Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, April 2, 2015

 

Question: "Whom are we to pray to, the Father, the Son, or the Holy Spirit?"
คำถาม:  "เราอธิษฐานทูลต่อผู้ใด   พระบิดา  พระบุตรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์"


Answer: All prayer should be directed to our triune God—Father, Son, and Holy Spirit.

คำตอบ: คำอธิษฐานของเราทั้งสิ้นควรกราบทูลโดยตรงต่อตรีเอกานุภาพ –พระเจ้าพระบิดา  พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

The Bible teaches that we can pray to one or all three, because all three are one.

พระคัมภีร์สอนว่าเราสามารถอธิษฐานต่อหนึ่งหรือทั้งสามพระภาคเพราะทั้งสามพระภาคเป็นหนึ่งเดียวกัน

To the Father we pray with the psalmist.

เราอธิษฐานต่อพระบิดาร่วมกับผู้เขียนเพลงสดุดี

Psalm เพลงสดุดี 5:2 2 Give attention to the sound of my cry, my King and my God, for to you do I pray.

2 ข้าแต่พระบรมกษัตริย์ พระเจ้าของข้าพระองค์   ขอทรงฟังเสียงร้องทูลของข้าพระองค์   เพราะข้าพระองค์อธิษฐานทูลต่อพระองค์  

To the Lord Jesus, we pray as to the Father because they are equal.

กราบทูลองค์พระเยซู    เราอธิษฐานทูลต่อพระบิดาเพราะทั้งสองพระภาคมีความเท่าเทียมกัน


Prayer to one member of the Trinity is prayer to all.

การอธิษฐานทูลต่อพระภาคหนึ่งในตรีเอกานุภาพเป็นคำอธิษฐานต่อภาครวม

Stephen, as he was being martyred, prayed, “Lord Jesus, receive my spirit” (Acts 7:59).

เมื่อสเตเฟนกำลังจะถูกประหารชีวิต  ได้อธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเยซูเจ้า  ขอทรงรับจิตวิญญาณของข้าพเจ้า" (กิจการ 7:59)

We are also to pray in the name of Christ.

นอกจากนี้เรายังจะอธิษฐานในพระนามของพระคริสต์

Paul exhorted the Ephesian believers.

เปาโลได้สั่งสอนตักเตือนผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัส

Ephesians เอเฟซัส 5:20 20 giving thanks always and for everything to God the Father in the name of our Lord Jesus Christ,

20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ   ในพระนามของ พระเยซูคริสตเจ้าของเรา

Jesus assured His disciples that whatever they asked in His name—meaning in His will—would be granted.

พระเยซูทรงให้ความมั่นใจแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า     สิ่งใดที่พวกเขาทูลขอในนามของพระองค์ – ตามน้ำพระทัยของพระองค์--สิ่งนั้นพวกเขาจะได้รับ

John ยอห์น 15:16 16 You did not choose me, but I chose you and appointed you that you should go and bear fruit and that your fruit should abide, so that whatever you ask the Father in my name, he may give it to you.

16 ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา   แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย   และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลาย ไว้ให้ท่านไปเกิดผล   และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่   เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา   พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน

John ยอห์น 16:23 23 In that day you will ask nothing of me. Truly, truly, I say to you, whatever you ask of the Father in my name, he will give it to you.

23 ในวันนั้นท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก   เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ถ้าท่านขอสิ่งใดจากพระบิดา   พระองค์จะประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่านในนามของเรา

Similarly, we are told to pray to the Holy Spirit and in His power.

ในทำนองเดียวกัน  เราถูกสอนให้อธิษฐานทูลต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์และโดยอำนาจของพระองค์

The Spirit helps us to pray, even when we do not know how or what to ask for.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยเราอธิษฐานแม้เมื่อเราไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรหรือขอสิ่งใด

Romans โรม 8:26 26 Likewise the Spirit helps us in our weakness. For we do not know what to pray for as we ought, but the Spirit himself intercedes for us with groanings too deep for words.

26 ในทำนองเดียวกัน   พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย   เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร   แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา   ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ

Jude ยูดา 20 20 But you, beloved, build yourselves up in your most holy faith; pray in the Holy Spirit;

20 แต่ส่วนท่านที่รักทั้งหลายนั้น จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำ สอนอันบริสุทธิ์ของท่านที่เชื่อกันอยู่   และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์

Perhaps the best way to understand the role of the Trinity in prayer is that we pray to the Father, through (or in the name of) the Son, by the power of the Holy Spirit.

บางทีวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจบทบาทของตรีเอกานุภาพในการอธิษฐาน    คือการที่เราอธิษฐานต่อพระบิดาผ่าน (หรือในพระนามของ) พระบุตรโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

All three are active participants in the believer’s prayer.

ทั้งสามพระภาคเป็นผู้เข้าร่วมขับเคลื่อนคำอธิษฐานของผู้เชื่อ

Equally important is whom we are not to pray to.

ที่สำคัญพอกันคือเราต้องไม่อธิษฐานต่อผู้ใด

Some non-Christian religions encourage their adherents to pray to a pantheon of gods, dead relatives, saints, and spirits.

บางศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียนส่งเสริมสมัครพรรคพวกของเขาให้อธิษฐานขอต่อบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย  ญาติที่ตายไป  นักบุญ และภูติผี

Roman Catholics are taught to pray to Mary and various saints.

ชาวโรมันคาทอลิกถูกสอนให้อธิษฐานทูลต่อพระแม่มารีย์และนักบุญต่างๆ

Such prayers are not scriptural and are, in fact, an insult to our heavenly Father.

การอธิษฐานดังกล่าวไม่ได้เป็นตามพระคัมภีร์    และแท้จริงเป็นการลบหลู่พระบิดาบนสวรรค์ของเรา

To understand why, we need only look at the nature of prayer.

เพื่อเข้าใจเหตุผลว่าทำไม  เราเพียงแต่ดูที่ลักษณะของการอธิษฐาน

Prayer has several elements, and if we look at just two of them—praise and thanksgiving—we can see that prayer is, at its very core, worship.

การอธิษฐานมีองค์ประกอบหลายอย่าง   และถ้าเรามองไปที่องค์ประกอบเพียงสองอย่าง - การสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า---เราจะเห็นว่าหัวใจสำคัญของการอธิษฐานนั้นเป็นการนมัสการบูชา

When we praise God, we are worshipping Him for His attributes and His work in our lives.

เมื่อเราสรรเสริญพระเจ้า  เรากำลังนมัสการพระองค์สำหรับพระลักษณะและพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา

When we offer prayers of thanksgiving, we are worshipping His goodness, mercy, and loving-kindness to us.

เมื่อเราอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า  เรากำลังนมัสการบูชาความดีงามของพระองค์  ความเมตตาและพระกรุณาที่เต็มด้วยความรักต่อเรา

Worship gives glory to God, the only One who deserves to be glorified.

การนมัสการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า   พระองค์ผู้เดียวที่สมควรได้รับคำสรรเสริญ

The problem with praying to anyone other than God is that He will not share His glory.

ปัญหาการอธิษฐานต่อคนใดคนหนึ่งที่ไม่ใช่พระเจ้า    นั่นคือพระองค์จะไม่สำแดงพระสิริของพระองค์

In fact, praying to anyone or anything other than God is idolatry.

ในความเป็นจริง   การอธิษฐานต่อใครก็ตามหรืออะไรอื่นนอกจากพระเจ้าเป็นการบูชารูปเคารพ

Isaiah อิสยาห์ 42:8 8 I am the LORD; that is my name; my glory I give to no other,

nor my praise to carved idols.

8 เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา   พระสิริของเรา   เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น   หรือให้คำที่สรรเสริญ เราแก่รูปแกะสลัก  

Other elements of prayer such as repentance, confession, and petition are also forms of worship.

องค์ประกอบอื่น ๆ ของการอธิษฐานเช่นการกลับใจสำนึกผิด การสารภาพบาป และการวิงวอนขอเป็นหลายรูปแบบของการนมัสการ

We repent knowing that God is a forgiving and loving God and He has provided a means of forgiveness in the sacrifice of His Son on the cross.

เรากลับใจสำนึกผิดรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งการอภัยและความรัก   และพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมทางแห่งการให้อภัย  โดยการสละพระชนม์ของพระบุตรพระเจ้าบนไม้กางเขน

We confess our sins.

เราสารภาพบาปของเรา

1 John 1ยอห์น 1:9 9 If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

We come to Him with our petitions and intercessions because we know He loves us and hears us, and we worship Him for His mercy and kindness in being willing to hear and answer.

เรามาหาพระองค์ด้วยการที่เราอ้อนวอนขอ และการที่ทรงอธิษฐานขอเพื่อเรา   เพราะเรารู้ว่าทรงรักเราและทรงฟังเรา    และเรานมัสการพระองค์เพราะความเมตตาและความกรุณาที่พระองค์ทรงยินดีที่จะฟังและตอบเรา

When we consider all this, it is easy to see that praying to someone other than our triune

Triune God is unthinkable because prayer is a form of worship, and worship is reserved for God and God alone.

เมื่อเราพิจารณาทั้งหมดนี้  มันเป็นเรื่องง่ายที่จะเห็นว่าการอธิษฐานต่อคนอื่นที่ไม่ใช่ตรีเอกานุภาพเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้  เพราะการอธิษฐานเป็นการนมัสการแบบหนึ่ง   และการนมัสการมีไว้เพื่อพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น

Whom are we to pray to?

เราต้องอธิษฐานทูลต่อผู้ใด

The answer is God.

คำตอบคือพระเจ้า

Praying to God, and God alone, is far more important than to which Person of the Trinity we address our prayers.

การอธิษฐานทูลต่อพระเจ้าและพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้น    สำคัญยิ่งกว่าการที่เรากราบทูลต่อพระภาคใดในตรีเอกานุภาพเสียอีก


Question: What is the full armor of God?

คำถาม: ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าคืออะไร

Answer: The phrase “full armor of God” comes from Ephesians 6.

คำตอบ: วลี "ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า" มาจากเอเฟซัสบทที่ 6

Ephesians เอเฟซัส 6:13-17: 13 Therefore take up the whole armor of God, that you may be able to withstand in the evil day, and having done all, to stand firm.

13 เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้   เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น   และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้

14 Stand therefore, having fastened on the belt of truth, and having put on the breastplate of righteousness,

14 เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง   เอาความจริงคาดเอว   เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก

15 and, as shoes for your feet, having put on the readiness given by the gospel of peace.

15 และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข   ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า

16 In all circumstances take up the shield of faith, with which you can extinguish all the flaming darts of the evil one;

16 และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้   จงเอาความเชื่อเป็นโล่   ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย

17 and take the helmet of salvation, and the sword of the Spirit, which is the word of God,

17 จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ   และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ   คือ   พระวจนะของพระเจ้า
Ephesians เอเฟซัส 6:12 12 For we do not wrestle against flesh and blood, but against the rulers, against the authorities, against the cosmic powers over this present darkness, against the spiritual forces of evil in the heavenly places.

12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด   แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง   ศักดิเทพ   เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้   ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ

This clearly indicates that the conflict with Satan is spiritual, and therefore no tangible weapons can be effectively employed against him and his minions.

ข้อนี้กล่าวชัดเจนแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้กับซาตานเป็นเรื่องจิตวิญญาณ  และดังนั้นจึงไม่มีอาวุธที่จับต้องใดๆ ที่เราสามารถใช้ต่อสู้กับมารและสมุนของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

We are not given a list of specific tactics Satan will use.

เราไม่ได้รับรายการของกลยุทธ์เฉพาะอย่างที่ซาตานจะนำมาใช้

However, the passage is quite clear that when we follow all the instructions faithfully, we will be able to stand, and we will have victory regardless of Satan’s strategy.
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาพระคัมภีร์กล่าวค่อนข้างชัดเจนว่า  เมื่อเราทำตามคำแนะนำทั้งหมดอย่างสัตย์ซื่อ  เราจะสามารถที่จะยืนหยัดได้ และเราจะมีชัยชนะโดยไม่หวั่นเกรงกลยุทธ์ของซาตาน
The first element of our armor is truth (verse 14).

ยุทธภัณฑ์ประกอบอันแรกของเราคือความจริง (ข้อ 14)

This is easy to understand, since Satan is said to be the “father of lies.”

นี้เป็นที่เข้าใจง่ายเนื่องจากซาตานได้ชื่อว่าเป็น "พ่อแห่งการมุสา"

John ยอห์น 8:44 44 You are of your father the devil, and your will is to do your father's desires. He was a murderer from the beginning, and has nothing to do with the truth, because there is no truth in him. When he lies, he speaks out of his own character, for he is a liar and the father of lies.

44 ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร   และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน   มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล   และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ   เพราะมันไม่มีสัจจะ   เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง   เพราะมันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา 

Deception is high on the list of things God considers to be an abomination.

การหลอกลวงอยู่ในรายการอันดับต้นๆ ของสิ่งที่พระเจ้าทรงนับว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

A “lying tongue” is one of the things He describes as “detestable to Him”.

"ลิ้นแห่งการพูดมุสา" เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทรงอธิบายว่า "น่ารังเกียจต่อพระองค์"

We are therefore exhorted to put on truth for our own sanctification and deliverance, as well as for the benefit of those to whom we witness.

ดังนั้นเราจึงได้รับคำเตือนให้กลับตัวกลับใจที่จะใช้ความจริงเพื่อการชำระตัวให้สะอาดและการช่วยกู้  และเพื่อผลประโยชน์แก่ผู้ที่เราเป็นพยานด้วย

Proverbs สุภาษิต 6:16-17 16 There are six things that the LORD hates, seven that are an abomination to Him:

16 มีหกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด มีเจ็ดซึ่งเป็นที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์  

17 haughty eyes, a lying tongue, and hands that shed innocent blood,

17 ตา ยโส  ลิ้นมุสา และมือที่ทำโลหิตไร้ผิดให้ตก  
Also in Ephesians 6:14, we are told to put on the breastplate of righteousness.

นอกจากนี้ใน เอเฟซัส 6:14 เราได้ถูกสอนให้สวมทับทรวงแห่งความชอบธรรม

A breastplate shielded a warrior’s vital organs from blows that would otherwise be fatal.

ทับทรวงอกเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญของนักรบพ้นจากการแทง มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิต

This righteousness is not works of righteousness done by men.

ความชอบธรรมนี้ไม่ได้เป็นผลจากการประพฤติของคนเพื่อให้ได้ความชอบธรรม

Rather, this is the righteousness of Christ, imputed by God and received by faith, which guards our hearts against the accusations and charges of Satan and secures our innermost being from his attacks.

แต่ นี่คือความชอบธรรมของพระคริสต์ที่ทรงประทานโดยพระเจ้า และได้รับโดยความเชื่อ ซึ่ง ป้องกันจิตใจของเราพ้นจากข้อกล่าวหาและการต่อสู้ของซาตาน  และปกป้องจิตใจภายในสุดของเราจากการโจมตีของมาร


Ephesians 6:15 speaks of the preparation of the feet for spiritual conflict.

เอเฟซัส 6:15 พูดถึง การเตรียมเท้าสำหรับการต่อสู้ฝ่ายจิตวิญญาณ

In warfare, sometimes an enemy places dangerous obstacles in the path of advancing soldiers.

ในการทำสงคราม บางครั้ง ศัตรูวาง อุปสรรค อันตรายในเส้นทางที่ทหารจะบุกมาจู่โจม

The idea of the preparation of the gospel of peace as footwear suggests what we need to advance into Satan's territory, aware that there will be traps, with the message of grace so essential to winning souls to Christ.

ความคิดของ การเตรียมพระกิตติคุณแห่งสันติภาพโดยใช้รองเท้าแสดงให้เห็น สิ่งที่เราจำเป็นต้องบุกก้าวเข้าไปในดินแดนของซาตาน โดยระมัดระวังว่าจะถูกวางกับดัก  พร้อมกับนำข่าวประเสริฐแห่งพระคุณซึ่งสำคัญในการนำวิญญาณคนมาถึงพระเยซูคริสต์

Satan has many obstacles placed in the path to halt the propagation of the gospel.
ซาตานวางอุปสรรคมากมายบนเส้นทางเพื่อที่จะหยุดการเผยแพร่พระกิตติคุณ
The shield of faith spoken of in verse 16 makes Satan's sowing of doubt about the faithfulness of God and His Word ineffective.

โล่แห่งความเชื่อที่พูดถึงในข้อ 16 ทำให้ข้อสงสัย เกี่ยวกับ ความสัตย์ซื่อของ พระเจ้า และ พระวจนะของพระองค์ที่ซาตานหว่านออกไปใช้ไม่ได้ผล

Our faith—of which Christ is “the author and perfecter”— is like a golden shield, precious, solid, and substantial.

ความเชื่อของเรา— ในพระคริสต์ผู้ทรงเป็น " ผู้เขียนและผู้ทรงสมบูรณ์ครบถ้วน” - เป็นเหมือนโล่ทองคำมีค่า แข็งแกร่งและทนทาน

Hebrews ฮีบรู 12:22 looking to Jesus, the founder and perfecter of our faith, who for the joy that was set before Him endured the cross, despising the shame, and is seated at the right hand of the throne of God. 

2 หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ   และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์   พระองค์ได้ทรงอดทนต่อกางเขน   เพื่อความรื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์   ทรงถือว่าความละอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญและพระองค์ได้ประทับ  ณ  เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า  

The helmet of salvation in Ephesians 6:17 is protection for the head, keeping viable a critical part of the body.

หมวกเกราะแห่ง ความรอด ใน เอเฟซัส 6:17คือเครื่องป้องกันศีรษะ  ทำหน้าที่รักษาส่วนสำคัญของ ร่างกาย

We could say that our way of thinking needs preservation.

เราควรกล่าวว่าแนวความคิดของเราต้องการการเก็บรักษา

The head is the seat of the mind, which, when it has laid hold of the sure gospel hope of eternal life, will not receive false doctrine or give way to Satan’s temptations.

ศีรษะเป็นที่ตั้งของความคิด  ซึ่ง เมื่อมันได้ยึดพระกิตติคุณแห่งความหวัง นิรันดร์ จะไม่ได้รับคำสอนเท็จหรือเปิดทางให้กับการทดลองของซาตาน

The unsaved person has no hope of warding off the blows of false doctrine because he is without the helmet of salvation and his mind is incapable of discerning between spiritual truth and spiritual deception.

คนที่ยังไม่รอดไม่มีความหวังที่จะปกป้องพ้นจากคำสอนเทียมเท็จ  เพราะเขาไม่ได้สวมหมวกป้องกันแห่งความรอด และความคิดของเขาไม่สามารถมองเห็นและแยกออกระหว่าง ความจริงฝ่ายจิตวิญญาณและการหลอกลวงฝ่ายจิตวิญญาณ
Verse 17 interprets itself as to the meaning of the sword of the Spirit—it is the Word of God.

ข้อ 17 ตีความหมายได้เองคือหมายความว่าเป็นดาบแห่งพระวิญญาณ— นั่นคือพระวจนะของพระเจ้า

While all the other pieces of spiritual armor are defensive in nature, the sword of the Spirit is the only offensive weapon in the armor of God.

ในขณะที่ยุทธภัณฑ์ป้องกันจิตวิญญาณ ชิ้นอื่น ๆทั้งหมด เป็น เกราะป้องกันโดยธรรมชาติ  ดาบแห่งพระวิญญาณ เป็นเพียงอาวุธป้องกันหนึ่งในยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

It speaks of the holiness and power of the Word of God.

ดาบพูดถึง ความศักดิ์สิทธิ์ และพลังฤทธิ์อำนาจของพระวจนะของพระเจ้า

A greater spiritual weapon is not conceivable.

อาวุธฝ่ายจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไม่สามารถหาพบได้

In Jesus' temptations in the desert, the Word of God was always His overpowering response to Satan.

เมื่อพระเยซูทรงพบการทดลองในทะเลทราย  พ ระวจนะของพระเจ้า ก็มักเป็นคำตอบที่พระองค์ทรงใช้ตอบสนองต่อการพิชิตซาตาน

What a blessing that the same Word is available to us!
ช่างเป็นพระพรกับเราเช่นเดียวกันที่เราสามารถใช้พระวจนะนั้นได้

Ephesians เอเฟซัส 6:1818 praying at all times in the Spirit, with all prayer and supplication. To that end keep alert with all perseverance, making supplication for all the saints,

18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง   จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา   ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง   จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน

We are told to pray in the Spirit (that is, with the mind of Christ, with His heart and His priorities) in addition to wearing the full armor of God.

เราถูกสอนให้อธิษฐานโดยพระวิญญาณ (นั่นคือ  มีจิตใจแบบพระเยซูคริสต์    มีหัวใจและจัดลำดับความสำคัญของพระองค์เป็นอันดับแรกก่อน) นอกเหนือไปจากการสวมใส่ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

We cannot neglect prayer, as it is the means by which we draw spiritual strength from God.

เราไม่สามารถละเลยการอธิษฐาน   เพราะเป็นวิธีการที่เราสามารถรับพลังทางจิตวิญญาณจากพระเจ้า

Without prayer, without reliance upon God, our efforts at spiritual warfare are empty and futile.

ถ้าไม่มีการอธิษฐาน   ถ้าไม่ต้องอาศัยพระเจ้า    ความพยายามของเราที่ต่อสู้สงครามทางจิตวิญญาณก็ว่างเปล่าและไร้ประโยชน์


The full armor of God—truth, righteousness, the gospel, faith, salvation, the Word of God, and prayer—are the tools God has given us, through which we can be spiritually victorious, overcoming Satan’s attacks and temptations.

ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า---ความจริง  ความชอบธรรม พระกิตติคุณแห่งความเชื่อ  ความรอด  พระวจนะของพระเจ้าและคำอธิษฐาน - เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงประทานแก่เรา   โดยเราสามารถได้รับชัยชนะจิตวิญญาณ     พิชิตการโจมตีของซาตานและการทดลองต่างๆ

www.gotquestions.org/Thai

Who to Pray to and the Armor of God

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top