Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, April 5, 2015

 

Question: "What does the Bible say about anger?"
คำถาม: "พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความโกรธ"


Answer: Handling anger is an important topic.

คำตอบ: การจัดการความโกรธเป็นหัวข้อสำคัญ

Christian counselors report that 50 percent of people who come in for counseling have problems dealing with anger.

ที่ปรึกษาคริสเตียนหลายคนรายงานว่าร้อยละ 50 ของคนที่เข้ามาขอคำปรึกษามีปัญหาเรื่องการจัดการกับความโกรธ

Anger can shatter communication and tear apart relationships, and it ruins both the joy and health of many.

ความโกรธสามารถทำลายการติดต่อสื่อสารกัน    และบั่นทอนความสัมพันธ์   และมันทำลายทั้งความสุขและสุขภาพของหลายคน

Sadly, people tend to justify their anger instead of accepting responsibility for it.

น่าเศร้านักที่ผู้คนมักจะแสดงให้เห็นถึงความโกรธของพวกเขาแทนที่จะยอมรับความรับผิดชอบมัน

Everyone struggles, to varying degrees, with anger.

ทุกคนพยายามจัดการกับความโกรธในระดับมากบ้างน้อยบ้าง

Thankfully, God’s Word contains principles regarding how to handle anger in a godly manner, and how to overcome sinful anger.

ขอบคุณพระเจ้า ที่พระวจนะของพระเจ้ามีหลักคำสอนเกี่ยวกับวิธีจัดการกับความโกรธในลักษณะตามแบบพระเจ้า   และวิธีการที่จะเอาชนะความโกรธที่เป็นบาป
Anger is not always sin. There is a type of anger of which the Bible approves, often called “righteous indignation.”

ความโกรธไม่ได้เป็นบาปเสมอไป  มีความโกรธประเภทที่พระคัมภีร์ยอมรับ    มักจะเรียกว่า "ความขุ่นเคืองใจที่ถูกต้อง"

God is angry and believers are commanded to be angry and not sin.

พระเจ้าทรงพิโรธและผู้เชื่อได้รับคำสอนให้โกรธได้และอย่าทำบาป

Psalm บทเพลงสดุดี 7:11 11God is a righteous judge, and a God who feels indignation every day.

11พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ชอบธรรม และเป็นผู้ประทานคำพิพากษาทุกวัน  

Mark มาระโก 3:5 5And He looked around at them with anger, grieved at their hardness of heart, and said to the man, “Stretch out your hand.” He stretched it out, and his hand was restored.

5พระองค์มีพระทัยเป็นทุกข์   เพราะใจเขาแข็งกระด้างนัก   และได้ทอดพระเนตรดูรอบด้วยพระพิโรธ   และพระองค์ตรัสแก่คนมือลีบนั้นว่า   “จงเหยียดมือออกเถิด”   เขาก็เหยียดออก   และมือของเขาก็หายเป็นปกติ

Ephesians เอเฟซัส 4:26 26Be angry and do not sin; do not let the sun go down on your anger,

26จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป   อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่

Two Greek words are used in the New Testament for our English word “anger.”

คำภาษากรีกสองคำที่ใช้ในพันธสัญญาใหม่แทนคำภาษาอังกฤษของเรา "ความโกรธ".

One means “passion, energy” and the other means “agitated, boiling.”

คำหนึ่งหมายถึง "ความรักใคร่  พลัง" และอีกความหมายคือ "ใจปั่นป่วน เดือดดาล"

Biblically, anger is God-given energy intended to help us solve problems.

ตามหลักพระคัมภีร์ ความโกรธเป็นพลังที่พระเจ้าทรงประทานให้   มีเจตนาที่จะช่วยให้เราแก้ปัญหา

Examples of biblical anger include Paul’s confronting Peter because of his wrong example.

ตัวอย่างของความโกรธตามพระคัมภีร์รวมถึงการที่เปาโลเผชิญหน้ากับเปโตรเพราะการเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องของเขา

Galatians กาลาเทีย 2:11-14 11But when Cephas came to Antioch, I opposed him to his face, because he stood condemned.

11แต่เมื่อเคฟาสมาถึงอันทิโอกแล้ว   ข้าพเจ้าก็ได้คัดค้านท่านซึ่งๆหน้า   เพราะว่าท่านทำผิดแน่

12For before certain men came from James, he was eating with the Gentiles; but when they came he drew back and separated himself, fearing the circumcision party.

12ด้วยว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น   ท่านได้กินอยู่ด้วยกันกับคนต่างชาติ   แต่พอคนพวกนั้นมาถึง   ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหาก   เพราะกลัวพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต

13And the rest of the Jews acted hypocritically along with him, so that even Barnabas was led astray by their hypocrisy.

13และพวกยิวคนอื่นๆก็ได้แสร้งทำตามท่าน   แม้แต่บารนาบัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย

14But when I saw that their conduct was not in step with the truth of the gospel, I said to Cephas before them all, “If you, though a Jew, live like a Gentile and not like a Jew, how can you force the Gentiles to live like Jews?”

14แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า   เขาไม่ได้ประพฤติตรงตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น   ข้าพเจ้าจึงว่าแก่เคฟาสต่อหน้าคนทั้งปวงว่า   “ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิว   ประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ   ไม่ใช่ตามอย่างพวกยิว   เหตุไฉนท่านจึงบังคับคนต่างชาติให้ประพฤติตามอย่างพวกยิวเล่า”

David’s being upset over hearing Nathan the prophet sharing an injustice (2 Samuel 12),

เมื่อดาวิดทรงกริ้วที่ได้ยินนาธานผู้เผยพระวจนะกล่าวถึงความไม่ยุติธรรม (2 ซามูเอลบทที่ 12),

2 Samuel  2 ซามูเอล 12:1-6 1And the LORD sent Nathan to David. He came to him and said to him, “There were two men in a certain city, the one rich and the other poor.

1พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด   นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์ว่า   “ใเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งมั่งมี อีกคนหนึ่งยากจน

2The rich man had very many flocks and herds,

2คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก

3but the poor man had nothing but one little ewe lamb, which he had bought. And he

brought it up, and it grew up with him and with his children. It used to eat of his morsel and drink from his cup and lie in his arms, and it was like a daughter to him.

3แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย   เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้   และอยู่กับเขา   มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา   กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียวกับเขา   นอนในอกของเขา   และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา

4Now there came a traveler to the rich man, and he was unwilling to take one of his own flock or herd to prepare for the guest who had come to him, but he took the poor man's lamb and prepared it for the man who had come to him.”

4ฝ่ายคนมั่งมีคนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม   เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น   จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็น อาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน”

5Then David's anger was greatly kindled against the man, and he said to Nathan, “As the Lord lives, the man who has done this deserves to die,

5ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก และรับสั่งแก่นาธันว่า   “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย

6and he shall restore the lamb fourfold, because he did this thing, and because he had no pity.”

6และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่างนี้   และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต”  

Jesus’ anger over how some of the Jews had defiled worship at God’s temple in Jerusalem.

เมื่อพระเยซูทรงพิโรธต่อชาวยิวบางคนที่ได้ทำให้สถานนมัสการที่วิหารของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็มเสื่อมเสีย

John ยอห์น 2:13-18  13The Passover of the Jews was at hand, and Jesus went up to Jerusalem.

13เทศกาลปัสกาของพวกยิวใกล้เข้ามาแล้ว   พระเยซูเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

14In the temple he found those who were selling oxen and sheep and pigeons, and the money-changers sitting there.

14ในบริเวณพระวิหารพระองค์ทรงเห็นคนขายวัว   ขายแกะ   ขายนกพิราบ   และคนรับแลกเงินที่กำลังแลกเงินอยู่

15And making a whip of cords, he drove them all out of the temple, with the sheep and oxen. And he poured out the coins of the money-changers and overturned their tables.

15พระองค์ทรงเอาเชือกทำเป็นแส้ไล่คนเหล่านั้น   พร้อมกับแกะและวัวออกไปจากบริเวณพระวิหาร   และพระองค์ทรงเทเงินและคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงิน

16And he told those who sold the pigeons, “Take these things away; do not make my Father's house a house of trade.”

16และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า   “จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย   อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย”

17His disciples remembered that it was written, “Zeal for your house will consume me.”

17พวกสาวกของพระองค์ก็ระลึกขึ้นได้ถึงคำที่เขียนไว้ว่า    “ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์จะท่วมท้นข้าพระองค์”

18So the Jews said to him, “What sign do you show us for doing these things?”

18พวกยิวจึงทูลพระองค์ว่า   “ท่านจะแสดงหมายสำคัญอะไรให้เราเห็นว่า   ท่านมีอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้”

Notice that none of these examples of anger involved self-defense, but a defense of others or of a principle.

ขอให้สังเกตว่าตัวอย่างเรื่องความโกรธเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกป้องตนเอง แต่ปกป้องผู้อื่น  หรือปกป้องหลักความเชื่อ
Anger turns to sin when it is selfishly motivated.

ความโกรธกลายเป็นบาปเมื่อความเห็นแก่ตัวเป็นแรงผลักดัน

James ยากอบ 1:20 20for the anger of man does not produce the righteousness that God requires. 

20เพราะว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมแห่งพระเจ้า

When God’s goal is distorted

เมื่อพระประสงค์ของพระเจ้าถูกบิดเบือน

1 Corinthians 1โครินธ์ 10:31 31So, whether you eat or drink, or whatever you do, do all to the glory of God.

31เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม   หรือจะทำอะไรก็ตาม   จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

When anger is allowed to linger.

เมื่อความโกรธถูกยอมผ่านไปก่อนอย่างไม่รีบร้อน

Ephesians เอเฟซัส 4:26-27 26Be angry and do not sin; do not let the sun go down on your anger,

26จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป   อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่

27and give no opportunity to the devil.

27และอย่าให้โอกาสแก่มาร

Instead of using the energy generated by anger to attack the problem at hand, it is the person who is attacked.

แทนที่จะใช้พลังที่เกิดจากความโกรธเพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ใกล้ตัว    กลายเป็นคนนั้นเองที่มีปัญหา

Ephesians เอเฟซัส 4:15-19 15Rather, speaking the truth in love, we are to grow up in every way into Him who is the head, into Christ,

15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก   เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ   คือพระคริสต์

16from whom the whole body, joined and held together by every joint with which it is equipped, when each part is working properly, makes the body grow so that it builds itself up in love.

16คือเนื่องจากพระองค์นั้น   ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อที่ทรงประทาน   ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก   เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว

17Now this I say and testify in the Lord, that you must no longer walk as the Gentiles do, in the futility of their minds.

17เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอยืนยันและเป็นพยานในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปท่านอย่าประพฤติอย่างคนต่างชาติที่เขาประพฤติกันนั้น คือมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ

18They are darkened in their understanding, alienated from the life of God because of the ignorance that is in them, due to their hardness of heart.

18โดยที่ความคิดของเขามืดมนไป   และเขาอยู่ห่างจากชีวิตซึ่งมาจากพระเจ้า   เพราะเหตุความไม่รู้เท่าถึงการซึ่งอยู่ในตัวเขา   อันเนื่องจากใจที่แข็งกระด้างของเขา

19They have become callous and have given themselves up to sensuality, greedy to practice every kind of impurity.

19เขามีใจปราศจากโอตตัปปะปล่อยตัวทำการลามกและละโมบในกาม   ทำการโสโครกทุกอย่าง

This says we are to speak the truth in love and use our words to build others up, not allow rotten or destructive words to pour from our lips.

นี้กล่าวได้ว่าเราต้องพูดความจริงด้วยความรักและใช้คำพูดของเราเพื่อจะเสริมสร้างคนอื่นขึ้น  ไม่ยอมให้คำพูดเสื่อมเสียหรือทำลายออกจากริมฝีปากของเรา

Unfortunately, this poisonous speech is a common characteristic of fallen man.

แต่น่าเสียดาย  ที่นี้คำพูดที่เป็นพิษภัยเป็นลักษณะนิสัยธรรมดาของมนุษย์ที่ล้มในความบาป

Romansโรม 3:13-14 13“Their throat is an open grave; they use their tongues to deceive.”  “The venom of asps is under their lips.”

13ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่   เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง   พิษงูร้ายอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา   

14“Their mouth is full of curses and bitterness.”

14ปากของเขาเต็มไปด้วยคำแช่งด่า และคำเผ็ดร้อน

Anger becomes sin when it is allowed to boil over without restraint, resulting in a scenario in which hurt is multiplied, leaving devastation in its wake, often with irreparable consequences.

ความโกรธจะกลายเป็นบาปเมื่อยอมให้มันระเบิดออกมาโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ  ส่งผลให้สถานการณ์ที่เจ็บปวดเพิ่มขึ้น  ทิ้งร่องรอยความหายนะเหลือไว้   มักจะมีผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้

Proverbs สุภาษิต 29:11 11A fool gives full vent to his spirit, but a wise man quietly holds it back.

11คนโง่ย่อมให้ความโกรธของเขาพลุ่งออกมาเต็มที่   แต่ปราชญ์ย่อมยับยั้งโทสะไว้เงียบๆ  

Anger also becomes sin when the angry one refuses to be pacified, holds a grudge, or keeps it all inside.

ความโกรธก็จะกลายเป็นบาปเมื่อคนที่โกรธปฏิเสธที่จะปิดปาก    ยังคุมแค้นฝังใจอยู่  หรือเก็บมันทั้งหมดไว้ภายใน

Ephesians เอเฟซัส 4:26-27 26Be angry and do not sin; do not let the sun go down on your anger,

26จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่

27and give no opportunity to the devil.

27และอย่าให้โอกาสแก่มาร

This can cause depression and irritability over little things, often things unrelated to the underlying problem.

นี้อาจทำให้เกิดภาวะโรคซึมเศร้าและหงุดหงิดต่อเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ     บ่อยครั้งที่หลายสิ่งมักจะไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาพื้นฐาน

We can handle anger biblically by recognizing and admitting our selfish anger and/or our wrong handling of anger as sin.

เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์สอน   โดยการรับรู้และยอมรับความโกรธแบบที่เห็นแก่ตัวของเรา   และ / หรือจัดการกับความโกรธที่เป็นบาป

Proverbs สุภาษิต 28:1313Whoever conceals his transgressions will not prosper,

but he who confesses and forsakes them will obtain mercy.

13บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ   แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา  
1 John 1ยอห์น 1:9 9If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

This confession should be both to God and to those who have been hurt by our anger. We should not minimize the sin by excusing it or blame-shifting.
คำสารภาพนี้ควรจะทูลต่อพระเจ้าและบอกแก่เหล่าคนที่ได้รับผลกระทบจากความโกรธของเรา  เราไม่ควรย่อความบาปให้เล็กลงโดยกล่าวแก้ตัวหรือยกคำตำหนิออกไป
We can handle anger biblically by seeing God in the trial. This is especially important when people have done something to offend us.

เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์   โดยมองที่พระเจ้าในยามเกิดการทดลองนั้น นี้เป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนได้ทำบางสิ่งที่เราขัดเคืองใจ

James ยากอบ 1:2-4 2Count it all joy, my brothers, when you meet trials of various kinds,

2ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า   เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ   ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี

3for you know that the testing of your faith produces steadfastness.

3เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า   การทดลองความเชื่อของท่านนั้น   ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง

4And let steadfastness have its full effect, that you may be perfect and complete, lacking in nothing.

4และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม   มีคุณสมบัติครบถ้วน   ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย  

Romans โรม 8:28-29 28And we know that for those who love God all things work together for good, for those who are called according to his purpose.

28เรารู้ว่า   พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง   คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

29For those whom he foreknew he also predestined to be conformed to the image of his Son, in order that he might be the firstborn among many brothers.

29เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว   ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย   แห่งพระบุตรของพระองค์   เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก

Genesis ปฐมกาล 50:20 20As for you, you meant evil against me, but God meant it for good, to bring it about that many people should be kept alive, as they are today.

20พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง   แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีอย่างที่บังเกิดขึ้นนี้แล้ว   คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก

These verses all point to the fact that God is sovereign and in complete control over every circumstance and person that enters our path.

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บ่งชี้ความจริงที่ว่า   พระเจ้าทรงเป็นจอมกษัตริย์และทรงควบคุมทุกสถานการณ์ทั้งหมด รวมทั้งบุคคลที่เข้ามาในเส้นทางของเรา

Nothing happens to us that He does not cause or allow.

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเราได้  ถ้าพระองค์ไม่ทรงยอมให้เกิดหรืออนุญาต

And as these verses share, God is a good God.

และอย่างที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้กล่าว   พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่แสนดี

Psalm บทเพลงสดุดี 145:8, 9, 17 8The LORD is gracious and merciful, slow to anger and abounding in steadfast love.

8พระเจ้าทรงพระเมตตากรุณา   ทรงกริ้วช้าและมีความรักมั่นคงอย่างอุดม  

9The LORD is good to all, and His mercy is over all that He has made.

9พระเจ้าทรงดีต่อทุกคน   และความรักเอ็นดูของพระองค์มีอยู่เหนือพระราชกิจ ทั้งสิ้นของพระองค์

17The LORD is righteous in all his ways and kind in all his works.

17พระเจ้าทรงชอบธรรมตามทางทั้งสิ้นของพระองค์   และทรงเอ็นดูในการกระทำทั้งสิ้นของพระองค์  

God allows all things in our lives for our good and the good of others.

พระเจ้าทรงช่วยให้ทุกสิ่งในชีวิตของเราเกิดผลดีและดีต่อคนอื่น

Reflecting on this truth until it moves from our heads to our hearts will alter how we react to those who hurt us.
การครุ่นคิดถึงความจริงนี้  จนกระทั่งมันจะย้ายจากหัวของเราไปยังหัวใจของเรา   จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราตอบสนองต่อผู้ที่ทำร้ายเรา
We can handle anger biblically by making room for God’s wrath.

เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์   โดยการจัดที่ว่างไว้สำหรับพระพิโรธของพระเจ้า

This is especially important in cases of injustice, when “evil” men abuse “innocent” people.

นี้เป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของความอยุติธรรม   เมื่อคน "ชั่ว" ปฏิบัติไม่ดีต่อคน "บริสุทธิ์"

Genesis ปฐมกาล 50:19 19But Joseph said to them, “Do not fear, for am I in the place of God?

19โยเซฟจึงบอกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นดังพระเจ้าหรือ

Romans 12:19 19For what can be known about God is plain to them, because God has shown it to them.

19เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย   เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว

Both verses tell us not to play God.

ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองข้อบอกเราว่าอย่าล้อเล่นกับพระเจ้า

God is righteous and just, and we can trust Him who knows all and sees all to act justly.

พระเจ้าทรงชอบธรรมและยุติธรรม  และเราสามารถวางใจพระองค์ผู้ทรงรู้และเห็นทุกคนที่ประพฤติอย่างยุติธรรม

Genesis ปฐมกาล 18:25 25Far be it from you to do such a thing, to put the righteous to death with the wicked, so that the righteous fare as the wicked! Far be that from you! Shall not the Judge of all the earth do what is just?”

25ขอพระองค์อย่าคิดที่จะกระทำเช่นนั้นเลย   อย่าคิดที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรม   ทำกับคนชอบธรรมอย่างเดียวกับคนอธรรม   ขอพระองค์อย่าทรงทำเช่นนั้นเลย   พระองค์ผู้พิพากษาสากลโลกจะไม่กระทำสิ่งที่ยุติธรรมหรือ”
We can handle anger biblically by not returning evil for good.

เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์โดยไม่หันจากการทำดีไปทำความชั่ว

Genesis ปฐมกาล 50:21 21So do not fear; I will provide for you and your little ones.” Thus he comforted them and spoke kindly to them.

21ดังนั้นพี่อย่ากลัวเลย เราจะบำรุงเลี้ยงพี่ทั้งบุตรด้วย”   โยเซฟพูดปลอบโยนพวกพี่น้องดังนี้ทำให้พวกเขาอุ่นใจ

Romans โรม 12:2121Do not be overcome by evil, but overcome evil with good.

21อย่าให้ความชั่วชนะเราได้   แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี

This is key to converting our anger into love.

นี่คือกุญแจสำคัญในการแปลงความโกรธของเราให้เป็นความรัก

As our actions flow from our hearts, so also our hearts can be altered by our actions.

เพราะการกระทำของเราไหลออกมาจากจิตใจของเรา   ดังนั้นจิตใจของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการกระทำของเรา

Matthew มัทธิว 5:43-48 43“You have heard that it was said, ‘You shall love your neighbor and hate your enemy.’

43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า   จงรักคนสนิท   และเกลียดชังศัตรู

44But I say to you, Love your enemies and pray for those who persecute you,

44ฝ่ายเราบอกท่านว่า   จงรักศัตรูของท่าน   และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน

45so that you may be sons of your Father who is in heaven. For he makes his sun rise on the evil and on the good, and sends rain on the just and on the unjust.

45ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์  เพราะ ว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์   ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน   และให้ฝนตก   แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม

46For if you love those who love you, what reward do you have? Do not even the tax collectors do the same?

46แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน   จะได้บำเหน็จอะไร   ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ

47And if you greet only your brothers, what more are you doing than others? Do not even the Gentiles do the same?

47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว   ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า   ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ

48You therefore must be perfect, as your heavenly Father is perfect.

48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ   เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ

That is, we can change our feelings toward another by changing how we choose to act toward that person.
นั่นก็คือ เราสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของเราที่มีต่อผู้อื่น โดยการเปลี่ยนวิธีที่เราเลือกที่จะปฎิบัติต่อบุคคลนั้น

We can handle anger biblically by communicating to solve the problem. There are four basic rules of communication shared in Ephesians

เราสามารถจัดการกับความโกรธตามพระคัมภีร์โดยการสื่อสารพูกคุยเพื่อแก้ปัญหา มีกฎพื้นฐานของการสื่อสารพูดคุยกล่าวไว้ในพระธรรมเอเฟซัส 4 ข้อ

Ephesians เอเฟซัส 4:15, 25-32 15Rather, speaking the truth in love, we are to grow up in every way into him who is the head, into Christ,

15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก   เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ   คือพระคริสต์

25Therefore, having put away falsehood, let each one of you speak the truth with his neighbor, for we are members one of another.

25เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย   และจงพูดความจริงต่อกัน   เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน

26Be angry and do not sin; do not let the sun go down on your anger,

26จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป   อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่

27and give no opportunity to the devil.

27และอย่าให้โอกาสแก่มาร

28Let the thief no longer steal, but rather let him labor, doing honest work with his own hands, so that he may have something to share with anyone in need.

28คนที่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก   แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า   เพื่อจะได้มีอะไรๆ   แจกให้แก่คนที่ขัดสน

29Let no corrupting talk come out of your mouths, but only such as is good for building up, as fits the occasion, that it may give grace to those who hear.

29อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย   แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ   เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง

30And do not grieve the Holy Spirit of God, by whom you were sealed for the day of redemption.

30และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย   เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้   เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด

31Let all bitterness and wrath and anger and clamor and slander be put away from you, along with all malice.

31จงให้ใจขมขื่น   และใจขัดเคือง   และใจโกรธ   และการทะเลาะเถียงกัน   และการพูดให้ร้ายกับการคิดปองร้ายทุกอย่าง จงอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด

32Be kind to one another, tenderhearted, forgiving one another, as God in Christ forgave you.

32และท่านจงเมตตาต่อกัน   มีใจเอ็นดูต่อกัน   และอภัยโทษให้กัน   เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น

1) Be honest and speak.

1) จงซื่อสัตย์และพูด

Ephesians เอเฟซัส 4:15, 25 15Rather, speaking the truth in love, we are to grow up in every way into Him who is the head, into Christ,

15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก   เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ   คือพระคริสต์

25Therefore, having put away falsehood, let each one of you speak the truth with his neighbor, for we are members one of another.

25เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย   และจงพูดความจริงต่อกัน   เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน

People cannot read our minds. We must speak the truth in love.
ผู้คนไม่สามารถอ่านจิตใจของเรา เราต้องพูดความจริงด้วยความรัก
2) Stay current

2) จงอยู่กับปัจจุบัน

Ephesians 4เอเฟซัส 4:26-27 26Be angry and do not sin; do not let the sun go down on your anger,

26จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป   อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่

27and give no opportunity to the devil.

27และอย่าให้โอกาสแก่มาร

We must not allow what is bothering us to build up until we lose control.

เราต้องไม่ยอมให้เกิดสิ่งที่รบกวนใจเราจนกระทั่งเราสูญเสียการควบคุม

Dealing with and sharing what is bothering us before it gets to that point is important.
การจัดการและร่วมกันในสิ่งที่รบกวนใจเราก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ

3) Attack the problem, not the person

3) จัดการที่ปัญหา ไม่ใช่ที่คน

Ephesians 4เอเฟซัส 4:29, 31 29Let no corrupting talk come out of your mouths, but only such as is good for building up, as fits the occasion, that it may give grace to those who hear.

29อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย   แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ   เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง

31Let all bitterness and wrath and anger and clamor and slander be put away from you, along with all malice.

31จงให้ใจขมขื่น   และใจขัดเคือง   และใจโกรธ   และการทะเลาะเถียงกัน   และการพูดให้ร้าย   กับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด

Along this line, we must remember the importance of keeping the volume of our voices low

ตลอดบรรทัดนี้เราต้องจำสำคัญของคุมระดับเสียงของเราให้ต่ำ

Proverbs สุภาษิต 15:1 1A soft answer turns away wrath, but a harsh word stirs up anger.

1คำตอบอ่อนหวานช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป    แต่คำกักขฬะเร้าโทสะ  
4) Act, not react

4) จงกระทำไม่ใช่ตอบโต้การกระทำ

Ephesians เอเฟซัส 4:31-32 31Let all bitterness and wrath and anger and clamor and slander be put away from you, along with all malice.

31จงให้ใจขมขื่น   และใจขัดเคือง   และใจโกรธ   และการทะเลาะเถียงกัน   และการพูดให้ร้าย   กับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด

32Be kind to one another, tenderhearted, forgiving one another, as God in Christ forgave you.

32และท่านจงเมตตาต่อกัน   มีใจเอ็นดูต่อกัน   และอภัยโทษให้กัน   เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น

Because of our fallen nature, our first impulse is often a sinful one (v. 31). The time spent in

“counting to ten” should be used to reflect upon the godly way to respond (v. 32) and to remind ourselves how anger is to be used to solve problems and not create bigger ones.

เพราะเรามีธรรมชาติบาป การตอบสนองของเราจึงเป็นบาป (ข้อ31 ) ควรใช้เวลา “นับหนึ่งถึงสิบ”เพื่อตอบสนองตามแบบพระเจ้าสอน (ข้อ32 ) และเพื่อเตือนใจเราว่าควรแก้ไขจัดการกับความโกรธอย่างไรและไม่สร้างให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น

Finally, we must act to solve our part of the problem.

สุดท้าย เราจะต้องจัดการแก้ปัญหาในส่วนของเรา

Acts กิจการ 12:18 18Now when day came, there was no little disturbance among the soldiers over what had become of Peter.

18ครั้นรุ่งเช้าพวกทหารก็ขวัญหนีดีฝ่อมิใช่น้อย   เปโตรหายไปไหนหนอ


We cannot control how others act or respond, but we can make the changes that need to be made on our part.

เราไม่สามารถควบคุมคนอื่น ๆ กระทำหรือตอบสนองต่อเราได้  แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต้องทำในส่วนของเรา

Overcoming a temper is not accomplished overnight. But through prayer, Bible study, and reliance upon God’s Holy Spirit, ungodly anger can be overcome.

การเอาชนะอารมณ์ไม่ได้ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน  แต่โดยผ่านการอธิษฐาน  ศึกษาพระคัมภีร์ และการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  เราสามารถเอาชนะความโกรธที่ไม่ถูกตามแบบพระเจ้าได้

Just as we may have allowed anger to become entrenched in our lives by habitual practice, we must also practice responding correctly until it becomes a habit itself.

เมื่อเราอาจยอมให้ความโกรธฝังยึดมั่นในชีวิตเราโดยการประพฤติเป็นนิสัย   เราก็ต้องฝึกการตอบสนองอย่างถูกต้อง  จนกว่ามันจะติดเป็นนิสัยเอง

www.gotquestions.org/Thai

Anger

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top