Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, April 19, 2015

 



Question:  "What is praying in tongues?

คำถาม: “การอธิษฐานภาษาแปลกๆ คืออะไร”

Is praying in tongues a prayer language between a believer and God?"

การอธิษฐานภาษาแปลกๆ เป็นการอธิษฐานระหว่างผู้เชื่อและพระเจ้าหรือ

Is praying in tongues for self-edification?

การอธิษฐานภาษาแปลกๆ เป็นการอบรมสั่งสอนตัวเองหรือ?


 Answer:  There are four primary Scripture passages that are cited as evidence for praying in tongues:

มีเนื้อหาคัมภีร์เบื้องต้น 4 ตอนที่นำมาอ้างเป็นหลักฐานเรื่องการอธิษฐานภาษาแปลก ๆ ดังนี้

Romans โรม 8:26 26 Likewise the Spirit helps us in our weakness. For we do not know what to pray for as we ought, but the Spirit himself intercedes for us with groanings too deep for words.

26 ในทำนองเดียวกัน   พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย   เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร   แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา   ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ

1 Corinthians 1โครินธ์ 14:4-17 4 The one who speaks in a tongue builds up himself, but the one who prophesies builds up the church.

4 ฝ่ายคนที่พูดภาษาแปลกๆนั้น   ก็ทำให้ตนเองเจริญฝ่ายเดียว   แต่ผู้เผยพระวจนะนั้นย่อม ทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น

5 Now I want you all to speak in tongues, but even more to prophesy. The one who prophesies is greater than the one who speaks in tongues, unless someone interprets, so that the church may be built up.

5 ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านทั้งหลาย   พูดภาษาแปลกๆได้   แต่ยิ่งกว่านั้นอีก   ข้าพเจ้าปรารถนาจะ ให้ท่านทั้งหลายเผยพระวจนะได้ เพราะว่าผู้เผยพระวจนะได้นั้นก็ใหญ่กว่าคนที่พูด ภาษา แปลกๆได้   เว้นแต่เขาสามารถแปลภาษานั้นๆออก   เพื่อคริสตจักรจะได้รับความเจริญขึ้น  

6 Now, brothers, if I come to you speaking in tongues, how will I benefit you unless I bring you some revelation or knowledge or prophecy or teaching?

6 นี่แหละพี่น้องทั้งหลาย   ถ้าข้าพเจ้ามาหาท่านและพูดภาษาแปลกๆ  จะเป็นประโยชน์อะไร แก่ท่านเล่า   เว้นเสียแต่ข้าพเจ้าจะพูดกับท่านโดยให้คำวิวรณ์   หรือให้ความรู้   หรือเผย พระวจนะ   หรือสั่งสอน

7 If even lifeless instruments, such as the flute or the harp, do not give distinct notes, how will anyone know what is played?

7 แม้สิ่งซึ่งไม่มีชีวิตที่ทำเสียงได้   เช่นปี่และพิณเป็นต้น   ถ้าเสียงนั้นดังไม่ชัด   ใครจะรู้ ได้อย่างไรว่าเขาเป่าหรือดีดทำนองอะไร

8 And if the bugle gives an indistinct sound, who will get ready for battle?

8 ถ้าแตรเดี่ยวเปล่งเสียงไม่ชัดเจน   ใครเล่าจะเตรียมตัวเข้าประจัญบาน

9 So with yourselves, if with your tongue you utter speech that is not intelligible, how will anyone know what is said? For you will be speaking into the air.

9 ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น   ถ้าท่านไม่ใช้ภาษาพูดที่เข้าใจได้ง่าย   เขาจะเข้าใจคำพูดนั้นได้อย่างไร   ท่านก็จะพูดเพ้อตามลมไป

10 There are doubtless many different languages in the world, and none is without meaning,

10 ในโลกนี้มีภาษาเป็นอันมาก   และไม่มีภาษาใดๆที่ปราศจากเนื้อความ

11 but if I do not know the meaning of the language, I will be a foreigner to the speaker and the speaker a foreigner to me.

11 แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่เข้าใจเนื้อความของภาษานั้นๆ   ข้าพเจ้าจะเป็นคนต่างภาษากับคนที่พูด   และคนที่พูดนั้นจะเป็นคนต่างภาษากับข้าพเจ้าด้วย

12 So with yourselves, since you are eager for manifestations of the Spirit, strive to excel in building up the church.

12 เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนใจแสวงหาของประทานฝ่ายพระวิญญาณแล้ว   ก็จงอุตส่าห์กระทำตัวของท่าน   ให้สามารถที่จะทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น  

13 Therefore, one who speaks in a tongue should pray for the power to interpret.

13 เหตุฉะนั้นคนที่พูดภาษาแปลกๆได้นั้น   ควรจะอธิษฐานขอให้แปลได้ด้วย

14 For if I pray in a tongue, my spirit prays but my mind is unfruitful.

14 เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆ   ใจของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริง   แต่ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์

15 What am I to do? I will pray with my spirit, but I will pray with my mind also; I will sing praise with my spirit, but I will sing with my mind also.

15 ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าควรจะทำประการใด   ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยใจและด้วยความคิด   และจะร้องเพลงด้วยใจและด้วยความคิด

16 Otherwise, if you give thanks with your spirit, how can anyone in the position of an outsider say “Amen” to your thanksgiving when he does not know what you are saying?

16 มิฉะนั้นเมื่อท่านขอบพระคุณพระเจ้าด้วยใจแล้ว   คนที่อยู่ในพวกที่รู้ไม่ถึงจะว่า   “อาเมน”   เมื่อท่านโมทนาพระคุณอย่างไรได้   ในเมื่อเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด

17 For you may be giving thanks well enough, but the other person is not being built up.

17 แม้ท่านโมทนาพระคุณอย่างไพเราะก็ตาม   แต่คนอื่นนั้นจะไม่จำเริญขึ้น

Ephesians เอเฟซัส 6:18 18 praying at all times in the Spirit, with all prayer and supplication. To that end keep alert with all perseverance, making supplication for all the saints,

18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง   จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา   ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง   จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน

Jude ยูดา 20 20 But you, beloved, build yourselves up in your most holy faith; pray in the Holy Spirit;

20 แต่ส่วนท่านที่รักทั้งหลายนั้น   จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำสอนอัน บริสุทธิ์ของ ท่านที่เชื่อกันอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์

Ephesians 6:18 and Jude 20 mention “praying in the Spirit.”

เอเฟซัส 6:18 และ ยูดา บทที่ 20 พูดถึง " การอธิษฐานในพระวิญญาณ. "

However, tongues as a prayer language is not a likely interpretation of “praying in the Spirit.”

อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่การอธิษฐานภาษาแปลกๆ จะถูกตีความว่าเป็น " การอธิษฐานในพระวิญญาณ"

Two key points make it highly unlikely that Romans 8:26 is referring to tongues as a prayer language.

เป็นไปไม่ได้ที่ ประเด็นสำคัญ 2 อย่างในพระธรรมโรมัน 8:26 กล่าวถึงภาษาแปลกๆ ว่าเป็นการอธิษฐานภาษาแปลก ๆ

First, Romans 8:26 states that it is the Spirit who “groans,” not believers.

ประการแรก ในโรม 8:26 ระบุว่า เป็นพระวิญญาณที่ " พึมพำออกมา"  ไม่ใช่ผู้เชื่อ

Second, Romans 8:26 states that the “groans” of the Spirit “cannot be expressed.”

ประการที่สอง โรม 8:26 กล่าวว่า"การพึมพำออกมาของพระวิญญาณ "ไม่สามารถ บรรยายได้"

The very essence of speaking in tongues is uttering words.

 สาระสำคัญ ของการพูดภาษาแปลก ๆ คือ การเปล่งคำพูดออกมา

That leaves us with 1 Corinthians 14:4-17 and verse 14 especially: “For if I pray in a tongue, my spirit prays, but my mind is unfruitful.”

ให้เรามาดู  1 โครินธ์ 14:4-17 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อที่ 14 : "เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานภาษาแปลก ๆ วิญญาณของฉันอธิษฐาน  แต่ความคิดของฉันไม่เกิดผลใด ๆ

1 Corinthians 14:14 distinctly mentions “praying in tongues.”

1โครินธ์ 14:14 กล่าวถึงอย่างชัดเจน "การอธิษฐานภาษาแปลกๆ”

What does this mean? First, studying the context is immensely valuable.

นี้หมายความว่าอะไร   ประการแรก การศึกษาบริบทนับว่ามีค่าอย่างมหาศาล

1 Corinthians chapter 14 is primarily a comparison/contrast of the gift of speaking in tongues and the gift of prophecy.

1โครินธ์ บทที่ 14 เป็นการเปรียบเทียบ / การเปรียบต่างเบื้องต้น เรื่องของประทานการพูดภาษาแปลก ๆและของประทานด้านการพยากรณ์

Verses 2-5 make it clear that Paul views prophecy as a gift superior to tongues.

ข้อ 2-5 อธิบายชัดเจนว่าเปาโลมองว่าการพยากรณ์เป็นของประทานที่ดีกว่าการพูดภาษาแปลกๆ

At the same time, Paul exclaims the value of tongues and declares that he is glad that he speaks in tongues more than anyone (verse 18).

 ในขณะเดียวกัน เปาโลได้อุทานออกมาเสียงดังเป็นภาษาแปลก ๆ และประกาศว่าท่านดีใจ ที่พูดภาษาแปลก ๆได้มากกว่าใคร (ข้อ 18)

Acts chapter 2 describes the first occurrence of the gift of tongues.

กิจการบทที่ 2 อธิบายเหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดมีการพูดภาษาแปลกๆ

On the day of Pentecost, the apostles spoke in tongues.

ในวันเพ็นเทคอส อัครสาวกได้พูดภาษาแปลก ๆ

Acts chapter 2 makes it clear that the apostles were speaking in a human language.

กิจการบทที่ 2 ได้กล่าวชัดเจนว่า อัครสาวกกำลังพูดภาษามนุษย์

Acts กิจการ 2:6-8 6 And at this sound the multitude came together, and they were bewildered, because each one was hearing them speak in his own language.

6 เมื่อมีเสียงอย่างนั้นเขาจึงพากันมา   และฉงนสนเท่ห์เพราะต่างคนต่าง ได้ยินเขา พูดภาษา ของตัว

7 And they were amazed and astonished, saying, “Are not all these who are speaking Galileans?

7 คนทั้งปวงจึงประหลาดและอัศจรรย์ใจพูดว่า   “ดูแน่ะ  คนทั้งหลายที่พูดกันนั้นเป็น ชาว กาลิลีทุกคนไม่ใช่หรือ

8 And how is it that we hear, each of us in his own native language?

8 เหตุไฉนเราทุกคนได้ยินเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา

The word translated “tongues” in both Acts chapter 2 and 1 Corinthians chapter 14 is glossa which means “language.”

คำแปลว่า " ภาษาแปลกๆ " ทั้งในกิจการบทที่2  และ 1โครินธ์ บทที่ 14 เป็น กลอสซา ซึ่งหมายความว่า "ภาษา"

It is the word from which we get our modern English word “glossary.”

เป็น คำที่เราได้รับ จากภาษาอังกฤษปัจจุบัน คำว่า"พจนานุกรม"

Speaking in tongues was the ability to speak in a language the speaker does not know, in order to communicate the gospel to someone who does speak that language.

การพูดภาษาแปลกๆ  คือความสามารถ ที่จะพูดภาษาที่ผู้พูดไม่ทราบ    เพื่อที่จะ สื่อสาร พระกิตติคุณไปยังคนที่พูดภาษานั้น

In the multicultural area of Corinth, it seems that the gift of tongues was especially valuable and prominent.

ในเมืองโครินธ์  ดินแดนแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม   ดูเหมือนว่าของประทาน ด้านภาษาแปลกๆ  มีคุณค่าพิเศษเฉพาะและโดดเด่น

The Corinthians believers were able to better communicate the gospel and God’s Word as a result of the gift of tongues.

ผู้เชื่อเมืองโครินธ์ ก็สามารถที่จะสื่อสารพระกิตติคุณ และพระคำของพระเจ้าได้ดีขึ้น เป็นผลมาจากของประทานการพูดภาษาแปลกๆ

However, Paul made it abundantly clear that even in this usage of tongues, it was to be interpreted or “translated” (1 Corinthians 14:13, 27).

แต่ เปาโล ทำให้เห็นชัดเจนมากมายทีเดียวว่า แม้ในการใช้ภาษาแปลก ๆ  นี้ มันจำต้องมีการตีความหมาย หรือ " แปลความ" ( 1 โครินธ์ 14:13  27)

A Corinthian believer would speak in tongues, proclaiming God’s truth to someone who spoke that language, and then that believer, or another believer in the church, was to interpret what was spoken so that the entire assembly could understand what was said.

ผู้ เชื่อคนหนึ่งเมืองโครินธ์ จะพูดภาษาแปลกๆ   ประกาศเรื่องความจริงของพระเจ้าแก่คนที่พูดภาษานั้น   แล้วผู้เชื่อคนนั้น  หรือผู้ เชื่อคนอื่นในคริสตจักรก็ต้อง แปลความหมายของสิ่งที่พูด  เพื่อให้ผู้คนที่มาชุมนุมสามารถเข้าใจว่ากล่าวถึงอะไร

What, then, is praying in tongues, and how is it different than speaking in tongues?

ถ้าเช่นนั้น การอธิษฐานภาษาแปลกๆ แตกต่างจากการพูดภาษาแปลกๆ อย่างไร?

1 Corinthians 14:13-17 indicates that praying in tongues is also to be interpreted.

1โครินธ์ 14:13-17 แสดงให้เห็นว่า การอธิษฐานภาษาแปลก ๆ ยังต้องแปลความหมาย

As a result, it seems that praying in tongues was offering a prayer to God.

ผลที่ตามมา   มันก็ดูเหมือนว่า การอธิษฐานภาษาแปลกๆ เป็นการอธิษฐานทูลต่อพระเจ้า

This prayer would minister to someone who spoke that language, but would also need to be interpreted so that the entire body could be edified.

การอธิษฐานนี้ จะเป็นการสั่งสอนบางคนที่พูดภาษาแปลกนั้น  แต่ยัง จำเป็นต้องมีการ แปลความหมาย เพื่อให้พระกายทั้งหมดสามารถได้รับคำสั่งสอนนั้น

This interpretation does not agree with those who view praying in tongues as a prayer language.

การตีความนี้ ไม่ได้เห็นด้วยกับ ผู้ที่มองว่าการอธิษฐานภาษาแปลก ๆ  เป็นภาษาการอธิษฐาน

This alternate understanding can be summarized as follows: praying in tongues is a personal prayer language between a believer and God (1 Corinthians 13:1) that a believer uses to edify himself (1 Corinthians 14:4).

ความเข้าใจสลับกันกันนี้ สามารถสรุปได้ ดังต่อไปนี้ : การอธิษฐานภาษาแปลก ๆ เป็นการอธิษฐานส่วนตัว ระหว่างผู้เชื่อแล พระเจ้า (1 โครินธ์ 13:1) ที่ผู้เชื่อใช้เพื่อสั่งสอนตัวเอง (1 โครินธ์ 14:4)

This interpretation is unbiblical for the following reasons:

การแปลความหมาย นี้ไม่ได้เป็นตามหลักพระคัมภีร์เพราะเหตุผลต่อไปนี้ :

1) How could praying in tongues be a private prayer language if it is to be interpreted (1 Corinthians 14:13-17)?

1 ) การอธิษฐานภาษาแปลกๆ เป็นการภาษาการอธิษฐานส่วนตัวอย่างไร ถ้ามันต้องถูกแปลความหมาย ( 1 โครินธ์ 14:13-17)

2) How could praying in tongues be for self-edification when Scripture says that the spiritual gifts are for the edification of the church, not the self (1 Corinthians 12:7).

2 ) การอธิษฐานภาษาแปลกๆ เป็นการสั่งสอนตัวเองอย่างไร เมื่อพระคัมภีร์ กล่าวว่าเป็น ของประทานฝ่ายวิญญาณ สำหรับการสั่งสอนในโบสถ์ ไม่ใช่ตัวเอง (1 โครินธ์ 12:7)

3) How can praying in tongues be a private prayer language if the gift of tongues is a “sign to unbelievers” (1 Corinthians 14:22)?

3 ) การอธิษฐานภาษาแปลกๆ เป็นการสั่งสอนตัวเองอย่างไร  ถ้าของประทานด้านภาษาแปลกๆ เป็นสัญญาณแก่คนที่ไม่เชื่อ (1 โครินธ์ 14:22)

4) The Bible makes it clear that not everyone possesses the gift of tongues (1 Corinthians 12:11, 28-30).

4) พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่ทุกคนจะ มีของงประทานด้านภาษาแปลกๆ ( 1 โครินธ์ 12:11  28-30 )

How could tongues be a gift for self-edification if not every believer can possess it? Do we not all need to be edified?

ภาษาแปลกๆ อาจจะเป็น ของประทานสำหรับการเทศนาสั่งสอนตนเอง  ถ้าหากว่าไม่ ใช่ผู้เชื่อทุกคนสามารถมีได้     เราไม่จำเป็นต้องมีการสั่งสอนหรือ

Some understand praying in tongues to be a “secret code language” that prevents Satan and his demons from understanding our prayers and thereby gaining an advantage over us.

บางคนเข้าใจว่าการอธิษฐานภาษาแปลกๆ เป็น การใช้รหัสลับภาษา  ที่ป้องกันไม่ให้ ซาตาน และสมุนปีศาจของมันเข้าใจคำอธิษฐานของเรา และทำการเอาเปรียบเราได้

This interpretation is unbiblical for the following reasons:

การแปลความหมาย นี้ไม่ได้เป็นตามหลักพระคัมภีร์ ด้วยเหตุผล ต่อไปนี้:

1) The New Testament consistently describes tongues as a human language.

1)พันธสัญญาใหม่ทุกฉบับอธิบายเรื่อยมาว่าภาษาแปลก ๆ เป็นภาษาที่มนุษย์ใช้

It is unlikely that Satan and his demons are unable to understand human languages.

เป็นไปไม่ได้ที่ซาตาน และปีศาจของมัน ไม่สามารถ เข้าใจ ภาษา มนุษย์

2) The Bible records countless believers praying in their own language, out loud, with no concern of Satan intercepting the prayer.

2) พระคัมภีร์บันทึกผู้เชื่อนับไม่ถ้วนที่อธิษฐานภาษาของตัวเอง ออกเสียงดัง โดยไม่ห่วงใยว่าซาตานจะสกัดกั้นการอธิษฐาน

Even if Satan and/or his demons hear and understand the prayers we pray, they have absolutely no power to prevent God from answering the prayers according to His will.

แม้ว่า ซาตาน และ / หรือสมุนปีศาจของมันได้ยิน และเข้าใจ คำอธิษฐาน ที่เรา อธิษฐาน แน่นอนพวกมันไม่ มีอำนาจที่จะปกป้องไม่ให้ พระเจ้าทรงตอบ คำอธิษฐานตาม พระประสงค์ของพระองค์

We know that God hears our prayers, and that fact makes it irrelevant whether Satan and his demons hear and understand our prayers.

 เรารู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยิน คำอธิษฐานของเรา และแท้จริง มันไม่เกี่ยวข้องกันไม่ว่าซาตานและปีศาจ ของมันได้ยินและเข้าใจคำอธิษฐานของเราหรือไม่

What do we say, then, about the many Christians who have experienced praying in tongues and find it to be very personally edifying?

แล้วเราจะว่าอย่างไร  เกี่ยวกับคริสเตียนมากมายที่มีประสบการณ์การอธิษฐานภาษาแปลกๆ และพบว่ามันเป็นเป็นการสั่งสอนส่วนตัว

First, we must base our faith and practice on Scripture, not experience.

ประการแรกเราต้องวางพื้นฐานความเชื่อและการปฏิบัติของเราบนพระคัมภีร์ ไม่ใช่ประสบการณ์

We must view our experiences in light of Scripture, not interpret Scripture in light of our experiences.

เราต้องมองประสบการณ์ ของเราในแง่ของพระคัมภีร์   ไม่ใช่ ตีความ พระคัมภีร์ ในแง่ของ ประสบการณ์ของเรา

Second, many of the cults and world religions also report occurrences of speaking in tongues/praying in tongues.

ประการที่สอง หลายลัทธิและศาสนาในโลก ยังรายงาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการพูด ภาษาแปลก ๆ / การอธิษฐานภาษาแปลกๆ

Obviously the Holy Spirit is not gifting these unbelieving individuals.

เห็นได้ชัดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นของประทานส่วนบุคคลแก่คนที่ไม่เชื่อ

So, it seems that the demons are able to counterfeit the gift of speaking in tongues.

ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า ปีศาจสามารถที่จะให้ของประทานปลอมในการ พูดภาษา แปลกปลอม

This should cause us to compare even more carefully our experiences with Scripture.

นี้ควรจะทำให้เรา เปรียบเทียบประสบการณ์ของเรากับ พระคัมภีร์อย่างระมัดระวังมากขึ้น

Third, studies have shown how speaking/praying in tongues can be a learned behavior.

ประการที่สาม การศึกษาได้ แสดงให้เห็นว่า การพูด / การอธิษฐานภาษาแปลกๆ อาจจะเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้ได้

Through hearing and observing others speak in tongues, a person can learn the procedure, even subconsciously.

โดยผ่านทางการได้ยินและการสังเกตคนอื่น ๆ ที่พูดภาษาแปลกๆ  คนนั้นสามารถเรียนรู้ กระบวนการได้โดยไม่รู้ตัว

This is the most likely explanation for the vast majority of instances of speaking/ praying in tongues among Christians.

นี้เป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับตัวอย่างส่วนใหญ่ ในการพูด / การอธิษฐานภาษาแปลก ๆในหมู่ชาวคริสต์

Fourth, the feeling of “self-edification” is natural.

ประการที่สี่ ความรู้สึกเรื่องการเทศนาสั่งสอนตนเอง -เป็นไปตามธรรมชาติ

The human body produces adrenaline and endorphins when it experiences something new, exciting, emotional, and/or disconnected from rational thought.

 ร่างกายมนุษย์ผลิตอดรีนาลินและเอ็นโดรฟินเมื่อมันประสบอะไรใหม่ ๆ   ที่น่าตื่นเต้น เร้าอารมณ์และ / หรืออิสระจากความคิดที่สมเหตุสมผล

Praying in tongues is most definitely an issue on which Christians can respectfully and lovingly agree to disagree.

การอธิษฐานภาษาแปลกๆ แน่นอนที่สุดเป็นเรื่องที่ชาวคริสต์ยอมรับนับถือ สามารถเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้

Praying in tongues is not what determines salvation.

การอธิษฐานภาษาแปลกๆไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัดสินว่าจะได้รับความรอด

Praying in tongues is not what separates a mature Christian from an immature Christian.

การอธิษฐานภาษาแปลกๆไม่ได้เป็นสิ่งที่แยกคริสเตียนผู้ที่เติบโตแล้วกับคริสเตียนผู้ที่ยังไม่เติบโต

Whether or not there is such a thing as praying in tongues as a personal prayer language is not a fundamental of the Christian faith.

ไม่ว่าการอธิษฐานภาษาแปลกๆเป็นการอธิษฐานส่วนบุคคลหรือไม่ มันก็ไม่ได้เป็นพื้นฐานของศาสนาคริสต์

So, while we believe the biblical interpretation of praying in tongues leads away from the idea of a private prayer language for personal edification, we also recognize that many who practice such are our brothers and sisters in Christ and are worthy of our love and respect.

ดังนั้น เมื่อเราเชื่อการแปลความหมายตามพระคัมภีร์เรื่องอธิษฐานภาษาแปลก ๆไม่ใช่เกิดจากความคิดว่าเป็นภาษาอธิษฐานส่วนตัวสำหรับสั่งสอนตนเอง   เรายังตระหนักดีว่าหลายคนที่ปฏิบัติเช่นนี้คือพี่น้องชายหญิงของเราในพระคริสต์และสมควรที่เราจะรักและนับถือ

www.Gotquestions.org/Thai

Now, let’s look at the vocabulary words

ตอนนี้ ให้ดูที่คำศัพท์

Prophecy – ผู้พยากรณ์

Edification –   การเทศนา

Fundamental – ขั้นพื้นฐาน

Counterfeit - ปลอมแปลง

Let’s repeat those vocabulary words again.

ขอย้ำคำศัพท์เหล่านั้นอีกครั้ง

Thanks for listening to our program, learning English together, and we invite you to listen again every week. 

ขอบคุณสำหรับการฟังรายการของเรา เรียนภาษาอังกฤษด้วยกัน และเราเชิญคุณรับฟังอีกครั้งทุกสัปดาห์

Bye, bye.   We hope you have a great day, and God bless you. 

สวัสดีกรับ  เราหวังว่าวันนี้คุณจะสนุกสนานและขอพระเจ้าทรงอวยพร


www.gotquestions.org/Thai

Carnal and Tongues

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top