Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, June 18, 2015

 


Question: "What is Reformed Theology?"

คำถาม: " เทววิทยาปฏิรูปคืออะไร"


Answer: Broadly speaking, Reformed theology includes any system of belief that traces its roots back to the Protestant Reformation of the 16th Century.

คำตอบ: พูดโดยกว้างๆ  เทววิทยาปฏิรูปรวมถึงความเชื่อระบบใด ๆ  ที่ตามรอยการปฏิรูปนิกายโปรแตสแตนท์ใน ศตวรรษที่ 16

Of course, the Reformers themselves traced their doctrine to Scripture, as indicated by their credo of “sola scriptura,” so Reformed theology is not a “new” belief system but one that seeks to continue apostolic doctrine. แน่นอน นักเทววิทยาปฏิรูปทั้งหลายเองสืบสานความเชื่อของพวกเขาตามพระคัมภีร์ ตามที่ระบุโดยลัทธิความเชื่อของพวกเขา "พระคัมภีร์" ดังนั้นเทววิทยาปฏิรูป  ไม่ได้เป็นระบบความเชื่อ "ใหม่". แต่คนนั้นก็ยังพยายามที่สานต่อลัทธิเผยแพร่ศาสนา

Generally, Reformed theology holds to the authority of Scripture, the sovereignty of God, salvation by grace through Christ, and the necessity of evangelism.

โดยทั่วไป เทววิทยาปฏิรูปยึดถือสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ อำนาจปกครองสูงสุดของพระเจ้า และความรอดโดยพระคุณผ่านทางพระคริสต์   และความจำเป็นต้องมีการประกาศ

It is sometimes called Covenant theology because of its emphases on the covenant God made with Adam and the new covenant which came through Jesus Christ (Luke 22:20). บางครั้งก็เรียกว่าเทววิทยาพันธสัญญา  เพราะเน้นที่พันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับอาดัมและพันธสัญญาใหม่ ซึ่งโดยพระเยซูคริสต์(ลูกา 22:20)

Authority of Scripture. Reformed theology teaches that the Bible is the inspired and authoritative Word of God, sufficient in all matters of faith and practice. สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ เทววิทยาปฏิรูปสอนว่า พระคัมภีร์คือพระคำของพระเจ้าได้รับการดลใจและเชื่อถือได้ บริบูรณ์เพียงพอในความเชื่อและการประพฤติทุกอย่าง Sovereignty of God. Reformed theology teaches that God rules with absolute control over all creation.

อำนาจการปกครองสูงสุดของพระเจ้า เทววิทยาปฏิรูปสอนว่า พระเจ้าทรงปกครองโดยทรงควบคุมเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งสิ้น

He has foreordained all events and is therefore never frustrated by circumstances. This does not limit the will of the creature, nor does it make God the author of sin. พระองค์ได้ทรงกำหนดเหตุการณ์ทุกอย่างไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงไม่ผิดหวังในสถานการณ์นั้น  นี่ไม่ได้จำกัดพระประสงค์ในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง และไม่ใช่พระเจ้าทรงให้กำเนิดบาป

Salvation by grace. Reformed theology teaches that God in His grace and mercy has chosen to redeem a people to Himself, delivering them from sin and death.

ความรอดโดยพระคุณ เทววิทยาปฏิรูปสอนว่า โดยพระคุณและความเมตตา พระเจ้าได้ทรงเลือกที่จะทรงไถ่ประชากรโดยทรงปลดปล่อยพวกเขาจากบาปและความตาย

The Reformed doctrine of salvation is commonly represented by the acrostic TULIP (also known as the five points of Calvinism): หลักคำสอนเรื่องความรอดที่ปฏิรูป มักแทนโดยอักษรที่แยกได้จากคำว่า  TULIP  (เป็นที่รู้จักว่าเป็นประเด็นห้าข้อของลัทธิคาลวิน) :

T - Total depravity. Man is completely helpless in his sinful state is under the wrath of God and can in no way please God.

T – ความเสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง มนุษย์อยู่ในสถานภาพบาป อยู่ภายใต้พระพิโรธของ พระเจ้า และไม่สามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้

Total depravity also means that man will not naturally seek to know God, until God graciously prompts him to do so.

ความเลวร้ายทั้งสิ้น   หมายความว่ามนุษย์โดยธรรมชาติจะไม่แสงหาที่จะรู้จักพระเจ้า จนกระทั่งพระเจ้าโดยพระกรุณาของพระองค์ทรงช่วยให้เขาพร้อมที่จะทำ

Genesis ปฐมกาล 6:5 5 The LORD saw that the wickedness of man was great in the earth, and that every intention of the thoughts of his heart was only evil continually.

5 พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน   และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้ายเสมอไป

Jeremiah เยเรมีย์ 17:9 9 The heart is deceitful above all things, and desperately sick; who can understand it?

9 จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด   มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว     ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า  

Romans โรม3:10-18 3 What if some were unfaithful? Does their faithlessness nullify the faithfulness of God?

3 ถึงมีบางคนไม่สัตย์ซื่อ   ความไม่สัตย์ซื่อของเขานั้น   จะทำให้ความสัตย์ธรรมของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ 4 By no means! Let God be true though everyone were a liar, as it is written,

“That you may be justified in your words, and prevail when you are judged.”

4 หามิได้เลย   ถึงแม้ทุกคนจะอสัตย์   ก็ขอให้พระเจ้าทรงสัจจะเถิด   ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า     เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว   ทรงเป็นผู้สัตย์ธรรมในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระองค์  

5 But if our unrighteousness serves to show the righteousness of God, what shall we say? That God is unrighteous to inflict wrath on us? (I speak in a human way.)

5 แต่ถ้าความชั่วร้ายของเราเป็นเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า   เราจะว่าอย่างไร   จะว่าพระเจ้าทรงลงพระอาชญา   โดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ (ข้าพเจ้าพูดอย่างมนุษย์)

6 By no means! For then how could God judge the world?

6 ไม่เป็นเช่นนั้นเลย   เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว   พระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้อย่างไร

7 But if through my lie God's truth abounds to His glory, why am I still being condemned as a sinner?

7 แต่ถ้าสัจจะของพระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้น   เพราะเหตุความอสัตย์ของข้าพเจ้า   เป็นที่ให้เกิดเกียรติแด่พระองค์แล้ว   ทำไมเขาจึงยังลงโทษข้าพเจ้าว่าเป็นคนบาปเล่า

8 And why not do evil that good may come?—as some people slanderously charge us with saying. Their condemnation is just.

8 และทำไมเราจึงไม่ทำความชั่ว   เพื่อความดีจะเกิดขึ้นจากความชั่วนั้นเล่า   ตามที่มีบางคนเล่าลือและนินทาหาว่า   เราได้กล่าวอย่างนั้น   การลงโทษคนเช่นนั้นก็ยุติธรรมแล้ว

9 What then? Are we Jews any better off? No, not at all. For we have already charged that all, both Jews and Greeks, are under sin,

9 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร   พวกยิวเราจะได้เปรียบกว่าหรือ   เปล่าเลยเพราะเราได้ชี้แจงให้เห็นแล้วว่า   มนุษย์ทุกคนทั้งพวกยิวและพวกต่างชาติต่างก็อยู่ใต้อำนาจของบาป

10 as it is written: “None is righteous, no, not one;

10 ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว   ไม่มีเลย

11 no one understands; no one seeks for God.

11 ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า

12 All have turned aside; together they have become worthless; no one does good, not even one.”

12 เขาทุกคนหลงผิดไปหมด เขาทั้งปวงเลวทรามเหมือนกันสิ้น ไม่มีสักคนเดียวที่กระทำดี  ไม่มีเลย”

13 “Their throat is an open grave; they use their tongues to deceive.” “The venom of asps is under their lips.”

13 ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่   เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง   พิษงูร้ายอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา   

14 “Their mouth is full of curses and bitterness.

14 ปากของเขาเต็มไปด้วยคำแช่งด่าและคำเผ็ดร้อน

15 “Their feet are swift to shed blood;

15 เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด   

16 in their paths are ruin and misery,

16 ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์

17 and the way of peace they have not known.”

17 และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข   

18 “There is no fear of God before their eyes.”

18 เขาไม่เคยคิดที่จะยำเกรงพระเจ้าเลย  

U - unconditional election. God, from eternity past, has chosen to save a great multitude of sinners, which no man can number.

U – การทรงเลือกโดยปราศจากเงื่อนไข   พระเจ้าจากอดีตนิรันดร์ ได้ทรงเลือก คน เป็นอันมากให้ได้รับความรอด ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดจะนับได้

Romans โรม 8:29-30 29 For those whom He foreknew He also predestined to be conformed to the image of His Son, in order that He might be the firstborn among many brothers.

29 เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว   ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย   แห่งพระบุตรของพระองค์   เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก

30 And those whom He predestined He also called, and those whom He called He also justified, and those whom He justified He also glorified.

30 และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น   พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย   และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น   พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย  

Romans โรม 9:11 11 though they were not yet born and had done nothing either good or bad—in order that God's purpose of election might continue, not because of works but because of His call—

11 แม้ก่อนบุตรนั้นบังเกิดมา   และยังไม่ได้กระทำดีหรือชั่ว   เพื่อพระดำริของพระเจ้าในการทรงเลือกนั้นจะตั้งมั่นคงอยู่   ไม่ใช่ตามการประพฤติ   แต่ตามซึ่งพระองค์ทรงเรียก

Ephesians เอเฟซัส 1:4-6,11-12 4 even as He chose us in Him before the foundation of the world, that we should be holy and blameless before Him. In love

4 ในพระเยซูคริสต์นั้น   พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก   เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์

5 He predestined us for adoption through Jesus Christ, according to the purpose of His will,

5 พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์   ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์

6 to the praise of His glorious grace, with which He has blessed us in the Beloved.

6 เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์   ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์   ผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์

11 In Him we have obtained an inheritance, having been predestined according to the purpose of Him who works all things according to the counsel of His will,

11 ในพระองค์นั้น   ตามพระดำริของพระองค์ผู้ทรงกระทำทุกสิ่ง   ตามที่ได้ทรงตริตรองไว้สมกับพระทัยของพระองค์

12 so that we who were the first to hope in Christ might be to the praise of His glory.

12เราทั้งหลายผู้ได้หวังใจในพระคริสต์ก่อนได้รับกำหนดและรับการแต่งตั้งให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์

L - Limited atonement. Also called a “particular redemption.”

L – การไถ่บาปอย่างจำกัด ยังเรียกอีกว่า "การทรงไถ่เป็นพิเศษ"

Christ took the judgment for the sin of the elect upon Himself and thereby paid for their lives with His death.

พระคริสต์เองทรงแบกรับการลงโทษบาปแทนผู้ที่ทรงเลือก  และทรงชดใช้แทนชีวิตของพวกเขาด้วยความตายของพระองค์

In other words, He did not simply make salvation “possible,” He actually obtained it for those whom He had chosen.

อีกนัยหนึ่ง พระองค์ไม่ได้ทรงเพียงแต่ทำให้ความรอด " เป็นไปได้"  อันที่จริงพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้สำหรับคนที่ทรงเลือกสรรแล้ว

Matthew มัทธิว1:21 21 She will bear a son, and you shall call his name Jesus, for he will save his people from their sins.”

21เธอจะประสูติบุตรชาย   แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า   เยซเพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา”

John ยอห์น 10:11 11 I am the good shepherd. The good shepherd lays down his life for the sheep.

11 ข้าพระองค์เป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ

John ยอห์น17:9 9 I am praying for them. I am not praying for the world but for those whom you have given me, for they are yours.

9 ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อเขา   ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อโลก   แต่เพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์   เพราะว่าเขาเป็นของพระองค์

Acts กิจการ 20:28 28 Pay careful attention to yourselves and to all the flock, in which the Holy Spirit has made you overseers, to care for the church of God, which He obtained with His own blood.

28 ท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี และจงรักษาฝูงแกะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงตั้งท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล   และเพื่อจะได้ปกครองคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง

Romans โรม 8:32 32 Though they know God's decree that those who practice such things deserve to die, they not only do them but give approval to those who practice them.

32 แม้เขาจะรู้พระบัญญัติของพระเจ้า   ที่ว่าคนทั้งปวงที่ประพฤติเช่นนั้นสมควรจะตาย   เขาก็ไม่เพียงประพฤติ

Ephesians เอเฟซัส 5:25 25 Husbands, love your wives, as Christ loved the church and gave Himself up for her,

25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน   เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร

I - irresistible grace. In his fallen state, man resists God’s love, but the grace of God working in his heart makes him desire what he had previously resisted.

I – พระคุณที่ไม่อาจขัดขวางได้ ในสภาพที่ล้มลงมนุษย์ต่อต้านความรักของพระเจ้า แต่ โดยพระคุณของพระเจ้า ที่ทำงานในจิตใจของเขา ที่ทำให้เขาปรารถนาสิ่งที่เขาเคย ต่อต้านก่อนหน้านี้

That is, God’s grace will not fail to accomplish its saving work in the elect.

นั่นคือ พระคุณของพระเจ้าจะไม่ละเว้นที่จะทำให้ผู้ที่ทรงเลือกสรรไว้ได้รับความรอด John ยอห์น 6:37,44 37 All that the Father gives Me will come to Me, and whoever comes to Me I will never cast out.

37 สารพัดที่พระบิดาทรงประทานแก่ข้าพระองค์ จะมาสู่ข้าพระองค์   และผู้ที่มาหาข้าพระองค์   ข้าพระองค์ก็จะไม่ทิ้งเขาเลย

44 No one can come to Me unless the Father who sent me draws him. And I will raise him up on the last day.

44 ไม่มีผู้ใดมาถึงข้าพระองค์ได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา   จะทรงชักนำให้เขามาและเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย

John ยอห์น 10:16 16 And I have other sheep that are not of this fold. I must bring them also, and they will listen to my voice. So there will be one flock, one shepherd.

16 แกะอื่นซึ่งมิได้เป็นของคอกนี้ข้าพระองค์ก็มีอยู่   แกะเหล่านั้นข้าพระองค์ก็ต้องพามาด้วย   และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของข้าพระองค์   แล้วจะรวมเป็นฝูงเดียว และมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว

P - Perseverance of the saints. God protects His saints from falling away; thus, salvation is eternal.

P – การทรงพิทักษ์รักษาวิสุทธิชน พระเจ้าทรงปกป้องวิสุทธิชนของพระองค์จากการล้ม ลง รับความรอดสู่ชีวิตนิรันดร์

John ยอห์น 10:27-29 27 My sheep hear My voice, and I know them, and they follow Me.

27 แกะของข้าพระองค์ย่อมฟังเสียงของเรา   และข้าพระองค์รู้จักแกะเหล่านั้น   และแกะนั้นตามเรา

28 I give them eternal life, and they will never perish, and no one will snatch them out of My hand.

28 ข้าพระองค์ให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น   แกะนั้นจะไม่พินาศเลย   และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของข้าพระองค์ได้

29 My Father, who has given them to Me, is greater than all, and no one is able to snatch them out of the Father's hand.

29 พระบิดาของข้าพระองค์ผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง   และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของข้าพระองค์ได้

Romans โรม 8:29-30 29 For those whom he foreknew he also predestined to be conformed to the image of His Son, in order that He might be the firstborn among many brothers.

29 เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว   ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย   แห่งพระบุตรของพระองค์   เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก

30 And those whom he predestined He also called, and those whom He called He also justified, and those whom He justified He also glorified.

30 และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น   พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย   และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น   พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม   พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย  

Ephesians เอเฟซัส1:3-14 3 Blessed be the God and Father of our Lord Jesus Christ, who has blessed us in Christ with every spiritual blessing in the heavenly places,

3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   ผู้ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการ   ในสวรรคสถานโดยพระคริสต์

4 even as He chose us in Him before the foundation of the world, that we should be holy and blameless before Him. In love

4 ในพระเยซูคริสต์นั้น   พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก   เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์

5 He predestined us for adoption through Jesus Christ, according to the purpose of His will,

5 พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์   ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์

6 to the praise of His glorious grace, with which He has blessed us in the Beloved.

6 เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์   ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์   ผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์

7 In Him we have redemption through His blood, the forgiveness of our trespasses, according to the riches of His grace,

7 ในพระเยซูนั้น   เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์   คือได้รับการอภัยโทษบาป   ของเราโดยพระกรุณาอันอุดมของพระองค์

8 which He lavished upon us, in all wisdom and insight

8 ซึ่งได้ทรงประทานแก่เราอย่างเหลือล้น   ให้มีปัญญาสุขุมและมีความเข้าใจ

9 making known to us the mystery of His will, according to His purpose, which He set forth in Christ

9 พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์   ตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์   ซึ่งพระองค์ทรงดำริไว้ในพระคริสต์

10 as a plan for the fullness of time, to unite all things in Him, things in heaven and things on earth.

10 ประสงค์ว่า   เมื่อเวลากำหนดครบบริบูรณ์แล้ว   พระองค์จะทรงรวบรวมทุกสิ่ง   ทั้งที่อยู่ในสวรรค์   และในแผ่นดินโลกไว้ในพระคริสต์  

11 In Him we have obtained an inheritance, having been predestined according to the purpose of Him who works all things according to the counsel of His will,

11 ในพระองค์นั้น   ตามพระดำริของพระองค์ผู้ทรงกระทำทุกสิ่ง   ตามที่ได้ทรงตริตรองไว้สมกับพระทัยของพระองค์

12 so that we who were the first to hope in Christ might be to the praise of His glory.

12 เราทั้งหลายผู้ได้หวังใจในพระคริสต์ก่อน ได้รับกำหนดและรับการแต่งตั้งให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์

13 In Him you also, when you heard the word of truth, the gospel of your salvation, and believed in Him, were sealed with the promised Holy Spirit,

13 ในพระองค์นั้น   ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน   เมื่อท่านได้ฟังสัจวาทะ   คือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน   และได้วางใจในพระองค์   ได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา

14 who is the guarantee of our inheritance until we acquire possession of it, to the praise of His glory.

14 เป็นมัดจำของการรับมรดกของเรา   จนกว่าเราจะได้รับเป็นกรรมสิทธิ์   เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์

The necessity of evangelism. Reformed theology teaches that Christians are in the world to make a difference, spiritually through evangelism and socially through holy living and humanitarianism.

ความจำเป็นของการประกาศ เทววิทยาปฏิรูปสอนว่า คริสเตียนอยู่ในโลกเพื่อ สร้างความแตกต่างฝ่ายจิตวิญญาณโดยการประกาศ  และทางสังคมผ่านการมีชีวิตบริสุทธิ์และมีความใจบุญสุนทาน

Other distinctives of Reformed theology generally include the observance of two sacraments (baptism and communion), a cessationist view of the spiritual gifts (the gifts are no longer extended to the church), and a non-dispensational view of Scripture.

ข้อแตกต่างที่โดดเด่นอื่น ๆ โดยทั่วไปรวมถึง การปฏิบัติพิธีกรรมทั้งสองพิธี ( พิธีบัพติศมาและพิธีมหาสนิท ) แนวคิดว่าไม่มีของประทานฝ่ายวิญญาณ(จะไม่ขยายของประทนไปยัง คริสตจักร) และ แนวคิดเรื่องพระคัมภีร์ว่าเป็นแบบไม่มีการประกาศเผยแพร่ออกไปHeld in high esteem by Reformed churches are the writings of John Calvin, John Knox, Ulrich Zwingli, and Martin Luther.

ยึดมั่นความนิยมยกย่องอย่างสูง โดยคริสคจักรปฎิรูป  เป็นผลงานเขียนของ จอห์น คาลวิน จอห์น น็อกซ์ อูลลีช สวิงกลีและ มาร์ติน ลูเทอร์

The Westminster Confession embodies the theology of the Reformed tradition.

คำสารภาพเวสท์มินสเตอร์ รวบรวม เทววิทยาของขนบประเพณีปฏิรูป

Modern churches in the Reformed tradition include Presbyterian, Congregationalist, and some Baptist.

คริสตจักรปัจุบันในแบบเทววิทยาปฏิรูป รวมพวกเพรสไบทีเรียน  คองกรีเกชั่นแนลลิส และ แบ๊บติสท์บางคณะ

www.gotquestions.org/Thai     

 

Reformed Theology

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top