Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, April 30, 2015

 


Question:  "What happens to babies and young children when they die?

คำถาม: "เกิดอะไรขึ้นกับทารกและเด็กเล็กเมื่อพวกเขาตาย

Where do I find the age of accountability in the Bible?”

 ฉันจะหาวัยที่สามารถให้คำตอบเรื่องราวได้ในพระคัมภีร์ที่ไหน?”

Does the Bible teach that there is an age of accountability?

พระคัมภีร์สอนว่ามีวัยแห่งความรับผิดชอบหรือ?


Answer:  Frequently lost in the discussion regarding the age of accountability is the fact that children, no matter how young, are not “innocent” in the sense of being sinless.

คำตอบ: บ่อยครั้งที่เราอภิปรายกันแบบหลงผิด เรื่องวัยแห่งความรับผิดชอบ  คือความจริงที่ว่าเด็กๆ ไม่ว่าอ่อนวัยแค่ไหน   ไม่ใช่ “ไร้เดียงสา” ในความหมายของการไม่มีบาป


The Bible tells us that even if an infant or child has not committed personal sin, all people, including infants and children, are guilty before God because of inherited and imputed sin.

พระคัมภีร์บอกเราว่าแม้ว่าทารกหรือเด็กไม่ได้กระทำความผิดส่วนตัว   ทุกคนรวมทั้งทารกและเด็ก   มีความผิดต่อพระพักตร์พระเจ้า  เพราะบาปที่สืบทอดมรดกและที่ได้รับเข้ามา



Inherited sin is that which is passed on from our parents.

บาปที่ตกทอดมรดกคือสิ่งที่ถูกส่งต่อมาจากพ่อแม่ของเรา


In Psalm 51:5, David wrote,

ในบทเพลงสดุดี 51:5 ดาวิดเขียนว่า

“Surely I was sinful at birth, sinful from the time my mother conceived me.”

“ดูเถิด ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความผิดบาป และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป”  

David recognized that even at conception, he was a sinner.

ดาวิดจำได้แม้ตามมโนธรรมแห่งความคิดว่า เขาเป็นคนบาป


The very sad fact that infants sometimes die demonstrates that even infants are impacted by Adam’s sin, since physical and spiritual death were the results of Adam's original sin.

 ความจริงน่าเศร้าคือว่าทารกตายบางครั้งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ทารกก็รับผลกระทบจากความบาปของอาดัม   เพราะว่าการตายฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณเป็นผลของบาปตั้งต้นจากอดัม

Each person, infant or adult, stands guilty before God; each person has offended the holiness of God.

แต่ละคน  เด็กหรือผู้ใหญ่   ต้องยืนรับผิดต่อพระพักตร์พระเจ้า   แต่ละคนทำผิดต่อพระเจ้าองค์บริสุทธิ์

The only way God can be just and at the same time declare a person righteous is for that person to have received forgiveness by faith in Christ. Christ is the only way.

ทางเดียวที่พระเจ้าทรงยุติธรรม   และในเวลาเดียวกันประกาศคนชอบธรรม  คือคนที่จะได้รับการอภัยโทษโดยความเชื่อในพระคริสต์     พระคริสต์ทรงเป็นทางเดียวเท่านั้น

John ยอห์น14:6 Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through me.”

6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ข้าพเจ้าเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางข้าพเจ้า” 


Also, Peter states in Acts 4:12,

เปโตรยังระบุใน กิจการ 4:12

“Salvation is found in no one else, for there is no other name under heaven given to men by which we must be saved.”

“ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”  

Salvation is an individual choice.

ความรอดเป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคล

Moses reminded the people of Israel to obey God’s laws in Deuteronomy. 6:1-9.

โมเสสเตือนคนอิสราเอลให้เชื่อฟังบทบัญญัติของพระเจ้าใน เฉลยธรรมบัญญัติ 6:1-9

The goal was not only for the present generation but also for their children and grandchildren (verses 1-2) to trust and obey.

เป้าหมายไม่เพียงแต่สำหรับคนรุ่นปัจจุบัน แต่เพื่อลูกหลานของพวกเขา (ข้อ1-2) ที่จะไว้วางใจและเชื่อฟัง

The first priority of parents was their own obedience, God’s word was to be on their hearts (verses 5-6) and then they were to teach it to their children (verse7).

ความสำคัญอันดับแรกของพ่อแม่คือการที่ให้พวกลูกๆ เชื่อฟัง  พระวจนะของพระเจ้าจะต้องจารึกไว้ในใจของพวกเขา (ข้อ 5-6) และจากนั้นพวกเขาต้องสอนแก่ลูก ๆ ของตน (ข้อ 7)

They were to teach them diligently, impressing God’s word upon their children using reminders (verses 7-9).

พวกเขาต้องสอนให้พวกลูกๆ ให้ขยันขันแข็ง     สอนลูก ๆให้เก็บพระวจนะของพระเจ้าเป็นไว้ประทับใจเป็นเครื่องเตือนจิตใจ (ข้อ 7-9)

These same principles are applicable to Christian parents today.

หลักการเดียวกันนี้สามารถใช้ได้กับพ่อแม่คริสเตียนทุกวันนี้

In Psalms 78:1-8, the psalmist reminded the Israelites to teach their children about God’s works so that they in turn would pass it on to their children. 

ในบทเพลงสดุดี 78:1-8 ผู้แต่งสดุดีเตือนชาวอิสราเอลให้สอนเด็กของตนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อในทางกลับกันพวกเขาจะส่งต่อไปให้กับลูก ๆ ของตน


If we fail to share the gospel with the next generation we risk what happened to Israel

ถ้าเราพลาดไม่ได้แบ่งปันพระกิตติคุณกับคนรุ่นต่อไป เรามีความเสี่ยงเหมือนเช่นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับอิสราเอล

Judges ผู้วินิจฉัย 2:10 “And there arose another generation after them who did not know the LORD or the work that He had done.”

“และชาติพันธุ์รุ่นนั้นทั้งสิ้น   ก็ถูกรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขา   อีกชาติพันธุ์หนึ่งก็เกิดขึ้นตามมา   เขาไม่รู้จักพระเจ้าหรือรู้พระราชกิจ   ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ”

In Matthew 18:1-4, Jesus says we must have faith like children.

ใน มัทธิว 18:1-4 พระเยซูตรัสว่า เราต้อง มีความเชื่อเหมือนอย่างเด็กๆ

Jesus used the phrase “little ones who believe in Me” in Matthew 18:6.

พระเยซูทรงใช้วลี “เด็กน้อย ที่เชื่อในฉัน”ใน มัทธิว 18:6

The verse shows that children can believe in Jesus!

ข้อพระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่า เด็กๆ สามารถเชื่อพระเยซู!

If they can believe in Jesus then we must evangelize them.

ถ้าพวกเด็กสามารถเชื่อพระเยซู แล้วเราก็ต้องประกาศแก่พวกเขา

Jesus warned His disciples about the seriousness of causing a believing child to stumble.

พระเยซูทรง เตือน สาวกของพระองค์ เกี่ยวกับปัญหาสำคัญของเด็กที่เชื่อแล้วเกิดสะดุด

“Cause to stumble” or “offend means to entrap, trip up or entice to sin. 

“เป็นเหตุให้สะดุด” หรือ “ขัดเคืองใจ” หมายถึงการติดกับดัก จับผิด  หรือล่อให้ทำบาป

How does one cause a believing child to stumble? Probably when we reject or ignore him; this would be the opposite of welcoming a child (Matt. 18:5-6). 

คนจะทำให้เด็กที่เชื่อต้องหลงผิดไปได้อย่างไร   บางทีเราอาจปฎิเสธหรือละเลยไม่สนใจเขา  นี่จะ ตรงข้ามกับการยินดีต้อนรับเด็ก( มัทธิว 18:5-6)


When we reject or ignore a believing child, we are in danger of judgment, of having a heavy millstone hung around our neck and to be drowned in the sea; also of eternal fire and of fiery hell (Matt. 18:8-9). 

เมื่อเราปฏิเสธหรือละเลยไม่สนใจเด็กที่เชื่อ  เราตกอยู่ในอันตรายของการพิพากษา   เป็นการผูกโม่หนักแขวนรอบคอเราและจะจมอยู่ในทะเล  นอกจากนี้ยังมีไฟนิรันดร์ และไฟนรก ( มัทธิว 18:8-9)

This section ends with a parable of a shepherd who left his 99 sheep to go in search of one which has strayed.

ในตอนนี้จะจบลงด้วยคำอุปมาเรื่องคนเลี้ยงแกะ ที่ละแกะ 99 ตัวไว้ เพื่อออกไปตามหาแกะ หนึ่งตัวซึ่งได้หลงหายไป

God is the shepherd in the story and children are the sheep (Matthew 18:14).

พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะในเรื่องและเด็กๆเป็นเหมือนลูกแกะ (มัทธิว 18:14 )

The story illustrates God’s love for every one of His sheep and that He does not want any of the little ones to perish.

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึง ความรักของพระเจ้าที่มีต่อแกะของพระองค์ทุกคน และที่พระองค์  ไม่ประสงค์ให้ลูกๆ สักคนต้องพินาศไป

The word "perish" means to be destroyed or lost.

คำว่า “พินาศ” หมายถึงการ ถูกทำลาย หรือสูญหาย

In Mark 10:13-14, the disciples rebuked those who brought the children to Jesus.

มาระโก 10:13-14 สาวกก็ห้ามปรามคนที่พาเด็ก ๆมาหาพระเยซู

But Jesus was angry and said, “let the children come to Me and forbid them not, because the kingdom of God belongs to such as these.” 

เมื่อพระเยซูทรงไม่พอพระทัย   จึงตรัสแก่เหล่าสาวกว่า   “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา   อย่าห้ามเขาเลย   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น”

Jesus went on to explain that the children’s possession of the kingdom has to do with the way they receive it (Mark 10:15).

พระเยซูทรงอธิบายต่อไปว่าเด็ก ๆได้เข้าครองในอาณาจักรของพระเจ้า พวกสาวกก็ต้องทำแบบวิธีที่ได้รับ (มาระโก 10:15)

Children do not strive or struggle to earn the kingdom of God but trust Him to give it to them and they receive it with simple faith.

เด็กๆ ไม่ไขว่คว้าหรือดิ้นรนต่อสู้ ที่จะได้รับอาณาจักรของพระเจ้า แต่เชื่อวางใจพระองค์ว่าจะทรงประทานแก่พวกเขา และพวกเขาได้รับมันโดยเพียงแต่มีความเชื่อ

Jesus declared that whoever does not receive the kingdom of God like a child, with simple trust and dependence on God, cannot enter the kingdom of God. 

พระเยซูทรงประกาศ ว่าใครก็ตามที่ ไม่ได้รับ อาณาจักรของพระเจ้า ต้องเป็นเหมือนเด็กๆ  ที่เพียงแต่มีความไว้วางใจและพึ่งพาพระเจ้า ไม่งั้นก็ไม่สามารถเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้

Only those with a child like trust in God can be saved.

เฉพาะผู้ที่เป็นเหมือนเด็กที่มีความไว้วางใจในพระเจ้าจะได้รับความรอด


Ephesians is a letter addressed to the saints at Ephesus.

จดหมาย เอเฟซัส นั้นเขียนถึงธรรมิกชนที่เมือง เอเฟซัส

Paul described them as having redemption through the blood of Christ and forgiveness of sins (Ephesians 1:1,7).

เปาโลอธิบายพวกเขาเรื่อง การทรงไถ่โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์และการให้อภัยโทษบาป (เอเฟซัส 1:1,7)

Therefore, the original recipients of this letter were believers in Christ.

ดังนั้นผู้ที่ได้รับจดหมายฉบับนี้เดิมทีนั้นเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์

Towards the end of the letter, Paul addressed directly different groups of believers in Ephesus on how they could walk in a way worthy of their calling as saints (Ephesians 4:1).

ตลอดจนจบจดหมายฉบับนี้  เปาโลกล่าวสอนโดยตรงถึงผู้เชื่อกลุ่มต่างๆกันในเอเฟซัส เกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาจะเดินไปในทางที่มีค่าสมกับที่ได้รับการทรงเรียกมาให้เป็นผู้ชอบธรรม (เอเฟซัส 4:1)

Children are commanded to obey their parents.

เด็กๆจะได้รับคำสั่งให้เชื่อฟังพ่อแม่ของตน

The fact that Paul addressed children means that these children were saints - believers in Christ as this letter was addressed to the saints at Ephesus.

ความจริงที่ว่าเปาโลกล่าวสอนเด็กๆ หมายความว่าเด็กเหล่านี้เป็นธรรมิกชน – ผู้เชื่อในพระคริสต์  เพราะว่าจดหมายฉบับนี้ถูกส่งไปยังผู้ชอบธรรมที่เมืองเอเฟซัส

If there were children who believed in Christ at Ephesus at that time then children today can and should also trust in Christ.

หากมีเด็กๆ ที่เชื่อในพระคริสต์ที่เอเฟซัสในเวลานั้น   แล้วเด็กวันนี้สามารถรับเชื่อได้และควรจะไว้วางใจในพระคริสต์

Colossians was addressed to saints and faithful brethren in Christ at Colossae.

พระธรรมโคโลสีนั้นเขียนถึงธรรมิกชนและพี่น้องที่สัตย์ซื่อในพระคริสต์ที่เมืองโคโลสี

Paul described them as people who “were delivered from the domain of darkness and transferred into the kingdom of Christ in whom they have redemption, the forgiveness of sins” (Colossians 1:13-14).

เปาโลอธิบายว่าพวกเขา “ เป็นผู้ที่ได้ทรงช่วยให้พ้นจากอำนาจของความมืด   และได้ทรงย้ายมาตั้งไว้ในแผ่นดินของพระคริสต์ ผู้ทรงกระทำการไถ่   ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลาย” ( โคโลสี 1:13-14).

In other words, they were believers in Christ.

ในอีกนัยหนึ่ง พวกเขาคือผู้เชื่อในพระคริสต์

In Colossians 3:20, children are addressed and commanded to be obedient to their parents in all things.

ใน โคโลสี 3:20 เด็กๆ ได้รับการกล่าวถึง และถูกสั่งสอนให้เชื่อฟังพ่อแม่ของเขาในทุกกรณี

Therefore, there were believing children at Colossae.

ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเด็กๆ ผู้เชื่อในพระธรรมโคโลสี

The application for us is that since children can be believers, we must share the Gospel with them.

เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเราได้   เพราะว่า เด็กๆสามารถ เป็นผู้เชื่อได้ เราจะต้อง แบ่งปัน พระกิตติคุณ กับพวกเขา

In the letter to Titus, the qualifications for elders are laid out (Titus 1:6-9) – being above reproach, the husband of one wife and having “children who believe”

ในจดหมายถึง ทิตัส  คุณสมบัติสำหรับ ผู้สูงอายุได้รับการกล่าวสอนไว้ (ทิตัส 1:6-9 ) - การ ตำหนิดังกล่าวข้างต้น สามีของภรรยาคนเดียว  และมี “เด็ก ๆ ผู้เชื่อ” 

What about babies and young children who never reach the ability to make this individual choice?

ว่ายังไง เกี่ยวกับ ทารกและ เด็กเล็กๆ ที่ไม่สามารถตัดสินใจเป็นส่วนตัวได้

The age of accountability is a concept that teaches those who die before reaching the age of accountability are automatically saved, by God’s grace and mercy.

วัยแห่งความรับผิดชอบได้เป็นแนวคิดที่ สอนเหล่าคนที่ เสียชีวิต ก่อนที่จะถึงวัยที่สามารถให้คำตอบเรื่องราวได้สามารถรับความรอดโดยอัตโนมัติ โดยพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า

The age of accountability is a belief that God saves all those who die before reaching the ability to make a decision for or against Christ.

วัยแห่งความรับผิดชอบเป็นความเชื่อที่ว่า พระเจ้าทรงช่วย ทุกคนที่ ตายไป ก่อนที่จะมีโอกาสตัดสินใจต้อนรับ หรือต่อต้าน พระคริสต์

Thirteen is the most common number given for the age of accountability, based on the Jewish custom that a child becomes an adult at the age of 13. 

13 ปี เป็นตัวเลขธรรมดาที่สุดในวัยแห่งความรับผิดชอบ ตามประเพณีของชาวยิว ที่เด็กกลายเป็นผู้ใหญ่เมื่ออายุ 13 ปี

However, the Bible gives no direct support to the age of 13 always being the age of accountability. 

แต่ พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวสนับสนุนว่าอายุ 13 ปีว่าเป็นวัยแห่งความรับผิดชอบ

It likely varies from child to child. A child has passed the age of accountability once he or she is capable of making a faith decision for or against Christ.

เด็กคนหนึ่งจะมีความแตกต่างกับเด็กคนอื่น  ทันทีที่เด็กพ้นวัยแห่งความรับผิดชอบ

เขา หรือเธอ มีความสามารถใน การตัดสินใจเชื่อหรือต่อต้าน พระคริสต์

Charles Spurgeon said, “a child of five and can as truly be saved and regenerated as an adult.

ชาร์ลส์ สเปอร์เจี้ยน กล่าวว่า “เด็กอายุ 5 ปี แท้จริงสามารถได้รับความรอด และบังเกิดใหม่ เหมือนผู้ใหญ่”

On the day of Pentecost, 

ในวันเพนเทคอส

38Peter said to them, “Repent and be baptized every one of you in the name of Jesus Christ for the forgiveness of your sins, and you will receive the gift of the Holy Spirit.

38 ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า   “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน   เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย   แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์

39 For the promise is for you and for your children and for all who are far off, everyone whom the Lord our God calls to Himself.”

39 ด้วยว่าพระสัญญานั้นตกแก่ท่านทั้งหลายกับลูกหลานของท่านด้วย   และแก่คนทั้งหลายที่อยู่ไกล   คือทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเรียกมาเฝ้าพระองค์” (Acts กิจการ2:38-39)

The word “children” above means child, daughter, son.  

คำว่า “เด็กๆ” ดังกล่าวข้างต้น หมายถึงเด็ก ลูกสาว ลูกชาย

The verses indicate that forgiveness of sins is available to one and all (also see Acts 1:8) including future generations.

ข้อพระคัมภีร์ระบุว่าการให้อภัยบาปสามารถใช้ได้กับคนหนึ่งและทุกคนรวมทั้งคนในยุคอนาคต (ดูกิจการ 1:8)

It does not teach family salvation.

ไม่ได้สอนเรื่องความรอดของครอบครัว

But do cases such as the Philippian jailer teach household salvation (Acts 16:31)?

ในกรณีผู้คุมนักโทษฟิลิปปี ได้สอนความรอดแก่คนในครัวเรือน (กิจการ 16:31)

Paul's point is that salvation is available to members of the jailer’s household as each one believes in Jesus as their Savior.

เปาโลชี้ให้เห็นว่าเป็นความรอดที่ให้กับสมาชิกของครัวเรือนของผู้คุมนักโทษ  เหมือนที่แต่ละคนเชื่อในพระเยซูว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา

In Acts 16:32, it is recorded that Paul and Silas proclaimed the Gospel to all who were in jailer’s house and his whole family believed (Acts 16:34).

ในกิจการ 16:32 บันทึกไว้ว่าเปาโล สิลาส ได้ประกาศพระกิตติคุณแก่ทุกคนที่อยู่ในบ้านของผู้คุมและครอบครัวของเขาทั้งสิ้นก็เชื่อ (กิจการ 16:34)

The New Testament does not teach security or salvation under an inclusive covenant relationship by virtue of being part of a Christian family.

พันธสัญญาใหม่ไม่ได้สอนเรื่องความมั่นคงปลอดภัยหรือความรอด ที่นับจากการอยู่ภายใต้พันธสัญญาผูกพัน  โดยตีค่าคุณงามความดีที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคริสเตียน

Another verse in the New Testament that some will use to try to teach household salvation is

อีกข้อในพันธสัญญาใหม่ที่บางคนจะใช้เพื่อพยายามจะสอนคนในครัวเรือนเรื่องความรอด

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:14: “For the unbelieving husband is sanctified through his wife, and the unbelieving wife is sanctified through her believing husband; for otherwise your children are unclean, but now they are holy.”

“เพราะว่าสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์นั้น   ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางภรรยา   และภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   ก็ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางสามี   มิฉะนั้นลูกของท่านก็เป็นมลทิน   แต่บัดนี้เด็กเหล่านั้นก็บริสุทธิ์”

Is this verse somehow teaching that an unbelieving spouse can be sanctified or saved on the basis of their spouse's faith in Christ, or that their children will be holy before the Lord because one of their parents is saved?

ในข้อพระคัมภีร์นี้ บางครั้งการสอนว่าคู่สมรสที่ไม่เชื่อ จะถูกชำระให้บริสุทธิ์หรือรอดได้บนพื้นฐานของ ความเชื่อของคู่สมรสอีกฝ่ายของเขาในพระคริสต์   หรือสอนว่าลูกๆของพวกเขาจะ เป็นคนบริสุทธิ์ ต่อพระพักตร์พระเจ้า  เพราะพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งของเขารอดแล้ว

Of course, the obvious answer to that is "no" because that is totally inconsistent with the overall teaching of Scripture.

แน่นอน คำตอบที่ชัดเจนคือ "ไม่ใช่ " เพราะนั่นทั้งหมดไม่สอดคล้องกับ คำสอนในภาพรวมของพระคัมภีร์

That becomes even clearer when one again examines the context of the passage.

ที่กลายเป็นชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ตรวจสอบบริบทของเนื้อหาพระคัมภีร์

In this case, the passage is not dealing with salvation or sanctification (being made holy before God) at all.

ในกรณีนี้ เนื้อหาพระคัมภีร์จะไม่เกี่ยวกับ ความรอด หรือ การชำระให้บริสุทธิ์( ถูกทำให้ บริสุทธิ์ต่อพระพักตร์พระเจ้า)

Instead, it is dealing with the marriage relationship between a husband and wife, and this and the following passages deal specifically with the issue of a Christian who has an unbelieving spouse.

แต่  มันเกี่ยวกับการจัดการกับ ความสัมพันธ์เรื่องสมรสระหว่างสามีและภรรยา  และนี้ และเนื้อหาพระคัมภีร์ต่อไปนี้เกี่ยวโดยตรงกับปัญหาของคริสเตียนที่มีคู่สมรส ที่ไม่เชื่อ

Paul taught that Christians should not be “unequally yoked” (2 Corinthians 6:14) with unbelievers.

เปาโลสอนว่าคริสเตียนไม่ควรจะ "เทียมแอกอย่างไม่เท่าเทียมกัน" (2 โครินธ์ 6:14) กับคนที่ไม่เชื่อ

Here in this passage, he clarifies that if a believer is already married to an unbeliever they should remain married as long as the unbeliever consents to do so.

ที่นี่ในเนื้อหาตอนนี้   เขาชี้แจงว่าถ้าผู้เชื่อได้แต่งงานแล้วกับผู้ไม่เชื่อ  พวกเขาควรจะยังคงอยู่ในฐานะสมรสแล้ว ตราบเท่าที่ผู้ไม่เชื่อยินยอมให้ทำเช่นนั้น

The reason this would be allowable is that the marriage relationship would be sanctified (holy or set apart in God’s eyes) based upon the faith of the believing spouse.

ด้วยเหตุที่อนุญาตนี้ คือการแต่งงานที่ผูกพันกันจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ (บริสุทธิ์หรือแยกออกในสายพระเนตรพระเจ้า) บนพื้นฐานความเชื่อของคู่สมรสที่เชื่อ

Likewise, the children of that marriage will be legitimate in the sight of God despite the fact that Christians are not to be unequally yoked with the lost.  (from http://www.gotquestions.org/household-salvation.html)

ในทำนองเดียวกันเด็กที่เกิดจากการแต่งงานก็นับว่าถูกกฎหมายในสายพระเนตรพระเจ้าแม้จะมีความจริงที่ว่าคริสเตียนไม่สมควรเทียมแอกกับคนที่หายไป (จาก http://www.gotquestions.org/household-salvation.html )


Assuming for a moment that the traditional age of accountability is correct then what about children who do not belong to Christian families?

สมมติชั่วขณะว่าตามประเพณีอายุในวัยวัยที่สามารถให้คำตอบได้นั้นถูกต้อง   แล้วจะว่าอย่างไรกับเด็กที่ไม่ได้เป็นของครอบครัวคริสเตียน

According to the Barna Group, one-third of all adults (34%) in American remain "unchurched."1 

ตามกลุ่มมาร์นา หนึ่งในสามของผู้ใหญ่ทุกคน (34%) ในอเมริกันยังคงเป็น "ผู้ที่ไม่ได้ไปโบสถ์"

If so then how shall the children of the unchurched hear the Gospel?

 ถ้าเป็นอย่างนั้นเด็กๆ ที่เป็นลูก ๆ ผู้ที่ไม่ได้ไปโบสถ์จะได้ยินพระกิตติคุรไหมได้อย่างไร

The one passage that seems to identify with this topic more than any other is 2 Samuel 12:21-23.

เนื้อหาตอนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะยืนยันหัวข้อนี้มากขึ้นกว่าที่อื่น ๆ ใด ๆ คือใน 2 ซามูเอล 12:21-23

The context of these verses is that King David committed adultery with Bathsheba, with a resulting pregnancy.

จ้อพระคัมภีร์ในบทเหล่านี้ก็คือการผิดประเวณีที่กษัตริย์ดาวิดกระทำกับบัทเชบา  ผลที่ตามมาคือการตั้งครรภ์

The prophet Nathan was sent by the Lord to inform David that because of his sin, the Lord would take the child in death.

พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะนาธานไปแจ้งเตือนดาวิดให้ทราบว่าเป็นเพราะบาป   พระเจ้าจะทรงให้เด็กที่เกิดมาต้องตาย

David responded to this by grieving, mourning, and praying for the child.

ดาวิดตอบรับด้วยความเสียใจ ร้องคร่ำครวญไว้ทุกข์และอธิษฐานเผื่อเด็ก

But once the child was taken, David's mourning ended. David's servants were surprised to hear this.

แต่เมื่อเด็กตายไป ดาวิดสิ้นสุดการ้องคร่ำครวญ  คนรับใช้ของดาวิดก็ต้องประหลาดใจที่ได้ยินนี้

They said to King David, “What is this thing that you have done?  While the child was alive, you fasted and wept; but when the child died, you arose and ate food.”

ข้าราชการจึงทูลถามพระองค์ว่า   “เป็นไฉนฝ่าพระบาททรงกระทำเช่นนี้   ฝ่าพระบาททรงอดพระกระยาหาร และกันแสงเมื่อพระกุมารนั้นทรงพระชนม์อยู่   แต่เมื่อพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว   ฝ่าพระบาทก็ทรงลุกขึ้นเสวยพระกระยาหาร”

David's response was, “While the child was still alive, I fasted and wept; for I said, ‘Who knows, the Lord may be gracious to me, that the child may live.’

พระองค์รับสั่งว่า   “เมื่อเด็กนั้นมีชีวิตอยู่   เราอดอาหารและร้องไห้   เพราะเราว่า   'ใครจะทราบได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเรา โปรดให้เด็กนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่'

But now he has died; why should I fast? Can I bring him back again? I shall go to him, but he will not return to me.”

แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว  เราจะอดอาหารทำไม   เราจะทำเด็กให้ฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือ   มีแต่เราจะตามทางเด็กนั้นไป   เขาจะกลับมาหาเราหามิได้”  

David's response indicates that those who cannot believe are safe in the Lord.

การตอบสนอง ของดาวิดก็ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่เชื่อก็ มีความปลอดภัย ใน พระเจ้า

David said that he could go to the child, but that he could not bring the child back to him.

ดาวิด บอกว่าพระองค์จะไปที่เด็กนั้น   แต่ที่พระองค์ไม่สามารถพา เด็กกลับมาหาได้

Also, and just as important, David seemed to be comforted over this.

นอกจากนี้ และ ที่สำคัญคือดาวิด ดูเหมือนจะ สบายใจเรื่องนี้

In other words, David seemed to be saying that he would see his baby son (in heaven), though he could not bring him back.

อีกนัยหนึ่ง  ดาวิด ดูเหมือนจะ บอกว่าเขา จะได้เห็น ลูกชาย ของเขา ( ในสวรรค์ ) แม้ว่า เขาไม่สามารถ พาเขากลับมา


Although it is possible that God applies Christ's payment for sin to those who cannot believe, the Bible does not specifically say that He does this.

แม้ว่ามันจะเป็น ไปได้ ว่าพระเจ้าทรง ใช้พระคริสต์ลงมาชำระบาปให้กับผู้ที่ ไม่สามารถเชื่อ พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวโดยเฉพาะว่าพระองค์ทรงทำอย่าง นี้

Therefore, this is a subject about which we should not be adamant or dogmatic.

ดังนั้น นี้เป็น เรื่อง เกี่ยวกับการที่เราไม่ควรจะ ยืนกราน หรือ ดันทุรัง

God’s applying Christ’s death to those who cannot believe would seem consistent with His love and mercy.

พระเจ้าทรงใช้ ความตาย ของพระเยซูคริสต์แก่ผู้ที่ไม่สามารถเชื่อ ก็ดูเหมือนจะ สอดคล้องกับ ความรักและ พระเมตตาของพระองค์


It is our position that God applies Christ's payment for sin to babies and those who are mentally handicapped, since they were not mentally capable of understanding their sinful state and their need for the Savior, but again we cannot be dogmatic.

เป็นตำแหน่งของเรา ว่าพระเจ้าทรงใช้พระคริสต์มาชำระบาปแก่ ทารกและ ผู้ที่มีความ พิการ ทางจิตใจ   เพราะ พวกเขาไม่ได้ มีความสามารถ ทางจิตใจที่จะเข้าใจสถานะบาปและ ความต้องการ ของพวกเขาที่ต้องมีพระผู้ช่วยให้รอด     แต่อีกครั้งที่เราไม่สามารถ จะ ดันทุรัง

Of this we are certain: God is loving, holy, merciful, just, and gracious.

เราแน่ใจสิ่งนี้ : พระเจ้าทรง เป็น ความรัก ทรงบริสุทธิ์ เมตตา ยุติธรรม และ มีพระคุณ

Whatever He does is always right and good.

สิ่งที่ทรงกระทำเสมอชอบธรรมและดี

God loves children even more than we do. 

พระเจ้าทรงรักเด็กมากกว่าที่เรารัก

From the New Testament, we see that there were believing children during the times of Jesus as well as in the early churches of Ephesus and Colossae.

จากพันธสัญญาใหม่เราจะเห็นว่ามีเด็กที่รับเชื่อในช่วงเวลาของพระเยซูเช่นเดียวกับคริสตจักรในยุคแรก ๆ ในเมืองเอเฟซัสและโคโลสี

In the Old Testament, there was an emphasis on transmitting the truth of God’s works and law for building the next generation so that they too would fear the LORD and obey His Word. 

ในพันธสัญญาเดิมมีการเน้นย้ำ ถ่ายทอดความจริงในงานของพระเจ้าและกฎหมายสำหรับการสร้างคนรุ่นต่อไปเพื่อว่าพวกเขาจะยำเกรงพระเจ้าและเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์

Timothy was taught the Scriptures from childhood.  

ทิโมธีได้รับคำสอนพระคัมภีร์มาตั้งแต่วัยเด็ก

What is needed is the transforming power of the Gospel of Christ’s death and resurrection, sharing the gospel with children so they can come to faith at a young age.

สิ่งที่จำเป็นคือการถ่ายทอดเรื่องราวจากกิตติคุณแห่งความตายและการฟื้นคืนชีพของพระเยซูคริสต์   แบ่งปันพระกิตติคุณกับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถมาเชื่อในวัยอ่อนเยาว์

www.gotquestions.org/Thai  

 

Age of Accontability

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top