Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, May 3, 2015

 

Question: "If our salvation is eternally secure, why does the Bible warn so strongly against apostasy?"

 คำถาม: “ถ้าการรับความรอดแล้วปลอดภัยชั่วนิรันดร์     ทำไมพระคัมภีร์จึงเตือนนักหน้าให้ระวังการละทิ้งความเชื่อ”


Answer:  The reason the Bible warns us so strongly against apostasy is that true conversion is measured by visible fruit.

คำตอบ: เหตุผลที่พระคัมภีร์เตือนเราให้ระวังอย่างที่สุดเรื่องการละทิ้งความเชื่อ  ก็คือ การกลับใจใหม่แท้จริงวัดได้จากผลที่มองเห็นได้

When John the Baptist was baptizing people in the Jordan River, he warned those who thought they were righteous to “produce fruit in keeping with repentance” (Matthew 3:7).

เมื่อยอห์น บัพติสมา กำลังให้คนรับบัพติสมาอยู่ที่แม่น้ำจอร์แดน เขาได้เตือนผู้ที่คิดว่าพวกเขาเป็นคนชอบธรรมว่า  “จงเกิดผล ให้สมกับที่กลับใจใหม่” (มัทธิว 3:7)

Jesus warned those who were listening to Him while He was giving the Sermon on the Mount that every tree can be known by its fruit (Matthew 7:16) and that every tree that does not bear good fruit will be cut down and thrown into the fire (Matthew 7:19).

พระเยซูทรงเตือนบรรดาผู้ที่กำลังฟังพระองค์   ขณะที่ พระองค์ทรงเทศนาบนภูเขาว่า ต้นไม้ทุกต้นจะรู้จักได้โดยผลของมัน (มัทธิว 7:16) และว่าต้นไม้ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะถูกโค่นลงและโยนลงในไฟ (มัทธิว 7:19)


The purpose behind these warnings is to counter what some people would call “easy-believism.”

วัตถุประสงค์เบื้องหลัง คำเตือนเหล่านี้คือเพื่อโต้แย้งสิ่งที่บางคนอาจจะเรียกว่า “ความเชื่อมักง่าย”

In other words, following Jesus is more than saying you are a Christian.

ในอีกนัยหนึ่ง  การติดตามพระเยซูเป็นมากกว่าการพูดว่าคุณเป็นคริสเตียน

Anyone can claim Christ as Savior, but those who are truly saved will bear visible fruit.

ใครก็สามารถอ้างว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด   แต่ผู้ที่รอดแล้วอย่างแท้จริงจะ เกิดผลที่มองเห็นได้

A person may ask the question, “What is meant by fruit?”

คนอาจจะตั้งคำถามว่า “เกิดผลหมายความว่าอะไร”

The clearest example of Christian fruit can be found in Galatians 5:22-23 where Paul describes the fruit of the Holy Spirit: love, joy, peace, patience, kindness, goodness, faithfulness, gentleness, and self-control.

ตัวอย่างที่ชัดเจนของคริสเตียนที่เกิดผล สามารถพบได้ใน กาลาเทีย 5:22-23 เปาโลอธิบาย ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์: ความรัก  ความยินดี ความสันติสุข  ความอดทน  ความเมตตากรุณา ความดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนสุภาพ และ การควบคุมตนเอง

There are other types of Christian fruit (such as praise, winning souls for Christ), but this list provides us with a good summary of Christian attitudes.

มีผลอย่างอื่นของคริสเตียน (เช่น การสรรเสริญ  การนำวิญญาณผู้อื่นมาถึงพระคริสต์ ) แต่ รายการนี้สรุปให้เรารู้จักการวางตัวที่ดีของคริสเตียน


True believers will manifest these attitudes in their lives to an increasing degree as they progress in their Christian walk,

ผู้เชื่อจริง จะสำแดงให้เห็นการวางตัวแบบนี้ในชีวิตของเขา  ซึ่งยกระดับเรื่อยเมื่อพวกเขามีชีวิตคริสเตียนก้าวหน้าขึ้น

2 Peter 2 เปโตร 1:5-8 5 For this very reason, make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,

5 เพราะเหตุนี้เอง   ท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ   เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม

6 and knowledge with self-control, and self-control with steadfastness, and steadfastness with godliness,

6 เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้   เอาขันตีเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน   และเอาธรรมเพิ่มขันตี

7 and godliness with brotherly affection, and brotherly affection with love.

7 เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มธรรม   และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่มความรักฉันพี่น้อง

8 For if these qualities are yours and are increasing, they keep you from being ineffective or unfruitful in the knowledge of our Lord Jesus Christ.

8 ถ้าท่านทั้งหลายเพียบพร้อมด้วยของประทานเหล่านี้แล้ว   ก็จะกระทำให้ท่านเกิดประโยชน์   และเกิดผลที่ได้ซาบซึ้งในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา


It is these true, fruit-bearing disciples who have the guarantee of eternal security, and they will persevere to the end.

นี่คือเหล่าสาวกที่เกิดผลแท้จริง    ผู้ได้รับประกันความปลอดภัยชีวิตนิรันดร์ และพวกเขาจะสงวนรักษาไว้จนถึงที่สุด


There are many Scriptures that bear this out.

มีพระคัมภีร์หลายข้อที่รับรองเรื่องนี้

Romans 8:29-30 points out that those who were foreknown by God were predestined, called, justified, and glorified.

โรม 8:29-30 ชี้ให้เห็นว่าบรรดาผู้ที่ถูกรู้ก่อนโดยพระเจ้าได้ทรงตั้งไว้ถูกเรียกว่าเพียงแค่

29 For those whom He foreknew He also predestined to be conformed to the image of his Son, in order that He might be the firstborn among many brothers.

29 เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว   ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย   แห่งพระบุตรของพระองค์   เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก

30 And those whom He predestined he also called, and those whom he called he also justified, and those whom he justified he also glorified.

30 และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น   พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย   และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น   พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย  

Philippians ฟีลิปปี 1:6 6 And I am sure of this, that He who began a good work in you will bring it to completion at the day of Jesus Christ.

6 ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำ เร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์

Ephesians 1:13-14 teaches that God has sealed us with the Holy Spirit as a guarantee of our inheritance until we possess it.

เอเฟซัส 1:13-14 สอนว่าพระเจ้าได้ทรงประทับตราเราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นหลักประกันมรดกของเราจนกว่าเราจะมีมัน

John ยอห์น 10:29 29 My Father, who has given them to me, is greater than all, and no one is able to snatch them out of the Father's hand.

29 พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง   และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้


There are many other Scriptures that say the same thing—true believers are eternally secure in their salvation.

มีข้อพระคัมภีร์อื่น ๆ หลายข้อที่กล่าวเรื่องเดียวกัน      ผู้เชื่อจริงก็รอดปลอดภัยนิรันดร์อยู่ในความรอดนั้น

The passages warning against apostasy serve two primary purposes.

เนื้อหาพระคัมภีร์เตือนสอนเรื่องการละทิ้งความเชื่อมีวัตถุประสงค์หลัก2 ประการคือ

First, they exhort true believers to make sure of their “calling and election.”

ประการแรก  พวกเขาตักเตือนบรรดาผู้เชื่อจริงให้แน่ใจใน "การทรงเรียกและการคัดเลือก”

Paul tells us in 2 Corinthians 13:5

เปาโลบอกเราใน 2 โครินธ์ 13:5

“to examine ourselves to see whether we are in the faith.

“ท่านจงพิจารณาดูตัวของท่านว่าท่านตั้งอยู่ในความเชื่อหรือไม่”  

If true believers are fruit-bearing followers of Jesus Christ, then we should be able to see the evidence of salvation.

ถ้าผู้เชื่อจริงเป็นสาวกที่เกิดผลของพระเยซูคริสต์   แล้วเราควรจะเห็นความรอดมีหลักฐาน


Christians bear fruit in varying degrees based on their level of obedience and their spiritual gifts, but all Christians bear fruit; and we should see the evidence of that upon self-examination.

คริสเตียนเกิดผลในระดับแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของการเชื่อฟังและของประทานฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขา   แต่คริสเตียนทุกคนเกิดผล  และเราควรจะเห็นหลักฐานได้ด้วยการตรวจสอบด้วยตนเอง

There will be periods in a Christian’s life where there is no visible fruit.

จะมีช่วงเวลาในชีวิตของคริสเตียนที่เกิดผลที่มองไม่เห็น

These would be times of sin and disobedience.

มันจะเป็นช่วงเวลาของความบาปและการไม่เชื่อฟัง

What happens during these times of prolonged disobedience is that God removes from us the assurance of our salvation.

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาการไม่เชื่อฟังพระเจ้ามานานคือ  พระเจ้าทรงทำให้พระสัญญาแห่งความรอดออกไปจากเรา

That is why David prayed in Psalm 51 to “restore to him the “joy of salvation” (Psalm 51:12).

นั่นคือเหตุผลที่เดวิดอธิษฐานในบทเพลงสดุดี 51 “ขอทรงคืนความชื่นบานในความรอด” (บทเพลงสดุดี 51)

We lose the joy of our salvation when we live in sin.

เราสูญเสียความสุขในความรอดของเราเมื่อเรามีชวิตอยู่ในความบาป

That is why the Bible tells us to “examine yourselves to see whether you are in the faith; test yourselves” (2 Corinthians 13:5).


นั่นคือเหตุผลที่พระคัมภีร์บอกเราว่า   “ จงสำรวจตนเองว่าท่านตั้งมั่นในความเชื่อหรือไม่ จงทดสอบตัวเอง (2 โครินธ์ 13:5) 

When a true Christian examines himself and sees no recent fruitfulness, it should lead to serious repentance and turning to God.

เมื่อคริสเตียนแท้ ตรวจสอบ ตัวเองและไม่เห็นเกิดผลที่ผ่านมา    สิ่งนี้จะนำไปสู่ความสำนึกผิดอย่างแท้จริงและหันไปหา พระเจ้า


The second reason for the passages on apostasy is to point out apostates so that we may recognize them.

เหตุผลที่สอง สำหรับเนื้อหาเรื่องการละทิ้งความเชื่อคือชี้ให้เห็นผ็ที่ละทิ้งความเชื่อ เพื่อที่เราจะรู้จักพวกเขา


An apostate is someone who abandons his religious faith.

ผู้ที่ละทิ้งความเชื่อเป็นคนที่ ละทิ้ง ความเชื่อทางศาสนาของตน

It is clear from the Bible that apostates are people who made professions of faith in Jesus Christ, but never genuinely received Him as Savior.

เป็นที่ชัดเจน จากพระคัมภีร์ว่าผู้ที่ละทิ้งความเชื่อ คือคนที่ปฎิญาณตนว่ามีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่ ไม่เคยได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริง

Matthew 13:1-9 (the Parable of the Sower) illustrates this point perfectly.

มัทธิว 13:1-9 (คำอุปมาเรื่อง ผู้หว่าน) แสดงให้เห็นภาพนี้ ได้อย่างสมบูรณ์

In that parable, a sower sows seed, symbolizing the Word of God, onto four types of soil: hard soil, rocky soil, weed-choked soil, and freshly tilled soil.

ในคำอุปมานั้น ผู้หว่านได้หว่านเมล็ดพันธุ์ เป็นสัญลักษณ์แทนพระวจนะของพระเจ้าลงบน สี่ประเภท ได้แก่ ดินแข็ง  ดินทีมีหินมาก  ดินทีมีวัชพืช  และ ดินดีทำสวน

These soils represent four types of responses to the gospel.

ดินเหล่านี้แทนความหมายคน สี่ประเภทที่ตอบสนองต่อพระกิตติคุณ

The first one is pure rejection, whereas the other three represent various levels of acceptance.

คนพวกแรกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนอีกสามแบบแทนความหมายคนทียอมรับใน ระดับต่างๆกัน

The rocky soil and the weed-choked soil represent people who initially respond favorably to the gospel, but when persecution comes (rocky soil) or the cares of the world bear down (weed-choked soil), they turn away.

ดินที่มีหินมาก และดินที่มีวัชพืชแทนความหมายของคนที่ตอนแรกก็ตอบสนองต่อพระกิตติคุณอย่างพอใจ  แต่เมื่อเกิดมีการข่มเหง( ดินที่มีหินมาก ) หรือการใส่ใจฝ่ายโลกก็ทำให้เขาเลิกราไป ( ดินที่มีวัชพืช ) พวกเขาก็หันหนีไป

Jesus makes it clear with these two types of responses that, although they initially “accepted” the gospel, they never bore any fruit because the seed (of the gospel) never penetrated the soil of the heart.

พระเยซูทรงกล่าวชัดเจนเรื่องการตอบสนองของคนทั้งสองประเภท  ที่แม้ว่าพวกเขาจะ เริ่มต้นด้วย " ยอมรับ " พระกิตติคุณ ความจริงพวกเขาไม่เคยเกิดผล ใด ๆ เพราะ เมล็ด (พระกิตติคุณ)ไม่เคยหยั่งรากลงไปในหัวใจ

Only the fourth soil, which was “prepared” by God, was able to receive the seed and bear fruit.

เฉพาะดินแบบที่สี่ ซึ่งถูก " เตรียมไว้ " โดยพระเจ้า    ก็สามารถได้รับ เมล็ดและเกิดผลได้

Again, Jesus says in the Sermon on the Mount,

อีกครั้งที่ พระเยซู ทรงสั่งสอนใน คำเทศนาบนภูเขา

“Not everyone who says to me, ‘Lord, Lord,’ will enter the kingdom of heaven” (Matthew 7:21).

“มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า'   จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์   แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้”

(มัทธิว 7:21)

It may seem unusual for the Bible to warn against apostasy and at the same time say that a true believer will never apostatize.   However, this is what Scripture says.

มันอาจจะดูเหมือนไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับพระคัมภีร์ที่จะเตือนเรื่องการละทิ้งความเชื่อและในเวลาเดียวกันกล่าวว่าผู้เชื่อจริงจะไม่ละทิ้งความเชื่อ แต่นี้คือสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าว


1 John 2:19 specifically states that those who apostatize are demonstrating that they were not true believers.

1 ยอห์น 2:19 กล่าวเฉพาะว่าผู้ที่ละทิ้งความเชื่อไปกำลังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อจริง

19 They went out from us, but they were not of us; for if they had been of us, they would have continued with us. But they went out, that it might become plain that they all are not of us.

19 เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา   แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ใช่พวกเรา   เพราะว่าถ้าเขาเป็นพวกของเรา   เขาก็จะอยู่กับเราต่อไป   แต่เขาได้ออกไปแล้ว   ซึ่งก็เป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่าเขาเหล่านั้นหาใช่พวกของเราไม่


The biblical warnings against apostasy, therefore, must be a warning to those who are “in the faith” without ever truly having received it.

ดังนั้น คำเตือนในพระคัมภีร์เรื่องการละทิ้งความเชื่อ  จะต้องเป็นการแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ "มีความเชื่อ" โดยไม่เคยรับเชื่ออย่างแท้จริงเลย

Scriptures such as Hebrews 6:4-6 and Hebrews 10:26-29 are warnings to “pretend” believers that they need to examine themselves and realize that if they are considering apostatizing, they are not truly saved.

ข้อพระคัมภีร์เช่น ฮีบรู 6:4-6 และฮีบรู 10:26-29 กำลังเตือนสอน ผู้เชื่อที่ "แสร้งทำ" ว่าพวกเขาจำเป็นต้องตรวจสอบตัวเอง   และพึงระลึกว่าถ้าพวกเขากำลังพิจารณาที่จะละทิ้งความเชื่อ พวกเขาจะไม่ได้รับความรอดอย่างแท้จริง


Hebrews ฮีบรู 6:4-6 4 For it is impossible to restore again to repentance those who have once been enlightened, who have tasted the heavenly gift, and have shared in the Holy Spirit,

4 เพราะว่าคนเหล่านั้นที่ได้รับความสว่างมาครั้งหนึ่งแล้ว   และได้รู้รสของประทานจากสวรรค์   ได้มีส่วนในพระวิญญาณบริสุทธิ์

5 and have tasted the goodness of the word of God and the powers of the age to come,

5 และได้ชิมความดีงามแห่งพระวจนะของพระเจ้า   และฤทธิ์เดชแห่งยุคที่จะถึงนั้น

6 if they then fall away, since they are crucifying once again the Son of God to their own harm and holding him up to contempt.

6 ถ้าเขาเหล่านั้นได้ชิมแล้วหลงไป   ก็เหลือวิสัยที่จะนำเขามาสู่การกลับใจอีกได้   เพราะตัวเขาเองได้ตรึงพระบุตรของพระเจ้าเสียแล้ว   และทำให้พระองค์ทรงรับการดูหมิ่นเยาะเย้ย


Hebrews ฮีบรู 10:26-29 26 For if we go on sinning deliberately after receiving the knowledge of the truth, there no longer remains a sacrifice for sins,

26 เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว   แต่เรายังขืนทำผิดอีก   เครื่องบูชาลบบาปนั้นก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย

27 but a fearful expectation of judgment, and a fury of fire that will consume the adversaries.

27 แต่จะมีความหวาดกลัวในการรอคอยการพิพากษาโทษ   และไฟอันร้ายแรง   ซึ่งจะเผาผลาญบรรดาคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า

28 Anyone who has set aside the law of Moses dies without mercy on the evidence of two or three witnesses.

28 คนที่ได้ฝ่าฝืนบัญญัติของโมเสสนั้น   ถ้ามีพยานสักสองสามปาก   ก็จะต้องตายโดยปราศจากความเมตตา

29 How much worse punishment, do you think, will be deserved by the one who has spurned the Son of God, and has profaned the blood of the covenant by which he was sanctified, and has outraged the Spirit of grace?

29 ท่านทั้งหลายคิดดูซิว่าคนที่เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า   และดูหมิ่นพระโลหิตแห่งพันธสัญญา   ซึ่งชำระเขาให้บริสุทธิ์ว่าเป็นสิ่งชั่วช้า   และขัดขืนพระวิญญาณผู้ทรงพระคุณนั้น   ควรจะถูกลงโทษมากยิ่งกว่าคนเหล่านั้นสักเท่าใด


Matthew 7:22-23 indicates that those “pretend believers” whom God rejects are rejected not because of having lost faith, but because of the fact that God never knew them.

มัทธิว 7:22-23 ระบุว่าบรรดา "ผู้ที่แสร้งทำว่าเชื่อ "ผู้ที่พระเจ้าทรงปฏิเสธได้ถูกปฏิเสธ   ไม่ใช่พราะเขาสูญเสียความเชื่อไป  แต่เป็นเพราะความจริงที่ว่าพระเจ้าไม่เคยทรงรู้จักพวกเขา


22 On that day many will say to me, ‘Lord, Lord, did we not prophesy in your name, and cast out demons in your name, and do many mighty works in your name?’

22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์   และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์   และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์   มิใช่หรือ'

23 And then will I declare to them, ‘I never knew you; depart from Me, you workers of lawlessness.’

23 เมื่อนั้นข้าพเจ้า จะได้กล่าวแก่เขาว่า   'ข้าพเจ้า ไม่เคยรู้จักเจ้าเลย   เจ้าผู้กระทำความชั่ว   จงไปเสียให้พ้นหน้าข้าพเจ้า'


There are many people who are willing to identify with Jesus.

มีหลายคนที่ยินดีจะพิสูจน์ตัวว่าพวกเขาอยู่ฝ่ายพระเยซู

Who doesn’t want eternal life and blessing?

ใครไม่ต้องการชีวิตนิรันดร์และพระพรบ้าง

However, Jesus warns us to count the cost of discipleship (Luke 9:23-26, 14:25-33).

อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงเตือนให้เราคิดหน้าคิดหลังการเป็นสาวก (ลูกา 9:23-26, 14:25-33)

True believers have counted those costs, whereas apostates have not.

ผู้เชื่อจริงได้คิดหน้าคิดหลังแล้ว  ในขณะที่ผู้ที่ละทิ้งความเชื่อไม่ได้คิด

Apostates are people who, when they leave the faith, give evidence they were never saved in the first place (1 John 2:19).

ผู้ที่ละทิ้งความเชื่อคือคนที่เมื่อพวกเขาละทิ้งความเชื่อ  เป็นหลักฐานว่าพวกเขาไม่เคยได้รับความรอดตั้งแต่แรก (1 ยอห์น  2:19)

Apostasy is not a loss of salvation, but rather a demonstration that salvation was never truly possessed.

การละทิ้งความเชื่อไม่ใช่การสูญเสียของความรอด แต่ยังแสดงให้เห็นว่าไม่เคยได้รับความรอดอย่างแท้จริง

www.gotquestions.org/Thai   


 

Apostasy

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top