Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, June 27, 2015

 

My name is Mikayla Gardner.

ชื่อของผมคือ มิไคลา การ์ดเนอร์

I was first introduced to Christ around the time I was 4.

ฉันรู้จักพระคริสต์เป็นครั้งแรกตอนอายุประมาณ 4 ขวบ

After my dad was arrested on drug charges and our house was foreclosed, I was sent to live with my grandma.

หลังจากที่พ่อของฉันถูกจับในข้อหายาเสพติด  และบ้านของเราได้ถูกยึดทรัพย์   ฉันถูกส่งไปอยู่กับคุณยาย

When I first moved in with her, I was about 3 hours away from my mom, so she could visit anytime and check on me.

ครั้งแรกที่ฉันย้ายไปอยู่กับคุณยาย   แม่ของฉันขับรถประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อท่านสามารถไปเยี่ยมฉันเมื่อไหร่ก็ได้และจะได้ตรวจสอบฉัน

My great grandmother who lived a few states away became sick, and I had no choice but to follow my grandma there to take care of her.

คุณทวดซึ่งอยู่ห่างเราไปสองสามรัฐได้ล้มป่วยลง  ฉันไม่มีทางเลือกต้องติดตามคุณยายของฉันเพื่อไปดูแลคุณทวด

The move from California to Idaho could have been worse, but not having my mom was the hardest part.

ย้ายจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปรัฐไอดาโฮคงจะแย่กว่านี้ แต่การไม่มีคุณแม่ก็มีส่วนทำให้ฉันลำบากที่สุด

After we made the move, my grandma started taking me to Sunday School. It was my favorite thing.

หลังจากที่เราได้ย้ายไปแล้ว  คุณยายของฉันเริ่มพาฉันไปโรงเรียนวันอาทิตย์  มันเป็นสิ่งที่ฉันชื่นชอบ

My grandma was never loving towards me outside of church.

คุณยายของฉันไม่เคยรักฉันเลยเมื่ออยู่นอกโบสถ์

That made me want to be there all the time. I thought it was so amazing how even the meanest people were at their best in church.

นั่นทำให้ฉันต้องการที่จะอยู่ที่โบสถ์ตลอดเวลา  ฉันคิดว่ามันเป็นที่น่าอัศจรรย์ แม้แต่คนที่ต่ำต้อยที่สุดก็ได้รับการต้อนรับดีที่สุดที่โบสถ์

I guess I thought church was where God lived and the only place He existed.

ฉันคิดว่าโบสถ์เป็นสถานที่พระเจ้าทรงประทับอยู่และเป็นสถานที่เดียวที่ทรงดำรงอยู่

Throughout my stay with my grandma, I saw my mom less and less and eventually not at all.

ตลอดเวลาที่ฉันพักอาศัยกับคุณยาย    ฉันพบคุณแม่น้อยลงเรื่อยๆ และในที่สุดก็ไม่ได้พบท่านอีกเลย

Between every visit and as the time gap between visits grew, my grandma got angrier towards me and more violent.

ระหว่างทุกครั้งที่คุณ+

แม่มาเยี่ยมและช่วงการมาเยี่ยมที่ห่างไปเรื่อย  คุณยายของฉันยิ่งเกรี้ยวกราดใส่ฉันและยิ่งรุนแรงมากขึ้น

She would hit me among other things I don't want to remember.

ท่านจะตีฉันไม่ว่าเรื่องใดๆ ฉันไม่ต้องการที่จะจดจำ

Slowly, my stay with her caused the love I found for Christianity to turn to resentment.

การที่ฉันพักอยู่กับท่าน  เป็นเหตุให้ความรักของฉันกลับเป็นความขุ่นเคืองไม่พอใจทีละเล็กละน้อย 

How could God let people like her call themselves Christians?

พระเจ้าทรงยอมให้คนอย่างท่านเรียกตัวเองว่าคริสเตียนได้อย่างไร

How could He let them represent His love?

พระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาเป็นตัวแทนความรักของพระองค์ได้อย่างไร

As mean as she was, she was always loving at church. But why was God stuck there?

ท่านโหดร้ายเช่นนั้นประจำ  ท่านก็มักจะแสดงความรักที่โบสถ์ แต่ทำไมพระเจ้าทรงถูกอยู่แต่ที่นั่นหรือ?

Why was that the only place He existed? I thought in Sunday School they were teaching about how big God was.

ทำไมนั่นเป็นสถานที่เดียวที่พระองค์ทรงดำรงอยู่   ฉันคิดว่าในโรงเรียนวันอาทิตย์พวกเขากำลังสอนว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่แค่ไหน

Why couldn't He leave the church?

ทำไมพระองค์ทรงออกจากโบสถ์ไม่ได้หรือ

I was young and I held all these things to be true.

ฉันเป็นเด็กและฉันยึดมั่นสิ่งเหล่านี้ตามความจริง

I followed the prime Christian examples in my life and I was on my best behavior at church.

ฉันทำตามตัวอย่างคริสเตียนคนสำคัญในชีวิตของฉัน   และฉันก็พฤติกรรมดีที่สุดที่โบสถ์

That is what being a Christian meant to me. Being good around other Christians.

นั่นคือความเป็นคริสเตียนที่ฉันหมายถึง   การเป็นคนดีต่อคริสเตียนอื่น ๆรอบตัว

Around the time I was age 6, I was starting school. I had moved back to California to live with my mom.

ประมาณอายุ 6 ปี ฉันก็เริ่มเข้าโรงเรียน  ฉันได้ย้ายกลับไปยังแคลิฟอร์เนียไปอยู่กับคุณแม่

My mom was not a believer and pulled me from church immediately.

คุณแม่ของฉันไม่เชื่อพระเจ้าและดึงฉันออกจากโบสถ์ทันที

I remained with the idea that “I had been saved at age 4.” I would tell people I was a Christian all the way until I was in middle school.

ฉันยังคงยึดมั่นกับความคิดที่ว่า "ฉันได้รับความรอดตอนอายุ 4ปี " ฉันจะบอกผู้คนว่าฉันเป็นคริสเตียนตลอดไปจนกระทั่งฉันอยู่โรงเรียนมัธยม

Ironically, this is when I started building my faith on my own.

น่าประหลาดและน่าขำ   เมื่อฉันเริ่มสร้างความเชื่อของฉันเอง

I started attending youth groups and started getting a grasp on the knowledge I could have of God.

ฉันเริ่มเข้าร่วมกลุ่มเยาวชนและเริ่มได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ที่ฉันได้รับจากพระเจ้า

But the more I was interested in church, the less people were interested in me at school.

แต่ยิ่งฉันมีความสนใจในโบสถ์  ยิ่งมีคนน้อยลงที่สนใจฉันที่โรงเรียน

But then I remembered something from when I first was introduced to church: God doesn't live outside of church. (Don't worry, I’ll find out soon that He does) I thought that I could keep my church friends, my new found love of God, and still have the experiences I “needed” to be cool at school.

แต่แล้วฉันจำได้สิ่งหนึ่งจากครั้งแรกที่ฉันได้รับการแนะนำให้รู้จักโบสถ์   พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ข้างนอกโบสถ์ (ไม่ต้องกังวล  อีกไม่นานฉันจะค้นพบว่าพระองค์ทรงอยู่) ฉันคิดว่า

ฉันจะรักษาเพื่อนที่โบสถ์ของฉัน     ความรักใหม่ของพระเจ้าที่ฉันพบ   และยังมีประสบการณ์ที่ฉัน "จำเป็น" ใจเย็นที่โรงเรียน

Around the same time I started going on youth trips and doing missionary work, I started getting myself into things like alcohol.

ในเวลาเดียวกัน ฉันเริ่มออกเดินทางปฏิบัติพันธกิจเยาวชน และรับใช้งานเผยแพร่ข่าวประเสริฐ   ฉันเริ่มพาตัวเองลงไปยุ่งกับสิ่งต่างๆ  เช่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

I used to go to parties nearly every weekend when I was in middle school.

ฉันเคยไปงานปาร์ตี้เกือบทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เมื่อฉันอยู่ในโรงเรียนมัธยมต้น

And still, I called myself a Christian and kept the idea that I was saved.

และฉันยังคงเรียกว่าตัวเองเป็นคริสเตียน   และยังจดจำว่าฉันได้รอดแล้ว

Eventually, as middle school became high school, I stopped going to church all together.

ในที่สุด จากโรงเรียนมัธยมต้นขึ้นไปเรียนโรงเรียนมัธยมปลาย  ฉันหยุดไปโบสถ์สิ้นเชิง

I stopped going to parties on weekends because my whole life became a party.

ฉันหยุดที่จะไปงานปาร์ตี้วันหยุดสุดสัปดาห์เพราะทั้งชีวิตของฉันกลายเป็นปาร์ตี้

At the start of my freshman year, I can’t recall a time I was sober.

ในช่วงเริ่มต้นเป็นนักเรียนปีแรก  ฉันไม่สามารถหวนนึกถึงเวลาที่ฉันไม่เมาเหล้า

I drank every chance I got. I can’t remember what people thought because I can’t remember much of it at all.

ฉันดื่มทุกครั้งที่มีโอกาส   ฉันจำไม่ได้ว่าผู้คนคิดยังไง   เพราะฉันไม่สามารถจำอะไรมากมายได้เลย

I do remember going to my friends' houses at lunch and drinking.

ฉันจำได้ว่าไปบ้านเพื่อนๆ ของกัน รับประทานอาหารกลางวันและดื่มกัน

Then returning to school to sleep through my classes.

จากนั้นกลับไปที่โรงเรียนเพื่อนอนหลับตลอดเวลาเรียนในชั้น

This was all before I turned 14. Although I thought I was becoming an adult and having fun, all I felt was emptiness.

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ก่อนที่ฉันอายุ 14 ปี  ถึงแม้ว่าฉันคิดว่าฉันกำลังกลายเป็นผู้ใหญ่และมีความสนุกสนาน   ทั้งหมดที่ฉันรู้สึกเป็นความว่างเปล่า

So I kept drinking until I was numb to everything. So I quit. I quit everything.

ดังนั้นฉันจึงยังคงดื่มจนฉันมึนงงไปทุกอย่าง  ดังนั้นฉันจึงเลิก ฉันเลิกทุกอย่าง

I quit showing up to school, I quit drinking, I quit church, I quit everything.

ฉันเลิกไปโรงเรียน    ฉันเลิกดื่ม   ฉันเลิกไปโบสถ์ ฉันเลิกทุกอย่าง

Then, in all the hopelessness, I met someone who became one of my closest friends quickly.

จากนั้นในความสิ้นหวัง  ฉันได้พบกับบางคนที่กลายเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉันได้อย่างรวดเร็ว

After a while they invited me to youth with them.

หลังจากชั่วขณะ พวกเขาเชิญฉันไปเข้ากลุ่มเยาวชนกัน

I didn't want to go because I knew what I had done. And I knew what I would do.

ฉันไม่ได้อยากจะไป   เพราะฉันรู้ตัวสิ่งที่ฉันได้ทำ และฉันรู้ว่าฉันจะทำอะไร

But I went to be with my friends.

แต่ฉันไปเป็นเพื่อนให้กับเพื่อนของฉัน

It wasn't as bad as I thought it would be. In fact, it’s how I remembered it - full of love.

มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ฉันคิด  แท้จริงมันเป็นสิ่งที่ฉันจำได้ว่าเป็นอย่างไร – เต็มไปด้วยความรัก

But there was no way any of these people were this nice outside of church, that's just how it works.

แต่ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะเป็นคนดี  เวลาอยู่ข้างนอกโบสถ์  มันก็เป็นอย่างนี้แหละ

But I think the more time I spent at church, the more I realized how kind and real the love these people around me had for everything and everyone.

แต่ฉันคิดว่ายิ่งฉันใช้เวลาที่โบสถ์มากเท่าใด   ฉันก็ยิ่งตระหนักว่าคนเหล่านี้รอบ ๆ ตัวฉันมีความเมตตาและจริงใจ  มีความรักในทุกสิ่งและทุกคนได้

I finally began to realize that the problem wasn't that God was stuck in church, it was that we treated Him that way.

ในที่สุดฉันก็เริ่มตระหนักว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงติดอยู่ในโบสถ์  มันเป็นที่ว่าเราปฏิบัติต่อพระองค์เช่นนั้น

God didn't exist outside of church because I didn't let Him in my life.

พระเจ้าไม่ได้ทรงดำรงอยู่นอกโบสถ์   เพราะฉันไม่ได้ยอมให้พระองค์เข้ามาในชีวิต

God existed everywhere but I couldn't see it. I didn't want to see it.

พระเจ้าทรงดำรงอยู่ทุกหนแห่ง แต่ฉันไม่สามารถเห็นได้  ฉันไม่ต้องการที่จะเห็นมัน

The more time I spent surrounded by this love, whether I wanted to or not, I began to see.

ยิ่งฉันใช้เวลารายล้อมไปด้วยความรักนี้  ไม่ว่าฉันต้องการหรือไม่  ฉันเริ่มที่จะเห็นอะไร

I began to see how great God is, how powerful, how loving, how magnificent, and most importantly I began to see that it didn't matter what I thought before because God sent His Son down to be crucified so I, YES ME, the person who denied Him, put Him in a box, disobeyed Him, hated Him, and hated others, ME, a sinner, could be forgiven.

ฉันเริ่มที่จะเห็นว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ยังไง  ทรงฤทธิ์อำนาจแค่ไหน  สวยงามแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดฉันเริ่มที่จะเห็นว่ามันไม่สำคัญว่าฉันคิดอะไรก่อน  เพราะพระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาถูกตรึงกางเขน   ดังนั้นฉัน  ใช่แล้วฉันเอง  คนที่ปฏิเสธพระองค์ ขังพระองค์ไว้ในกล่อง  ไม่เชื่อฟังพระองค์   เกลียดพระองค์ และเกลียดคนอื่น ๆ   ฉันเอง คนบาป สามารถรับการให้อภัยได้

I started choosing going to church and youth group and church events over anything else.

ฉันเริ่มที่จะตัดสินใจไปโบสถ์และร่วมกลุ่มเยาวชนและกิจกรรมโบสถ์มากกว่าสิ่งอื่นใด

I wanted more. I couldn't get enough. I still can’t.

ฉันยิ่งต้องการมากขึ้น ฉันไม่สามารถทำได้พอ  ฉันยังไม่สามารถ

All that emptiness, nothingness, depression, and sadness began to vanish.

ความว่างเปล่าทั้งหมด  ความไม่มีอะไร  ความซึมเศร้า, ความโศกเศร้า เริ่มที่จะหายไป

It was replaced with love, peace, forgiveness, joy, and happiness.

มันถูกแทนที่ด้วยความรัก  สันติสุข  การให้อภัย ความยินดีและความสุข

When I started growing closer in my walk with God I found out that the same grandma who had made me resent Christianity, had beat me, had caused an endless river of tears would be living with me again.

เมื่อฉันเริ่มเดินใกล้ชิดกับพระเจ้า   ฉันพบว่าคุณยายคนเดียวกันที่เคยทำให้ฉันไม่พอใจคริสเตียน   ท่าที่ได้ตีฉัน   ได้ทำให้ฉันน้ำตาไหลเหมือนแม่น้ำที่ไหลไม่สิ้นสุด  จะต้องมาอยู่กับฉันอีกครั้ง

At first I was angry. But God knew what was in store and had been working in me because I began to pray.

ตอนแรกฉันก็โกรธ   แต่พระเจ้าทรงรู้สิ่งที่อยู่ถายในใจ    และทรงทำงานในใจฉัน  เพราะฉันเริ่มที่จะอธิษฐาน

When she showed up to move in with us, I hugged her.

เมื่อท่านปรากฏตัวขึ้นเพื่อย้ายเข้ามาอยู่กับเรา ฉันสวมกอดท่าน

She cried and apologized and I told her it was okay.

ท่านร้องไห้และขอโทษฉัน และฉันบอกท่านว่ามันไม่เป็นไรแล้ว

I cried too. I didn't know why then, but now I understand.

ฉันร้องไห้ด้วย  ฉันไม่ทราบว่าทำไม   แต่แล้วตอนนี้ฉันเข้าใจ

With God's love you receive that peace that passes understanding, just like He promises.

ด้วยความรักของพระเจ้า  คุณจะได้รับสันติสุขที่เหนือความเข้าใจ เหมือนดังที่พระองค์ทรงสัญญา

Now, it’s not that God has taken away all my sin.

ตอนนี้ ก็ไม่ใช่ว่าพระเจ้าได้ยกบาปของฉันไปทั้งหมด

I have been to a party or two since my walk with God truly began.

ฉันได้ไปร่วมปาร์ตี้หนึ่งหรือสองครั้ง  เพราะเวลาฉันเดินกับพระเจ้าอย่างแท้จริงเริ่มต้นแล้ว

I felt so strong in God that I thought I could do it without Him.

ฉันรู้สึกเข้มแข็งในพระเจ้ามากจนที่ฉันคิดว่าฉันจะทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพระองค์

But I find day by day that I need Him more and more.

แต่ฉันพบว่าในแต่ละวันที่ฉันต้องพระองค์มากยิ่งขึ้น

What I found after going to those parties since I was saved, is sadness.                          สิ่งที่ฉันพบหลังจากที่ไปปาร์ตี้กับบุคคลเหล่านั้น  เพราะฉันรอดแล้ว เป็นความโศกเศร้า        I went from experiencing extreme joy back to that emptiness I once felt when I didn't have God.

ฉันได้รับประสบความสุขสุดยอดมาก  กลับไปสู่ความว่างเปล่าเหมือนที่ฉันเคยรู้สึก  เมื่อฉันไม่ได้มีพระเจ้า

I felt ashamed to talk to God. I felt guilty as if I had betrayed Him. I should have trusted God in these times more than any.

ฉันรู้สึกละอายใจที่จะสนทนากับพระเจ้า  ฉันก็รู้สึกผิดเชราวกับว่าฉันได้ทรยศต่อพระองค์ ฉันควรจะได้ไว้วางใจพระเจ้าในเวลานี้มากกว่าเวลาใด

God doesn't promise our lives will be easy as Christians, in fact He says the exact opposite.

พระเจ้าไม่ได้ทรงสัญญาว่าชีวิตของเราจะง่ายเมื่อเป็นคริสเตียน   แท้จริงพระองค์ทรงบอกว่าตรงข้ามแน่นอน

We know as Christians we will be hated by the world.

โดยเป็นคริสเตียนเรารู้ว่าเราจะเกลียดชังของฝ่ายโลก

But what He also promises is an eternity with Him in heaven.

แต่สิ่งที่ทรงสัญญาคือชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ในสวรรค์

My name is Yvonne 

ชื่อของฉันคือ วายที

I grew up in a very confusing home.

ฉันเติบโตขึ้นมาในบ้านที่เกิดความสับสนมาก 

My mother was a woman who believed in God and did her best to follow what she thought He wanted her to do. 

คุณแม่ของฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าและพยายามที่สุดที่จะทำตามสิ่งที่เธอคิดว่าพระองค์ทรงอยากให้เธอทำ

My father was an alcoholic and when he was home, he drank heavily and the house became a volatile place. 

คุณพ่อของฉันติดแอลกอฮอล์ และเมื่อเขาอยู่บ้านเขาดื่มหนักและบ้านกลายเป็นสถานที่ระเบิดง่าย

This has made it difficult for my mother to live a joy-filled spiritual life. 

นี้ได้ทำให้มันยากสำหรับคุณแม่ของฉันที่จะมีชีวิตฝ่ายวิญญาณเต็มไปด้วยความสุข

My parents both worked, but jobs were never secure. 

คุณพ่อคุณแม่ของฉันทั้งสองทำงาน แต่การงานไม่เคยมั่นคง

This left me in the hands of people, at a young age, which my parents should have been able to trust to care for me. 

นี้ทำให้ฉันตกอยู่ในความช่วยเหลือของผู้คน   ที่พ่อแม่ของฉันควรจะสามารถวางใจได้ว่าจะดูแลฉันได้ในวัยเด็ก   

When a family is distracted by addiction, things go unnoticed, however. 

อย่างไรก็ตาม เมื่อครอบครัวถูกชักชวนให้ลุ่มหลงติดยาเสพติด  หลายสิ่งก็ไม่มีใครเหลียวแล

This was the case with me.  I learned that I was to be compliant and do whatever I was told.

นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับฉัน ฉันได้เรียนรู้ว่าฉันต้องยินยอมทำตามและทำอะไรก็ได้ที่ถูกสั่งให้ทำ

From a young age I also learned not to trust others, that there is no security in life therefore there is no rest, loneliness is a way of life, and that love is a myth.

จากวัยเด็กฉันยังได้เรียนรู้ว่าอย่าไว้วางใจคนอื่น ๆ  และว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิต   ดังนั้นจึงไม่มีความสงบ   ความเหงาเป็นวิถีชีวิต  และความรักที่เป็นแค่ตำนาน

The compliance that I learned as a child worked to my advantage for a while as I became a good student, doing everything the teachers told me to do. 

การปฏิบัติตามที่ฉันได้เรียนรู้ตอนเป็นเด็กนั้นเกิดประโยชน์กับฉันชั่วขณะ  โดยที่ฉันกลายเป็นนักเรียนที่ดี ทำทุกอย่างตามที่ครูบอกให้ฉันทำ

Studying also became a way of escape for me. 

การศึกษากลายเป็นหนทางให้ฉันได้หลีกหนีห่าง

This worked for quite a while. 

สิ่งนี้ได้ผลชั่วขณะ

But my family moved often and as I grew older studies became more difficult and acceptance became more important.

แต่ครอบครัวของฉันย้ายบ่อย  และขณะที่ฉันเติบโตขึ้น  การศึกษากลายเป็นเรื่องยากขึ่นและการยอมรับเข้าศึกษากลายเป็นเรื่องสำคัญ

So I began to use the things that I had learned growing up to insulate myself from pain. 

ดังนั้นฉันจึงเริ่มที่จะใช้หลายสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ เพื่อเติบโตขึ้นปกป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวด

I began to do this in self destructive ways that led to the very pain I was trying to avoid. 

ฉันเริ่มที่จะทำเช่นนี้ในวิธีการทำลายล้างตัวเอง   ที่นำไปสู่อาการเจ็บปวดมาก  ฉันพยายามที่จะหลีกเลี่ยง

This lead to deep shame and guilt, I had turned my back on God.  I was going in the wrong direction.

นี้ทำให้ฉันอับอายลึกๆ และความรู้สึกผิด ฉันได้หันหลังกลับมาหาพระเจ้า ฉันกำลังจะเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง

I knew I needed to change something in my life or I was going to follow the same path as my parents. 

ฉันรู้ว่าฉันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของฉัน   มิฉะนั้นฉันกำลังจะไปตามเส้นทางเดียวกับพ่อแม่ของฉัน

I watched them and saw how unhappy they were. 

ฉันเฝ้าดูพวกเขาและเห็นว่าพวกเขาไม่มีความสุข

I knew I was not happy but thought it would be impossible to rid myself of the pain, shame and guilt of the awful things I had done and was doing.  

ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้มีความสุข   แต่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะขจัดตัวเองจากความเจ็บปวด  ความอับอาย  และความรู้สึกผิดในสิ่งเลวร้ายที่ฉันได้ทำและกำลังทำอะไรอยู่

I began thinking of all the lessons about Jesus’ forgiveness I had learned growing up.

ฉันเริ่มคิดถึงบทเรียนทั้งหมดเกี่ยวกับการให้อภัยของพระเยซู  ฉันได้เรียนรู้การเติบโตขึ้น

I didn’t know how this could apply to me but I had to try. 

ฉันไม่ทราบว่าจะนำไปใช้กับฉันได้อย่างไร แต่ฉันต้องพยายาม

I was 18 years old and found my way into a church one morning. 

ฉันอายุ 18 ปีและพบหนทางที่นำฉันไปโบสถ์ในเช้าวันหนึ่ง

This small church only had about 20 people, but the message of the good news about Christ's purpose on earth was explained there that day. 

โบสถ์เล็ก ๆ นี้มีคนประมาณ 20 คนเท่านั้น  แต่คำเทศนาเรื่องข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระประสงค์ของพระคริสต์ในโลกก็ได้ถูกสอนและอธิบายในวันนั้น

I felt as if it was just for me. 

ฉันรู้สึกราวกับว่านั่นเป็นคำเทศนาสำหรับฉันเท่านั้น

This message reminded me that everyone has done things they are not proud of and that Jesus offers forgiveness, hope, rest, PEACE, JOY - regardless of the crime against God's law. 

คำเทศนานี้ได้เตือนให้ฉันนึกถึงว่าทุกคนได้ทำหลายสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ภูมิใจ   และว่าพระเยซูทรงประทานการให้อภัย  ความหวัง  การพักสงบ สันติสุข  ความชื่นชมยินดี  - ไม่คำนึงถึงว่าเราได้ทำผิดต่อพระบัญญัติของพระเจ้า

That day I made a decision to turn away from my disobedience to God. 

วันนั้นที่ฉันได้ตัดสินใจหันกลับจากการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของฉัน

I made a decision to give my pain, guilt and shame to Him. 

ฉันตัดสินใจที่จะมอบความเจ็บปวด  ความรู้สึกผิดและความอับอายต่อพระองค์

I made a decision to let Him work on my ability to trust, rest, and love. 

ฉันตัดสินใจที่จะยอมให้พระองค์ทรงทำพระราชกิจ โดยถวายความสามารถ ที่จะไว้วางใจ  การพักสงบ และความรักของฉัน 

I made a decision to let Him fill the void of loneliness in my heart.

ฉันได้ตัดสินใจที่จะยอมให้พระองค์ทรงเติมช่องว่างในความอ้างว้างในจิตใจของฉัน

Today, I am on a different journey through life.  Better than I imagined it could be.    ทุกวันนี้ฉันเดินบนเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน   ดีกว่าที่ฉันจินตนาการว่ามันอาจจะเป็น

God has opened my heart to be able to receive the truths of His Word that help me with every day living. 

พระเจ้าได้ทรงเปิดหัวใจของฉัน  ให้ได้รับความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์  ที่ทรงช่วยฉันในการดำเนินชีวิตทุกวัน

Even when I have days of struggle, which His Word says there will be, I know Jesus is there and understands what I am going through. 

แม้ในขณะที่ดิ้นรนต่อสู้ในชีวิต  ซึ่งพระวจนะของพระองค์กล่าวว่าจะมี   ฉันรู้ว่าพระเยซูทรงอยู่ที่นั่น  และทรงเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังจะฟันฝ่าไป

I can talk to Him through prayer and He will listen to anything I have on my mind. 

ฉันสามารถสนทนากับพระองค์ผ่านการอธิษฐาน  และพระองค์จะทรงฟังสิ่งที่ฉันคิดในใจ

This brings me comfort through His Holy Spirit.  

สิ่งนี้ปลอบโยนจิตใจฉันให้สุขสบายโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์

When I am tempted to pick up the “baggage” from my past, He reminds me that He has already taken care of that debt. 

เมื่อฉันถูกทดลองใจให้เอามือหยิบเอา "กระเป๋า"  ในอดีต   พระองค์ทรงเตือนให้ฉันนึกถึงว่าพระองค์ได้ทรงจัดการดูแลหนี้สินของฉันแล้ว

He doesn’t condemn me, so I have no right to either.  

พระองค์ไม่ทรงตำหนิฉัน  ดังนั้นฉันก็ไม่มีสิทธิ์เช่นกัน

This takes away guilt and shame.

สิ่งนี้ยกเอาความผิดและความอัปยศไปเสีย

My eyes are now opened to all of the ways that Jesus is active in our lives every day.

ตาของฉันตอนนี้ได้เปิดให้กับทุกวิถีทางที่พระเยซูทรงจัดการในชีวิตของเราทุกวัน

I no longer see things as coincidence, but as His divine and loving hand taking a personal interest in my life. 

ฉันไม่เห็นหลายสิ่งเป็นเรื่องบังเอิญอีกต่อไป  แต่เป็นพระหัตถ์ที่เต็มไปด้วยความรักของพระเจ้าที่ทรงสนพระทัยในชีวิตส่วนตัวของฉัน

When I begin to feel lonely, I think of this and pray.

เมื่อฉันเริ่มรู้สึกเหงา  ฉันคิดถึงเรื่องนี้และอธิษฐาน

Since being given new life, God has also helped me discover a practical purpose on earth. 

นับตั้งแต่ได้รับชีวิตใหม่    พระเจ้ายังทรงช่วยให้ฉันค้นพบเป้าหมายการรับใช้ในโลก

I am a helper.  I enjoy assisting and supporting others. 

ฉันทำงานเป็นผู้ช่วย ฉันสนุกกับการช่วยเหลือและสนับสนุนคนอื่น ๆ

He has taught me a healthy respect for my gift of helps. 

ได้ทรงสอนให้ฉันมีความเคารพเต็มบริบูรณ์ในของประทานแห่งการช่วยเหลือ

I can comply when it does not conflict with God’s Word. 

ฉันสามารถปฏิบัติตามเมื่อมันไม่ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า

I can have a voice and refuse when it does not align with God’s Word. 

ฉันจะออกเสียงและปฏิเสธเมื่อมันไม่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า

This has given me strength and spiritual healing.  I am also an example for those around me.

ยังทรงประทานให้ฉันมีความเข้มแข็งและการบำบัดรักษาทางจิต นอกจากนี้ฉันยังเป็นตัวอย่างสำหรับคนรอบข้าง

In my personal life, He has given me a husband that loves Him, me and our children. 

ในชีวิตส่วนตัวของฉัน  พระองค์ทรงให้ฉันมีสามีที่รักพระองค์  รักฉันและลูกหลานของเรา

We have raised children who love Him. 

เราได้เลี้ยงดูพวกเด็กๆ ที่จะรักพระองค์

They were not raised in confusion and chaos. 

พวกเขาไม่ได้เติบโตขึ้นในความสับสนและวุ่นวาย

This has taught me to trust and love in return. 

นี้ได้สอนให้ฉันไว้วางใจและตอบแทนความรัก

I thank Him every day for this family He has provided that He uses to teach me His truths.

ฉันขอขอบคุณพระองค์ทุกวันสำหรับครอบครัวนี้   ทรงจัดเตรียมสิ่งที่ทรงใช้เพื่อสอนความจริงแก่ฉัน I also thank Him for a mother who did her best to make sure I knew the truths of God’s Word. 

ฉันยังขอบคุณพระองค์สำหรับคุณแม่ที่ทำดีอย่างที่สุด   เพื่อให้แน่ใจว่าฉันรู้จักความจริงในพระวจนะของพระเจ้า

Because even in my darkest hours, those words were still within me, helping me find my way back. 

เพราะแม้ในเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตฉัน   พระคำเหล่านั้นยังคงอยู่ภายในใจ  ช่วยฉันหาทางกลับได้

My favorite Bible verse is Proverbs22:6 “Train up a child in the way he should go; and when he is old he will not depart from it.” 

ข้อพระคัมภีร์ที่ฉันชอบมากคือ สุภาษิต 22: 6 "จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะไป; และเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะไม่พรากจากทางนั้น. "

This is my favorite because I lived its truth and relied on it while raising my own children.  I am now seeing its truth again in them.

นี้เป็นข้อที่ฉันชื่นชอบ  เพราะฉันมีชีวิตอยู่ในความจริงและเชื่อวางใจ   ในขณะที่ฉันเลี้ยงดูลูกๆ ของฉันเอง  ตอนนี้ฉันได้เห็นความจริงอีกครั้งในพวกเขา

Mikayla and Yvonne

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top