Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, April 3, 2015

 

Question:  If I am saved and all of my sins are forgiven, why not continue to sin?

คำถาม: ถ้าฉันรอดแล้ว ความผิดบาปทุกอย่างของฉันได้รับการอภัย   ทำไมไม่ทำบาปอีกต่อไป

Answer:  The apostle Paul answered a very similar question.

คำตอบ: อัครทูตเปาโลตอบคำถามคล้ายกันมาก

Romans โรม 6:1-21 What shall we say then? Are we to continue in sin that grace may abound?

1 ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร   ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป   เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ

2 By no means! How can we who died to sin still live in it?

2 อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย   พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้

The idea that a person could “trust in Jesus Christ” for salvation and then go on living just as he/she lived before, is absolutely foreign to the Bible.

ความคิดที่ว่าคนอาจ "ไว้วางใจในพระเยซูคริสต์" เพื่อรับความรอดแล้วเขา / เธอยังใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเมื่อก่อนนั้น   เป็นเรื่องแปลกที่สุดในพระคัมภีร์

Believers in Christ are new creations.

ผู้เชื่อในพระคริสต์จะถูกสร้างขึ้นใหม่

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17 Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation. The old has passed away; behold, the new has come.

17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น 

The Holy Spirit changes us from producing the acts of the flesh to producing the fruit of the Spirit

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเราเปลี่ยนจากการกระทำฝ่ายเนื้อหนังที่จะก่อให้เกิดผลของพระวิญญาณ

Galatians กาลาเทีย 5:19-23 19 Now the works of the flesh are evident: sexual immorality, impurity, sensuality,

19 การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด   คือการล่วงประเวณี   การโสโครก   การลามก

20 idolatry, sorcery, enmity, strife, jealousy, fits of anger, rivalries, dissensions, divisions,

20 การนับถือรูปเคารพ   การถือวิทยาคม   การเป็นศัตรูกัน   การวิวาทกัน   การริษยากัน   การโกรธกัน   การใฝ่สูง   การทุ่มเถียงกัน   การแตกก๊กกัน

21 envy, drunkenness, orgies, and things like these. I warn you, as I warned you before, that those who do such things will not inherit the kingdom of God.

21 การอิจฉากัน   การเมาเหล้า   การเล่นเป็นพาลเกเร   และการอื่นๆในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน   บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า   คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า

22 But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, patience, kindness, goodness, faithfulness,

22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น   คือความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ

23 gentleness, self-control; against such things there is no law.

23 ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน   เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย

The Christian life is a changed life because the Christian is changed.
ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่เปลี่ยนใหม่แล้ว เพราะคริสเตียนถูกเปลี่ยนแปลงใหม่
What differentiates Christianity from every other religion is that Christianity is based on what God has done for us through Jesus Christ—divine accomplishment.

สิ่งที่ศาสนาคริสต์แตกต่างจากทุก ศาสนาอื่น ๆ คือศาสนาคริสต์วางพื้นฐานบนสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเราผ่านทางพระเยซูคริสต์ – ความสำเร็จครบถ้วนในพระเจ้า



Every other world religion is based on what we must do to earn God's favor and forgiveness—human achievement.

ทุกศาสนาอื่น ๆ ของโลกวางพื้นฐานบนสิ่งที่เราต้องทำให้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าและการอภัย  ความสำเร็จที่มนุษย์กระทำ

Every other religion teaches that we must do certain things and stop doing certain other things in order to earn God's love and mercy.

ทุกศาสนาอื่นๆ สอนว่าเราจะต้องทำบางสิ่งเฉพาะอย่างและห้ามกระทำสิ่งอื่นเฉพาะเพื่อ ที่จะได้รับ ความรักและความเมตตาจากพระเจ้า

Christianity, faith in Christ, teaches that we do certain things and stop doing certain things because of what Christ has done for us.
คริสต์ศาสนา ความเชื่อใน พระเยซูคริสต์ สอนว่าเราทำสิ่งบางอย่าง และห้ามทำบางอย่าง เพราะสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำเพื่อเรา
How could anyone, having been delivered from sin's penalty, eternity in hell, go back to living the same life that had him on the path to hell in the first place?

คนเราผู้ที่ได้รับการหลุดพ้นจากการรับโทษบาป    ลงนรกนิรันดร์กาล   สามารถกลับไปใช้ชีวิต เหมือนเดิมที่เดินบนเส้นทางไปยังนรกในตอนแรกได้อย่างไร

How could anyone, having been cleansed from the defilement of sin, desire to go back to the same cesspool of depravity?

คนเราผู้ที่ได้รับการชำระให้สะอาดจากกิเลสแห่งความบาป  ปรารถนาที่จะกลับไปที่แหล่งเดิมของความชั่วร้ายได้อย่างไร

How could anyone, knowing what Jesus Christ did on our behalf, go on living as if He were not important?

คนเราผู้ที่รู้จักสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำเพื่อเห็นแก่เรา  จะดำเนินชีวิตราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงสำคัญเลยได้อย่างไร

How could anyone, realizing how much Christ suffered for our sins, continue sinning as if those sufferings were meaningless?
คนเราผู้ที่ตระหนักว่าพระคริสต์ได้ทรงทนทุกข์เพราะบาปของเรามากแค่ไหน สามารถกระทำบาปต่อไปราวกับการทนทุกข์เหล่านั้นไม่มีความหมายเลยได้อย่างไร
Romans โรม 6:11-15 11 So you also must consider yourselves dead to sin and alive to God in Christ Jesus.

11 เหมือนกันเช่นนั้นแหละ   ท่านทั้งหลายจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป   และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์  

12 Let not sin therefore reign in your mortal bodies, to make you obey their passions.

12 เหตุฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน   ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟังตัณหาของกายนั้น

13 Do not present your members to sin as instruments for unrighteousness, but present yourselves to God as those who have been brought from death to life, and your members to God as instruments for righteousness.

13 อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป   ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม   แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า   เหมือนหนึ่งคนที่เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว   และจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า

14 For sin will have no dominion over you, since you are not under law but under grace.

14 เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้   เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   แต่อยู่ใต้พระคุณ

15 What then? Are we to sin because we are not under law but under grace? By no means!

15 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป   เราจะทำบาปเพราะมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   แต่อยู่ใต้พระคุณกระนั้นหรือ   ก็อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย

For the truly converted, then, continuing to live sinfully is not an option.

ถ้าเช่นนั้น สำหรับผู้ที่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงแล้ว  การใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างผิดบาปไม่ใช่ทางเลือก

Because our conversion resulted in a completely new nature, our desire is to no longer live in sin.

เพราะการกลับใจใหม่ของเราส่งผลให้มีธรรมชาติใหม่อย่างสมบูรณ์  ความปรารถนาของเราคือต้องไม่มีชีวิตอยู่ในความบาปอีก

Yes, we still sin, but instead of wallowing in it as we once did, we now hate it and wish to be delivered from it.

ใช่ เรายังคงทำบาป แต่แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เราเคยทำ   ตอนนี้เราเกลียดมัน  และต้องการที่จะได้รับการปลดปล่อยจากมัน

The idea of “taking advantage” of Christ’s sacrifice on our behalf by continuing to live sinfully is unthinkable.

ความคิดเรื่อง "การได้ประโยชน์" ของการสละพระชนม์ของพระคริสต์เพื่อพวกเรา   ไม่ควรเรื่องการใช้ชีวิตอย่างผิดบาปต่อไป

If a person believes himself to be a Christian and still desires to live the old, sinful life, he has reason to doubt his salvation.

ถ้าคนที่เชื่อว่าตัวเองเป็นคริสเตียน   และยังคงปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ในชีวิตบาปเหมือนก่อน มีเหตุผลที่น่าสงสัยในความรอดของเขา

2 Corinthians 2โครินธ์ 13:5 5For as we share abundantly in Christ's sufferings, so through Christ we share abundantly in comfort too.

5 เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด   ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น

Question:  What does the Bible say about legalism?

คำถาม: พระคัมภีร์พูดอะไรเกี่ยวกับการยึดถือกฎ

Answer:  The word “legalism” does not occur in the Bible.

คำตอบ: คำว่า "การยึดถือกฎ" ไม่ได้ปรากฏในพระคัมภีร์

It is a term Christians use to describe a doctrinal position emphasizing a system of rules and regulations for achieving both salvation and spiritual growth.

มันเป็นคำที่ชาวคริสต์ใช้ในการอธิบายถึงหลักคำสอนที่เน้นระบบถือกฎระเบียบเพื่อให้บรรลุถึงความรอดและการเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ

Legalists believe in and demand a strict literal adherence to rules and regulations.

ผู้ยึดถือกฎเชื่อถือและเรียกร้องการยึดมั่นในกฎระเบียบและข้อบังคับตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด

Doctrinally, it is a position essentially opposed to grace.

ตามหลักคำสอน  ก็เป็นการวางสิ่งที่ตรงข้ามกับพระคุณ

Those who hold a legalistic position often fail to see the real purpose for law, especially the purpose of the Old Testament law of Moses, which is to be our “schoolmaster” or “tutor” to bring us to Christ.

บรรดาผู้ที่ยึดถือกฎมักจะพลาดที่จะเห็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของกฎหมาย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติของโมเสสในพันธสัญญาเดิม  ซึ่งต้องเป็น "ครูใหญ่" ของเราหรือ "ผู้สอน" ที่จะนำเราไปสู่พระคริสต์


Galatians กาลาเทีย 3:24 24 So then, the law was our guardian until Christ came, in order that we might be justified by faith.

24 เพราะฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงควบคุมเราไว้จนพระคริสต์เสด็จมา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ
Even true believers can be legalistic.

ผู้เชื่อที่แท้จริงอาจเป็นคนยึดถือกฎได้

We are instructed, rather, to be gracious to one another:

ยิ่งกว่านั้น เราได้รับคำสอนให้มีใจเมตตากรุณาซึ่งกันและกัน

Romans โรม 14:1 1 As for the one who is weak in faith, welcome him, but not to quarrel over opinions.

1 ส่วนคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่นั้น   จงรับเขาไว้   แต่มิใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น

Sadly, there are those who feel so strongly about non-essential doctrines that they will run others out of their fellowship, not even allowing the expression of another viewpoint.

น่าเศร้า   ที่มีเหล่าคนที่รู้สึกยึดมั่นเกี่ยวกับหลักคำสอนที่ไม่มีสาระ ที่มันอาจจะทำให้คนอื่น ๆ ออกจากการร่วมสามัคคีธรรม ไม่ยอมแม้แต่ให้ผู้อื่นแสดงมุมมองอื่นใด

That, too, is legalism.

นั่นก็คือการยึดถือกฎ

Many legalistic believers today make the error of demanding unqualified adherence to their own biblical interpretations and even to their own traditions.

ผู้เชื่อที่ยึดกฎหลายคนวันนี้ทำผิดพลาดในการเรียกร้องการยึดมั่นอย่างไม่ถูกต้องต่อการตีความพระคัมภีร์ของพวกเขาเองและแม้แต่ประเพณีของพวกเขาเอง




For example, there are those who feel that to be spiritual one must simply avoid tobacco, alcoholic beverages, dancing, movies, etc.

ตัวอย่างเช่น มีเหล่าคนที่รู้สึกว่าการอยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ  ง่ายๆ คือคนต้องหลีกเลี่ยงยาสูบ  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเต้นรำ  ภาพยนตร์ ฯลฯ

The truth is that avoiding these things is no guarantee of spirituality.

ความจริงที่ว่าการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับประกันเรื่องการอยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ

The apostle Paul warns us of legalism.

อัครทูตเปาโลเตือนเราเรื่องการยึดถือกฎ

Colossians โคโลสี 2:20-23: 20 If with Christ you died to the elemental spirits of the world, why, as if you were still alive in the world, do you submit to regulations—

20 ถ้าท่านตายกับพระคริสต์พ้นจากวิญญาณต่างๆแห่งสากลจักรวาลแล้ว   เหตุไฉนท่านจึงมีชีวิตอยู่เหมือนกับว่าท่านยังอยู่ฝ่ายโลก   ยอมอยู่ใต้บัญญัติต่างๆอันเป็นหลักธรรมและคำสอนของมนุษย์

21 “Do not handle, Do not taste, Do not touch”

21 เช่น   “อย่าเอามือหยิบ”   “อย่าชิม”   “อย่าแตะต้อง”   เป็นต้น

22 (referring to things that all perish as they are used)—according to human precepts and teachings?

22 คือกล่าวถึงสิ่งที่ต้องพินาศเมื่อใช้มัน

23 These have indeed an appearance of wisdom in promoting self-made religion and asceticism and severity to the body, but they are of no value in stopping the indulgence of the flesh.

23 จริงอยู่สิ่งเหล่านี้ดูท่าทีมีปัญญา   คือการเต็มใจนมัสการ   การถ่อมตัวลงและการทรมานกาย   แต่ไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้กับความต้องการของเนื้อหนัง

Legalists may appear to be righteous and spiritual, but legalism ultimately fails to accomplish God’s purposes because it is an outward performance instead of an inward change

ผู้ที่ยึดถือกฎอาจดูเป็นคนชอบธรรมและอยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ แต่การยึดถือกฎเคร่งครัดไม่สามารถบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้า    เพราะมันเป็นการกระทำเพียงเปลือกนอกแทนการเปลี่ยนแปลงภายใน
To avoid falling into the trap of legalism, we can start by holding fast to the words of the apostle John.

เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในกับดักของการยึดถือกฎ   เราสามารถเริ่มต้นโดยยึดมั่นในคำสอนโดยอัครสาวกยอห์น

John ยอห์น 1:17 17 For the law was given through Moses; grace and truth came through Jesus Christ.

17 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส   ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ 

Also remembering to be gracious, especially to our brothers and sisters in Christ.

นอกจากนี้ต้องจดจำที่จะมีใจเมตตากรุณาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่น้องชายหญิงของเราในพระคริสต์

Romans โรม 14:4 4 Who are you to pass judgment on the servant of another? It is before his own master that he stands or falls. And he will be upheld, for the Lord is able to make him stand.

4 ท่านเป็นใครเล่า   จึงกล่าวโทษบ่าวของคนอื่น   บ่าวคนนั้นจะได้ดีหรือจะล่มจมก็สุดแล้วแต่นายของเขา   และเขาก็จะได้ดีแน่นอน   เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฤทธิ์อาจให้เขาได้ดีได้  

Romans โรม 14:10 10 Why do you pass judgment on your brother? Or you, why do you despise your brother? For we will all stand before the judgment seat of God;

10 แต่ตัวท่านเล่า   เหตุไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องของท่าน   หรือท่านผู้เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง   เหตุไฉนท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน   เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า
A word of caution is necessary here.

คำเตือนเป็นสิ่งที่จำเป็นที่นี่

While we need to be gracious to one another and tolerant of disagreement over disputable matters, we cannot accept heresy.

ในขณะที่เราจะต้องมีน้ำใจกว้างขวางต่อกันและกัน  และมีใจอดกลั้นต่อความขัดแย้งในเรื่องที่เป็นปัญหาต่างๆ เราไม่สามารถยอมรับความเห็นนอกรีตได้


We are exhorted to contend for the faith that was once for all entrusted to the saints.

เราถูกสอนให้ต่อสู้เพื่อความเชื่อที่ว่า   เราทุกคนต้องเชื่อวางใจในบรรดาสาธุชนครั้งเดียวเป็นพอ

Jude ยูดาส 3 3 Beloved, although I was very eager to write to you about our common salvation, I found it necessary to write appealing to you to contend for the faith that was once for all delivered to the saints.

3 ท่านที่รักทั้งหลาย   ข้าพเจ้าได้ตั้งใจจะเขียนถึงท่านเรื่องความรอดร่วมกัน   แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า   จำเป็นจะต้องเขียนวิงวอนท่านให้ต่อสู้เพื่อหลักคำสอนที่เชื่อกันอยู่   ที่ได้ทรงโปรดมอบไว้แก่ธรรมิกชนครั้งเดียวเป็นพอนั้น

If we remember these guidelines and apply them in love and mercy, we will be safe from both legalism and heresy.

ถ้าเราจดจำคำแนะนำเหล่านี้และนำมาใช้ด้วยความรักและความเมตตา   เราจะปลอดภัยจากทั้งการยึดถือกฎและคำสอนนอกรีต

1 John 1ยอห์น 4:1 1 Beloved, do not believe every spirit, but test the spirits to see whether they are from God, for many false prophets have gone out into the world.

1 ท่านที่รักทั้งหลาย   อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆวิญญาณ   แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่   เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก

www.gotquestions.org/Thai

Why Not Sin and Legalism

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top