Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, April 8, 2015

 

Question: "What does the Bible say about fear?"
คำถาม: "พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความกลัว"

Answer: The Bible mentions two specific types of fear.

คำตอบ: พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องความกลัวสองแบบโดยเฉพาะ

The first type is beneficial and is to be encouraged.

แบบแรกที่เป็นประโยชน์และต้องเป็นที่หนุนใจ

The second type is a detriment and is to be overcome.

แบบที่สองคือความเสียหายและต้องเอาชนะ

The first type of fear is fear of the Lord.

ความกลัวแบบแรกคือความยำเกรงพระเจ้า

This type of fear does not necessarily mean to be afraid of something.

ความกลัวแบบนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าจะต้องกลัวอะไรบางอย่าง

Rather, it is a reverential awe of God; a reverence for His power and glory.

แต่มันเป็นความเกรงกลัวยกย่องพระเจ้า ความเคารพฤทธิ์อำนาจและพระสิริของพระองค์

However, it is also a proper respect for His wrath and anger.

อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นการเคารพที่เหมาะสมสำหรับพระพิโรธและความกริ้วของพระองค์

In other words, the fear of the Lord is a total acknowledgement of all that God is, which comes through knowing Him and His attributes.
อักนัยหนึ่ง ความยำเกรงพระเจ้าคือการยอมรับรู้ทุกอย่างซึ่งพระเจ้าทรงเป็น  ซึ่งมาจากการรู้จักพระองค์และพระลักษณะของพระองค์

Fear of the Lord brings with it many blessings and benefits.

ความยำเกรงพระเจ้านำพระพรมากมายและล้วนแต่สิ่งที่ดีๆ

It is the beginning of wisdom and leads to good understanding.

มันเป็นจุดกำเนิดของสติปัญญาและนำไปสู่ความเข้าใจที่ดี

Psalm บทเพลงสดุดี 111:10 10The fear of the LORD is the beginning of wisdom;

all those who practice it have a good understanding. His praise endures forever!

10ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของ สติปัญญา   บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามก็ได้ความเข้าใจดี การสรรเสริญพระเจ้า ดำรงอยู่เป็นนิตย์

Only fools despise wisdom and discipline.

คนโง่เท่านั้นที่ดูหมิ่นสติปัญญาและกฏระเบียบวินัย

Proverbs สุภาษิต 1:7 7The fear of the LORD is the beginning of knowledge; fools despise wisdom and instruction.

7ความยำเกรงพระเจ้า เป็นบ่อเกิดของ ความรู้   คนโง่ย่อมดูหมิ่นปัญญาและคำสั่งสอน  
  Furthermore, fear of the Lord leads to life, rest, peace, and contentment.

นอกจากนี้ความยำเกรงพระเจ้าจะนำไปสู่ชีวิต    การพักสงบ  สันติสุข และความพึงพอใจ

Proverbs สุภาษิต 19:23 23The fear of the LORD leads to life, and whoever has it rests satisfied; he will not be visited by harm.

23ความยำเกรงพระเจ้านำไปสู่ชีวิต   และบุคคลผู้ได้รับแล้วก็หยุดด้วยความพอใจ   จะไม่มีอันตรายใดมาเยี่ยมกรายเขา  

It is the fountain of life and provides a security and a place of safety for us.

มันเป็นน้ำพุแห่งชีวิตและให้ความอารักขาและเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเรา

Proverbs สุภาษิต 14:26-27 26In the fear of the LORD one has strong confidence, and his children will have a refuge.

26ความยำเกรงพระเจ้าทำให้คนอยู่อย่างอุ่นใจ   ลูกหลานของเขาจะมีที่พึ่ง  

27The fear of the LORD is a fountain of life, that one may turn away from the snares of death.

27ความยำเกรงพระเจ้าเป็นน้ำพุแห่งชีวิต  เพื่อผู้หนึ่งผู้ใดจะหลีกจากบ่วงของความมรณาได้   
Thus, one can see how fearing God should be encouraged.

ดังนั้น  คนเราสามารถเห็นว่าเราควรยำเกรงพระเจ้ามากแค่ไหน

However, the second type of fear mentioned in the Bible is not beneficial at all.

แต่ความกลัวแบบที่สองที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์นั้นเป็นไม่เป็นประโยชน์เลย

This is the “spirit of fear”

นี่คือ "วิญญาณแห่งความหวาดกลัว"

2 Timothy 2 ทิโมธี 1:7 7for God gave us a spirit not of fear but of power and love and self-control.

7เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา   แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์   ความรัก   และการบังคับตนเองให้แก่เรา      

A spirit of fearfulness and timidity does not come from God.
วิญญาณแห่งความหวาดกลัวและความขี้ขลาดไม่ได้มาจากพระเจ้า

However, sometimes we are afraid, sometimes this “spirit of fear” overcomes us, and to overcome it we need to trust in and love God completely.

แต่ บางครั้งเรากลัว  บางครั้ง "วิญญาณแห่งความกลัว" นี้เข้าครอบงำเรา   และการที่จะเอาชนะมันเราต้องให้ความไว้วางใจในพระเจ้าและรักพระองค์สุดสิ้นหัวใจ

1 John 1 ยอห์น 4:18 18There is no fear in love, but perfect love casts out fear. For fear has to do with punishment, and whoever fears has not been perfected in love.

18ในความรักนั้นไม่มีความกลัว   แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย   เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษและผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

No one is perfect, and God knows this.

ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบและพระเจ้าทรงรู้เรื่องนี้

That is why He has liberally sprinkled encouragement against fear throughout the Bible.

นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ได้ทรงประทานกำลังใจให้เราต่อสู้กับความหวาดกลัวตลอดในพระคัมภีร์

Beginning in the book of Genesis and continuing throughout the book of Revelation, God reminds us to “Fear not.”
เริ่มต้นในหนังสือปฐมกาลและต่อเนื่องตลอดจนถึงหนังสือวิวรณ์ พระเจ้าทรงเตือนเราว่า "อย่ากลัวเลย"
Isaiah อิสยาห์ 41:10 10fear not, for I am with you; be not dismayed, for I am your God;  I will strengthen you,  I will help you, I will uphold you with my righteous right hand.

10อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า   เราจะหนุนกำลังเจ้า เออ เราจะช่วยเจ้า   เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา  

Often we fear the future and what will become of us.

บ่อยครั้งที่เรากลัวอนาคตและสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา

But Jesus reminds us that God cares for the birds of the air, so how much more will He provide for His children? “

แต่พระเยซูทรงเตือนเราว่า   พระเจ้าทรงห่วงใยนกในอากาศฉันใด  ดังนั้นมากกว่านั้นอีกที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้สำหรับลูก ๆ ของพระองค์? "

Matthew มัทธิว 10:31 31Fear not, therefore; you are of more value than many sparrows.

31เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย   ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว

Just these few verses cover many different types of fear.

เพียงแค่ข้อพระคัมภีร์ไม่กี่ข้อเหล่านี้ครอบคลุมความกลัวหลายแบบแตกต่างกัน

God tells us not to be afraid of being alone, of being too weak, of not being heard, and of lacking physical necessities.

พระเจ้าทรงสอนเราว่าอย่ากลัวการอยู่คนเดียว   การที่อ่อนแอเกินไป    การที่ไม่มีใครรับฟัง  และการขาดแคลนสิ่งของจำเป็นทางฝ่ายกาย

These admonishments continue throughout the Bible, covering the many different aspects of the “spirit of fear.”

ตลอดพระคัมภีร์มีคำตักเตือนเหล่านี้เรื่อยๆ ครอบคลุมทุกแง่มุมต่างๆ เรื่อง "วิญญาณแห่งความกลัว” Psalm บทเพลงสดุดี 56:11 11in God I trust; I shall not be afraid.  What can man do to me?

11ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอย่างปราศจากความกลัว    คนจะกระทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้  

This is an awesome testimony to the power of trusting in God.

นี้เป็นคำพยานหลักฐานที่ดีเยี่ยมต่ออำนาจในการไว้วางใจพระเจ้า

Regardless of what happens, the psalmist will trust in God because he knows and understands the power of God.

โดยไม่คำนึงถึงว่าสิ่งใดเกิดขึ้น   ผู้เขียนบทเพลงสดุดีจะไว้วางใจในพระเจ้าเพราะเขารู้และเข้าใจฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

The key to overcoming fear, then, is total and complete trust in God. Trusting God is a refusal to give in to fear.

กุญแจในการเอาชนะความกลัวก็คือการไว้วางใจทั้งสิ้นอย่างครบถ้วนในพระเจ้า   พระเจ้าทรงไม่ให้เราตกอยู่ในความหวาดกลัว

It is a turning to God even in the darkest times and trusting Him to make things right.

มันเป็นการหันมาหาพระเจ้าแม้ในเวลาที่ลำบากมืดมิดที่สุดและการไว้วางใจในพระองค์เพื่อทำสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง

This trust comes from knowing God and knowing that He is good.

ความไว้วางใจนี้มาจากการรู้จักพระเจ้าและรู้ว่าพระองค์ทรงประเสริฐ

As Job said when he was experiencing some of the most difficult trials recorded in the Bible,

อย่างที่โยบกล่าวเมื่อเขากำลังประสบความทุกข์ลำบากที่ยากที่สุดในการทดลองดังที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์

Job โยบ 13:15 15Though he slay me, I will hope in him;  yet I will argue my ways to his face.

15ดูเถิด   พระองค์จะทรงประหารข้าเสีย   ข้าไม่มีความหวังใจ( หรือ   แม้พระองค์ทรงประหารข้า   ข้าจะยังรอคอยพระองค์)     แต่ข้ายังจะแก้ตัวของข้าจำเพาะพระพักตร์พระองค์  
Once we have learned to put our trust in God, we will no longer be afraid of the things that come against us.

เมื่อเราได้เรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระเจ้า   เราจะไม่ต้องกลัวสิ่งต่างๆที่มาต่อต้านเราอีกต่อไป

We will be like the psalmist

เราจะเป็นเหมือนผู้เขียนพระธรรมสดุดี

Psalm บทเพลงสดุดี 5:11 11But let all who take refuge in you rejoice; let them ever sing for joy, and spread your protection over them, that those who love your name may exult in you.

11แต่ให้คนทั้งปวงที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์นั้นเปรมปรีดิ์  ให้เขาร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดีอยู่เสมอ  และขอทรงป้องกันเขาไว้   เพื่อคนที่รักพระนามของ พระองค์จะปรีดาปราโมทย์อยู่ในพระองค์   


Question: "What does the Bible say about ghosts / hauntings?"
คำถาม: "พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับภูติผี / สิ่งที่หลอกหลอน?"


Answer: Is there such a thing as ghosts?

คำตอบ: มีสิ่งที่เป็นภูติผีหรือไม่

The answer to this question depends on what precisely is meant by the term “ghosts.”

คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับอะไรที่มีหมายความว่าว่า "ภูตผี” อย่างถูกต้อง

If the term means “spirit beings,” the answer is a qualified “yes.”

ถ้าคำนั้นหมายถึง "วิญญาณ" คำตอบที่สมควรคือ "ใช่"

If the term means “spirits of people who have died,” the answer is “no.”

ถ้าคำนั้นหมายถึง "วิญญาณของคนที่ตาย" คำตอบคือ "ไม่ใช่"

The Bible makes it abundantly clear that there are spirit beings, both good and evil.

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนบริบูรณ์ว่า  มีวิญญาณทั้งดีและชั่วร้าย

But the Bible negates the idea that the spirits of deceased human beings can remain on earth and “haunt” the living.

แต่พระคัมภีร์ขัดแย้งกับความคิดที่ว่าวิญญาณของมนุษย์ผู้ตายยังคงอยู่ในโลกและ "หลอกหลอน" สิ่งที่มีชีวิต

Hebrews ฮีบรู 9:27 27And just as it is appointed for man to die once, and after that comes judgment,

27มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว   และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด

That is what happens to a person’s soul-spirit after death—judgment.

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตวิญญาณของคน-วิญญาณหลังความตาย----การพิพากษา

The result of this judgment is heaven for the believer.

ผลของการพิพากษานี้เป็นสวรรค์สำหรับผู้เชื่อ

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:6-8 6So we are always of good courage. We know that while we are at home in the body we are away from the Lord,

6เหตุฉะนั้นเรามั่นใจอยู่เสมอ   รู้อยู่แล้วว่า   ขณะที่เราอยู่ในร่างกายนี้   เราอยู่ห่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

7for we walk by faith, not by sight.

7เพราะเราดำเนินโดยความเชื่อ   มิใช่ตามที่ตามองเห็น

8Yes, we are of good courage, and we would rather be away from the body and at home with the Lord.

8เรามีความมั่นใจ   และเราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้

Philippians ฟีลิปปี 1:23 23I am hard pressed between the two. My desire is to depart and be with Christ, for that is far better.

23ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้   คือว่า   ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่

อยู่กับพระคริสต์   ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก

And hell for the unbeliever.

และนรกสำหรับคนที่ไม่เชื่อ

Matthew มัทธิว 25:46 46And these will go away into eternal punishment, but the righteous into eternal life.”

46และพวกเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษอยู่เป็นนิตย์   แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”

Luke ลูกา 16:22-24 22The poor man died and was carried by the angels to Abraham's side. The rich man also died and was buried,

22อยู่มาคนขอทานนั้นตาย   และเหล่าทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม   ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย   และเขาก็ฝังไว้

23and in Hades, being in torment, he lifted up his eyes and saw Abraham far off and Lazarus at his side.

23แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก   เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล   และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน

24And he called out, ‘Father Abraham, have mercy on me, and send Lazarus to dip the end of his finger in water and cool my tongue, for I am in anguish in this flame.’

24เศรษฐีจึงร้องว่า   'อับราฮัมบิดาเจ้าข้า   ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด   ขอใช้ลาซารัสมา   เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น   ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้'

There is no in-between.

ไม่มีอะไรที่อยู่ระหว่างกลางได้

There is no possibility of remaining on earth in spirit form as a “ghost.”

ไม่มีความเป็นไปได้สำหรับสิ่งที่เหลืออยู่บนโลกในรูปวิญญาณเป็น "ผี".

If there are such things as ghosts, according to the Bible, they absolutely cannot be the disembodied spirits of deceased human beings.

หากมีสิ่งดังกล่าวเรียกว่าเป็นผี    ตามอย่างในพระคัมภีร์ แน่นอนพวกมันไม่สามารถเป็นวิญญาณที่ออกจากร่างกายคนที่เสียชีวิตแล้วได้



The Bible teaches very clearly that there are indeed spirit beings who can connect with and appear in our physical world.

พระคัมภีร์สอนอย่างชัดเจนว่า   แน่นอนมีวิญญาณที่สามารถเชื่อมต่อกับและปรากฏอยู่ในโลกฝ่ายร่างกายของเรา

The Bible identifies these beings as angels and demons.

พระคัมภีร์ระบุสิ่งเหล่านี้เป็นทูตสวรรค์และมารร้าย

Angels are spirit beings who are faithful in serving God.

Angels are righteous, good, and holy.

ทูตสวรรค์เป็นวิญญาณที่สัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า

ทูตสวรรค์มีความชอบธรรม   ดีและศักดิ์สิทธิ์

Demons are fallen angels, angels who rebelled against God.

มารซาตานเป็นเทวดาตกสวรรค์ที่ได้กบฏต่อพระเจ้า

Demons are evil, deceptive, and destructive.

มารซาตานชั่วร้าย    หลอกลวงและทำลายล้าง

Demons masquerade as “angels of light” and as “servants of righteousness.”

มารซาตานปลอมตัวเป็น "ทูตความสว่าง" และเป็น "ทาสแห่งความชอบธรรม"

2 Corinthians 2โครินธ์ 11:14-15 14And no wonder, for even Satan disguises himself as an angel of light.

14การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกประหลาดเลย   ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้

15So it is no surprise if his servants, also, disguise themselves as servants of righteousness. Their end will correspond to their deeds.

15เหตุฉะนั้นจึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่คนรับใช้ของซาตาน   จะปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของความชอบธรรม   ท้ายที่สุดของเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา

Appearing as a “ghost” and impersonating a deceased human being definitely seem to be within the power and abilities that demons possess.

ปรากฏราวกับว่าเป็น "ผี" และปลอมแปลงเป็นผู้ที่ตายแน่นอนดูเหมือนจะอยู่ใต้อำนาจและความสามารถที่มารร้ายครอบครอง

The closest biblical example of a “haunting” is found in Mark 5

ตัวอย่างด้านพระคัมภีร์ที่ใกล้เคียงที่สุดของ "สิ่งที่หลอกหลอน" พบในมาระโกบทที่ 5

Mark มาระโก 5:1-20 1They came to the other side of the sea, to the country of the Gerasenes.

1ฝ่ายพระองค์กับเหล่าสาวก   ก็ข้ามทะเลไปยังแดนเมืองชาวเก-ราซา 

2And when Jesus had stepped out of the boat, immediately there met him out of the tombs a man with an unclean spirit.

2พอพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ   มีคนหนึ่งออกจากอุโมงค์ฝังศพ   มีผีโสโครกสิงได้มาพบพระองค์

3He lived among the tombs. And no one could bind him anymore, not even with a chain,

3คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ   และไม่มีผู้ใดจะผูกมัดตัวเขาอีกได้   แม้จะล่ามด้วยโซ่ตรวนก็ไม่อยู่

4for he had often been bound with shackles and chains, but he wrenched the chains apart, and he broke the shackles in pieces. No one had the strength to subdue him.

4เพราะว่าได้ล่ามโซ่ใส่ตรวนหลายหนแล้ว   เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย   ไม่มีผู้ใดมีแรงพอที่จะทำให้เขาสงบได้

5Night and day among the tombs and on the mountains he was always crying out and bruising himself with stones.

5เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ   และที่ภูเขาทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ   และเอาหินเชือดเนื้อของตัว

6And when he saw Jesus from afar, he ran and fell down before him.

6ครั้นเขาเห็นพระเยซูแต่ไกลก็วิ่งเข้ามากราบไหว้พระองค์

7And crying out with a loud voice, he said, “What have you to do with me, Jesus, Son of the Most High God? I adjure you by God, do not torment me.”

7แล้วร้องเสียงดังว่า   “ข้าแต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด   พระองค์มายุ่งกับข้าพระองค์ทำไม   ข้าพระองค์ขอให้พระองค์สาบานในพระนามของพระเจ้าว่า   จะไม่ทรมานข้าพระองค์”

8For he was saying to him, “Come out of the man, you unclean spirit!”

8ที่พูดเช่นนี้   เพราะพระองค์ได้ตรัสแก่มันว่า   “อ้ายผีโสโครก   จงออกมาจากคนนั้นเถิด”

9And Jesus asked him, “What is your name?” He replied, “My name is Legion, for we are many.”

9แล้วพระองค์ตรัสถามชายนั้นว่า   “เอ็งชื่ออะไร”   มันตอบว่า   “ชื่อกอง   เพราะว่าพวกข้าพระองค์หลายตนด้วยกัน”

10And he begged him earnestly not to send them out of the country.

10มันจึงอ้อนวอนพระองค์เป็นอันมาก   มิให้ขับไล่มันออกจากแดนเมืองนั้น

11Now a great herd of pigs was feeding there on the hillside,

11มีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ไหล่เขาตำบลนั้น

12and they begged him, saying, “Send us to the pigs; let us enter them.”

12ผีเหล่านั้นก็อ้อนวอนพระองค์ว่า   “ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าในสุกรเหล่านี้เถิด”

13So he gave them permission. And the unclean spirits came out, and entered the pigs, and the herd, numbering about two thousand, rushed down the steep bank into the sea and were drowned in the sea.

13พระองค์ก็ทรงอนุญาต   แล้วผีโสโครกนั้นจึงออกไปเข้าสิงอยู่ในสุกร   สุกรทั้งฝูงประมาณสองพันตัวก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย  

14The herdsmen fled and told it in the city and in the country. And people came to see what it was that had happened.

14ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรนั้น   ต่างคนต่างหนีไปเล่าเรื่องทั้งในนครและบ้านนอก   แล้วคนทั้งปวงก็ออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

15And they came to Jesus and saw the demon-possessed man, the one who had had the legion, sitting there, clothed and in his right mind, and they were afraid.

15เมื่อเขามาถึงพระเยซูก็เห็นคนที่ผีทั้งกองได้สิงนั้น   นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี   เขาจึงเกรงกลัวนัก

16And those who had seen it described to them what had happened to the demon-possessed man and to the pigs.

16แล้วคนที่ได้เห็น   ก็เล่าเหตุการณ์ซึ่งบังเกิดแก่คนที่ผีสิงนั้น   และซึ่งบังเกิดแก่ฝูงสุกรให้เขาฟัง

17And they began to beg Jesus to depart from their region.

17คนทั้งหลายจึงพากันอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปเสียจากเขตแดนเมืองของเขา

18As he was getting into the boat, the man who had been possessed with demons begged him that he might be with him.

18เมื่อพระองค์กำลังเสด็จลงเรือ   คนที่ผีได้สิงแต่ก่อนนั้นได้อ้อนวอนขอติดตามพระองค์ไป

19And he did not permit him but said to him, “Go home to your friends and tell them how much the Lord has done for you, and how he has had mercy on you.”

19พระองค์ไม่ทรงอนุญาต   แต่ตรัสแก่เขาว่า   “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน   แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่   ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า   และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว”

20And he went away and began to proclaim in the Decapolis how much Jesus had done for him, and everyone marveled.

20ฝ่ายคนนั้นก็ทูลลา   แล้วเริ่มประกาศในแคว้นทศบุรี   ถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำเพื่อตัว   และคนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก

A legion of demons possessed a man and used the man to haunt a graveyard.

ฝูงมารร้ายเข้าสิงในชายคนหนึ่งและใช้ชายคนนั้นมาหลอกหลอนที่สุสาน

There were no ghosts involved.

ไม่มีภูติผีมาเกี่ยวข้องได้

It was a case of a normal person being controlled by demons to terrorize the people of that area.

Demons only seek to “kill, steal, and destroy.”

มันเป็นกรณีของคนปกติถูกครอบงำโดยมารร้ายที่จะข่มขวัญคนในพื้นที่นั้น

มารร้ายเพียงเสาะหาเพื่อที่จะ "ฆ่า  ลักขโมยและทำลาย."

John ยอห์น 10:10 10The thief comes only to steal and kill and destroy. I came that they may have life and have it abundantly.

10ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์

They will do anything within their power to deceive people, to lead people away from God.

พวกมันจะทำอะไรก็ตามภายใต้อำนาจของมันเพื่อหลอกลวงผู้คน    เพื่อจะนำคนออกจากพระเจ้า

This is very likely the explanation of “ghostly” activity today.

บางทีนี่คือคำอธิบายของการที่ "ผี" สำแดงในทุกวันนี้



Whether it is called a ghost, a ghoul, or a poltergeist, if there is genuine evil spiritual activity occurring, it is the work of demons.

ไม่ว่าจะเรียกมันว่าผี ปอบหรือผีโหยหวน    ถ้ามีเกิดการสำแดงวิญญาณชั่วร้ายจริง   มันก็คือการทำงานของมารร้าย

What about instances in which “ghosts” act in “positive” ways?

อะไรคือตัวอย่างทั้งหลายที่ "ภูติผี" กระทำในแบบ "เชิงบวก"

What about psychics who claim to summon the deceased and gain true and useful information from them?

เป็นอย่างไรเกี่ยวกับคนทรงผีที่อวดอ้างว่าเรียกคนตาย    และเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์และจริงจากพวกมัน?

Again, it is crucial to remember that the goal of demons is to deceive.

อีกครั้ง  ก็เป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องจำไว้ว่า   เป้าหมายของมารร้ายคือเพื่อหลอกลวง

If the result is that people trust in a psychic instead of God, a demon will be more than willing to reveal true information

ถ้าผลคือว่าผู้คนไว้วางใจในคนทรงผีแทนที่พระเจ้า    มารร้ายจะยิ่งเต็มใจมากที่จะเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริง.

Even good and true information, if from a source with evil motives, can be used to mislead, corrupt, and destroy.

แม้ข้อมูลที่ดีและเป็นจริง    ถ้ามาจากแหล่งข้อมูลที่มีแรงจูงใจที่ชั่วร้าย    สามารถถูกนำมาใช้เพื่อทำให้เข้าใจผิด  สร้างความเสียหายและทำลาย

Interest in the paranormal is becoming increasingly common.

ความสนใจในอาถรรพณ์กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นเรื่อย

There are individuals and businesses that claim to be “ghost-hunters,” who for a price will rid your home of ghosts.

มีบุคคลต่างๆ และธุรกิจมากมายที่อวดอ้างเป็น "นักล่าผี" ผู้ที่จะกำจัดสาลพระภูมิที่บ้านของคุณเพื่อหาเงิน

Psychics, séances, tarot cards, and mediums are increasingly considered normal.

คนทรงผี  การนั่งชุมนุมทรงผี  การเล่นไพ่ทำนายดวง  และสื่อกลางระหว่างวิญญาณและมนุษย์ได้รับการพิจารณาว่าเป็นเรื่องปกติขึ้นเรื่อย

Human beings are innately aware of the spiritual world.

ภายในใจมนุษย์ย่อมตระหนักถึงโลกฝ่ายวิญญาณ

Sadly, instead of seeking the truth about the spirit world by communing with God and studying His Word, many people allow themselves to be led astray by the spirit world.

น่าเศร้าใจ  แทนที่จะแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกแห่งวิญญาณโดยการติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าและศึกษาพระวจนะของพระองค์    หลายคนยอมให้ตัวเองถูกชักนำให้หลงผิดโดยโลกแห่งวิญญาณ

The demons surely laugh at the spiritual mass-deception that exists in the world today.

แน่นอนมารร้ายก็หัวเราะเยาะการหลอกลวงมวลชนเรื่องวิญญาณว่ายังคงมีอยู่ในโลกทุกวันนี้

www.gotquestions.org/Thai

Fear and Ghosts

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top