Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, June 24, 2015

 

Sorry no recording for this day


My name is Bill.

ชื่อของผมคือบิล

My personal testimony is about God pulling me up from the darkness.

คำพยานส่วนตัวของผมนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่พระเจ้าทรงดึงผมออกมาจากความมืด

God held me together when my life was falling apart.

พระเจ้าทรงยึดผมไว้ด้วยกันเมื่อชีวิตของผมกำลังพังทลาย

He saved me miraculously from the dark and horrible place that I was in. 

พระองค์ทรงช่วยให้รอดพ้นอย่างน่าอัศจรรย์จากสถานที่มืดและน่ากลัวที่ผมเคยอยู่

When I was younger I was bullied a lot and even thought about suicide. 

เมื่อผมเป็นเด็ก  ผมถูกรังแกมากและผมคิดแม้กระทั่งอยากจะฆ่าตัวตาย

By 8th grade it had gotten so bad that my parents had to move me to a different school. 

ตอนเรียนชั้นเกรด 8 ผมเรียนแย่มากจนพ่อแม่ของผมต้องย้ายผมไปเรียนที่โรงเรียนอื่น

Things did get better there but they also got worse at the same time. 

หลายสิ่งกำลังดีขึ้น แต่ก็ยังมีสิ่งเลวร้ายในเวลาเดียวกัน

I fell into a bad group of friends and we were only getting worse. 

ผมตกอยู่ในกลุ่มเพื่อน ๆที่ไม่ดี และเรากำลังพากันเลวร้ายลงอีก

I was happy with my new friends but we were also doing bad stuff and getting into fights.  

ผมมีความสุขกับเพื่อนใหม่ของผมหลายคน  แต่เราก็ยังทำสิ่งที่ไม่ดีและกำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน

It was at the new school that I went to church for the first time. 

มันเป็นที่โรงเรียนแห่งใหม่ที่ผมได้ไปโบสถ์เป็นครั้งแรก


A guy who I didn’t know at all and who I thought was very weird, just invited me to go to his church and play video games one night. 

เพื่อนคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จักเลย และเป็นคนที่ผมคิดว่าเขาแปลกมาก    ตอนนั้นเขาเชิญผมไปโบสถ์ของเขาและเล่นวิดีโอเกมในคืนหนึ่ง

To this day he’s one of my best friends. 

จนถึงวันนี้เขาเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของผม

I was 15 and going to church but I still had no idea of what God was all about, to me going to church was just a way for me to have friends that weren’t likely to get me arrested. 

ผมอายุ 15 ปี และกำลังไปโบสถ์ แต่ผมยังคงไม่รู้จักเรื่องราวของพระเจ้าว่าเป็นยังไง  การที่ผมไปโบสถ์เป็นเพียงวิธีที่ผมจะมีเพื่อนๆ  ที่ไม่มีวันพาผมไปถูกจับ

Then very suddenly one of my closest and oldest friends died. 

ครั้นแล้วทันใดนั้นเพื่อนสนิทและเก่าแก่ที่สุดของผมเสียชีวิต

He was my best and at times only friend and it turned my world upside down. 

เขาเป็นคนที่ดีที่สุดและบางครั้งเป็นเพื่อนคนเดียวของผม  และมันเหมือนโลกของผมพลิกคว่ำลง

I was lost for some time after that, in a fog not knowing what to do. 

ผมได้หลงหายไปพักหนึ่งหลังจากนั้น   อยู่ในหมอกไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร

Several months went by and my youth group had a trip going to Mississippi to help with relief from a terrible Hurricane.

หลายเดือนผ่านไป  และกลุ่มเยาวชนของผมออกเดินทางไปทำพันธกิจที่มิสซิสซิปปี้เพื่อช่วยในการบรรเทาทุกข์จากพายุร้ายเฮอริเคนที่น่ากลัว


My dad sent me because he saw that I needed something to set me right. 

พ่อของผมได้ส่งผมไป  เพราะเขาเห็นว่าผมจำเป็นต้องมีบางสิ่งที่จะช่วยผมกลับตั้งตัวได้

It was there that I first accepted God. 

มันเป็นที่นั่นเอง ที่ผมได้ต้อนรับพระเจ้าเป็นครั้งแรก

I had never seen so many people totally sold out to God and working for His glory.

ผมไม่เคยเห็นผู้คนมากมายเปิดใจออกหมดกับพระเจ้าและรับใช้เพื่อพระสิริของพระองค์


I had a huge piece of me missing and I didn’t fully understand what I was doing but a week before my 16th birthday in a dirty tent in a field in Mississippi, I prayed for God to take me into His grace and He did.

ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของผมหลุดหายไป   และผมไม่เข้าใจนักในสิ่งที่ผมกำลังทำ แต่สัปดาห์ก่อนวันเกิดปีที่ 16 ของผม  ในเต็นท์สกปรกในเมืองมิสซิสซิปปี้  ผมอธิษฐานทูลขอพระเจ้าที่จะพาผมเข้าในร่มพระคุณของพระองค์และพระองค์ทรงช่วยผม

God set me straight and gave me a path. 

พระเจ้าทรงตั้งผมให้ตรงและให้ผมมีเส้นทางเดิน

He guided me through high school and into an amazing job working for his ministry. 

ทรงนำผมจบโรงเรียนมัธยมและได้งานที่น่าตื่นตาตื่นใจที่ทำงานพันธกิจของพระองค์

I spent the next few years learning and loving His Word and His fellowship, and realized how amazing it is to work for Him in ministry and serve Him. 

ผมใช้เวลาไม่กี่ปีถัดไปเรียนรู้และรักพระวจนะของพระองค์และการสามัคคีธรรมกับพระองค์  และตระหนักว่าช่างน่าอัศจรรย์ที่ได้ทำพันธกิจและรับใช้พระองค์

This wonderful time was not meant to last however. 

นี่เป็นเวลาที่ยอดเยี่ยม  อย่างไรก็ตามมันไม่ได้หมายความว่าเวลาสุดท้าย

When I was age 20 my mother passed away very suddenly. 

เมื่อตอนที่ผมอายุ 20 ปี แม่ของผมเสียชีวิตกระทันหันมาก

It really shook me to my core. 

ที่จริงมันทำให้ผมช็อกไปสุดๆ เลย

I was still working for the ministry at the time and through such a horrible tragedy God fortified me and built me up to be a stronger person through and through. 

ผมยังคงทำงานพันธกิจไปเรื่อยและผ่านเรื่องโศกเศร้าที่น่ากลัว   พระเจ้าทรงสร้างป้อมปราการปกป้องผม   และเสริมสร้างผมให้ผมเป็นคนที่เข้มแข็ง  ผ่านไปได้ทุกอย่าง

Soon after that, the ministry that I worked for closed down and I was laid off and evicted. 

หลังจากนั้นไม่นาน พันธกิจที่ผมรับใช้อยู่ก็ปิดตัวลงและผมถูกปลดออกจากงานและขับไล่ออก

I moved back in with my father and continued my schooling at the local college. 

ผมย้ายกลับไปอยู่กับพ่อของผมและยังคงศึกษาต่อที่วิทยาลัยท้องถิ่น

Six months after my mother died, my former roommate and one of my best friends died too.

หกเดือนหลังจากที่แม่ของผมเสียชีวิต   อดีตเพื่อนร่วมห้องของผม  และเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของผมเสียชีวิตด้วย

He was an amazing individual who I was always able to look toward for an example. 

เขาเป็นคนที่น่าอัศจรรย์ ผู้ที่ผมสามารถหวังให้เป็นตัวอย่างได้เสมอ

Losing him left another large gap in my life. 

สูญเสียเขาทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในชีวิตของผม

I started to realize that as my life progressed there were pieces missing.

ผมเริ่มที่จะตระหนักว่าขณะที่ชีวิตของผมก้าวไปข้างหน้า  ก็มีชิ้นส่วนมากมายที่หลุดหายไป

I have heard people talk about how everybody has a hole in their life that only God can fill, but as I moved forward I began to realize I had many holes. 

ผมเคยได้ยินคนพูดคุยเกี่ยวกับว่าทุกคนมีหลุมในชีวิตของพวกเขาอย่างไร    ซึ่งพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถปิดหลุมนั้นได้   แต่ขณะที่ผมเดินไปข้างหน้าผมเริ่มตระหนักว่าผมมีหลุมมากมาย

A hole from when Evan died when I was 15, a hole from my mother died at 20 a hole from my roommate dying six months later. 

หลุมหนึ่งจากตอนที่อีวานเสียชีวิตเมื่อผมอายุ 15 ปี   หลุมจากแม่ของผมเสียชีวิตตอนผมอายุ 20 ปี หลุมจากเพื่อนร่วมห้องของผมกำลังจะเสียชีวิตหกเดือนต่อมา

When my Aunt Jo died when age 21 I finally knew that none of the missing pieces of my life none were coming back.

เมื่อป้าโจของผมเสียชีวิตตอนผมอายุ 21 ปี  ในที่สุดผมก็รู้ว่าไม่มีชิ้นส่วนที่ขาดหายไปชิ้นใดในชีวิตของผม  ไม่มีสักชิ้นที่ได้รับกลับมา

Nothing could fill those places but God. 

ไม่มีอะไรสามารถเติมเต็มหลุมเหล่านั้นได้ เว้นแต่พระเจ้า

I’ve persevered and survived through Gods grace.

ผมเคยมีความมานะอดทนและมีชีวิตรอดโดยพระคุณพระเจ้า

He is the only one who can make me feel whole.

ทรงเป็นองค์เดียวที่สามารถทำให้ผมรู้สึกเต็มบริบูรณ์

In January of 2013 I moved to Amsterdam, The Netherlands, joining a Disciple Training School through Youth With A Mission.

ในเดือนมกราคมของปี 2013 ผมย้ายไปที่เมืองอัมสเตอร์ดัม    ประเทศเนเธอร์แลนด์  เข้าร่วมโรงเรียนฝึกอบรมสาวกโดยพันธกิจด้านเยาวชน

I lived and worked as a full time missionary in Amsterdam for 3 months.

ผมใช้ชีวิตและทำงานเป็นมิชชันนารีแบบเต็มเวลาในอัมสเตอร์ดัมเป็นเวลา 3 เดือน

During that time I was able to be a part of some amazing ministries helping immigrant workers and singing and worshipping in a House of Prayer in the Red Light district. 

ในช่วงเวลานั้นผมก็สามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจน่าอัศจรรย์ที่ช่วยผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง  ร้องเพลงและนมัสการที่หอประชุมอธิษฐานในตำบลเรดไลท์

At the end of the 3 months I went to Jerusalem for 2 weeks and then spent 3 months traveling through Russia with a small group of missionaries.

พอสิ้นสุด 3 เดือน ผมได้ไปกรุงเยรูซาเล็ม 2 สัปดาห์ และใช้เวลา 3 เดือน ท่องเที่ยวผ่านรัสเซียพร้อมกับมิชชันนารีกลุ่มเล็กๆ

Starting in snow covered Moscow I crossed the country on the Trans Siberian Express, staying in several cities along the way.

เริ่มต้นในหิมะปกคลุมกรุงมอสโก ผมเดินทางข้ามประเทศด้วยรถไฟด่วนสายทรานส์ไซบีเรีย   พักอยู่ในหลายเมืองตลอดทาง

We traveled out to small villages and taught at churches and home meetings.

เราเดินทางออกไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ และสอนที่คริสตจักรและการประชุมตามบ้านหลายแห่ง

We prayed and sang with people showing them the love of God. 

เราได้อธิษฐานและร้องเพลงกับผู้คน แสดงให้พวกเขาเห็นถึงความรักของพระเจ้า

After 3 months in Russia and several more weeks in The Netherlands I returned home to California and shared my experiences with all my friends and family.

หลังจาก 3 เดือนในรัสเซียและอีกหลายสัปดาห์ในประเทศเนเธอร์แลนด์   ผมกลับไปบ้านที่รัฐแคลิฟอร์เนีย  และร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ของผมกับเพื่อน ๆ ทุกคนและครอบครัวของผม

Back in the United States I work with my church's youth group helping Pastor Keith in whatever way I can.

เมื่อกลับไปในประเทศสหรัฐอเมริกา  ผมทำงานกับกลุ่มเยาวชนโบสถ์ของผม โดยช่วยอาจารย์คีธ ในสิ่งใดก็ได้ที่ผมสามารถทำได้

Through all the trials and tribulations I have gone through God has constantly given me the strength to get through it. 

ผมผ่านพ้นการทดลองและความยากลำบากทั้งหมดไปได้  โดยพระเจ้าทรงประทานความเข้มแข็งแรงแก่ผมที่จะผ่านพ้นได้

My mother passed away, I was laid off and evicted, I lost two of my best friends years apart, and my Aunt Jo passed away. 

แม่ของผมเสียชีวิตแล้ว ผมถูกปลดออกจากงานและถูกขับไล่   ผมสูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุดของผมสองคน  และป้าโจของผมก็เสียชีวิตไป

Just like it says in Isaiah God has lifted me up on wings like eagles. 

เช่นเดียวกับคำกล่าวในอิสยาห์   พระเจ้าได้ทรงยกข้าพเจ้าให้บินขึ้นไปด้วยปีกเหมือนนกอินทรี

Just when I think I can’t take another breath He gives me enough to keep going. 

ทันทีที่ผมคิดว่าผมไม่สามารถมีลมหายใจอีก  พระองค์ทรงประทานให้ผมเพียงพอที่จะมีชีวิตต่อไป

He took me from just barely surviving to going on amazing adventures.  

ทรงนำผมออกจากที่เกือบจะไม่รอดตาย  เพื่อเข้าไปสู่การผจญภัยที่น่าตื่นตาตื่นใจ

He has saved my life and given me a new one full of amazing experiences.

ทรงช่วยชีวิตของผมและให้ผมมีชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่อัศจรรย์ยิ่ง

Question: "What is divine providence?"
คำถาม: "การทรงจัดเตรียมของพระเจ้า คืออะไร "

Answer: Divine providence is the means by and through which God governs all things in the universe.

คำตอบ:  การทรงจัดเตรียมของพระเจ้า  เป็นหนทางโดยผ่านการที่พระเจ้าทรง ควบคุมทุกสิ่งในจักรวาล

The doctrine of divine providence asserts that God is in complete control of all things.

หลักคำสอนเรื่องการทรงจัดเตรียมของพระเจ้า  ยืนยันว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทั้งสิ้น

This includes the universe as a whole, the physical world, the affairs of nations, human birth and destin, human successes and failures, and the protection of His people.

นี้รวมถึงจักรวาลในภาพรวม  โลกทั้งใบนี้  การงานของชนชาติต่างๆ  กำเนิดมนุษยชาติ และโชคชะตา  ความสำเร็จและความล้มเหลวของมนุษย์  และการปกป้องประชากรของพระองค์

Psalm บทเพลงสดุดี 103:19 19 The LORD has established his throne in the heavens,

and His kingdom rules over all.

19 พระเจ้าทรงสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ไว้ในฟ้าสวรรค์  
และราชอาณาจักรของพระองค์ครองทุกสิ่งอยู่  

Matthew มัทธิว 5:45 45 so that you may be sons of your Father who is in heaven. For he makes his sun rise on the evil and on the good, and sends rain on the just and on the unjust.

45 ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์   เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์   ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน   และให้ฝนตก   แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม 

Psalm บทเพลงสดุดี 66:7 7 who rules by His might forever, whose eyes keep watch on the nations—let not the rebellious exalt themselves. Selah

7 ผู้ทรงปกครองด้วยอานุภาพของพระองค์เป็นนิตย์   ผู้ซึ่งพระเนตรเฝ้าบรรดาประชาชาติอยู่  
อย่าให้คนมักกบฏยกย่องตนเอง  

Galatians กาลาเทีย 1:15 15 But when He who had set me apart before I was born, and who called me by His grace,

15 แต่เมื่อพระเจ้าผู้ทรงสรรข้าพเจ้าไว้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา   และได้ทรงโปรดบัญชาใช้ข้าพเจ้าโดยพระคุณของพระองค์   ทรงพอพระทัย

Luke ลูกา 1:52 52 He has brought down the mighty from their thrones

and exalted those of humble estate;

52 พระองค์ทรงถอดเจ้านายจากพระที่นั่ง และพระองค์ทรงยกผู้น้อยขึ้น  

Psalm บทเพลงสดุดี 4:8 8 In peace I will both lie down and sleep; for you alone, O LORD, make me dwell in safety.

8 ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับในความสันติ   ข้าแต่พระเจ้าเพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงกระทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย

This doctrine stands in direct opposition to the idea that the universe is governed by chance or fate.
ทฤษฎีนี้ยืนตรงกันข้ามกับความคิดที่ว่า จักรวาล ถูกควบคุมโดยบังเอิญ หรือโชคชะตา

The purpose, or goal, of divine providence is to accomplish the will of God.

วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย ของ การทรงจัดเตรียมของพระเจ้า คือเพื่อบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้า

To ensure that His purposes are fulfilled, God governs the affairs of men and works through the natural order of things.

เพื่อให้แน่ใจว่าพระประสงค์ของพระองค์จะสำเร็จผล   พระเจ้าทรงควบคุม กิจการของมนุษย์และ ทรงกระทำตามระเบียบธรรมชาติของสิ่งต่างๆ

The laws of nature are nothing more than a depiction of God at work in the universe.

กฎของธรรมชาติไม่สำคัญมากไปกว่าการบรรยายให้เห็นพระราชกิจของพระเจ้าในจักรวาล

The laws of nature have no inherent power, nor do they work independently.

กฎของธรรมชาติไม่มีพลังที่เป็นไปตามธรรมชาติ    และไม่ได้ทำงานอย่างเป็นเอกเทศ

The laws of nature are the rules and principles that God set in place to govern how things work.
กฎของธรรมชาติเป็นกฎ และหลักความเชื่อว่าพระเจ้าทรงวางสิ่งต่างๆ ให้อยู่ใน สถานที่ที่ทรงควบคุมได้
The same goes for human choice.

เหมือนกับทางเลือกของมนุษย์

In a very real sense we are not free to choose or act apart from God’s will.

ในความเป็นจริง เราไม่ได้มีอิสระที่จะเลือก หรือกระทำการนอกเหนือพระประสงค์ของพระเจ้า

Everything we do and everything we choose is in full accordance to God’s will—even our sinful choices.

ทุกสิ่งที่เราทำและ ทุกสิ่งที่เรา เลือก เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า--- แม้การเลือกของเราจะผิดบาป

Genesis ปฐมกาล 50:20 20 As for you, you meant evil against me, but God meant it for good, to bring it about that many people should be kept alive, as they are today.

20 พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง   แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีอย่างที่บังเกิดขึ้นนี้แล้ว   คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก

The bottom line is that God controls our choices and actions.

บรรทัดล่างคือว่า พระเจ้าทรง ควบคุมการตัดสินใจเลือกและการกระทำของเรา

Genesis ปฐมกาล 45:5 5 And now do not be distressed or angry with yourselves because you sold me here, for God sent me before you to preserve life.

5 แต่บัดนี้อย่าเสียใจไปเลย   อย่าโกรธตัวเองที่ขายเรามาที่นี่   เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้มาก่อนหน้าพี่   เพื่อจะได้ช่วยชีวิต

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 8:18 18 You shall remember the LORD your God, for it is he who gives you power to get wealth, that he may confirm his covenant that he swore to your fathers, as it is this day.

18 ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย   เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ ทรัพย์สมบัตินี้   เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรง กระทำโดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน   ดังวันนี้

Proverbs สุภาษิต 21:1 1 The king's heart is a stream of water in the hand of the LORD;

He turns it wherever He will.

1 พระทัยพระราชาเป็นเหมือนธารน้ำในพระหัตถ์ของพระเจ้า   พระเจ้าจะหันไปไหนๆ 
ตามแต่พระองค์ทรงโปรด  

Yet He does so in such a way that does not violate our responsibility as free moral agents, nor does it negate the reality of our choice.
แต่ พระองค์ทรงกระทำใน ลักษณะที่ไม่ขืนใจความรับผิดชอบของเรา   เป็นหน่วยงานอิสระมีคุณธรรม  และไม่ลบล้างการตัดสินใจเลือดของเราตามสภาพที่เป็นจริง

The doctrine of divine providence can be succinctly summarized this way: “God in eternity past, in the counsel of His own will, ordained everything that will happen; yet in no sense is God the author of sin; nor is human responsibility removed.”

หลักคำสอนการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าสามารถสรุปได้อย่างรวบรัดดังนี้: " พระเจ้าองค์นิรันดร์ ในอดีต ทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์เอง   ได้ทรงตรัสให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดบาป  ไม่ได้นำความรับผิดชอบของมนุษย์ออกไป"

The primary means by which God accomplishes His will is through secondary causes (e.g., laws of nature, human choice).

วิธีเบื้องต้นซึ่งพระเจ้าทรงทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ  คือโดยทางสาเหตุรอง (เช่น กฎของธรรมชาติ  การตัดสินใจเลือกของมนุษย์)

In other words, God works indirectly through these secondary causes to accomplish His will.
ในอีกนัยหนึ่ง  พระเจ้าทรงทำงานโดยทางอ้อมผ่านสาเหตุรองเหล่านี้เพื่อบรรลุพระประสงค์ของพระองค์

God also sometimes works directly to accomplish His will.

พระเจ้าบางครั้งยังทรงกระทำภารกิจโดยทางตรง เพื่อบรรลุพระประสงค์ของพระองค์

These works are what we would call miracles (i.e., supernatural events as opposed to natural).

ผลงานเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เรา จะเรียกว่าปาฏิหาริย์ (เช่น เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ตรงข้ามกับ ธรรมชาติ)

A miracle is God’s circumventing, for a short period of time, the natural order of things to accomplish His will and purpose.

การอัศจรรย์คือการที่พระเจ้าทรงหลีกเลี่ยงระเบียบสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ ตามที่ทรงพอพระทัยและเพื่อบรรลุพระประสงค์ของพระองค์ ภายในช่วงเวลาสั้นๆ 

Two examples from the book of Acts should serve to highlight God directly and indirectly working to accomplish His will.

จากหนังสือกิจการของอัครทูตตัวอย่างทั้งสองนั้น  ควรมุ่งเน้นไปที่พระเจ้าเป็นพิเศษโดยทางตรงและโดยทางอ้อม เพื่อบรรลุ พระประสงค์ของพระองค์

In Acts 9 we see the conversion of Saul of Tarsus. In a blinding flash of light and in a voice that only Saul/Paul heard, God changed his life forever.

ใน กิจการบทที่ 9 เราจะเห็นการกลับใจใหม่ของเซาโลแห่งทาร์ซัส ท่ามกลางแสงสว่างจ้ามากจนตาพร่ามัวและพระสุรเสียงซึ่งมีเพียงเซาโล/ เปาโลที่ได้ยิน พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของเขาตลอดไป

It was God’s will to use Paul to further accomplish His will, and God used direct means to convert Paul.

นั่นเป็น พระประสงค์ของพระเจ้า ที่จะทรงใช้เปาโล เพื่อทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ และพระเจ้าทรงใช้วิธีโดยทางตรงให้เปาโลกลับใจใหม่

Talk to anyone who converted to Christianity, and you will more than likely never hear a story quite like this.

จงสนทนากับใครก็ตามที่กลับใจหันมานับถือศาสนาคริสต์ และบางทีคุณอาจจะไม่ต้องมาได้ยินเรื่องแบบนี้

Most of us come to Christ through hearing a sermon preached or reading a book or the persistent witness of a friend or family member.

พวกเราส่วนมากมาถึง พระคริสต์ ผ่านการฟังคำเทศนา  หรือการอ่านหนังสือ  หรือคำพยานที่ร้อนรนของเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว

In addition to that, there are usually life circumstances that prepare the way—loss of a job, loss of a family member, failed marriage, chemical addiction.

นอกจากนั้น มักจะมี สถานการณ์ ชีวิตที่เตรียมหนทาง--- การตกงาน, การสูญเสียสมาชิกในครอบครัว     การแต่งงานที่ล้มเหลว  การเสพติดสารเคมี

Paul’s conversion was direct and supernatural.
การกลับใหม่ของเปาโลเกิดขึ้นโดยตรงและเหนือธรรมชาติ

Acts กิจการ16:6-10 6 And they went through the region of Phrygia and Galatia, having been forbidden by the Holy Spirit to speak the word in Asia.

6 พระวิญญาณบริสุทธิ์ห้ามมิให้กล่าวพระวจนะของพระเจ้าในแคว้นเอเชีย   ท่านเหล่านั้นจึงไปทั่วแว่นแคว้นฟรีเจียกับกาลาเทีย

7 And when they had come up to Mysia, they attempted to go into Bithynia, but the Spirit of Jesus did not allow them.

7 เมื่อลงไปยังที่ตรงข้ามกับแคว้นมิเซียแล้ว   ก็พยายามจะไปยังแว่นแคว้นบิธีเนีย   แต่พระวิญญาณของพระเยซูไม่ทรงโปรดให้ไป

8 So, passing by Mysia, they went down to Troas.

8 แล้วท่านเหล่านั้นได้เดินทางผ่านแคว้นมิเซียมายังเมืองโตรอัส

9 And a vision appeared to Paul in the night: a man of Macedonia was standing there, urging him and saying, “Come over to Macedonia and help us.”

9 ในเวลากลางคืน   เปาโลได้นิมิตเห็นชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอ้อนวอนว่า   “ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด”

10 And when Paul had seen the vision, immediately we sought to go on into Macedonia, concluding that God had called us to preach the gospel to them.

10 ครั้นท่านเห็นนิมิตนั้นแล้ว   เราจึงหาโอกาสทันทีที่จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย   ด้วยเห็นแน่ว่า   พระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้ไปประกาศข่าวประเสริฐแก่ชาวแคว้นนั้น
We see God accomplishing His will indirectly.

เราเห็นพระเจ้าทรงสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์ในทางอ้อม

This takes place during Paul’s second missionary journey.

นี้เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางมิชชันนารีครั้งที่สองของเปาโล

God wanted Paul and his company to go to Troas, but when Paul left Antioch of Pisidia, he wanted to go east into Asia.

พระเจ้าทรงต้องการให้เปาโลและสหายของเขาไปที่เมืองโตรอัส   แต่เมื่อเปาโลออกจาก มืองอันทิโอก แคว้นปิสิเดีย เขาต้องการ ที่จะไปทางตะวันออกเข้าสู่ทวีปเอเชีย

The Bible says that the Holy Spirit forbade them to speak the word in Asia.

พระคัมภีร์กล่าวว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงห้ามไม่ให้พวกเขากล่าวพระคำในเอเชีย

Then they wanted to go west into Bythinia, but the Spirit of Christ prevented them, so they ended up going to Troas.

แล้วพวกเขาก็ต้องการที่จะไปทางตะวันตกเข้าสู่บิสทิเนีย แต่พระวิญญาณของพระคริสต์ทรงห้ามเขาไว้  ดังนั้นพวกเขาจึงหยุดไปยังเมืองโตรอัส

This was written in retrospect, but at the time there were probably some logical explanations as to why they could not go into those two regions.

นี้เขียนเป็นแบบรำลึกถึงอดีต   แต่ในขณะนั้นอาจจะมี คำอธิบายที่สมเหตุสมผลบางอย่าง อันเป็นเหตุที่พวกเขาไม่สามารถเข้าไปยังทั้งสองแคว้นได้

However, after the fact, they realized that it was God directing them where He wanted them to go—that is providence.

อย่างไรก็ตาม หลังจากพบความจริง พวกเขาตระหนักว่าพระเจ้าทรงนำพวกเขาไปที่ซึ่งพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเขา ไป --นั่นคือการทรงจัดเตรียม

Proverbs สุภาษิต 16:9 9 The heart of man plans his way, but the LORD establishes his steps.

9 ใจของมนุษย์กะแผนงานทางของเขา แต่พระเจ้าทรงนำย่างเท้าของเขา  
On the other hand, there are those who will say that the concept of God directly or indirectly orchestrating all things destroys any possibility of free will.

อีกนัยหนึ่ง  มีเหล่าคนผู้ที่จะบอกว่า แนวคิดของพระเจ้าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ทรงกำกับทุกสิ่งที่ทำลายความเป็นไปได้ของความสมัครใจ

If God is in complete control, how can we be truly free in the decisions we make?

ถ้าพระเจ้าทรงควบคุมทุกอย่างโดยสิ้นเชิง เราจะสามารถเป็นอิสระอย่างแท้จริงในการตัดสินใจเลือกอย่างไร

In other words, for free will to be meaningful, there must be some things which are outside of God’s sovereign control—e.g., the contingency of human choice.

อีกนัยหนึ่ง  เพื่อให้ความสมัครใจมีความหมาย  จะต้องมี บางสิ่งบางอย่าง ซึ่งอยู่นอกเหนือการ ควบคุมการปกครองสูงสุดของพระเจ้า—เช่น เรื่องบังเอิญที่อาจเกิดขึ้นของทางเลือกของมนุษย์

Let us assume for the sake of argument that this is true.

ให้เราสมมติ เพื่อเห็นแก่ข้อโต้แย้งว่าเรื่องนี้ เป็นความจริง

What then? If God is not in complete control of all contingencies, then how could He guarantee our salvation?

งั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงควบคุมเรื่องบังเอิญที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมด   แล้วพระองค์จะทรงรับประกัน ความรอด ของเราได้อย่างไร

Philippians ฟีลิปปี 1:6 6 And I am sure of this, that he who began a good work in you will bring it to completion at the day of Jesus Christ.

6 ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว   จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์

If God is not in control of all things, then this promise, and all other biblical promises, are invalid.

ถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงควบคุมทุกสิ่ง  แล้วสัญญานี้ และสัญญาอื่นๆตามพระคัมภีร์ก็ไม่ถูกต้อง

We could not have complete security that the good work of salvation that was begun in us will be brought to completion.

เราไม่สามารถรับประกันได้ทั้งหมดว่า  การประพฤติชอบธรรมเพื่อรับความรอดที่ได้เริ่มต้นในเรา จะถูกนำไปสู่ความบริบูรณ์

Furthermore, if God is not in control of all things, then He is not sovereign, and if He is not sovereign, then He is not God.

นอกจากนี้ ถ้าพระเจ้า ไม่ได้ทรงควบคุมทุกสิ่งแล้วพระองค์ไม่ได้มีอำนาจปกครองสูงสุด  และถ้า พระองค์ไม่ได้มีอำนาจปกครองสูงสุดแล้ว เช่นนั้นพระองค์ก็ไม่ได้ทรงเป็นพระเจ้า

So, the price of maintaining contingencies outside of God’s control results in a God who is no God at all.

ดังนั้น ค่าของ การรักษาเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญนอกเหนือการควบคุมของพระเจ้าส่งผลในพระเจ้าผู้ที่ไม่เป็นพระเจ้าเลย

And if our “free” will can supersede divine providence, then who ultimately is God?

และถ้าความตั้งใจ "อิสระ" ของเรา จะสามารถ แทนที่การทรงเตรียมของพระเจ้าแล้ว ท้ายที่สุดใครคือพระเจ้า

We are. That is, obviously, unacceptable to anyone with a Christian and biblical worldview.

เราเอง  นั่นคือ เห็นได้ชัดว่า ไม่เป็นที่ยอมรับแก่ทุกคนที่มีมุมมองแบบคริสเตียนและตามหลักพระคัมภีร์

Divine providence does not destroy our freedom.

การทรงจัดเตรียมของพระเจ้าไม่ทำลาย เสรีภาพ ของเรา

Rather, divine providence is what enables us to properly use that freedom.

แต่ การทรงจัดเตรียมของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถใช้เสรีภาพได้

อย่างถูกต้อง

www.gotquestions.org/Thai       

 

Bill and Divine Providence

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top