Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, May 22, 2015

 

Question: "What were the Christian crusades?"
คำถาม: "อะไรคือสงครามครูเสดของคริสเตียน?"


Answer: The crusades have provided some of the most frequent arguments against the Christian faith.

คำตอบ: สงครามครูเสดได้ให้ข้อโต้แย้งที่พบบ่อยที่สุดที่ต่อต้านความเชื่อของคริสเตียน

Some Islamic terrorists even claim that their terrorist attacks are revenge for what Christians did in the crusades.

ผู้ก่อการร้ายอิสลามบางคน ถึงกับอ้างว่าการโจมตีของผู้ก่อการร้ายของพวกเขาเป็นการแก้แค้นให้กับสิ่งที่คริสเตียนทำในสงครามครูเสด

So, what were the crusades and why are they viewed as such a big problem for the Christian faith?
ดังนั้น  อะไรคือสงครามครูเสด    และทำไมพวกเขามองว่าความเชื่อของคริสเตียนเป็นปัญหาใหญ่ First of all, the crusades should not be referred to as the “Christian crusades.”

ประการแรก   สงครามครูเสดไม่ควรจะเรียกว่า "สงครามครูเสดของของคริสเตียน"



Most of the people involved in the crusades were not truly Christians, even though they claimed to be.

ส่วนใหญ่ของคนที่เกี่ยวข้องในสงครามครูเสดไม่ได้เป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง    ถึงแม้ว่าพวกเขาอ้างว่าเป็น

The name of Christ was abused, misused, and blasphemed by the actions of many of the crusaders.

พระนามของพระเยซูคริสต์ถูกทำให้เสื่อมเสียในทางที่ผิด  และถูกดูหมิ่นโดยการกระทำของพวกทำสงครามครูเสด

Second, the crusades took place from approximately A.D. 1095 to 1230.

ประการที่สอง    สงครามครูเสดได้เกิดขึ้นจากประมาณ ค.ศ. 1095-1230

Should the unbiblical actions of supposed Christians hundreds of years ago still be held against Christians today?
กระทำที่ไม่สอกดคล้องกับพระคัมภีร์ของคนที่นับว่าเป็นคริสเตียนหลาวยร้อยปีที่ผ่านมายังคงจัดว่าต่อต้านพวกคริสตชนในทุกวันนี้หรือไม่
Third, not that this is an adequate excuse, but Christianity is not the only religion with a violent past.

ประการที่สาม  นี่ไม่ได้ว่าเป็นข้อแก้ตัวที่เพียงพอ   แต่ศาสนาคริสต์ไม่เป็นเพียงศาสนาที่มีอดีตที่รุนแรง

In actuality, the crusades were responses to Muslim invasions on what was once land occupied primarily by Christians.

ในความเป็นจริง    สงครามครูเสดเป็นการตอบสนองต่อการรุกรานของชาวมุสลิมในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนที่ครอบครองโดยคริสตชนมาก่อน

From approximately A.D. 200 to 900, the land of Israel, Jordan, Egypt, Syria, and Turkey was inhabited primarily by Christians.

จากประมาณ ค.ศ. 200-900   ดินแดนของอิสราเอล จอร์แดน อียิปต์ ซีเรียและตุรกี  เคยเป็นที่อยู่อาศัยของคริสเตียนมาก่อน

Once Islam became powerful, Muslims invaded these lands and brutally oppressed, enslaved, deported, and even murdered the Christians living in those lands.

ครั้งหนึ่งเมื่ออิสลามกลายเป็นมีอำนาจ    พวกมุสลิมรุกรานดินแดนเหล่านี้อย่างกดขี่ทารุณ   จับเป็นทาส   เนรเทศและแม้กระทั่งฆ่าคริสตชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านั้น

In response, the Roman Catholic Church and “Christian” kings/emperors from Europe ordered the crusades to reclaim the land the Muslims had taken.

ในการตอบสนอง    คริสตจักรโรมันคาทอลิคและ พระมหากษัตริย์ / จักรพรรดิ"คริสเตียน" จากยุโรป  สั่งให้ทำสงครามครูเสดเพื่อที่จะเรียกคืนที่แผ่นดินที่ชาวมุสลิมยึดครอง

The actions that many so-called Christians took in the crusades were still deplorable.

การกระทำที่บรรดาคนเรียกตัวเองว่าคริสเตียน เข้าร่วมในสงครามครูเสดยังคงเป็นที่น่าตำหนิ

There is no biblical justification for conquering lands, murdering civilians, and destroying cities in the name of Jesus Christ.

ไม่เป็นทีชอบธรรมตามพระคัมภีร์ที่จะพิชิตดินแดน     ฆ่าพลเรือน    และทำลายเมืองในพระนามของพระเยซูคริสต์

At the same time, Islam is not a religion that can speak from a position of innocence in these matters.
ในเวลาเดียวกัน ศาสนาอิสลามไม่ใช่เป็นศาสนาที่สามารถพูดจากความไม่รู้เรื่องอะไรในเรื่องเหล่านี้

To summarize briefly, the crusades were attempts in the 11th through 13th centuries A.D. to reclaim land in the Middle East that had been conquered by Muslims.

เพื่อสรุปสั้น ๆ สงครามครูเสดเป็นความพยายามในศตวรรษที่ค.ศ.11- 13 ที่จะเรียกคืนแผ่นดินในตะวันออกกลางที่ชาวมุสลิมได้ครอบครอง

The crusades were brutal and evil.

สงครามครูเสดนั้นโหดเหี้ยมและชั่วร้าย

Many people were forced to “convert” to Christianity.

หลายคนถูกบังคับให้ "เปลี่ยนแปลง" ไปนับถือศาสนาคริสต์

If they refused, they were put to death.

หากพวกเขาปฏิเสธ     พวกเขาก็จะถูกฆ่าตาย

The idea of conquering a land through war and violence in the name of Christ is completely unbiblical.

ความคิดในการพิชิตดินแดนโดยการทำสงครามและความรุนแรงในพระนามของพระเยซูคริสต์เป็น เรื่องที่ไม่ถูกต้องตามพระคัมภัร์ทั้งสิ้น

Many of the actions that took place in the crusades were completely antithetical to everything the Christian faith stands for.
การกระทำหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสงครามครูเสดนั้น    ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความเชื่อของคริสเตียน

How can we respond when, as a result of the crusades, the Christian faith is attacked by atheists, agnostics, skeptics, and those of other religions?

เราสามารถตอบโต้ได้อย่างไร   เมื่อผลของสงครามครูเสด, ความเชื่อของศาสนาคริสต์ถูกโจมตีโดยผ็ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า     ผู้ที่ไม่สนใจว่ามีพระเจ้าหรือไม่   ผู้ที่สงสัยและผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ

We can respond in the following ways: 1) Do you want to be held accountable for the actions of people who lived 900+ years ago?

เราสามารถตอบสนองในรูปแบบต่อไปนี้: 1) คุณต้องการรับผิดชอบต่อการกระทำของคนที่อาศัยอยู่ 900 กว่าปีที่ผ่านมาหรือไม่?

2) Do you want to be held accountable for the actions of everyone who claims to represent your faith?

2) คุณต้องการที่จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำของทุกคนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนความเชื่อของคุณหรือไม่?

Trying to blame all of Christianity for the crusades is analogous to blaming all Muslims for Islamic terrorism.

การพยายามที่จะตำหนิศาสนาคริสต์ทั้งหมดเพราะสงครามครูเสด      จะคล้ายคลึงกับการตำหนิชาวมุสลิมทุกคนสำหรับการก่อการร้ายอิสลาม

Question: "Should Christian women wear make-up or jewelry?"
คำถาม: "ผู้หญิงคริสเตียนควรควรแต่งหน้าหรือสวมเครื่องประดับหรือไม่?


Answer: คำตอบ:1 Samuel ซามูเอล 16:7 7But the LORD said to Samuel, “Do not look on his appearance or on the height of his stature, because I have rejected him. For the LORD sees not as man sees: man looks on the outward appearance, but the LORD looks on the heart.”

7แต่พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า   “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกาย ของเขา   ด้วยเราไม่ยอมรับเขา   เพราะพระเจ้าทอดพระเนตรไม่เหมือนกับที่มนุษย์ดู   มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ”

1 Timothy 1ทิโมธี 2:9-10 9likewise also that women should adorn themselves in respectable apparel, with modesty and self-control, not with braided hair and gold or pearls or costly attire,

9ฝ่ายพวกผู้หญิงก็เหมือนกัน   ให้แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย   ไม่ใช่ถักผมหรือประดับกายด้วยเครื่องทองและไข่มุก   หรือเสื้อผ้าราคาแพง

10but with what is proper for women who profess godliness—with good works.

10แต่ให้ประดับด้วยการกระทำดี   ซึ่งสมกับหญิงที่ประกาศตัวว่าถือพระเจ้า



Paul did not forbid women from wearing jewelry, makeup, or braided hair—rather he tells women to not let their outward appearance become more important than their inner beauty.

เปาโลไม่ได้ห้ามผู้หญิงไม่ให้สวมใส่เครื่องประดับ, แต่งหน้าหรือถักผม แต่เขาบอกว่าผู้หญิงไม่ควรปล่อยให้รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขากลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าความงดงามภายในจิตใจของพวกเขา


Peter reminds us of this spiritual fact:

เปโตรเตือนเราความจริงด้านจิตวิญญาณคือ:

1 Peter 1เปโตร 3:3-5 3Do not let your adorning be external—the braiding of hair, the wearing of gold, or the putting on of clothing—

3การประดับกายของท่านนั้น   อย่าให้เป็นการประดับภายนอก   ด้วยการถักผม   ประดับด้วยเครื่องทองคำและนุ่งห่มเสื้อผ้าสวยงาม

4but let your adorning be the hidden person of the heart with the imperishable beauty of a gentle and quiet spirit, which in God's sight is very precious.

4แต่จงให้เป็นการประดับภายในจิตใจ   แต่งด้วยเครื่องประดับซึ่งไม่รู้เสื่อมสลาย   คือด้วยจิตใจที่สงบและสุภาพ   ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งในสายพระเนตรพระเจ้า

5For this is how the holy women who hoped in God used to adorn themselves, by submitting to their husbands,

5บรรดาสตรีผู้ทรงศีลในครั้งโบราณนั้น   ผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้า   ก็ได้ประดับกายเช่นนั้นและเชื่อฟังสามีของตน

There is nothing wrong with wearing jewelry, makeup, or braided hair as long as it is done in a modest manner.

ไม่มีอะไรผิดปกติกับการสวมใส่เครื่องประดับ    การแต่งหน้าหรือถักผมตราบใดที่กระทำในลักษณะพอประมาณ


A woman should not be so focused on her outward appearance that she neglects her inner spiritual life.

ผู้หญิงไม่ควรมุ่งเน้นรูปลักษณ์ภายนอกของเธอ   จนเธอไม่สนใจชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณภายในของเธอ

The Bible focuses on the heart.

พระคัมภีร์มุ่งเน้นไปที่เรื่องจิตใจ

If a woman is spending too much time and money on her appearance, the problem is that the woman’s priorities are wrong.

ถ้าผู้หญิงจะใช้เวลาและเงินทองมากเกินไปในรูปลักษณ์ของเธอ      ปัญหาก็คือผู้หญิงจัดลำดับความสำคัญผิดไป

Expensive jewelry and clothing are the results of the problem, not the problem itself.

เครื่องประดับและเสื้อผ้าที่มีราคาแพงเป็นผลของปัญหา    ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเอง

Question: "Why did God command Abraham to sacrifice Isaac?"
คำถาม: "อับราฮัมพระเจ้าทำไมคำสั่งที่จะเสียสละไอแซค"


Answer: Abraham had obeyed God many times in his walk with Him, but no test could have been more severe than the one in Genesis 22.

คำตอบ: อับราฮัมได้เชื่อฟังพระเจ้าหลายครั้งในการเดินของเขากับพระองค์ แต่การทดสอบไม่สามารถได้รับความรุนแรงมากขึ้นกว่าหนึ่งในปฐมกาล 22

Genesis ปฐมกาล 22:2 2He said, “Take your son, your only son Isaac, whom you love, and go to the land of Moriah, and offer him there as a burnt offering on one of the mountains of which I shall tell you.”

2พระองค์ตรัสว่า “จงพาบุตรของเจ้าคืออิสอัค   บุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก   ไปยังแคว้นโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา   บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า” 


This was an astounding request because Isaac was the son of promise. How did Abraham respond?

นี่เป็นคำขอที่น่าประหลาดใจเพราะอิสอัคบุตรชายของสัญญา วิธีอับราฮัมไม่ตอบสนอง?

With immediate obedience; early the next morning, Abraham started on his journey with two servants, a donkey and his beloved son Isaac, with firewood for the offering.

ด้วยการเชื่อฟังคำสั่งได้ทันที; เช้าวันรุ่งขึ้นอับราฮัมเริ่มต้นในการเดินทางของเขาสองคนรับใช้ลาและลูกชายสุดที่รักของเขาไอแซกด้วยฟืนสำหรับการเสนอขาย

His unquestioning obedience to God’s confusing command gave God the glory He deserves and is an example to us of how to glorify God.

เชื่อฟังกังขาของเขาที่จะทำให้เกิดความสับสนคำสั่งของพระเจ้าให้เกียรติแด่พระเจ้าเขาสมควรได้รับและเป็นตัวอย่างให้เราของวิธีการสรรเสริญพระเจ้า

When we obey as Abraham did, trusting that God’s plan is the best possible scenario, we exalt His attributes praise Him.

anเมื่อเราเชื่อฟังเป็นอับราฮัมได้วางใจว่าแผนการของพระเจ้าเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดที่เรายกระดับคุณลักษณะของพระองค์และสรรเสริญพระองค์d

Abraham’s obedience in the face of this crushing command extolled God’s sovereign love, His trustworthiness, and His goodness, and it provided an example for us to follow.

เชื่อฟังคำสั่งของอับราฮัมในหน้าของคำสั่งบดนี้ยกย่องความรักอธิปไตยของพระเจ้า, ความน่าเชื่อถือของเขาและความดีงามของเขาและจะให้ตัวอย่างสำหรับเราที่จะปฏิบัติตาม

His faith in the God he had come to know and love placed Abraham in the pantheon of faithful heroes in Hebrews 11.
ความเชื่อมั่นในพระเจ้าที่เขาได้มารู้จักและรักวางอับราฮัมในแพนธีออนของวีรบุรุษซื่อสัตย์ในฮีบรู 11

Hebrews ฮีบรู 11:8-12 8By faith Abraham obeyed when he was called to go out to a place that he was to receive as an inheritance. And he went out, not knowing where he was going.

8เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ   ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก   ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน

9By faith he went to live in the land of promise, as in a foreign land, living in tents with Isaac and Jacob, heirs with him of the same promise.

9เพราะความเชื่อของท่าน   ท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น   คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว   ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน   ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น

10For he was looking forward to the city that has foundations, whose designer and builder is God.

10ท่านได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน   ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง

11By faith Sarah herself received power to conceive, even when she was past the age, since she considered him faithful who had promised.

11เพราะนางซาราห์มีความเชื่อ   นางจึงได้รับพลังตั้งครรภ์เมื่อชรามากแล้ว   เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ

12Therefore from one man, and him as good as dead, were born descendants as many as the stars of heaven and as many as the innumerable grains of sand by the seashore.

12เหตุฉะนั้นจากชายคนเดียวซึ่งเกือบจะกล่าวได้ว่า   เป็นเสมือนคนที่ตายแล้วนั้น   ก็ได้ทำให้มีผู้สืบเชื้อสายเกิดมามากมายดังดวงดาวในท้องฟ้า   และเป็นดังเม็ดทรายอันนับไม่ถ้วน   ที่ฝั่งทะเล


God uses Abraham’s faith as an example to all who came after him as the only means of salvation.

พระเจ้าทรงใช้ความเชื่อของอับราฮัมเป็นตัวอย่างให้กับทุกคนที่มาหลังจากที่เขาเป็นเพียงวิธีการรอด

Genesis ปฐมกาล 15:6  6And he believed the LORD, and he counted it to him as righteousness.

6อับรามก็เชื่อพระเจ้า   ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรม แก่ท่าน  


This truth is the basis of the Christian faith,

ความจริงนี้เป็นพื้นฐานของศาสนาคริสต์

Romans โรม 4:3 3For what does the Scripture say? “Abraham believed God, and it was counted to him as righteousness.”

3พระคัมภีร์ว่าอย่างไร   ก็ว่า   อับราฮัมเชื่อในพระเจ้าและเพราะความเชื่อนั้นเอง   พระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม

James ยากอบ 2:23 23and the Scripture was fulfilled that says, “Abraham believed God, and it was counted to him as righteousness”—and he was called a friend of God.

23และพระคัมภีร์ก็สำเร็จที่ว่า   อับราฮัมเชื่อพระเจ้า  และพระองค์ทรงถือว่า  ความเชื่อนั้นเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน  และท่านได้ชื่อว่า  เป็น สหายของพระเจ้า

The righteousness that was credited to Abraham is the same righteousness credited to us when we receive by faith the sacrifice God provided for our sins—Jesus Christ.

ความชอบธรรมที่ได้รับการให้เครดิตกับอับราฮัมเป็นความชอบธรรมเดียวกันเครดิตให้เราเมื่อเราได้รับโดยความเชื่อเสียสละพระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เราบาปพระเยซูคริสต์

2 Corinthians โครินธ์ 5:21 21For our sake He made Him to be sin who knew no sin, so that in Him we might become the righteousness of God.

21เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่เรา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์


The Old Testament story of Abraham is the basis of the New Testament teaching of the atonement, the sacrificial offering of the Lord Jesus on the cross for the sin of mankind.

Jesus said, many centuries later,

เรื่องพันธสัญญาเดิมของอับราฮัมเป็นพื้นฐานของการเรียนการสอนในพระคัมภีร์ใหม่ของการชดเชยให้บูชาเสียสละของพระเยซูบนไม้กางเขนเพื่อความบาปของมนุษย์พระเยซูตรัสว่าหลายศตวรรษต่อมา

John ยอห์น 8:56 56Your father Abraham rejoiced that he would see my day. He saw it and was glad.”

56อับราฮัมบิดาของท่านชื่นชมยินดีที่จะได้เห็นวันของเรา   และท่านก็ได้เห็นแล้วและมีความยินดี”


Following are some of the parallels between the two biblical accounts:
ต่อไปนี้คือบางส่วนของความคล้ายคลึงกันระหว่างสองพระคัมภีร์:
· “Take your son, your only son, Isaac” (v. 2)

• "พาบุตรชายของบุตรชายคนเดียวของคุณไอแซค" " (ข้อ2)

John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์


· “Go to the region of Moriah. Sacrifice him there…” (v. 2); it is believed that this area is where the city of Jerusalem was built many years later, where Jesus was crucified outside its city walls

• "ไปที่พื้นที่ของโมริยาห์ เสียสละเขามี ... "(ข้อ 2); มีความเชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นที่ที่กรุงเยรูซาเล็มที่ถูกสร้างขึ้นในอีกหลายปีต่อมาที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนนอกกำแพงเมืองของตน

Hebrews ฮีบรู 13:12 12So Jesus also suffered outside the gate in order to sanctify the people through his own blood.

12เหตุฉะนั้นพระเยซูก็ได้ทรงทนทุกข์ทรมานภายนอกประตูนครเช่นเดียวกัน   เพื่อทรงชำระประชาชนให้บริสุทธิ์ด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง


· “Sacrifice him there as a burnt offering” (v. 2)

• "เสียสละเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา" (ข้อ 2)

1 Corinthians โครินธ์ 15:3 3For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures,

3เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น   ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์   เพราะบาปของเราทั้งหลาย   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์


· “Abraham took the wood for the burnt offering and placed it on his son Isaac” (v. 6)

Jesus, “carrying His own cross..”

• "อับราฮัมเอาฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชาและวางมันลงบนลูกชายของเขาไอแซค" (ข้อ 6)

  พระเยซู "แบกไม้กางเขนของพระองค์ "

John ยอห์น 19:17 17and He went out, bearing his own cross, to the place called the place of a skull, which in Aramaic is called Golgotha.

17เขาจึงพาพระเยซูไป   และพระองค์ทรงแบกกางเขนของพระองค์ไปยังที่ซึ่งเรียกว่า   กะโหลกศีรษะ   ภาษาฮีบรูเรียกว่า   กลโกธา


· “But where is the lamb for the burnt offering?” (v. 7)

• "แต่ลูกแกะสำหรับเครื่องเผาบูชา?" (ข้อ 7)

John ยอห์น 1:29 29And God said, “Behold, I have given you every plant yielding seed that is on the face of all the earth, and every tree with seed in its fruit. You shall have them for food.

29พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด   ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน   และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า   เป็นอาหารของเจ้า


· Isaac, the son, acted in obedience to his father in becoming the sacrifice (v. 9)

•อิสอัคบุตรชายทำหน้าที่ในการเชื่อฟังพ่อของเขาในการเป็นเสียสละ (ข้อ 9)

Matthew มัทธิว 26:39 39And going a little farther he fell on his face and prayed, saying, “My Father, if it be possible, let this cup pass from me; nevertheless, not as I will, but as you will.”

39แล้วเสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง   ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า   “โอพระบิดาของข้าพระองค์   ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด   แต่อย่างไรก็ดี   อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์   แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”


· Resurrection – Isaac (figuratively) and Jesus in reality:

•คืนชีพ - ไอแซค (เปรียบเปรย) และพระเยซูในความเป็นจริง:

Hebrews ฮีบรู 11:17-19 17By faith Abraham, when he was tested, offered up Isaac, and he who had received the promises was in the act of offering up his only son,

17เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ   ฉะนั้นเมื่อท่านถูกลองใจ   ท่านจึงได้ถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา   และท่านซึ่งเป็นผู้ได้รับพระสัญญา   ก็ได้พร้อมแล้วที่จะถวายบุตรคนเดียวของท่าน

18of whom it was said, “Through Isaac shall your offspring be named.”

18คือบุตรที่มีพระดำรัสไว้ว่า   เขาจะสืบเชื้อสายของเจ้าทางอิสอัค

19He considered that God was able even to raise him from the dead, from which, figuratively speaking, he did receive him back.

19ท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถชุบคนตายให้ฟื้นได้   ฉะนั้นกล่าวโดยอุปมาได้ว่าท่านได้รับบุตรกลับคืนมา

1 Corinthians โครินธ์ 15:4 4that He was buried, that He was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4และทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่   ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น

 

Crusades, Makeup, and Abraham

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top