Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, June 26, 2015

 

My name is Devin Bates I'm 16 years old and I live in Marysville California.

ชื่อของผมคือวินเบตส์ผมอายุ 16 ปีและผมอาศัยอยู่ใน Marysville แคลิฟอร์เนีย

Before I became a Christian I didn't really care for church I thought it was really boring.

ก่อนที่ผมจะกลายเป็นคริสเตียนผมไม่ได้จริงๆดูแลคริสตจักรผมคิดว่ามันน่าเบื่อจริงๆ

I didn't really follow in Gods footsteps.

ผมไม่ได้จริงๆเดินตามรอยเท้าเทพ

I never prayed or read my bible.

ผมไม่เคยอธิษฐานหรืออ่านพระคัมภีร์ของผม

I went to church when I was younger for about a year then I never went back for four years.

ผมไปคริสตจักรเมื่อผมเป็นเด็กประมาณปีแล้วผมไม่เคยกลับไปเป็นเวลาสี่ปี

Then one day my mom took me to a new church. I really liked it and enjoyed going.

แล้ววันหนึ่งแม่ของผมพาผมไปที่โบสถ์ใหม่ ผมชอบมันและมีความสุขไป

But I still didn't understand the whole God thing.

แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งพระเจ้า

When I started going to youth group with Keith is when I finally opened my eyes to who Christ was.

เมื่อผมเริ่มที่จะไปยังกลุ่มเยาวชนที่มีคี ธ คือเมื่อในที่สุดผมก็เปิดตาของผมไปที่พระคริสต์

I accepted Him into my heart as my Lord and Savior.

ผมได้รับการยอมรับพระองค์เข้าไปในหัวใจของผมเป็นพระเจ้าและผู้ช่วยให้รอดของผม

God has blessed me with many opportunities like going on mission trips and helping me through tough times.

พระเจ้ามีความสุขผมมีโอกาสมากมายเช่นในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจและช่วยให้ผมผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก

After becoming a Christian I have become a better person and a better follower of Christ.

หลังจากที่กลายเป็นคริสเตียนผมได้กลายเป็นคนที่ดีขึ้นและเป็นผู้ตามที่ดีของพระเยซูคริสต์

My life as a Christian is good. I may have gone through some rough times but I know that I have God on my side to help me in my times of struggle.

ชีวิตของผมเป็นคริสเตียนเป็นสิ่งที่ดี ผมอาจจะได้ไปผ่านบางครั้งหยาบ แต่ผมรู้ว่าผมมีพระเจ้าในด้านของผมจะช่วยให้ผมในช่วงเวลาของการต่อสู้ของผม

I am proud and unashamed to call myself a Christian.

ผมมีความภูมิใจและไม่มียางอายที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน

I don't know what I would be doing right now without God in my life.

ผมไม่ทราบว่าสิ่งที่ผมจะทำในขณะนี้โดยไม่ต้องพระเจ้าในชีวิตของผม

Hello, my name is Adam Thornton I’m 18 year old and I’m from Yuba City California.

สวัสดีครับ ชื่อของผมคือ อดัม ทอร์นตัน ผมอายุ 18 ปี และผมมาจากเมืองยูบาซิตี้รัฐแคลิฟอร์เนีย

I accepted God into my life at 16 and have since experienced things that have challenged my faith.

ผมได้ต้อนรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตของผมตอนอายุ 16 ปี  และตั้งแต่นั้นได้มีประสบการณ์หลายสิ่งที่ท้าทายความเชื่อของผม

I struggled the last few months because I was surrounded by ungodly influences.

ผมดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  เพราะแวดล้อมตัวผมมีแต่อำนาจชักจูงไปในทางที่ผิดศีลธรรม

It was hard for me to continue my walk with God when all the people I had to spend all my time with had no Christian or godly influence.

มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะเดินกับพระเจ้าต่อไป   เมื่อทุกคนที่ผมคบหาสมาคมด้วย   ไม่มีอำนาจชักจูงไปแบบคริสเตียนหรือไปทางทำนองคลองธรรม

Thankfully when I came home I began to have Christian fellowship and have even been hired by church which I think is God’s way of putting me in a good setting, to repair my relationship with Him.

ขอบคุณพระเจ้าที่เมื่อผมกลับมาบ้าน  ผมเริ่มที่จะมีการสามัคคีธรรมกับพวกคริสเตียนและคริสตจักรได้ให้ผมทำงานรับใช้ด้วย  ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่พระเจ้าทรงวางผมในหน้าที่ที่ดี   เพื่อเป็นการสมานความสัมพันธ์ของผมกับพระองค์

My life before Christ was empty. It felt like I went through life like a routine and without any real purpose.

ชีวิตของผมก่อนที่จะรู้จักพระคริสต์นั้นว่างเปล่า  มันรู้สึกเหมือนกิจวัตรประจำวันในชีวิตผมผ่านไป  และไม่มีเป้าหมายที่แท้จริงเลย

I was raised going to church but I never liked it, what made church enjoyable was many kids my age also went and I just saw it as a place to, “hangout.”

ผมถูกอบรมเลี้ยงดูให้ไปโบสถ์ แต่ผมไม่เคยชอบนะ  สิ่งที่ทำให้โบสถ์น่าสนุกสนานเป็นเพราะมีเด็ก ๆ จำนวนมากในวัยของผมที่ไปกัน   และผมก็เห็นว่ามันเป็นสถานที่น่า "ออกไปสนุกสนาน"

I did a lot of things every high schooler does I drank alcohol, went to some parties, and took up bad habits in order to not feel empty.

ผมได้ทำหลายสิ่งตอนเป็นนักเรียนมัธยม   ผมไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ไปปาร์ตี้บ้างและรับเอานิสัยที่ไม่ดีเพื่อจะไม่รู้สึกเหงา

I didn't really care about much, I spent a lot of time trying to separate myself from my family and I didn’t have very many friends because of how I didn't care.

จริงๆ ผมไม่ได้แคร์อะไรมากนัก ผมใช้เวลาเที่ยวมาก  พยายามที่จะแยกตัวเองจากครอบครัวของผม   และผมไม่ได้มีเพื่อนมากมายเนื่องจากผมไม่ได้แคร์ใคร

My junior year I took over as president of a Christian club on my high school campus so I could put down my participation on applications for college.             ชั้นมัธยมต้นผมได้สานต่อตำแหน่งประธานของสโมสรคริสตเตียนเยาวชนในโรงเรียนมัธยมของผม   ดังนั้นผมสามารถใส่ประวัติการงานลงไปเวลาผมกรอกใบสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัย

I had to do a Bible study every week, because I had to study the Bible enough to be able to talk and even teach about it.                                                                                          ผมต้องศึกษาพระคัมภีร์ทุกสัปดาห์   เพราะผมต้องศึกษาพระคัมภีร์พอที่จะสามารถที่จะพูดและแม้กระทั่งสอนได้

I gained new knowledge of the Bible and having that knowledge helped me understand that the Bible isn’t a list of moral stories but it is the actually word and statements of a living God.

ผมได้รับความรู้ใหม่ๆ ในพระคัมภีร์   และความรู้นี้ช่วยให้ผมเข้าใจว่า  พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นรายการเรื่องศีลธรรม  แต่แท้จริงคือพระคำและคำสอนของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

Later that year, in 2013, I actually began to believe the Bible and to seek a relationship with Jesus.

ต่อมาในปี 2013 ที่จริงผมเริ่มที่จะเชื่อพระคัมภีร์และจะแสวงหาการสามัคคีธรรมกับพระเยซู

After establishing my relationship with Jesus I have seen the difference in how I see people, and how I feel in general.

หลังจากได้สร้างสามัคคีธรรมกับพระเยซู  ผมได้เห็นความแตกต่างในการมองผู้คนและที่ผมรู้สึกยังไงโดยทั่วไป

Over the last couple of years I feel that I have grown in my faith and started to actually understand what Jesus did for us instead of just know of His sacrifice.

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา  ผมรู้สึกว่าผมได้เติบโตในความเชื่อ  และเริ่มที่จะเข้าใจจริงๆในสิ่งที่พระเยซูทรงทำเพื่อเรา   แทนที่จะรู้จักแต่เรื่องการเสียสละของพระองค์

I also feel that I have begun to give in to the will of God and to strengthen my relationship with Him.

ผมยังรู้สึกว่าผมได้เริ่มที่จะยอมทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  และเพื่อเสริมความเข้มแข็งในการสามัคคีธรรมกับพระองค์

My favorite Bible verse is

ข้อพระคัมภีร์ที่ผมชอบมากคือ

2 Timothy 2 ทิโมธี 4:7 7I have fought the good fight, I have finished the race, I have kept the faith.

7ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง   ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด   ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว

I like this verse because it describes a Christian’s life. In the Greek you get a good understanding for what Paul was describing.

ผมชอบข้อพระคัมภีร์นี้เพราะมันบรรยายถึงชีวิตของคริสเตียน คุณจะมีความเข้าใจที่ดีสำหรับสิ่งที่เปาโลบรรยายเป็นภาษากรีก

He describes Christians fighting for their faith as if fighting for their lives, he describes Christians finishing a race like an obstacle course desperately running to beat all others, and he describes Christians as guarding the faith like a soldier guards his post.

ท่านบรรยายการต่อสู้ของคริสเตียนเพื่อความเชื่อราวกับต่อสู้เพื่อชีวิต ท่านบรรยายว่าคริสเตียนจบการแข่งขันเหมือนวิ่งบนเส้นทางมีอุปสรรค  หมดหวังวิ่งไปเอาชนะคนอื่น ๆ ทุกคน  และท่านบรรยายว่าคริสเตียนปกป้องความเชื่อเหมือนดังทหารยามเฝ้าระวัง

Paul does not describe an easy walk, he describes hard work all the way to the finish.

เปาโลไม่ได้บรรยายว่าเป็นการเดินที่ง่ายๆ  ท่านบรรยายว่าต้องบากบั่นอย่างหนักตลอดทางจนจบการแข่งขัน

Question: "Why did God harden Pharaoh’s heart?"
คำถาม: "ทำไมพระเจ้าทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง"


Answer: คำตอบ: Exodus อพยพ 7:3-4 3But I will harden Pharaoh's heart, and though I multiply my signs and wonders in the land of Egypt,

3เราจะทำให้ใจของฟาโรห์แข็งกระด้างไป   แม้เราจะกระทำหมายสำคัญและอัศจรรย์ให้ทวี มากขึ้นในประเทศอียิปต์

4Pharaoh will not listen to you. Then I will lay my hand on Egypt and bring my hosts, my people the children of Israel, out of the land of Egypt by great acts of judgment.

4ฟาโรห์จะไม่เชื่อฟังเจ้า   แล้วเราจะยกมือของเราขึ้นปราบประเทศอียิปต์   และจะพาพลโยธาของเราคือชนชาติอิสราเอล   ให้พ้นจากแผ่นดินอียิปต์ด้วยกิจการใหญ่โตอันทรงฤทธิ์

It seems unjust for God to harden Pharaoh’s heart and then to punish Pharaoh and Egypt for what Pharaoh decided when his heart was hardened.

ดูเหมือนว่าไม่เป็นธรรมที่พระเจ้าทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง แล้วทรงลงโทษฟาโรห์และอียิปต์ในสิ่งที่ฟาโรห์ทรงเลือกจะกระทำเมื่อพระทัยของพระองค์แข็งกระด้าง

Why would God harden Pharaoh’s heart just so He could judge Egypt more severely with additional plagues?
ทำไมพระเจ้าทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง  เพียงเพื่อให้พระองค์สามารถลงโทษอียิปต์ด้วยภัยพิบัติเพิ่มเติมอย่างร้ายแรง

First, Pharaoh was not an innocent or godly man.

ประการแรกฟาโรห์ไม่ได้เป็นคนชอบธรรมหรือเคร่งศาสนา

He was a brutal dictator overseeing the terrible abuse and oppression of the Israelites, who likely numbered over 1.5 million people at that time.

ทรงเป็นเผด็จการที่โหดร้ายทำการละเมิดอย่างร้ายแรง  และทำการกดขี่ข่มเหงคนอิสราเอล  ซึ่งมีประมาณกว่า 1.5 ล้านคนในช่วงเวลานั้น

The Egyptian pharaohs had enslaved the Israelites for 400 years.

ฟาโรห์แห่งอียิปต์ได้ทรงกดขี่ชาวอิสราเอลเป็นเวลา 400 ปี

A previous pharaoh—possibly even the pharaoh in question—ordered that male Israelite babies be killed at birth.

ฟาโรห์องค์ก่อนนี้-อาจเป็นไปได้คือฟาโรห์ที่เราตั้งคำถาม  ทรงบัญชาให้สังหารทารกชายที่แรกเกิดของอิสราเอลทุกคน

Exodus อพยพ 1:16 16“When you serve as midwife to the Hebrew women and see them on the birthstool, if it is a son, you shall kill him, but if it is a daughter, she shall live.”

16ว่า “เมื่อเจ้าไปทำการคลอดให้แก่หญิงฮีบรูเห็นเด็กคลอด   ถ้าเป็นเด็กชายก็ให้ฆ่าเสีย ถ้าเป็นเด็กหญิงก็ให้ไว้ชีวิต”   

The pharaoh God hardened was an evil man, and the nation he ruled agreed with, or at least did not oppose, his evil actions.

ฟาโรห์องค์ที่พระเจ้าทรงทำให้พระทัยแข็งกระด้างนั้นชั่วร้าย  และชนในชาติก็เห็นด้วย หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้คัดค้านการกระทำชั่วร้ายของพระองค์
Second, before the first few plagues, Pharaoh hardened his own heart against letting the Israelites go. “Pharaoh's heart became hard.”

ประการที่สอง ก่อนเกิดภัยพิบัติสองสามครั้งแรก  ฟาโรห์ทรงมีพระทัยแข็งไม่ยอมปล่อยให้ชาวอิสราเอลเป็นอิสระ"พระทัยของฟาโรห์เริ่มแข็งกระด้าง"

Exodus อพยพ 7:13, 22; 13Still Pharaoh's heart was hardened, and he would not listen to them, as the LORD had said.

13ถึงกระนั้นพระทัยของฟาโรห์ ก็กระด้างหายอมเชื่อเขาทั้งสองไม่   จริงดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว

22But the magicians of Egypt did the same by their secret arts. So Pharaoh's heart remained hardened, and he would not listen to them, as the LORD had said.

22แต่พวกนักแสดงกลแห่งอียิปต์ก็กระทำได้เหมือนกัน อาศัยศิลปอันลึกลับของเขา   แต่พระทัยของฟาโรห์ก็ยังแข็งกระด้าง หาเชื่อฟังท่านทั้งสองไม่   ซึ่งก็เป็นจริงดังที่พระเจ้าตรัสไว้  

Exodus อพยพ 8:15, 19 15But when Pharaoh saw that there was a respite, he hardened his heart and would not listen to them, as the LORD had said.

15เมื่อฟาโรห์ทรงทราบว่าความเดือดร้อนลดน้อยลงแล้ว   ก็กลับมีพระทัยแข็งกระด้างอีก   ไม่ยอมเชื่อฟังโมเสสและอาโรน จริงดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว

Exodus อพยพ 8:32 32But Pharaoh hardened his heart this time also, and did not let the people go.

32ฝ่ายฟาโรห์ก็กลับมีพระทัยแข็งกระด้างในคราวนี้อีก   มิให้ทรงปล่อยประชากรอิสราเอลไป


Pharaoh could have spared Egypt of all the plagues if he had not hardened his own heart.

ฟาโรห์คงจะได้ช่วยคนอียิปต์รอดตายจากภัยพิบัติทั้งหมด  ถ้าพระองค์ไม่ทรงมีพระทัยแข็งกระด้าง

God was giving Pharaoh increasingly severe warnings of the judgment that was to come.

พระเจ้าได้ทรงเตือนฟาโรห์อย่างกวดขันมากขึ้นว่าการพิพากษากำลังจะมาถึง

Pharaoh chose to bring judgment on himself and on his nation by hardening his own heart against God’s commands.
ฟาโรห์ทรงเลือกที่จะนำการพิพากษามาถึงตัวเองและชนในชาติของพระองค์ เพราะทรงมีพระทัยแข็งขัดขืนพระบัญชาของพระเจ้า
As a result of Pharaoh’s hard-heartedness, God hardened Pharaoh’s heart even further, allowing for the last few plagues.

ผลจากการที่ฟาโรห์ทรงมีพระทัยแข็ง  พระเจ้าทรงทำให้ฟาโรห์มีพระทัยแข็งกระด้างยิ่งขึ้น  เพื่อให้พระองค์ทรงเผชิญกับภัยพิบัติอีกสองสามครั้งสุดท้าย

Exodus อพยพ 9:12 12But the LORD hardened the heart of Pharaoh, and he did not listen to them, as the LORD had spoken to Moses.

12แต่พระเจ้าทรงให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง   ไม่ยอมเชื่อฟังโมเสสและอาโรน   จริงดังที่พระเจ้าตรัสกับโมเสสไว้แล้ว

Exodus อพยพ 10:20, 27 20But the LORD hardened Pharaoh's heart, and he did not let the people of Israel go.

20แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง   ท่านจึงไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอลไป

27But the LORD hardened Pharaoh's heart, and he would not let them go.

27แต่พระเจ้าทรงกระทำให้พระทัยฟาโรห์แข็งกระด้าง   ท่านจึงไม่ยอมปล่อยเขาไป 

Pharaoh and Egypt had brought these judgments on themselves with 400 years of slavery and mass murder.

ฟาโรห์และคนอียิปต์ได้นำการพิพากษามาถึงตัวเอง เพราะการใช้ระบบทาสและฆาตกรรมหมู่มาเป็นเวลา 400 ปี

Romansโรม 6:23 23For the wages of sin is death, but the free gift of God is eternal life in Christ Jesus our Lord.

23เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

Pharaoh and Egypt had horribly sinned against God, it would have been just if God had completely annihilated Egypt.

ฟาโรห์และคนอียิปต์ได้กระทำบาปอย่างร้ายแรงต่อพระเจ้า  ก็ยุติธรรมแล้วหากพระเจ้าทรงให้อียิปต์พินาศอย่างสิ้นเชิง

Therefore, God’s hardening Pharaoh’s heart was not unjust, and His bringing additional plagues against Egypt was not unjust.

ดังนั้น การที่พระเจ้าทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้างก็ยุติธรรมแล้ว  และการที่พระเจ้าทรงนำภัยพิบัติมาเพิ่มเติมแก่อียิปต์ก็ไม่ใช่ไม่เป็นธรรม

The plagues, as terrible as they were, actually demonstrate God’s mercy in not completely destroying Egypt, which would have been a perfectly just penalty.
อย่างที่ทราบกันว่าภัยพิบัติร้ายแรงมาก  แท้จริงพระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นพระเมตตากรุณา ที่ไม่ทรงทำลายอียิปต์หมดสิ้น แต่ทรงให้ได้รับโทษอย่างยุติธรรม

Romans โรม 9:17-18 17For the Scripture says to Pharaoh, “For this very purpose I have raised you up, that I might show my power in you, and that my name might be proclaimed in all the earth.”

17เพราะมีข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวแก่ฟาโรห์ว่า   เพราะเหตุนี้เองเราจึงได้ยกเจ้าขึ้น   เพื่อเราจะสำแดงฤทธิ์ของเราให้ปรากฏทางตัวเจ้า   และเพื่อให้นามของเรากล่าวประกาศไปทั่วโลก

18So then He has mercy on whomever He wills, and He hardens whomever He wills.

18เหตุฉะนั้นพระองค์จะทรงพระกรุณาแก่ผู้ใด   ก็จะทรงพระกรุณาผู้นั้น   และพระองค์จะทรงให้ผู้ใดมีใจแข็งกระด้าง   ก็จะทรงให้ผู้นั้นมีใจแข็งกระด้าง   

From a human perspective, it seems wrong for God to harden a person and then punish the person He has hardened.

จากมุมมองของมนุษย์ ดูเหมือนว่าไม่ถูกต้องที่พระเจ้าทรงทำให้จิตใจคนแข็งกระด้าง    แล้วลงโทษคนนั้นที่ทรงทำให้ใจเขาแข็งกระด้าง

Romans โรม 3:23 23for all have sinned and fall short of the glory of God,

23เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

Romans โรม6:23 23For the wages of sin is death, but the free gift of God is eternal life in Christ Jesus our Lord.

23เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

Biblically speaking, we have all sinned against God and the just penalty for that sin is death.

พูดตามหลักพระคัมภีร์  เราได้กระทำบาปต่อพระเจ้าและโทษสำหรับความบาปคือความตาย

Therefore, God’s hardening and punishing a person is not unjust; it is actually merciful in comparison to what the person deserves.

ดังนั้นการที่พระเจ้าทรงทำให้คนใจแข็งและลงโทษคนนั้น  ก็ไม่ใช่ว่าไม่เป็นธรรม; ที่จริงเป็นพระเมตตาเมื่อเทียบกับสิ่งที่คนสมควรได้รับ

 

Devin, Adam, and Pharaoh's Hard Heaart

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top