Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, June 28, 2015

 

Question: "What does it mean that Jesus fulfilled the law, but did not abolish it?"
คำถาม: "พระเยซูทรงปรับปรุงให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ แต่ไม่ได้ทรงลบล้างนั้น หมายความว่าอะไร"

Answer: In Matthew’s record of what is commonly called the Sermon on the Mount, these words of Jesus are recorded:

คำตอบ: ในพระธรรมมัทธิว บันทึกคำสอนที่เราเรียกกันว่าคำเทศนาบนภูเขา   คำตรัสของพระเยซูเหล่านี้ได้ถูกบันทึกคือ:

Matthew มัทธิว 5:17-18 17“Do not think that I have come to abolish the Law or the Prophets; I have not come to abolish them but to fulfill them.

17“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ   เรามิได้มาเลิกล้าง   แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ

18For truly, I say to you, until heaven and earth pass away, not an iota, not a dot, will pass from the Law until all is accomplished.

18เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่   แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆหนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ   จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด   ได้เกิดขึ้นแล้ว

It is frequently argued that if Jesus did not “abolish” the law, then it must still be binding.


ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้งว่าถ้าพระเยซูไม่ได้ทรง "ลบล้าง" ธรรมบัญญัติแล้ว  มันก็ยังคงเป็นพันธะผูกพันอยู่

Accordingly, such components as the Sabbath-day requirement must be operative still, along with perhaps numerous other elements of the Mosaic Law.

ถ้าเช่นนั้น  เรื่องอื่นๆ ที่ประกอบดังเช่น  การยึดถือวันสะบาโตต้องยังคงปฏิบัติอยู่  บางทีพร้อมกับเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายในธรรมบัญญํติของโมเสส

This assumption is grounded in a misunderstanding of the words and intent of this passage.

สมมติฐานนี้เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดคำสอนและเจตนาของพระธรรมตอนนี้

Christ did not suggest here that the binding nature of the law of Moses would remain forever in effect.

ตรงนี้พระคริสต์ไม่ได้ทรงแนะนำให้การปฏิบัติตามธรรมบัญญํติของโมเสสให้มีผลคงอยู่ตลอดไป

Such a view would contradict everything we learn from the balance of the New Testament

มุมมองดังกล่าวจะขัดแย้งกับทุกสิ่งที่เราเรียนจากความสมดุลในพันธสัญญาใหม่

Romans โรม 10:4 4For Christ is the end of the law for righteousness to everyone who believes.

4เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ   เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม  

Galatians กาลาเทีย 3:23-25 23Now before faith came, we were held captive under the law, imprisoned until the coming faith would be revealed.

23ก่อนที่ความเชื่อมานั้น   เราถูกธรรมบัญญัติกักตัวไว้   ถูกกั้นเขตไว้จนความเชื่อจะปรากฏ

24So then, the law was our guardian until Christ came, in order that we might be justified by faith.

24เพราะฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงควบคุมเราไว้จนพระคริสต์เสด็จมา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ

25But now that faith has come, we are no longer under a guardian,

25แต่บัดนี้ความเชื่อนั้นได้มาแล้ว   เราจึงมิได้อยู่ใต้บังคับของผู้ควบคุมอีกต่อไปแล้ว

Ephesians เอเฟซัส 2:15 15by abolishing the law of commandments and ordinances, that he might create in himself one new man in place of the two, so making peace,

15คือการเป็นปฏิปักษ์กันโดยในเนื้อหนังของพระองค์  ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ  เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์  เช่นนั้นแหละจึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข

Of special significance in this study is the word rendered “abolish.”

ความสำคัญพิเศษในการศึกษาเรื่องนี้คือเพื่อชี้แจงให้เข้าใจคำว่า "ลบล้าง"

It translates the Greek term kataluo, literally meaning “to loosen down.”

มันแปลจากคำภาษากรีก kataluo หมายความตามตัวอักษร "ปล่อยวางลง."

The word is found seventeen times in the New Testament.

เราพบคำนี้สิบเจ็ดครั้งในพันธสัญญาใหม่

It is used, for example, of the destruction of the Jewish temple by the Romans.

ตัวอย่างคำนี้ถูกใช้ตอนที่ชาวโรมันทำลายล้างพระวิหารของชาวยิว

Matthew มัทธิว 26:61 61and said, “This man said, ‘I am able to destroy the temple of God, and to rebuild it in three days.’”

61ว่า “คนนี้ได้ว่าเขาสามารถจะทำลายพระวิหารของพระเจ้า  และจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน”

Matthew มัทธิว27:40 40and saying, “You who would destroy the temple and rebuild it in three days, save yourself! If you are the Son of God, come down from the cross.”

40ว่า “เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ   จงช่วยตัวเองให้รอด   ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้าจงลงมาจากกางเขนเถิด”

Acts กิจการ 6:14 14for we have heard him say that this Jesus of Nazareth will destroy this place and will change the customs that Moses delivered to us.”

14เพราะเราได้ยินเขาว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธจะทำลายสถานที่นี้   และจะเปลี่ยนธรรมเนียมซึ่งโมเสสให้ไว้แก่เรา”

The word is used of the dissolving of the human body at death.

คำนี้ใช้เมื่อเวลาทำให้ร่างกายมนุษย์ยุบสลายไปเมื่อตายแล้ว

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:1 1For we know that if the tent, which is our earthly home, is destroyed, we have a building from God, a house not made with hands, eternal in the heavens.

1เพราะเรารู้ว่า   ถ้าเรือนดินคือกายของเรานี้จะพังทำลายเสีย   เราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานให้ที่มิได้สร้างด้วยมือมนุษย์   และตั้งอยู่เป็นนิตย์ในสวรรค์

The term can carry the extended meaning of “to overthrow,” i.e., “to render vain, deprive of success.”

คำนี้สามารถขยายความหมายว่า "โค่นล้ม" แปลว่า "ทำให้ว่างเปล่า สูญเสียความสำเร็จ "

In classical Greek, it was used in connection with institutions, laws, etc., to convey the idea of “to invalidate.”
ในภาษากรีกโบราณ   คำนี้ใช้เกี่ยวกับกับสถาบันต่างๆ  กฎหมายต่างๆ เป็นต้น เพื่อถ่ายทอดความคิดว่า "ทำให้เป็นโมฆะ"

It is especially important to note how the word is used in Matthew 5:17.

สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูว่าคำนี้ใช้อย่างไรในมัทธิว 5:17

Matthew มัทธิว 5:17 17“Do not think that I have come to abolish the Law or the Prophets; I have not come to abolish them but to fulfill them.

17“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ   เรามิได้มาเลิกล้าง   แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ

In this context, “abolish” is set in opposition to “fulfill.”   Christ came “...not to abolish, but to fulfill.”

ในบริบทนี้ "ลบล้าง" จัดเป็นคำตรงข้ามกับ "ทำให้สมบูรณ์"  พระคริสต์เสด็จมา "... ไม่ได้เพื่อทรงลบล้าง แต่เพื่อทำให้สมบูรณ์”

Jesus did not come to this earth for the purpose of acting as an opponent of the law.

พระเยซูไม่ได้เสด็จมาในโลกนี้เพื่อพระประสงค์จะกระทำการเป็นปฏิปักษ์กับธรรมบัญญัติ

His goal was not to prevent its fulfillment.

พระประสงค์ของพระองค์ไม่ใช่เพื่อปกป้องการทำให้สมบูรณ์

Rather, He revered it, loved it, obeyed it, and brought it to fruition.

แต่พระองค์ทรงยกย่องนับถือ  มีใจรัก เชื่อฟัง  และเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์

He fulfilled the law’s prophetic utterances regarding Himself.

ทรงกระทำให้คำพยากรณ์ตามธรรมบัญญัติที่เกี่ยวกับพระองค์เองสำเร็จสมบูรณ์

Luke ลูกา 24:44 44Then He said to them, “These are My words that I spoke to you while I was still with you, that everything written about Me in the Law of Moses and the Prophets and the Psalms must be fulfilled.”

44พระองค์ตรัสกับเขาว่า   “นี่เป็นถ้อยคำของเรา   ซึ่งเราได้บอกไว้แก่ท่านทั้งหลาย   เมื่อเรายังอยู่กับท่านว่า   บรรดาคำที่เขียนไว้ในหมวดธรรมบัญญัติของโมเสส   และในหมวดผู้เผยพระวจนะและในหมวดสดุดีกล่าวถึงเรานั้น   จำเป็นจะต้องสำเร็จ”


Christ fulfilled the demands of the Mosaic law, which called for perfect obedience under threat of a “curse”

พระคริสต์ทรงทำให้ธรรมบัญญัติของโมเสสสำเร็จบริบูรณ์ ซึ่งเรียกร้องให้เชื่อฟังอย่างสิ้นเชิงภายใต้การบังคับขู่เข็ญว่าจะมี "คำแช่งสาป"

Galatians กาลาเทีย 3:10, 13 10For all who rely on works of the law are under a curse; for it is written, “Cursed be everyone who does not abide by all things written in the Book of the Law, and do them.”

10เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติ   ก็ถูกแช่งสาป   เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า   ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อ ที่เขียนไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติก็ถูกแช่งสาป

13Christ redeemed us from the curse of the law by becoming a curse for us—for it is written, “Cursed is everyone who is hanged on a tree”—

13พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ   โดยการที่พระองค์ทรงยอมถูกแช่งสาปเพื่อเรา   (เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า   ทุกคนที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ต้องถูกสาปแช่ง)

In this sense, the law’s divine design will ever have an abiding effect. It will always accomplish the purpose for which it was given.
ในความหมายนี้  ธรรมบัญญัติของพระเจ้าจะมีผลทางปฏิบัติต่อไป  มันจะทำให้จุดประสงค์ตามที่ได้รับนั้นสำเร็จบรรลุผล


If, however, the law of Moses bears the same relationship to men today, in terms of its binding status, then it was not fulfilled, and Jesus failed at what He came to do.

อย่างไรก็ตาม ถ้าธรรมบัญญัติของโมเสสยังผูกพันกับคนทุกวันนี้   ในแง่ของความผูกพัน มันก็ไม่ทำให้สำเร็จสมบูรณ์  และที่พระเยซูเสด็จมาทำพระราชกิจนี้ก็ล้มเหลว

On the other hand, if the Lord did accomplish His goal, then the law was fulfilled, and it is not a binding legal institution today.

ในทางตรงกันข้าม  ถ้าพระเจ้าทรงบรรลุพระประสงค์ของพระองค์แล้ว     ธรรมบัญญํติก็สำเร็จครบถ้วน   แล้วธรรมบัญญํตินั้นก็ไม่เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามทุกวันนี้

Further, if the law of Moses was not fulfilled by Christ—and thus remains as a binding legal system for today—then it is not just partially binding.

ยิ่งกว่านั้น ถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงทำให้ธรรมบัญญัติของโมเสสสำเร็จ— มันก็ยังคงเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามในทุกวันนี้—แล้วมันไม่ได้ถือปฏิบัติเป็นเพียงบางส่วน

Rather, it is a totally compelling system. Jesus plainly said that not one “jot or tittle” (representative of the smallest markings of the Hebrew script) would pass away until all was fulfilled.

แต่ก็เป็นระบบที่บังคับทั้งหมด พระเยซูทรงตรัสชัดถ้อยชัดคำว่าไม่ใช่หนึ่ง "จำนวนนิดหนึ่งหรือหนึ่งจด" (แทนรอยเครื่องหมายที่เล็กที่สุดของสคริปต์ฮ๊บรู) จะผ่านไปจนกระทั่งทั้งหมดสำเร็จครบถ้วน

Consequently, nothing of the law was to fail until it had completely accomplished its purpose. Jesus fulfilled the law. Jesus fulfilled all of the law.

ดังนั้น  ไม่มีอะไรในธรรมบัญญัติที่จะสูญไปจนกระทั่งพระเยซูทรงทำให้เป้าหมายของธรรมบัญญัติสำเร็จครบสมบูรณ์ พระเยซูทรงทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์

We cannot say that Jesus fulfilled the sacrificial system, but did not fulfill the other aspects of the law. Jesus either fulfilled all of the law, or none of it.

เราไม่สามารถพูดได้ว่าพระเยซูทรงทำให้พิธีการถวายเครื่องบูชาสำเร็จครบถ้วน  แต่ไม่ได้ทรงทำให้ธรรมบัญญัติด้านอื่นสำเร็จ  พระเยซูได้ทรงทำให้ธรรมบัญญัติสำเร็จหรือไม่เลย

What Jesus' death means for the sacrificial system, it also means for the other aspects of the law.

ความตายของพระเยซูแทนความหมายการทำพิธีถวายบูชา  นั่นก็ยังหมายถึงด้านอื่น ๆของ

ธรรมบัญญํติด้วย

Question: "Can a Christian be cursed?

คำถาม: "คริสเตียนได้รับการสาปแช่งได้ไหม

Will God allow a curse on a believer?"

พระเจ้าจะทรงยอมให้ผู้เชื่อถูกสาปแช่งหรือไม่ "


Answer:คำตอบ: Proverbs สุภาษิต 26:2 2Like a sparrow in its flitting, like a swallow in its flying, a curse that is causeless does not alight.

2คำแช่งสาปที่ไร้เหตุผลย่อมไม่มาเกาะ    เช่นเดียวกับนกกระจอกที่กำลังโผไปมาและ นกนางแอ่นที่กำลังบิน  

This means that foolish curses have no effect.

นี่หมายความว่าคำสาปโง่เขลาไม่มีผล

God does not allow His children to be cursed. God is sovereign.

พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้บุตรของพระองค์ถูกสาปแช่ง   พระเจ้าทรงมีอำนาจสูงสุด

No one has the power to curse one whom God has decided to bless. God is the only One able to pronounce judgment.

ไม่มีใครมีอำนาจที่จะสาปแช่งคนที่พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ได้รับพระพร พระเจ้าเป็นเพียงผูเดียวที่สามารถที่จะพิพากษาลงโทษได้

“Spells” in the Bible are always described negatively.

"เวทมนต์คาถา" ในพระคัมภีร์บรรยายในเชิงลบเสมอ

Deuteronomy พระราชบัญญัติ18:10-11 10There shall not be found among you anyone who burns his son or his daughter as an offering, anyone who practices divination or tells fortunes or interprets omens, or a sorcerer

10อย่าให้มีคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านซึ่งให้บุตรชาย หรือบุตรหญิงของเขาลุยไฟ   อย่าให้ผู้ใดเป็นคนทำนาย เป็นหมอดู   เป็นหมอจับยามดูเหตุการณ์ หรือเป็นนักวิทยาคม

11or a charmer or a medium or a wizard or a necromancer,

11เป็นหมอผี   เป็นคนทรง เป็นพ่อมด แม่มด หรือเป็นหมอพราย

This numbers those who cast spells with those who commit other acts “detestable to the Lord” such as child sacrifice, witchcraft, sorcery, divination, or necromancy (consulting with the dead).

นี่นับรวมจำนวนผู้ที่ทำเวทมนต์คาถากับบรรดาผู้ที่กระทำการอื่น ๆ อัน "เป็นที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า" เช่นการถวายเด็กเป็นเครื่องบูชา คาถา วิชาหมอผี การทำนายโชคชะตา การเข้าทรงวิญญาณผู้ตาย (ปรึกษากับผู้ตาย)

Micah มีคาห์ 5:12 12and I will cut off sorceries from your hand,  and you shall have no more tellers of fortunes;

12เราจะกำจัดวิทยาคมให้หมดไปจาก   มือของเจ้า    เจ้าจะไม่มีหมอผีอีกต่อไป  

This says that God will destroy witchcraft and those who cast spells. Revelation 18 describes spells as part of the deception that will be used by the antichrist and his “great city of Babylon”

นี้กล่าวว่าพระเจ้าจะทรงทำลายเวทมนต์และบรรดาผู้ที่ใช้เวทมนต์ วิวรณ์บทที่ 18 อธิบายวทมนต์คาถาเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวง   ที่จะนำมาใช้โดยผู้ต่อต้านพระคริสต์ และ "มหานครบาบิโลน"

Revelation วิวรณ์ 18:21-24 21Then a mighty angel took up a stone like a great millstone and threw it into the sea, saying, “So will Babylon the great city be thrown down with violence,

and will be found no more;

21แล้วทูตสวรรค์องค์หนึ่งที่มีฤทธิ์มาก   ก็ได้ยกหินก้อนหนึ่งเหมือนหินโม่ใหญ่ทุ่มลงไปในทะเลแล้วว่า    “บาบิโลนมหานครนั้นจะถูกทุ่มลงโดยแรงอย่างนี้แหละ   และจะไม่มีใครเห็นนครนั้นอีกต่อไปเลย  

22and the sound of harpists and musicians, of flute players and trumpeters, will be heard in you no more, and a craftsman of any craft will be found in you no more, and the sound of the mill will be heard in you no more,

22และจะไม่มีใครได้ยินเสียงนักดีดพิณ   นักเล่นมโหรี   นักเป่าขลุ่ย    และนักเป่าแตรในเจ้าอีกต่อไป   และในเจ้าจะไม่มีช่างในวิชาช่างต่างๆอีกต่อไป   และจะไม่มีใครได้ยินเสียงโม่แป้งในเจ้าอีกต่อไป  

23and the light of a lamp will shine in you no more, and the voice of bridegroom and bride will be heard in you no more, for your merchants were the great ones of the earth,  and all nations were deceived by your sorcery.

23และในเจ้าจะไม่มีแสงประทีปส่องสว่าง   อีกต่อไป    และจะไม่มีใครได้ยินเสียงเจ้าบ่าวเจ้าสาวในเจ้าอีกต่อไป   เพราะว่าบรรดาพ่อค้าของเจ้าได้เป็นคนใหญ่โตแห่งแผ่นดินโลกแล้ว    และวิทยาคมของเจ้าได้ล่อลวงบรรดาประชาชาติให้ลุ่มหลง  

24And in her was found the blood of prophets and of saints, and of all who have been slain on earth.”

24และในนครนั้นเขาได้พบโลหิตของผู้เผยพระวจนะและพวกธรรมิกชน   และบรรดาคนที่ถูกฆ่าบนแผ่นดินโลก”

Matthew มัทธิว 24:24 24For false christs and false prophets will arise and perform great signs and wonders, so as to lead astray, if possible, even the elect.

24ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จ   และผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น   ทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์   ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลง ถ้าเป็นได้

Though the end-times deception will be so great that even the elect would be deceived if God did not protect us, God will utterly destroy Satan, the antichrist, and all who follow them (Revelation chapters 19-20).
แม้ว่าการหลอกลวงในยุคสุดท้ายจะยิ่งใหญ่จนคนที่ได้รับเลือกจะถูกหลอกลวง   ถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงปกป้องเรา    พระเจ้าจะทรงทำลายมารซาตานและทุกคนที่ปฏิบัติตามพวกมันทั้งสิ้น (วิวรณ์บทที่ 19-20)

The Christian has been born again as a new person in Jesus Christ, and we are in the constant presence of the Holy Spirit who lives within us and under whose protection we exist.

คริสเตียนได้เกิดใหม่อีกครั้งในฐานะเป็นคนใหม่ในพระเยซูคริสต์     และเราอยู่ต่อพระพักตร์

ของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้ทรงประทับอยู่ภายในตัวเรา  และเราอยู่ภายใต้การปกป้องนั้นอยู่

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation.*n17.3 The old has passed away; behold, the new has come.

17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

Romans โรม 8:11 11If the Spirit of him who raised Jesus from the dead dwells in you, he who raised Christ Jesus from the dead will also give life to your mortal bodies through his Spirit who dwells in you.

11ถ้าพระวิญญาณของพระองค์   ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย   ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย   พระองค์ผู้ทรงชุบให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น   จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่าน   เป็นขึ้นมาใหม่   โดยเดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย  

We do not need to worry about anyone casting any sort of pagan spell on us.

เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าใครก็ตามจะมาทำเวทมนต์คาถาชั่วร้ายใส่เรา

Voodoo, witchcraft, hexes, and curses have no power over us because they come from Satan.

ผู้ทำพิธีไสยศาสตร์  มนต์คาถา  พ่อมดหมอผี  และคำสาปแช่งไม่มีอำนาจเหนือเราเพราะพวกมันมาจากซาตาน

John ยอห์น 4:4 4Little children, you are from God and have overcome them, for he who is in you is greater than he who is in the world.

4ลูกทั้งหลายเอ๋ย   ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า   และได้ชนะเขาเหล่านั้น   เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก

God has overcome him, and we have been freed to worship God without fear (John 8:36). “The Lord is my light and my salvation—whom shall I fear?

พระเจ้าได้ทรงชัยชนะมันแล้ว   และเราได้รับอิสระที่จะนมัสการพระเจ้าโดยไม่ต้องกลัว (ยอห์น 8:36) "พระเจ้าทรงเป็นโคมสว่างและเป็นความรอดของข้า- ข้าจะกลัวใครเล่า?

Psalm เพลงสดุดี 27:1 1The LORD is my light and my salvation; whom shall I fear?  The LORD is the stronghold of my life; of whom shall I be afraid?

1ของดาวิด   พระเจ้าทรงเป็นความสว่างและความรอดของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าจะกลัวผู้ใดเล่า   พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็ง แห่งชีวิตข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าจะต้องเกรงใคร  

Law Fulfilled and Cursed Christian

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top