าหญิงนั้นตายแล้ว   จึงได้หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง


Two disciples were exposed for pretending to be more generous than they were. The consequence was severe.

สาวกสองคนได้ถูกเปิดเผยว่าพวกเขาแสร้งทำท่าว่าใจกว้างขวางกว่าที่เคยเป็น  ผลลัพธ์ที่ตามมาก็ร้ายแรง

And, of all people, Peter is charged with leading a group of hypocrites in their treatment of Gentile believers.

และในบรรดาทุกคน  เปโตรถูกตำหนิเรื่องการนำกลุ่มคนที่หน้าซื่อใจคด   ในการปฏิบัติต่อผู้เชื่อชาวต่างชาติ

Galatians กาลาเทีย 2:12-13 12 For before certain men came from James, he was eating with the Gentiles; but when they came he drew back and separated himself, fearing the circumcision party.

12 ด้วยว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น   ท่านได้กินอยู่ด้วยกันกับคนต่างชาติ   แต่พอคนพวกนั้นมาถึง   ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหาก   เพราะกลัวพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต

13 And the rest of the Jews acted hypocritically along with him, so that even Barnabas was led astray by their hypocrisy.

13 และพวกยิวคนอื่นๆก็ได้แสร้งทำตามท่าน   แม้แต่บารนาบัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย
From the New Testament teaching, then, we may draw at least two conclusions.

จากคำสอนในพันธสัญญาใหม่   เราอาจพอนำมาสรุปได้สองข้อ

First, hypocrites do exist among professing Christians.

ข้อแรก   คนหน้าซื่อใจคดมีอยู่จริงท่ามกลางพวกคริสเตียนผู้เชื่อ

They were present in the beginning, and, according to Jesus’ parable of the tares and wheat, they will certainly exist until the end of the age.

มีคนหน้าซื่อใจคดเช่นนั้นจริงในตอนเริ่มต้น   และตามคำอุปมาของพระเยซูเรื่องข้าวละมานและข้าวสาลี   แน่นอนคนแบบนี้จะยังคงอยู่จนถึงสิ้นยุค

Matthew มัทธิว 13:18-30 18 “Hear then the parable of the sower:

18 “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพืชนั้น

19 When anyone hears the word of the kingdom and does not understand it, the evil one comes and snatches away what has been sown in his heart. This is what was sown along the path.

19 เมื่อผู้ใดได้ยินคำบอกเล่าเรื่องแผ่นดินพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ   มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย   นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง

20 As for what was sown on rocky ground, this is the one who hears the word and immediately receives it with joy,

20 และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น   ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ   แล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี

21 yet he has no root in himself, but endures for a while, and when tribulation or persecution arises on account of the word, immediately he falls away.

21 แต่ไม่ฝังลึกในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราว   และเมื่อเกิดการยากลำบาก   หรือการข่มเหงต่างๆ  เพราะพระวจนะนั้น   เขาก็เลิกเสียในทันทีทันใด

22 As for what was sown among thorns, this is the one who hears the word, but the cares of the world and the deceitfulness of riches choke the word, and it proves unfruitful.

22 และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น   ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ   แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก   และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย   จึงไม่เกิดผล

23 As for what was sown on good soil, this is the one who hears the word and understands it. He indeed bears fruit and yields, in one case a hundredfold, in another sixty, and in another thirty.”

23 ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น   ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ   คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง   หกสิบเท่าบ้าง   สามสิบเท่าบ้าง”

24 He put another parable before them, saying, “The kingdom of heaven may be compared to a man who sowed good seed in his field,

24 พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า   “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือน   คนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน

25 but while his men were sleeping, his enemy came and sowed weeds among the wheat and went away.

25 แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่   ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดีนั้นไว้แล้วก็หลบไป

26 So when the plants came up and bore grain, then the weeds appeared also.

26 ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว   ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย

27 And the servants of the master of the house came and said to him, ‘Master, did you not sow good seed in your field? How then does it have weeds?’

27 ทาสแห่งเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่า   'นายเจ้าข้า   ท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของท่านมิใช่หรือ   แต่มีข้าวละมานมาจากไหน'

28 He said to them, ‘An enemy has done this.’ So the servants said to him, ‘Then do you want us to go and gather them?’

28 นายก็ตอบว่า   'นี่เป็นการกระทำของศัตรู'   พวกทาสจึงถามว่า   'ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บข้าวละมานหรือ'

29 But he said, ‘No, lest in gathering the weeds you root up the wheat along with them.

29 แต่นายตอบว่า   'อย่าเลยเกลือกว่า   เมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย

30 Let both grow together until the harvest, and at harvest time I will tell the reapers, Gather the weeds first and bind them in bundles to be burned, but gather the wheat into my barn.’”

30 ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว   และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า   'จงเก็บข้าวละมานก่อน   มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย   แต่ข้าวดีนั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา' ”

In addition, if even an apostle may be guilty of hypocrisy, there is no reason to believe “ordinary” Christians will be free from it.

นอกจากนี้  หากอัครสาวกจะมีความผิดเรื่องความหน้าซื่อใจคด  ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่า คริสเตียน"ธรรมดา" จะรอดพ้นได้

We must always be on our guard that we do not fall into the very same temptations.

เรามักจะต้องระวังเสมอที่เราไม่ตกอยู่ในการทดลองแบบเดียวกัน

1 Corinthians 1โครินธ์ 10:12 12 Therefore let anyone who thinks that he stands take heed lest he fall.

12 เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว   ก็จงระวังให้ดี   กลัวว่าจะล้มลง
Of course, not everyone who claims to be a Christian is truly a Christian.

แน่นอน  ไม่ใช่ทุกคนที่อ้างว่าเป็นคริสเตียนจะเป็นคริสเตียนที่แท้จริง

Perhaps all or most of the famous hypocrites among Christians were in fact pretenders and deceivers.

บางทีอาจจะทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ของคนหน้าซื่อใจคดที่มีชื่อเสียงในหมู่คริสเตียน  พวกเขาแท้จริงชอบแสร้งทำและเป็นคนหลอกลวง

To this day, prominent Christian leaders have fallen into terrible sins.

จนถึงทุกวันนี้ผู้นำคริสเตียนที่โดดเด่นหลายคนได้ล้มลงในความบาปที่น่ากลัว

Financial and sexual scandals sometimes seem to plague the Christian community.

เรื่องอื้อฉาวทางการเงินและทางเพศบางครั้งดูเหมือนจะระบาดไปทั่วชุมชนคริสเตียน

However, instead of taking the actions of a few and using them to denigrate the whole community of Christians, we need to ask whether all those who claim to be Christians really are.

แต่ แทนที่จะยอมให้การกระทำของคนไม่กี่คนมาทำให้ชุมชนคริสเตียนทั้งหมดเสื่อมเสีย   เราต้องถามว่าคนพวกนั้นที่อ้างตัวเองว่าเป็นคริสเตียนนั้นแท้จริงเป็นคริสเตียนหรือเปล่า

Numerous biblical passages confirm that those who truly belong to Christ will exhibit the fruit of the Spirit.

เนื้อหาพระคัมภีร์มากมายยืนยันว่าเหล่าคนที่แท้จริงเป็นของพระคริสต์จะสำแดงผลของพระวิญญาณ

Galatians กาลาเทีย 5:22-23 22 But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, patience, kindness, goodness, faithfulness,

22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น   คือความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ

23 gentleness, self-control; against such things there is no law.

23 ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน   เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย

Jesus’ parable of the seed and the soils in Matthew 13 makes it clear that not all professions of faith in Him are genuine.

คำอุปมาของพระเยซูเรื่องเมล็ดและดินในมัทธิว 13 เราเห็นชัดเจนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์เป็นคริสเตียนแท้

Sadly, many who profess to belong to Him will be stunned one day.

น่าเศร้าที่หลายคนที่ประกาศตัวยอมรับว่าเป็นของพระองค์จะเจอเหตุการณ์ที่ทำให้งงงวยในวันหนึ่ง

Matthew มัทธิว 7:22-23 22 On that day many will say to me, ‘Lord, Lord, did we not prophesy in your name, and cast out demons in your name, and do many mighty works in your name?’

22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์   และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์   และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์   มิใช่หรือ'

23 And then will I declare to them, ‘I never knew you; depart from me, you workers of lawlessness.’

23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า   'เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย   เจ้าผู้กระทำความชั่ว   จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา' 
Second, while it should not surprise us that people who pretend to be more holy than they are claim to be Christians, we cannot conclude that the church is made up almost entirely of hypocrites.

ข้อที่สองในขณะที่มันไม่ควรทำให้เราแปลกใจว่าคนที่แสร้งทำว่าเป็นคนบริสุทธิ์มากกว่าที่ควรเป็น นั้นเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน  เราไม่สามารถสรุปได้ว่าคริสตจักรเกือบทั้งหมดเต็มไปด้วยคนหน้าซื่อใจคด

One surely may concede that all of us who name the name of Jesus Christ remain sinners even after our sin is forgiven.

แน่นอนคนอาจจะยอมรับว่าเราทุกคนที่ออกพระนามของพระเยซูคริสต์ยังคงเป็นคนบาปอยู่   แม้หลังจากที่ความบาปของเราได้รับการอภัย

That is, even though we are saved from sins’ eternal penalty (Romans 5:1; 6:23), we are yet to be saved and delivered from the presence of sin in our lives (1 John 1:8-9), including the sin of hypocrisy.

นั่นคือแม้ว่าเราจะรอดจากการลงโทษบาปชั่วนิรันดร์ (โรม 5:01; 6:23) เรายังไม่ได้รอดและถูกปลดปล่อยจากบาปที่ยังคงปรากฏในชีวิตของเรา (1 ยอห์น 1:8-9) รวมทั้งความผิดบาปเรื่องความหน้าซื่อใจคด

Through our living faith in the Lord Jesus, we continually overcome sin’s power until we are finally delivered.

โดยความเชื่อของเราในองค์พระเยซูเจ้า      เรายังคงเอาชนะอำนาจบาปได้จนกว่าเราจะได้รับการปลดปล่อยให้หลุดพ้นในที่สุด

1 John 1ยอห์น 5:4-5 4 For everyone who has been born of God overcomes the world. And this is the victory that has overcome the world—our faith.

4 เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า   ก็มีชัยต่อโลก   และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่ชนะโลก

5 Who is it that overcomes the world except the one who believes that Jesus is the Son of God? 

5 ใครเล่าชนะโลก   ไม่ใช่คนอื่น   คือผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง

All Christians fail to perfectly live up to the standard the Bible teaches.

คริสเตียนทุกคนล้มเหลวที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานที่พระคัมภีร์สอน

No Christian has ever been perfectly Christ-like.

ไม่มีคริสเตียนคนใดที่สมบูรณ์แบบเหมือนพระคริสต์

However, there are many Christians who are genuinely seeking to live the Christian life and are relying more and more on the Holy Spirit to convict, change, and empower them.

แต่  มีคริสเตียนมากมายที่แท้จริงกำลังแสวงหาที่จะดำเนินชีวิตคริสเตียนและกำลังพึ่งพาในพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น เพื่อทรงทำให้รู้สำนึกผิด เปลี่ยนแปลงและเสริมให้พวกเขามีกำลังขึ้น

There have been multitudes of Christians who have lived their lives free from scandal.

มีฝูงชนชาวคริสต์มากมายที่ใช้ชีวิตของพวกเขารอดพ้นจากเรื่องอื้อฉาว

No Christian is perfect, but making a mistake and failing to reach perfection in this life is not the same thing as being a hypocrite.

ไม่มีคริสเตียนคนใดที่สมบูรณ์แบบ แต่เขากำลังทำผิดพลาดและไม่สามารถบรรลุความสมบูรณ์แบบในชีวิต     สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเป็นแบบเดียวกับการเป็นคนหน้าซื่อใจคด

www.gotquestions.org/Thai

Christian Hypocrites

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top