Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, May 23, 2015

 

Question: "What happened in the intertestamental period?"
คำถาม: "อะไรเกิดขึ้นในช่วงระหว่างสมัยของพันธสัญญา"

Answer: The time between the last writings of the Old Testament and the appearance of Christ is known as the “intertestamental” (or “between the testaments”) period.

คำตอบ: เวลาระหว่างหนังสือในพันธสัญญาเดิมที่เขียนล่าสุดและการทรงปรากฏของพระคริสต์เป็นที่รู้จักกันในฐานะ "ช่วงระหว่างสมัยพันธสัญญา"  หรือในยุคของ("ระหว่างพันธสัญญา")

Because there was no prophetic word from God during this period, some refer to it as the “400 silent years.”

เพราะไม่มีคำเผยพระวจนะจากพระเจ้าในช่วงเวลานี้     บางคนเรียกมันว่า "400 ปีแห่งความเงียบ."

The political, religious, and social atmosphere of Palestine changed significantly during this period.

บรรยากาศทางการเมือง ศาสนาและสังคมของปาเลสไตน์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลานี้

Much of what happened was predicted by the prophet Daniel. (See Daniel chapters 2, 7, 8, and 11 and compare to historical events.)
สิ่งที่เกิดขึ้นมากมายได้รับการพยากรณ์โดยผู้เผยพระวจนะดาเนียล (โปรดดูดาเนียลบทที่ 2, 7, 8, และบทที่ 11 และเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์.)



Israel was under the control of the Persian Empire from about 532-332 B.C.

The Persians allowed the Jews to practice their religion with little interference.

อิสราเอลตกอยู่ภายใต้การครอบครองของจักรวรรดิเปอร์เซียจากประมาณ กคศ  532-332 ปี ชาวเปอร์เซียได้อนุญาตให้ชาวยิวปฏิบัติศาสนาของพวกเขาโดยมีการแทรกแซงบ้างเล็กน้อย

They were even allowed to rebuild and worship at the temple.

พวกยิวได้รับอนุญาตให้สร้างวิหารใหม่และนมัสการที่วิหารได้

2 Chronicles 2 พงศาวดาร 36:22-23 22Now in the first year of Cyrus king of Persia, that the word of the LORD by the mouth of Jeremiah might be fulfilled, the LORD stirred up the spirit of Cyrus king of Persia, so that he made a proclamation throughout all his kingdom and also put it in writing:

22ในปีแรกแห่งรัชกาลไซรัสพระราชาของเปอร์เซีย   เพื่อพระวจนะของพระเจ้าทางปากของเยเรมีย์จะสำเร็จ   พระเจ้าทรงรบเร้าจิตใจของไซรัสพระราชาของเปอร์เซีย   พระราชาจึงทรงมีประกาศตลอดราชอาณาจักรของพระองค์   และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงว่า

23“Thus says Cyrus king of Persia, ‘The LORD, the God of heaven, has given me all the kingdoms of the earth, and he has charged me to build him a house at Jerusalem, which is in Judah. Whoever is among you of all his people, may the LORD his God be with him. Let him go up.’”

23“ไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซียตรัสดังนี้ว่า   'พระเยโฮวาห์พระเจ้าของฟ้าสวรรค์   ได้พระราชทานบรรดาราชอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกแก่เรา   และพระองค์ทรงกำชับให้เราสร้างพระนิเวศให้พระองค์ที่ เยรูซาเล็ม   ซึ่งอยู่ในยูดาห์  มีผู้ใดในท่ามกลางท่านทั้งหลาย ที่เป็นประชากรของพระองค์   ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาสถิตกับเขา   ขอให้เขาขึ้นไปเถิด' ”


Ezra เอสรา 1:1-4  1In the first year of Cyrus king of Persia, that the word of the LORD by the mouth of Jeremiah might be fulfilled, the LORD stirred up the spirit of Cyrus king of Persia, so that he made a proclamation throughout all his kingdom and also put it in writing:

1ในปีแรกแห่งรัชกาลไซรัสพระราชาของเปอร์เซีย   เพื่อพระวจนะของพระเจ้าทางปากของเยเรมีย์จะ สำเร็จ   พระเจ้าทรงรบเร้าจิตใจของไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซีย   พระราชาจึงทรงมีประกาศตลอดราชอาณาจักรของพระองค์   และทรงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงด้วยว่า  

2“Thus says Cyrus king of Persia: The LORD, the God of heaven, has given me all the kingdoms of the earth, and he has charged me to build him a house at Jerusalem, which is in Judah.

2“ไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซียตรัสดังนี้ว่า   'พระเยโฮวาห์พระเจ้าของฟ้าสวรรค์ได้พระราชทาน บรรดาราชอาณาจักรแห่งแผ่นดินโลกแก่เรา   และพระองค์ทรงกำชับให้เราสร้างพระนิเวศให้พระองค์ที่เยรูซาเล็ม   ซึ่งอยู่ในยูดาห์

3Whoever is among you of all his people, may his God be with him, and let him go up to Jerusalem, which is in Judah, and rebuild the house of the LORD, the God of Israel—he is the God who is in Jerusalem.

3มีผู้ใดในหมู่พวกท่านทั้งหลายที่เป็นประชากรของพระองค์   ขอพระเจ้าของเขาสถิตกับเขา   และขอให้เขาขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม   ซึ่งอยู่ในยูดาห์และสร้างพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอล   คือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้สถิตในเยรูซาเล็ม

4And let each survivor, in whatever place he sojourns, be assisted by the men of his place with silver and gold, with goods and with beasts, besides freewill offerings for the house of God that is in Jerusalem.”

4และขอให้คนทั้งปวงที่เหลืออยู่   ไม่ว่าเขาจะอาศัยอยู่ ณ ที่ใด   ให้คนซึ่งอยู่ในที่ของเขาช่วยเขาด้วยเงินและด้วยทองคำ   ด้วยข้าวของและสัตว์   นอกเหนือจากเครื่องบูชาตามใจสมัคร   สำหรับพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งอยู่ในเยรูซาเล็ม' ”


This period included the last 100 years of the Old Testament period and about the first 100 years of the intertestamental period.

ช่วงเวลานี้รวม 100 ปีสุดท้ายของสมัยพันธสัญญาเดิมและประมาณ 100 ปีแรกของยุคระหว่างพันธสัยญา

This time of relative peace and contentment was just the calm before the storm.
เวลาแห่งความเงียบสงบและความพึงพอใจที่สัมพันธ์กันนี้เป็นเพียงความสงบเงียบก่อนเกิดพายุ

Alexander the Great defeated Darius of Persia, bringing Greek rule to the world.

อเล็กซานเดอร์มหาราชได้ทรงพิชิตดาริอุสแห่งเปอร์เซีย     นำกฎของกรีกไปบังคับใช้ทั่วโลก

Alexander was a student of Aristotle and was well educated in Greek philosophy and politics.

อเล็กซานเดอร์ทรงเป็นศิษย์ของอริสโตเติลและได้รับการศึกษาดีในปรัชญาและการเมืองกรีก

He required that Greek culture be promoted in every land that he conquered.

พระองค์ทรงเรียกร้องว่าวัฒนธรรมกรีกต้องได้รับการส่งเสริมในแผ่นดินทุกแห่งที่ทรงเอาชนะครอบครอง

As a result, the Hebrew Old Testament was translated into Greek, becoming the translation known as the Septuagint.

เป็นผลให้พันธสัญญาเดิมภาษาฮิบรูได้รับการแปลเป็นภาษากรีก     เป็นฉบับแปลที่รู้จักในฐานะฉบับเซ็บตัวเจ้นท์

Most of the New Testament references to Old Testament Scripture use the Septuagint phrasing.

ส่วนใหญ่การอ้างอิงพันธสัญญาใหม่จนถึงพันธสัญญาเดิม ใช้ถ้อยคำพระคัมภีร์ฉบับเซ็บตัวเจ้นท์

Alexander did allow religious freedom for the Jews, though he still strongly promoted Greek lifestyles.

อเล็กซานเดอร์ทรงอนุญาตให้ชาวยิวมีเสรีภาพทางศาสนา     แม้ว่าจะยังคงส่งเสริมวิถีชีวิตแบบชาวกรีก

This was not a good turn of events for Israel since the Greek culture was very worldly, humanistic, and ungodly.
เหตุการณ์นี้ไม่หันหลับในด้านดีแก่อิสราเอล   เพราะว่าวัฒนธรรมกรีกเป็นแบบทางโลก  เป็นแบบมนุษยนิยม  และไม่ชอบธรรมตามแบบพระเจ้า

After Alexander died, Judea was ruled by a series of successors, culminating in Antiochus Epiphanes.

หลังจากที่อเล็กซานเดอร์สิ้นพระชนม์   แคว้นยูเดียถูกปกครองโดยผู้สืบทอดต่อๆ มา  ส่งผลให้เกิดแอนตี้โอคุส อิฟิฟานิ

Antiochus did far more than refuse religious freedom to the Jews.

แอนติโอคุส ทำมากยิ่งกว่าปฏิเสธเสรีภาพทางศาสนาแก่ชาวยิว

Around 167 B.C., he overthrew the rightful line of the priesthood and desecrated the temple, defiling it with unclean animals and a pagan altar.

ประมาณปี กคศ 167  เขาได้เลิกการสืบทอดสายวงศ์ของพวกปุโรหิต    และทำลายพระวิหาร ลบหลู่โดยถวายสัตว์ที่ไม่สะอาดและให้มีแท่นบูชาของคนนอกรีต

Mark มาระโก 13:14 14“But when you see the abomination of desolation standing where it ought not to be (let the reader understand), then let those who are in Judea flee to the mountains.

14“แต่เมื่อท่านทั้งหลายจะเห็นสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียน   ซึ่งกระทำให้เกิดความวิบัติตั้งอยู่ในที่ซึ่งไม่สมควรจะตั้ง   (ให้ผู้อ่านเข้าใจเอาเถิด)   เวลานั้นให้ผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขา

This was the religious equivalent of rape.

นี่เทียบเท่ากับเป็นการข่มขืนทางศาสนา

Eventually, Jewish resistance to Antiochus restored the rightful priests and rescued the temple.

ในที่สุดพวกยิวต่อต้านแอนตี้โอคุส กลับมาบูรณะปุโรหิตที่ชอบธรรมและได้บูรณะวิหาร

The period that followed was one of war, violence, and infighting.
ช่วงเวลาที่ตามมาเกิดสงครามครั้งหนึ่ง  มีความรุนแรงและการต่อสู้แบบประจัญบาน

Around 63 B.C., Pompey of Rome conquered Palestine, putting all of Judea under control of the Caesars.

ประมาณปี กคศ 63  นครปอมเปย์ของกรุงโรมเอาชนะครอบครองปาเลสไตน์     ยึดแคว้นยูเดียให้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของซีซาร์

This eventually led to Herod being made king of Judea by the Roman emperor and senate.

ในที่สุดนี้นำไปสู่การยกฐานะเฮโรดให้เป็นกษัตริย์ของยูเดียโดยจักรพรรดิโรมันและวุฒิสภา

This would be the nation that taxed and controlled the Jews, and eventually executed the Messiah on a Roman cross.

นี้จะเป็นประเทศที่เก็บภาษีและควบคุมชาวยิว    และในที่สุดก็ปลงพระชนม์พระเมสิยาห์บนกางเขนของโรมัน

Roman, Greek, and Hebrew cultures were now mixed together in Judea.
วัฒนธรรมแบบโรมัน, กรีก, ฮิบรู ตอนนี้ผสมผสานกันหลากหลายในแคว้นยูเดีย

During the span of the Greek and Roman occupations, two important political/religious groups emerged in Palestine.

ระหว่างช่วงของการงานอาชีพแบบกรีกและโรมัน      สองกลุ่มอาชีพที่มีความสำคัญทางการเมือง / ศาสนา   ได้เกิดขึ้นมาในปาเลสไตน์

The Pharisees added to the Law of Moses through oral tradition and eventually considered their own laws more important than God’s.

พวกฟาริสีเพิ่มเติมกฎหมายของโมเสสผ่านทางประเพณีการสนทนา   และในที่สุดพิจารณาว่ากฎหมายของตัวเองสำคัญยิ่งกว่าของพระเจ้า

Mark มาระโก 7:1-23 1Now when the Pharisees gathered to him, with some of the scribes who had come from Jerusalem,

1ครั้งนั้น   พวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์บางคน   ซึ่งได้มาจากกรุงเยรูซาเล็มพากันมาหาพระองค์

2they saw that some of his disciples ate with hands that were defiled, that is, unwashed.

2เขาได้เห็นเหล่าสาวกบางคนรับประทานอาหารด้วยมือที่เป็นมลทิน   คือมือที่ไม่ได้ล้างก่อน

3(For the Pharisees and all the Jews do not eat unless they wash*n3.1 their hands, holding to the tradition of the elders,

3(เพราะว่าพวกฟาริสีกับพวกยิวทั้งสิ้นถือตามคำที่บรรพบุรุษสอนต่อๆกันมานั้นว่า   ถ้ามิได้ล้างมือตามพิธีโดยเคร่งครัด   เขาก็ไม่รับประทานอาหารเลย

4and when they come from the marketplace, they do not eat unless they wash.*n4.1 And there are many other traditions that they observe, such as the washing of cups and pots and copper vessels and dining couches.

4และเมื่อเขามาจากตลาด   ถ้ามิได้ทำพิธีชำระตัวก่อน   เขาก็ไม่รับประทานอาหารและธรรมเนียมอื่นๆ   อีกหลายอย่างเขาก็ถือ   คือล้างถ้วยเหยือกและภาชนะทองสัมฤทธิ์)

5And the Pharisees and the scribes asked him, “Why do your disciples not walk according to the tradition of the elders, but eat with defiled hands?”

5พวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์จึงทูลถามพระองค์ว่า   “ทำไมพวกสาวกของท่านไม่ประพฤติตามคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ   แต่รับประทานอาหารด้วยมือเป็นมลทิน”

6And he said to them, “Well did Isaiah prophesy of you hypocrites, as it is written,

“‘This people honors me with their lips, but their heart is far from me;

6พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกเจ้าคนหน้าซื่อใจคด   ก็ถูกตามที่ได้เขียนไว้ว่า     ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก   ใจของเขาห่างไกลจากเรา   

7in vain do they worship me, teaching as doctrines the commandments of men.’

7เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้   ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่าเป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า  

8You leave the commandment of God and hold to the tradition of men.”

8เจ้าทั้งหลายละธรรมบัญญัติของพระเจ้า   และกลับไปถือตามถ้อยคำของมนุษย์ที่เขาสอนต่อๆกันมานั้น”  

9And he said to them, “You have a fine way of rejecting the commandment of God in order to establish your tradition!

9พระองค์ตรัสแก่เขาว่า   “เหมาะจริงนะ   ที่เจ้าทั้งหลายได้ละทิ้งธรรมบัญญัติของพระเจ้า   เพื่อจะได้ถือตามคำสอนที่ตนรับมาจากบรรพบุรุษ

10For Moses said, ‘Honor your father and your mother’; and, ‘Whoever reviles father or mother must surely die.’

10เพราะโมเสสได้สั่งไว้ว่า    'จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า'     และ    'ผู้ใดประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย'

11But you say, ‘If a man tells his father or his mother, Whatever you would have gained from me is Corban’ (that is, given to God)*n11.1 —

11แต่พวกเจ้ากลับสอนว่า   'ผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า   “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่าน   สิ่งนั้นเป็นโกระบาน” '   (แปลว่าเป็นของถวายแด่พระเจ้าแล้ว)

12then you no longer permit him to do anything for his father or mother,

12เจ้าทั้งหลายจึงไม่อนุญาตให้ผู้นั้นทำสิ่งใดต่อไป   เป็นที่ช่วยบำรุงบิดามารดาของตน

13thus making void the word of God by your tradition that you have handed down. And many such things you do.”

13เจ้าทั้งหลายจึงทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหมันไป   ด้วยคำสอนที่พวกเจ้ารับมาจากบรรพบุรุษ   และสอนต่อๆกันไป   และสิ่งอื่นๆเช่นนี้อีกหลายสิ่ง   เจ้าทั้งหลายก็ทำอยู่”

14And he called the people to him again and said to them, “Hear me, all of you, and understand:

14แล้วพระองค์ทรงเรียกประชาชนอีก   ตรัสกับเขาว่า   “ท่านทั้งหลายจงฟังเราและเข้าใจเถิด

15There is nothing outside a person that by going into him can defile him, but the things that come out of a person are what defile him.” 

15ไม่มีสิ่งใดภายนอกที่เข้าไปภายในมนุษย์จะกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินได้   แต่สิ่งซึ่งออกมาจากภายในมนุษย์   สิ่งนั้นแหละกระทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

16If any man have ears to hear, let him hear.

16[ใครมีหูฟังได้   จงฟังเถิด” 

17And when he had entered the house and left the people, his disciples asked him about the parable.

17ครั้นพระองค์ได้เสด็จเข้าไปในเรือน   พ้นประชาชนแล้ว   เหล่าสาวกก็ได้ทูลถามพระองค์ถึงคำอุปมานั้น

18And he said to them, “Then are you also without understanding? Do you not see that whatever goes into a person from outside cannot defile him,

18พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า   “ถึงท่านทั้งหลายก็ยังไม่เข้าใจหรือ   ท่านยังไม่เห็นหรือว่า   สิ่งใดๆแต่ภายนอกที่เข้าไปภายในมนุษย์   จะกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินไม่ได้

19since it enters not his heart but his stomach, and is expelled?”*n19.2 (Thus he declared all foods clean.)

19เพราะว่าสิ่งนั้นมิได้เข้าในใจ   แต่ลงไปในท้องแล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป”   (ที่ทรงสอนอย่างนี้ก็เป็นการประกาศว่า   อาหารทุกอย่างปราศจากมลทิน)

20And he said, “What comes out of a person is what defiles him.

20พระองค์ตรัสว่า   “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์   สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

21For from within, out of the heart of man, come evil thoughts, sexual immorality, theft, murder, adultery,

21เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์   มีความคิดชั่วร้าย   การล่วงประเวณี   การลักขโมย   การฆ่าคน   การผิดผัวผิดเมีย

22coveting, wickedness, deceit, sensuality, envy, slander, pride, foolishness.

22การโลภ   ความอธรรม   การล่อลวงเขา   ราคะตัณหา   อิจฉาตาร้อน   การใส่ร้าย   ความเย่อหยิ่ง   ความบัดซบ

23All these evil things come from within, and they defile a person.”

23สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน   และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”


While Christ’s teachings often agreed with the Pharisees, He railed against their hollow legalism and lack of compassion.

ขณะที่คำสอนของพระเยซูคริสต์สอดคล้องกับพวกฟาริสีเสมอ     พระองค์ทรงต่อว่าการยึดถือกฎหมายที่ไม่จริงใจและขาดความรักความเห็นอกเห็นใจของพวกเขา

The Sadducees represented the aristocrats and the wealthy.

พวกสะดูสีเป็นตัวแทนของพวกขุนนางและคนมั่งคั่ง

The Sadducees, who wielded power through the Sanhedrin, rejected all but the Mosaic books of the Old Testament.

พวกสะดูสี   ผู้ที่ควบคุมอำนาจผ่านศาลสูงสุด     ปฏิเสธทั้งหมด เว้นแต่หนังสือของโมเสสในพันธสัญญาเดิม

They refused to believe in resurrection and were generally shadows of the Greeks, whom they greatly admired.
พวกเขาปฏิเสธที่จะเชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์     และโดยปกติเป็นเสมือนเงาของพวกกรีก   ผู้ซึ่งพวกเขาได้ชื่นชมยกย่องอย่างมาก

This rush of events that set the stage for Christ had a profound impact on the Jewish people.

เหตุการณ์เร่งด่วนนี้ที่เตรียมพร้อมไว้สำหรับคริสต์ส่งผลกระทบต่อชนชาติยิว

Both Jews and pagans from other nations were becoming dissatisfied with religion.

ทั้งพวกยิวและพวกนอกศาสนาจากประเทศอื่น ๆ กำลังจะไม่พอใจต่อศาสนา

The pagans were beginning to question the validity of polytheism.

พวกนอกศาสนาก็เริ่มตั้งคำถามกับความถูกต้องของลัทธิมีพระเจ้าหลายองค์

Romans and Greeks were drawn from their mythologies towards Hebrew Scriptures, now easily readable in Greek or Latin.

ชาวโรมันและชาวกรีกที่ถูกชักจูงมาจากนิทานปรัมปราของพวกเขามาสู่พระคัมภีร์ของฮีบรู  ตอนนี้สามารถอ่านเป็นภาษากรีกหรือละตินอย่างง่ายดาย

The Jews, however, were despondent. Once again, they were conquered, oppressed, and polluted.

อย่างไรก็ตาม ชาวยิวสิ้นหวัง อีกครั้งหนึ่งที่พวกเขาแพ้ถูกครอบครอง  ถูกกดขี่และเป็นมลทิน

Hope was running low; faith was even lower.

ความหวังกำลังลดต่ำลง; ความเชื่อก็ยิ่งลดลง

They were convinced that now the only thing that could save them and their faith was the appearance of the Messiah.

พวกเขาเชื่อว่าตอนนี้สิ่งเดียวที่จะช่วยให้พวกเขารอดและความเชื่อของพวกเขา    คือการทรงปรากฏของพระเมสสิยาห์

The New Testament tells the story of how hope came, not only for the Jews, but for the entire world.

พันธสัญญาใหม่บอกเล่าเรื่องราวว่า    ความหวังนั้นจะมาถึงอย่างไร    ไม่เพียงแต่สำหรับชาวยิว แต่สำหรับคนทั้งโลก

Christ’s fulfillment of prophecy was anticipated and recognized by many who sought Him out.

คำพยากรณ์เรื่องพระคริสต์ที่จะสำเร็จผล   คาดว่าจะได้รับการยอมรับจากหลาย ๆ คนที่แสวงหาพระองค์

The stories of the Roman centurion, the wise men, and the Pharisee Nicodemus show how Jesus was recognized as the Messiah by those who lived in His day.

เรื่องราวของนายร้อยโรมัน   นักปราชญ์และพวกฟาริสี      นิโคเดมัสแสดงให้เห็นว่าพระเยซูได้รับการยอมรับว่าเป็นพระเจ้าโดยบรรดาผู้ที่มีชีวิตอยู่ในสมัยของพระองค์

The “400 years of silence” were broken by the greatest story ever told—the gospel of Jesus Christ!

"400 ปีแห่งความเงียบ" ถูกทำลายลงโดยเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีมา-พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์!www.totquestions.org/Thai

Intertestamental Period

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top