Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, June 25, 2015

 

Hello, my name is Jack Farley, I am from Yuba City, California in the U.S.A.

สวัสดีครับ ชื่อของผมคือ แจ็ค ฟาร์ลี่ย์   ผมมาจากเมืองยูบาซิตี้ รัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา

I have always known Jesus in some way, I was born into a very Christian family who taught me a lot of His teachings.

ผมได้รู้จักพระเยซูเสมอในทางใดทางหนึ่ง  ผมเกิดมาในครอบครัวคริสเตียน ที่สอนผมมากเรื่องคำสอนของพระองค์

Especially by my grandfather, who was a well-known preacher. 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณปู่ของผมซึ่งเป็นนักเทศน์ที่คนรู้จักกันดี

Yet, I never truly understood what it was like to really be connected and love Jesus as a kid.

แต่ ตอนเป็นเด็กผมไม่เคยเข้าใจอย่างแท้จริงว่า  มันเป็นยังไงที่จะผูกพันรักใคร่พระเยซู

My testimony is not just one event that changed my life and brought me to Christ, but a series of events that have brought me closer to Him.

คำพยานของผมไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของผม    และพาผมพบพระคริสต์ แต่เหตุการณ์หลายตอนติดต่อกันที่ได้นำผมใกล้ชิดกับพระองค์

Starting with my first day in youth group.

เริ่มต้นด้วยวันแรกที่ผมเข้ากลุ่มเยาวชน





I was nervous at first, I was leaving my father’s class for elementary kids and finally joining the middle and high school kids, but as soon as I walked into the huge warehouse with nice comfortable chairs, an area of musical instruments, and a giant wooden cross I felt as if I belonged. 

ผมรู้สึกประหม่าในตอนแรก   ผมกำลังออกจากชั้นเรียนที่พ่อผมสอนเด็กประถมต้น  และในที่สุดก็มาร่วมกลุ่มเยาวชนระดับกลางและระดับมัธยม  แต่ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในโรงพัศดุขนาดใหญ่ที่มีเก้าอี้นั่งสะดวกสบายมาก  มีพื้นที่วางเครื่องดนตรีต่างๆ และไม้กางเขนขนาดมหึมา  ผมรู้สึกราวกับได้เข้าร่วมในส่วนนั้นด้วย


At the time we were studying the book of John, a book that I had read and heard many times, but something was different the way it was being taught to the teenagers.

ในขณะที่เรากำลังเรียนพระธรรมยอห์น  หนังสือที่ผมได้อ่านและได้ยินหลายครั้ง  แต่บางอย่างแตกต่างกับที่พวกเราวัยรุ่นได้รับคำสอน


Though I was being preached to, I felt compelled to ask questions, which thankfully I accomplished in the small groups after the sermon or by asking my grandfather these questions whenever I saw him.

แม้ว่าผมได้ฟังเทศนา  ผมรู้สึกอยากจะตั้งคำถาม  ซึ่งโชคดีที่ผมทำได้สำเร็จในกลุ่มเล็ก ๆ    หลังจากเทศนาจบลง   หรือสอบถามคำถามเหล่านี้กับคุณปู่ของผม  เมื่อใดก็ตามที่ผมพบท่าน


The experience did not feel like a class but more like a gathering of friends.

ประสบการณ์ไม่ได้เหมือนในชั้นเรียน  แต่เหมือนการชุมนุมของกลุ่มเพื่อน ๆ

That I believe was when I truly understood the meaning of church. 

ที่ผมเชื่อก็คือตอนที่ผมเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่าคริสตจักร

I had always viewed it as a place where my parents and siblings went to learn while I played.

ผมคิดเสมอว่ามันเป็นสถานที่ที่พ่อแม่และพี่น้องของผมไปเรียนรู้ในขณะที่ผมเล่นอยู่

I thought that Jesus and God were just clouds in the sky that you prayed to when you did wrong or wanted something.

ผมคิดว่าพระเยซูและพระเจ้าทรงอยู่ในเมฆบนท้องฟ้า   ที่คุณอธิษฐานเมื่อคุณได้ทำผิดหรือต้องการอะไรบางอย่าง


I had been seeing this world around me in all the wrong ways, and when my eyes were finally opened, when the blindfold was finally removed, it felt amazing.

ผมได้มองเห็นโลกนี้รอบ ๆ ตัวผมในทางที่ผิด    และเมื่อตาของผมได้เปิดออกในที่สุด เมื่อผ้าปิดตาถูกเปิดออก  ในที่สุดมันให้ผมมีความรู้สึกที่น่าตื่นตาตื่นใจ


I began praying more and more, and not just saying words to the sky, I began actually praying about everything.

ผมเริ่มต้นอธิษฐานมากขึ้น   และไม่เพียงแต่กล่าวคำพูดฝากไปบนท้องฟ้า  ผมเริ่มอธิษฐานจริงจังเกี่ยวกับทุกอย่าง

I would pray about tests, the weather, the food I was going to eat, but mostly in athletics.

ผมจะอธิษฐานเผื่อการสอบ   สภาพอากาศ   อาหารที่ผมจะกิน แต่ส่วนใหญ่ในเรื่องกีฬา

Growing up I lived on the football field, I played the sport from a young age, but was never truly successful.

ผมเติบโตขึ้นโดยชอบเล่นในสนามฟุตบอล  ผมเล่นกีฬาตั้งแต่วัยเด็ก แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

I remember my first year playing while being in youth group was one of my best seasons.

ผมจำได้ว่าปีแรกของผมเล่นขณะที่อยู่ในกลุ่มเยาวชน เป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดของผม

My team prayed before every game, and every game we won. I could see God basically saying “I’m here, and I have control over every aspect of your life” and it felt great.

ทีมของผมอธิษฐานก่อนลงเล่นกีฬาทุกครั้ง เราได้รับชัยชนะทุกครั้ง  ผมจะได้เห็นพระเจ้าโดยปกติตรัสว่า  " เราอยู่ที่นี่ และเราสามารถควบคุมทุกแง่มุมของชีวิตเจ้าได้" และมันทำให้ผมมีความรู้สึกดีมาก


It felt amazing knowing that there was someone watching over me in everything that I do.

ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจที่รู้ว่ามีใครบางคนกำลังเฝ้าดูผมในทุกอย่างที่ผมทำ

My life seemed to be going great.

ชีวิตของผมดูเหมือนจะเป็นไปอย่างสวยงาม

Then my grandfather went through surgery.

จากนั้นคุณปู่ของผมก็เข้ารับการผ่าตัด

The man that had helped me so much was diagnosed with dementia.

ชายคนที่เคยช่วยผมมากได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อม


Each day I saw him deteriorate, and for four years all I could do was pray.

ในแต่ละวันที่ผมเห็นอาการท่านถดถอยลง  และตลอดเวลาสี่ปีผมสามารถทำได้คืออธิษฐาน

Eventually he and my grandmother moved in and lived in an addition to my house.

ในที่สุดท่านและคุณย่าของผมย้ายเข้ามาอาศัยอยู่อีกด้วยกันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นในบ้านของผม


He would have his ups and downs, some days he could remember the smallest detail, and others he had no clue who I was, and it was honestly horrible.

ท่านจะมีอาการขึ้นๆ ลงๆ   บางวันท่านจดจำรายละเอียดเล็กน้อยได้   และเรื่องอื่น ๆ ท่านนึกไม่ออกว่าผมเป็นใคร   และมันน่าหวาดกลัวจริงๆ


But one thing stayed constant, his faith, if you asked him to pray he would amaze you with the way he spoke with the Lord.

แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นคงอยู่  คือความเชื่อของท่าน  ถ้าคุณขอให้ท่านอธิษฐาน  ท่านจะทำให้คุณแปลกใจในวิธีที่ท่านได้พูดคุยกับพระเจ้า


About a month ago I was told the news that his lungs are failing and that we have at most four to six months with him, when my parents told me the news, I pretended to be okay, after all we knew it was coming for a while now, yet as soon I was alone I broke down in tears.

ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา  ผมได้ทราบข่าวว่าปอดของท่านล้มเหลว  และว่าเรามีเวลามากที่สุดสี่ถึงหกเดือนกับท่าน   เมื่อพ่อแม่ของผมบอกข่าวนี้   ผมแกล้งทำเป็นไม่เป็นไรในที่สุดเรารู้ว่ามันมีเวลาชั่วขณะ ทันทีที่ผมอยู่คนเดียวผมน้ำตาร่วงทันที

I realized that I was not ready for this man to be taken from me. I prayed and I prayed, until I had no more tears or words left to give.

ผมตระหนักว่าผมยังไม่พร้อมสำหรับชายคนนี้ที่ต้องจากผมไป   ผมอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีกจนกระทั่งผมแทบจะไม่มีน้ำตาหรือคำอื่น ๆ เหลืออีก

Yet at the same time a little voice in my head just kept whispering “He’s going home, he will be at peace.”

แต่ในเวลาเดียวกัน มีเสียงเบาๆในหัวของผม  เพียงแค่เสียงกระซิบว่า "เขาจะกลับบ้าน เขาจะได้พักสงบ."

So now each day I see him sitting in his chair wondering if it will be the last time I see him breathing, but it also forces me to pray, to talk with God more than I ever had, I became closer to Him each day.

ดังนั้นตอนนี้ในแต่ละวันผมเห็นท่านนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของท่าน   สงสัยว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นท่านหายใจ แต่ก็ยังผลักดันให้ผมอธิษฐานอีก   เพื่อจะพูดคุยกับพระเจ้ามากขึ้นกว่าที่ผมเคยทำ  ผมเริ่มเข้าใกล้ชิดกับพระองค์ในแต่ละวัน


So even if my grandfather does not know my face or my name he is still bringing me closer to the Lord. I hope to be like that one day, to be so devoted to the Lord that even when I am unaware I am bringing others to Christ.

ดังนั้นแม้ว่าคุณปู่ของผมจำใบหน้าหรือชื่อของผมไม่ได้   ท่านก็ยังคงนำพาให้ผมใกล้ชิดกับพระเจ้า ผมหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นวันหนึ่ง   ที่ผมจะอุทิศเพื่อพระเจ้า    แม้ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะนำคนอื่น ๆ มาถึงพระคริสต์ได้


My life has been astonishing because of my relationship growing with Christ, and I hope it continues to be astonishing, and I hope to continue in my growth.

ชีวิตของผมได้รับที่น่าอัศจรรย์เพราะความสัมพันธ์ของผมกับการเจริญเติบโตของพระคริสต์และผมหวังว่ามันยังคงเป็นที่น่าอัศจรรย์และผมหวังว่าจะดำเนินการต่อในการเจริญเติบโตของผม

Jack and Divine Providence

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top