Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, April 23, 2015

 

Question:  "Is a believer supposed to be able to feel the Holy Spirit?"

คำถาม: "ผู้เชื่อสามารถรู้สึกถึงการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้หรือไม่" 

Answer:  While certain ministries of the Holy Spirit may involve a feeling, such as conviction of sin, comfort, and empowerment, Scripture does not instruct us to base our relationship with the Holy Spirit on how or what we feel.

คำตอบ: ในขณะที่พันธกิจบางอย่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์อาจจะเกี่ยวกับความรู้สึกเช่นการประจักษ์เรื่องความบาป   การปลอบโยน   และการมอบอำนาจให้  พระคัมภีร์ไม่ได้สอนเราให้วางพื้นฐานความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไร  หรือเรารู้สึกอย่างไร

Every born-again believer has the indwelling Holy Spirit.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่กับผู้เชื่อทุกคนที่เกิดใหม่อีกครั้ง

Jesus told us that when the Comforter has come He will be with us and in us.

พระเยซูทรงบอกเราว่าเมื่อพระผู้เล้าโลมเสด็จมา  พระองค์จะทรงประทับอยู่กับเราและภายในเรา

16 And I will ask the Father, and he will give you another Helper, to be with you forever,

16ข้าพเจ้า จะทูลขอพระบิดา   และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน   เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป

17 even the Spirit of truth, whom the world cannot receive, because it neither sees Him nor knows Him. You know Him, for He dwells with you and will be in you.

17 คือพระวิญญาณแห่งความจริง   ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้   เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์   ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์   เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน   และจะประทับอยู่ในท่าน  

(John ยอห์น 14:16-17).

In other words, Jesus is sending one like Himself to be with us and in us.

อีกนัยหนึ่ง  พระเยซูทรงกำลังส่งบุคคลอีกผู้หนึ่งเหมือนพระองค์   เพื่อจะทรงประทับอยู่กับเราและภายในตัวเรา

We know the Holy Spirit is with us because God's Word tells us that it is so.

เรารู้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทับอยู่กับเรา  เพราะพระวจนะของพระเจ้าบอกเราเช่นนั้น

Every born-again believer is indwelt by the Holy Spirit, but not every believer is controlled by the Holy Spirit, and there is a distinct difference.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทับอยู่ด้วยกับผู้เชื่อทุกคนที่เกิดใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ใช่ผู้เชื่อทุกคนจะถูกควบคุมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์   และมีความแตกต่างที่เห็นเด่นชัด

When we step out in our flesh, we are not under the control of the Holy Spirit even though we are still indwelt by Him.

เมื่อเราก้าวไปติดกับอยู่ฝ่ายเนื้อหนังแล้ว   เราไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณบริสุทธิ์   ถึงแม้ว่าพระองค์ยังทรงดำรงภายในเรา

The apostle Paul comments on this truth, and he uses an illustration that helps us to understand.

อัครทูตเปาโลให้ความเห็นเกี่ยวกับความจริงข้อนี้    และท่านได้ให้เราเห็นภาพประกอบเพื่อช่วยให้เราเข้าใจ

18 And do not get drunk with wine, for that is debauchery, but be filled with the Spirit,

18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน   แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ

(Ephesians เอเฟซัส 5:18).

Many people read this verse and interpret it to mean that the apostle Paul is speaking against wine.

หลายคนอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้และแปลความหมาย  เพื่อจะหมายความว่าอัครทูตเปาโลพูดต่อต้านเหล้าองุ่น

However, the context of this passage is the walk and the warfare of the Spirit-filled believer.

อย่างไรก็ตาม บริบทของเนื้อหานี้ คือการเดินและสงครามของผู้เชื่อที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ

Therefore, there is something more here than just a warning about drinking too much wine.

 ดังนั้น จึงมีบางสิ่งมากกว่าแค่คำตักเตือนเกี่ยวกับการดื่มเหล้าองุ่นมากเกินไป

When people are drunk with too much wine, they exhibit certain characteristics: they become clumsy, their speech is slurred, and their judgment is impaired.

เมื่อคนดื่มเหล้าองุ่นมากเกินไป  พวกเขาแสดงลักษณะนิสัยบางอย่าง   พวกเขากลายเป็นคนงุ่มง่าม   คำพูดของพวกเขาจะอ้อแอ้ไม่ชัด   และการตัดสินใจของเขาจะบกพร่อง

The apostle Paul sets up a comparison here.

อัครทูตเปาโลได้ทำการเปรียบเทียบดังนี้

Just as there are certain characteristics that identify someone who is controlled by too much wine, there should also be certain characteristics that identify someone who is controlled by the Holy Spirit.

เหมือนกับที่มีลักษณะบางอย่างที่แสดงว่าคนนั้นดื่มอยู่ในอาการเมาเหล้าองุ่นมากเกินไป ดังนั้นควรจะมีลักษณะบางอย่างที่แสดงให้เห็นคนที่ถูกควบคุมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

We read in Galatians 5:22-24 about the fruit of the Spirit.

เราอ่านในกาลาเทียร 5:22-24 เกี่ยวกับผลของพระวิญญาณ

22 But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, patience, kindness, goodness, faithfulness,

22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น   คือความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ

23 gentleness, self-control; against such things there is no law.

23 ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน   เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย

24 And those who belong to Christ Jesus have crucified the flesh with its passions and desires.

24 ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก   และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว  

This is the Holy Spirit’s fruit, and it is exhibited by the born-again believer who is under His control.

นี้เป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์   และแสดงออกโดยผู้เชื่อที่เกิดใหม่อีกครั้ง  ผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณ

The verb tense in Ephesians 5:18 indicates a continual process of “being filled” by the Holy Spirit.

กริยาในเอเฟซัส 5:18 บ่งชี้ว่าเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องของคนที่ "ได้ถูกเติมเต็ม" โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

Since it is an exhortation, it follows that it is also possible to not be filled or controlled by the Spirit.

เพราะมันเป็นคำเตือนสติ    มันก็เป็นไปได้ที่จะไม่ได้รับการเติมเต็มหรือควบคุมโดยพระวิญญาณ

The rest of Ephesians 5 gives us the characteristics of a Spirit-filled believer.

เนื้อหาส่วนที่เหลือของเอเฟซัส 5 สอนเราเรื่องลักษณะของผู้เชื่อที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ

“19 addressing one another in psalms and hymns and spiritual songs, singing and making melody to the Lord with all your heart,

19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี   เพลงนมัสการ   และเพลงสรรเสริญ   คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน   ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า

20 giving thanks always and for everything to God the Father in the name of our Lord Jesus Christ,

20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ   ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา

21 submitting to one another out of reverence for Christ.

21 จงยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์ ” (Ephesians 5:19-21). 

We are not filled with the Spirit because we feel we are, but because this is the privilege and possession of the Christian.

เราไม่ได้ประกอบไปด้วยพระวิญญาณเพราะเรารู้สึกได้     แต่เพราะเป็นสิทธิ์พิเศษและเป็นสิ่งที่คริสเตียนมีอยู่

Being filled or controlled by the Spirit is the result of walking in obedience to the Lord.

การถูกเติมเต็มหรือควบคุมโดยพระวิญญาณเป็นผลมาจากการเดินโดยเชื่อฟังพระเจ้า

This is a gift of grace and not an emotional feeling.

นี่คือของประทานแห่งพระคุณที่ไม่ได้เป็นอารมณ์ความรู้สึก

Emotions can and will deceive us, and we can work ourselves up into an emotional frenzy that is purely from the flesh and not of the Holy Spirit.

อารมณ์ความรู้สึกสามารถหลอกลวงเราได้   และเราสามารถก้าวไปสู่ความตื่นเต้นทางอารมณ์    ซึ่งบริสุทธิ์จากฝ่ายเนื้อหนัง และไม่ใช่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

“16 But I say, walk by the Spirit, and you will not gratify the desires of the flesh.

16 แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า   จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ   อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง

25 If we live by the Spirit, let us also walk by the Spirit.

25 ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ   ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย ” (Galatians 5:16, 25).

Having said that, we cannot deny that there are times when we can be overwhelmed by the presence and the power of the Spirit, and this is often an emotional experience.

ดังได้กล่าวแล้วว่า  เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามีบางครั้งที่เราสามารถจะประกอบไปด้วยการทรงสถิตและฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ   และสิ่งนี้มักจะเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์

When that happens, it is a joy like no other. King David “danced with all his might”

(2 Samuel 6:14) when they brought up the Ark of the Covenant to Jerusalem.

เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น   มันเป็นความยินดีที่ไม่เหมือนใคร  กษัตริย์เดวิด "เต้นรำกับกองทัพทั้งหมดของเขา" (2 ซามูเอล 6:14) เมื่อพวกเขาได้แบกหามหีบพันธสัญญาไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

Experiencing joy by the Spirit is the understanding that as children of God we are being blessed by His grace.

ประสบการณ์แห่งความยินดีโดยพระวิญญาณเป็นความเข้าใจว่า  ในฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า เราได้รับพระพรโดยพระคุณของพระองค์

So, absolutely, the ministries of the Holy Spirit can involve our feelings and emotions.

ดังนั้นแน่นอน  การงานพระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและอารมณ์ของเรา

At the same time, we are not to base the assurance of our possession of the Holy Spirit on how we feel.

ในขณะเดียวกันเราไม่ต้องวางฐานความแน่ใจในการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์บนความรู้สึก  ว่าเรารู้สึกอย่างไร

 


Question:  "What does it mean to grieve / quench the Holy Spirit?"

คำถาม: " ทำให้พระวิญญาณเสียพระทัย / ดับพระวิญญาณบริสุทธิ์หมายความว่าอะไร  ” 

Answer:  When the word “quench” is used in Scripture, it is speaking of suppressing fire.

คำตอบ: เมื่อใช้คำว่า "ดับ" ในพระคัมภีร์   เป็นการพูดถึงการดับไฟ

When believers put on the shield of faith, as part of their armor of God (Ephesians 6:16), they are extinguishing the power of the fiery darts from Satan.

เมื่อผู้เชื่อถือโล่ห์แห่งความเชื่อ   ซึ่งเป็นหนึ่งในการสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า (เอเฟซัส 6:16) พวกเขากำลังจะดับไฟจากลูกศรเพลิงของซาตาน

Christ described hell as a place where the fire would not be “quenched”

พระคริสต์ทรงบรรยายว่านรกเป็นสถานที่ที่เพลิงไฟจะไม่มีวัน "ดับ"

Mark มาระโก 9:48 48 ‘where their worm does not die and the fire is not quenched.’

48 ในที่นั้นตัวหนอนก็ไม่ตายและไฟก็ไม่ดับเลย

Likewise, the Holy Spirit is a fire dwelling in each believer.

ในทำนองเดียวกันพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นไฟแห่งฤทธิ์เดชภายในผู้เชื่อแต่ละคน

He wants to express Himself in our actions and attitudes.

พระองค์ทรงต้องการที่จะสำแดงพระองค์ในการประพฤติและทัศนคติของเรา

When believers do not allow the Spirit to be seen in our actions, when we do what we know is wrong, we suppress or quench the Spirit.

เมื่อบรรดาผู้เชื่อไม่ยอมให้พระวิญญาณสำแดงออกโดยการประพฤติของเรา   เมื่อเราทำสิ่งที่เรารู้ว่าผิด  เท่ากับเราระงับหรือดับพระวิญญาณ

We do not allow the Spirit to reveal Himself the way that He wants to.

 เราไม่อนุญาตให้พระวิญญาณสำแดงพระองค์ในทางที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์

To understand what it means to grieve the Spirit, we must first understand that this indicates the Spirit possesses personality.

เพื่อให้เข้าใจว่ามันหมายถึงทำให้พระวิญญาณเสียพระทัย  เราต้องเข้าใจก่อนว่านี่แสดงว่าพระวิญญาณทรงเป็นบุคคล

Only a person can be grieved; therefore, the Spirit must be a divine person in order to have this emotion.

เฉพาะคนเท่านั้นที่รู้สึกเศร้าเสียใจ   ดังนั้นพระวิญญาณต้องเป็นองค์พระเจ้าเพื่อที่จะมีรู้สึกเช่นนี้ได้

Once we understand this, we can better understand how He is grieved, mainly because we too are grieved.

เมื่อเราเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว    เราจะสามารถเข้าใจมากขึ้นว่าพระองค์ทรงเสียพระทัยอย่างไร    เพราะเราเองก็รู้สึกโศกเศร้าเช่นกัน

Ephesians 4:30 tells us that we should not grieve the Spirit.

เอเฟซัส 4:30  บอกเราว่าเราไม่ควรทำให้พระวิญญาณเสียพระทัย


We grieve the Spirit by living like the pagans (4:17-19), by lying (4:25), by being angry (4:26-27), by stealing (4:28), by cursing (4:29), by being bitter (4:31), by being unforgiving (4:32), and by being sexually immoral (5:3-5).

เราทำให้พระวิญญาณเสียพระทัยโดยมีชีวิตอยู่เหมือนคนไม่มีพระเจ้า (4:17-19) โดยการโกหก (04:25) โดยการโกรธ (4:26-27) โดยการขโมย (4:28) โดยการแช่งสาป (4:29 ) โดยมีรากขมขื่น (04:31) โดยการไม่ให้อภัย (4:32) และโดยการผิดศีลธรรมทางเพศ (5:3-5)

To grieve the Spirit is to act out in a sinful manner, whether it is in thought only or in both thought and deed.

การทำให้พระวิญญาณเสียพระทัย  คือการประพฤติผิดบาป   ไม่ว่าจะเป็นในรูปความคิดอย่างเดียว   หรือทั้งในรูปความคิดและการกระทำ

Both quenching and grieving the Spirit are similar in their effects.

การดับพระวิญญาณและการทำให้พระวิญญาณเสียพระทัย คล้ายคลึงกันในด้านผลกระทบ Both hinder a godly lifestyle. Both happen when a believer sins against God and follows his or her own worldly desires.

ทั้งสองเป็นอุปสรรคต่อการมีวิถีชีวิตที่ติดตามพระเจ้า  ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นเมื่อผู้เชื่อคนหนึ่งทำผิดบาปต่อพระเจ้า   และติดตามความปรารถนาฝ่ายโลกของเขาและเธอ

The only correct road to follow is the road that leads the believer closer to God and purity, and farther away from the world and sin.

หนทางเดียวที่ถูกต้องคือ   การติดตามหนทางที่นำผู้เชื่อไปใกล้ชิดกับพระเจ้าและความบริสุทธิ์   และอยู่ห่างไกลออกไปจากโลกและความบาป

Just as we do not like to be grieved, and just as we do not seek to quench what is good—so we should not grieve or quench the Holy Spirit by refusing to follow His leading.

เช่นเดียวกับที่เราอยากจะเสียใจ   และเช่นเดียวกับที่เราไม่พยายามที่จะดับสิ่งที่ดี   ดังนั้นเราจึงไม่ควรเสียใจหรือดับพระวิญญาณบริสุทธิ์   โดยการปฏิเสธที่จะทำตามการทรงนำของพระองค์

www.gotquestions.org/Thai 

 

Feel and Grieve the Holy Spirit

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top