Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, June 2, 2015

 

Question:  Why did God give us four Gospels?

คำถาม: ทำไมพระเจ้าทรงประทานพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มแก่เรา


Answer:  Here are some reasons why God gave four Gospels instead of just one:
คำตอบ: นี่เป็นเหตุผลบางอย่างที่พระเจ้าทรงประทานพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มแทนที่เป็นเล่มเดียว
1) To give a more complete picture of Christ. While the entire Bible is inspired by God.

1) เพื่อให้ภาพของพระคริสต์สมบูรณ์มากขึ้น ในขณะที่พระคัมภีร์ทั้งเล่มได้รับการดลใจจากพระเจ้า Timothy 2 ทิโมธี 3:1616 All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16 พระคัมภีร์   ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า  และเป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

He used human authors with different backgrounds and personalities to accomplish His purposes through their writing.

ทรงใช้มนุษย์ที่มีภูมิหลัง และมีบุคลิกที่แตกต่างกัน เป็นผู้เขียน   เพื่อให้บรรลุพระประสงค์ของพระองค์ผ่านการเขียนของพวกเขา

Each of the gospel authors had a distinct purpose behind his gospel and in carrying out those purposes, each emphasized different aspects of the person and ministry of Jesus Christ.
ผู้เขียนพระกิตติคุณแต่ละคนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันชัดเจนเบื้องหลังพระกิตติคุณของเขา  และในการบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านั้น   แต่ละคนเน้นด้านที่แตกต่างกันในความเป็นบุคคลและการปฏิบัติภารกิจของพระเยซูคริสต์


Matthew was writing to a Hebrew audience, and one of his purposes was to show from Jesus' genealogy and fulfillment of Old Testament prophecies that He was the long-expected Messiah, and thus should be believed in. Matthew's emphasis is that Jesus is the promised King, the “Son of David,” who would forever sit upon the throne of Israel.

มัทธิวกำลังเขียนถึงชาวฮีบรู  และจุดประสงค์อย่างหนึ่งของเขาคือการบอกเล่าการสืบวงศ์ตระกูลของพระเยซู  และการทำให้คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมสำเร็จครบถ้วน   ที่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่รอคอยกันมานานและเราสมควรต้องเชื่อ     มัทธิวเน้นย้ำว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าตามพระสัญญา  "บุตรแห่งดาวิด" ผู้ซึ่งจะประทับบนบัลลังก์อิสราเอลนิจนิรันดร์

Matthew มัทธิว 9:27 27 And as Jesus passed on from there, two blind men followed him, crying aloud, “Have mercy on us, Son of David.”

27 ครั้นพระเยซูเสด็จไปจากที่นั่น   ก็มีคนตาบอดสองคนตามพระองค์มาร้องว่า   “บุตรดาวิดเจ้าข้า  ขอเมตตาข้าพระองค์เถิด”

Matthew มัทธิว 21:9 9 And the crowds that went before him and that followed him were shouting, “Hosanna to the Son of David! Blessed is he who comes in the name of the Lord! Hosanna in the highest!”

9 ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้า   กับผู้ที่ตามมาข้างหลัง   ก็พร้อมกันโห่ร้องว่า   “โฮซันนา   แก่ราชโอรสของดาวิด   ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ทรงพระเจริญโฮซันนา    ในที่สูงสุด”

Mark, a cousin of Barnabas, was an eyewitness to the events in the life of Christ as well as being a friend of the apostle Peter.

มาระโก  ลูกพี่ลูกน้องของบาร์นาบัส เป็นสักขีพยานกับเหตุการณ์ในชีวประวัติของพระเยซูคริสต์และเขามีฐานะเป็นสหายของอัครสาวกเปโตร

Colossians โคโลสี 4:10 10 Aristarchus my fellow prisoner greets you, and Mark the cousin of Barnabas (concerning whom you have received instructions—if he comes to you, welcome him),

10 อาริสทารคัส   เพื่อนร่วมในการถูกจำจองกับข้าพเจ้าฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลาย   และมาระโก   ลูกพี่ลูกน้องของบารนาบัส   และเยซูซึ่งมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่ายุสทัส   ก็ฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย   (ท่านได้รับคำสั่งถึงเรื่องมาระโกแล้วว่า   ถ้าเขามาหาท่าน   ก็จงรับรองเขา)

Mark wrote for a Gentile audience, as is brought out by his not including things important to Jewish readers (genealogies, Christ's controversies with Jewish leaders of His day, frequent references to the Old Testament, etc.).

มาระโกเขียนเพื่อผู้อ่านที่เป็นคนต่างชาติ   มีสิ่งที่เขานำเสนอออกไป  โดยเขาไม่ได้รวมถึงสิ่งสำคัญสำหรับผู้อ่านชาวยิว (ลำดับวงศ์ตระกูล  การโต้แย้งเรื่องของพระคริสต์กับผู้นำชาวยิวในสมัยพระองค์  การอ้างอิงในพันธสัญญาเดิมบ่อยครั้ง  และอื่น ๆ )

Mark emphasizes Christ as the suffering Servant, the One who came not to be served, but to serve and give His life a ransom for many.

มาระโกเน้นว่าพระคริสต์ทรงเป็นผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ทรมาน   บุคคลผู้หนึ่งที่ไม่ได้เข้ามาเพื่อรับการปรนนิบัติแต่พลีพระชนม์พระองค์เป็นค่าไถ่สำหรับคนมากมาย

Mark มาระโก10:45 45For even the Son of Man came not to be served but to serve, and to give his life as a ransom for many.”

45 เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา   และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก”

Luke, the “beloved physician”, evangelist, and companion of the apostle Paul, wrote both the gospel of Luke and the Acts of the apostles.

ลูกา "แพทย์ผู้เป็นที่รัก"   นักประกาศ  และเพื่อนของอัครทูตเปาโล  เขียนทั้งพระกิตติคุณลูกาและกิจการของอัครทูต

Colossians โคโลสี 4:14 14 Luke the beloved physician greets you, as does Demas.

14 ลูกา   แพทย์ที่รัก   กับเดมาส   ฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน

Luke is the only Gentile author of the New Testament.

ลูกาเป็นผู้เขียนต่างชาติเพียงคนเดียวในพันธสัญญาใหม่

He has long been accepted as a diligent master historian by those who have used his writings in genealogical and historical studies.

เขาได้รับการยอมรับมานานว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ชั้นยอดที่ขยันโดยเหล่าคนที่ได้ใช้งานเขียนของเขาในการศึกษาประวัติศาสตร์และลำดับพงศ์พันธุ์

As a historian, he states that it is his intent to write down an orderly account of the life of Christ based on the reports of those who were eyewitnesses.

ในฐานะที่เป็นนักประวัติศาสตร์   เขากล่าวว่ามันเป็นความตั้งใจของเขาที่จะเขียนเรื่องราวชีวประวัติของพระเยซูคริสต์บนพื้นฐานของรายงานจากบรรดาพยานผู้เห็นเหตุการณ์

Luke ลูกา 1:1-4 1 Inasmuch as many have undertaken to compile a narrative of the things that have been accomplished among us,

1 ท่านเธโอฟีลัส   ที่เคารพอย่างสูง   ท่านทราบแล้วว่า   มีหลายคนได้อุตส่าห์เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านั้น   ซึ่งสำเร็จแล้วในท่ามกลางเราทั้งหลาย

2 just as those who from the beginning were eyewitnesses and ministers of the word have delivered them to us,

2 ตามที่เขาผู้ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้น   และเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้น   ได้แสดงให้เรารู้

3 it seemed good to me also, having followed all things closely for some time past, to write an orderly account for you, most excellent Theophilus,

3 เหตุฉะนั้น   เนื่องจากข้าพเจ้าเองได้สืบเสาะถ้วนถี่ตั้งแต่ต้นมา   จึงเห็นดีด้วยที่จะเรียบเรียงเรื่องตามลำดับ   เพื่อประโยชน์แก่ท่าน

4 that you may have certainty concerning the things you have been taught.

4 เพื่อท่านจะได้รู้ความจริงอันเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น   ซึ่งมีผู้แจ้งให้ท่านทราบ

Because he specifically wrote for the benefit of Theophilus, apparently a Gentile of some stature, his gospel was composed with a Gentile audience in mind, and his intent is to show that a Christian's faith is based upon historically reliable and verifiable events.

เพราะเขาเขียนเฉพาะเป็นพิเศษเพื่อเห็นแก่ท่านธีโอฟีลัส  ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นคนต่างชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง   พระกิตติคุณของเขามุ่งจะเขียนให้แก่ผู้อ่านที่เป็นคนชาวต่างชาติ และความตั้งใจของเขาคือการแสดงให้เห็นว่าความเชื่อของคริสเตียนวางบนพื้นฐานเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้

Luke often refers to Christ as the “Son of Man,” emphasizing His humanity, and he shares many details that are not found in the other gospel accounts.
ลูกา มักจะอ้างถึงพระคริสต์ในฐานะ "บุตรมนุษย์"   เน้นความเป็นสภาพมนุษย์ของพระองค์  และเขาแบ่งปันรายละเอียดหลายอย่างที่ไม่พบเรื่องราวในพระกิตติคุณเล่มอื่น

The gospel of John, written by John the apostle, is distinct from the other three Gospels and contains much theological content in regard to the person of Christ and the meaning of faith.

พระกิตติคุณยอห์นเขียนโดยอัครสาวกยอห์น    ที่แตกต่างจากพระกิตติคุณอีกสามเล่ม  และมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับศาสนศาสตร์มาก  เรื่องสภาพบุคคลของพระคริสต์และความหมายของความเชื่อ

Matthew, Mark, and Luke are referred to as the “Synoptic Gospels” because of their similar styles and content and because they give a synopsis of the life of Christ.

มัทธิว มาระโก และ ลูกา ถูกเรียกว่า "พระกิตติคุณใจความสำคัญ" เพราะรูปแบบที่คล้ายกันและเนื้อหาและเนื่องจากพวกเขาให้บทสรุปชีวประวัติของพระเยซูคริสต์

The gospel of John begins not with Jesus' birth or earthly ministry but with the activity and characteristics of the Son of God before He became man.

พระกิตติคุณยอห์นไม่ได้เริ่มต้นที่กำเนิดของพระเยซูหรือพันธกิจในโลก แต่ด้วยกิจกรรมและพระลักษณะพิเศษของพระบุตรของพระเจ้าก่อนที่ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์

The gospel of John emphasizes the deity of Christ, as is seen in his use of such phrases as “the Word was God”

พระกิตติคุณยอห์นเน้นพระคริสต์ในสภาพพระเจ้า   ดังที่เห็นการใช้วลีว่า พระวาทะคือพระเจ้า

John ยอห์น1:1,141 In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

14 And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen his glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14 พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

“The Savior of the World”

"พระผู้ช่วยให้รอดของโลก"

John ยอห์น 4:42 42 They said to the woman, “It is no longer because of what you said that we believe, for we have heard for ourselves, and we know that this is indeed the Savior of the world.”

The “Son of God” (used repeatedly), and “Lord and...God”

"บุตรของพระเจ้า" (ใช้ซ้ำๆ) และ "องค์พระเจ้าและ ... พระเจ้า"

John ยอห์น 20:28 28 Thomas answered him, “My Lord and my God!”

28 โธมัสทูลพระองค์ว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์   และพระเจ้าของข้าพระองค์”

In John's gospel, Jesus also affirms His deity with several “I Am” statements; most notable among them is John 8:58.

ในพระกิตติคุณยอห์น   พระเยซูทรงยืนยันความเป็นพระเจ้าในคำตรัสหลายครั้งว่า “ เราเป็น”  ที่สังเกตชัดที่สุดจากหลายครั้ง คือในยอห์น 8:58

58 Jesus said to them, “Truly, truly, I say to you, before Abraham was, I am.”

58 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ข้าพเจ้า บอกความจริงแก่ท่านว่า   ข้าพเจ้า ดำรงอยู่ก่อนอับราฮัมเกิด” Exodus อพยพ 3:13-14 13 Then Moses said to God, “If I come to the people of Israel and say to them, ‘The God of your fathers has sent me to you,’ and they ask me, ‘What is his name?’ what shall I say to them?”

13  ฝ่ายโมเสสทูลพระเจ้าว่า   “เมื่อข้าพระองค์ไปหาชนชาติอิสราเอล   และบอกพวกเขาว่า   'พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย   ทรงสั่งข้าพเจ้ามาหาท่าน'   และเขาจะถามข้าพระองค์ว่า   'พระองค์ทรงพระนามว่ากระไร'   ข้าพระองค์จะตอบเขาอย่างไร”  

14 God said to Moses, “IAM WHO I AM.” And he said, “Say this to the people of Israel, ‘IAM has sent me to you.’”

14 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า   “ข้าพระองค์เป็นผู้ซึ่งข้าพระองค์เป็น”   แล้วพระองค์ตรัสว่า  “ไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า   'พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าข้าพระองค์เป็น   ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย' ” 

But John also emphasizes the fact of Jesus' humanity, desiring to show the error of a religious sect of his day, the Gnostics, who did not believe in Christ’s humanity.

แต่ยอห์นยังเน้นสภาพความเป็นมนุษย์แท้จริงของพระเยซู  ปรารถนาที่จะแสดงให้เห็นข้อผิดพลาดของลัทธิศาสนาหนึ่งในยุคของเขา   คือพวกนอสติค  ที่ไม่เชื่อในความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์

John's gospel spells out his overall purpose for writing:

พระกิตติคุณยอห์น เขียนแบบค่อย ๆ อธิบายวัตถุประสงค์ทั้งหมด:

John ยอห์น 20:30-31 30 Now Jesus did many other signs in the presence of the disciples, which are not written in this book;

30 พระเยซูได้ทรงกระทำหมายสำคัญอื่นๆ   อีกหลายประการต่อหน้าสาวกเหล่านั้น   ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้

31 but these are written so that you may believe that Jesus is the Christ, the Son of God, and that by believing you may have life in his name. _

31 แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้   ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้า   และเมื่อมีความเชื่อแล้ว   ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์

Thus, in having four distinct and yet equally accurate accounts of Christ, different aspects of His person and ministry are revealed.

ดังนั้น สภาพบุคคลของพระคริสต์และพันธกิจของพระองค์ด้านที่แตกต่างกันได้ถูกเปิดเผยเป็น

เรื่องราวของพระคริสต์ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มที่แตกต่างและถูกต้องเท่าเทียมกัน 

Each account becomes like a different-colored thread in a tapestry woven together to form a more complete picture of this One who is beyond description.

เรื่องราวแต่ละเล่มกลายเป็นเหมือนด้ายที่มีสีสันแตกต่างกันถักทอเข้าด้วยกัน  เป็นภาพที่สมบูรณ์มากขึ้นของบุคคลผู้หนึ่งที่เหนือกว่าคำอธิบาย

And while we will never fully understand everything about Jesus Christ (John 20:30), through the four Gospels we can know enough of Him to appreciate who He is and what He has done for us so that we may have life through faith in Him.
และในขณะที่เราไม่มีวันเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 20:30) ผ่านทางพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม    เราสามารถรู้จักพระองค์เพียงพอที่จะชื่นชมว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด และสิ่งที่ทรงได้ทำแก่เราเพื่อที่เราจะได้มีชีวิตโดยความเชื่อในพระองค์

2) To enable us to objectively verify the truthfulness of their accounts.

2) เพื่อช่วยให้เราสามารถตรวจสอบความจริงของเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหลายอย่างมีเป้าหมาย

The Bible, from earliest times, states that judgment in a court of law was not to be made against a person based on the testimony of a single eyewitness but that two or three as a minimum number were required.

พระคัมภีร์จากยุคสมัยแรก กล่าวว่าการตัดสินในศาล  ต้องไม่เป็นการต่อต้านบุคคลใด โดยขึ้นอยู่กับคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียว แต่จำเป็นต้องมีพยานอย่างน้อยสองหรือสามคน

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 19:15 15 “A single witness shall not suffice against a person for any crime or for any wrong in connection with any offense that he has committed. Only on the evidence of two witnesses or of three witnesses shall a charge be established.

15 “อย่าให้พยานปากเดียวยืนยันกล่าวโทษผู้หนึ่งผู้ใด   ไม่ว่าในเรื่องอาชญากรรม   หรือในเรื่องความผิดใดๆซึ่งเขาได้กระทำผิดไป   แต่ต้องมีพยานสองหรือสามปาก   คำพยานนั้นจึงจะเป็นที่เชื่อถือได้

Even so, having different accounts of the person and earthly ministry of Jesus Christ enables us to assess the accuracy of the information we have concerning Him.
ดังนั้น  การมีเรื่องราว ที่แตกต่างกันของบุคคลและ การปฏิบัติศาสนกิจในโลกนี้ของพระเยซูคริสต์ ช่วยให้เราสามารถ ประเมิน ความถูกต้องของ ข้อมูลที่เรามีเกี่ยวกับ พระองค์


Simon Greenleaf, a well-known and accepted authority on what constitutes reliable evidence in a court of law, examined the four Gospels from a legal perspective.

ไซมอน กรีนลีฟ ผู้มีสิทธิอำนาจ เป็นที่รู้จักและ ได้รับการยอมรับ ในสิ่งที่ก่อให้เกิดหลักฐานที่เชื่อถือได้ในศาล    ได้ตรวจสอบพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มจากมุมมองทางกฎหมาย

He noted that the type of eyewitness accounts given in the four Gospels—accounts which agree, but with each writer choosing to omit or add details different from the others—is typical of reliable, independent sources that would be accepted in a court of law as strong evidence.

เขาสังเกตว่าประเภทของเรื่องราวที่มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม--- เรื่องราวเหล่านั้นสอดคล้องกัน แต่มีนักเขียนแต่ละคนเลือกที่จะตัดออก หรือเพิ่มรายละเอียดที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ---เป็นแบบที่น่าเชื่อถือ แหล่งที่มาที่เป็นตัวของตัวเอง นั่นจะได้รับการยอมรับในชั้นศาลว่าเป็นหลักฐานที่แน่นหนา

Had the Gospels contained exactly the same information with the same details written from the same perspective, it would indicate collusion, i.e., of there having been a time when the writers got together beforehand to “get their stories straight” in order to make their writings seem credible.

พระกิตติคุณแท้จริงได้บรรจุข้อมูลที่เหมือนกัน  ที่มีรายละเอียดเหมือนกันที่เขียนจากมุมมองเดียวกัน ชี้ให้เห็นการสมรู้ร่วมมือกัน ตัวอย่างเช่น ช่วงเวลาที่ผู้เขียนมาอยู่ร่วมกันล่วงหน้านี้

  "ทำให้เรื่องราวของพวกเขาตรง " เพื่อที่จะทำให้ข้อเขียนของพวกเขาดูน่าเชื่อถือได้

The differences between the Gospels, even the apparent contradictions of details upon first examination, speak to the independent nature of the writings.

ความแตกต่างระหว่าง พระกิตติคุณ  แม้รายละเอียดมีความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเมื่อทำการตรวจสอบครั้งแรก  พูดกับการเขียนที่มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง

Thus, the independent nature of the four Gospel accounts, agreeing in their information but differing in perspective, amount of detail, and which events were recorded, indicate that the record that we have of Christ's life and ministry as presented in the Gospels is factual and reliable.
ดังนั้น ลักษณะของเรื่องราวในพระกิตติคุณทั้งสี่ที่เป็นตัวของตัวเอง  เห็นด้วยในข้อมูลของพวกเขา  แต่แตกต่างกันในมุมมอง  เนื้อหารายละเอียด  และเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้  ระบุว่าการบันทึกชีวประวัติ ของพระคริสต์ และบอกเล่าพระราชกิจ ที่ทรงสำแดง ในพระกิตติคุณเป็นจริงและน่าเชื่อถือ

3) To reward those who are diligent seekers. Much can be gained by an individual study of each of the Gospels.

3) เพื่อ ให้สิ่งตอบแทนแก่ ผู้เสาะหาที่ขยัน   การศึกษาของพระกิตติคุณแต่ละฉบับเป็นส่วนบุคคลจะทำให้ได้รับตอบแทนมากมาย

But still more can be gained by comparing and contrasting the different accounts of specific events of Jesus' ministry.

แต่ก็ยัง สามารถ ได้รับจากเรื่องราวที่แตกต่างกันโดยการเปรียบเทียบและเปรียบต่างกัน ของเหตุการณ์เฉพาะของพระราชกิจของพระเยซู

For instance, in Matthew 14 we are given the account of the feeding of the 5000 and Jesus walking on the water. In Matthew 14:22 we are told that “Jesus made the disciples get into the boat and go on ahead of him to the other side, while he dismissed the crowd.” One may ask, why did He do this?

ตัวอย่างเช่น ใน มัทธิว 14 เราได้ทราบเรื่องราวการเลี้ยงอาหารแก่คนห้าพันคน  และ พระเยซูทรงดำเนิน บนน้ำ ใน มัทธิว 14:22 เราทราบว่า " พระเยซูทรงสั่งเหล่าสาวกให้ลงเรือและไปล่วงหน้าพระองค์ ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง  ในขณะที่ทรงถอยลาจากฝูงชน. "  คนหนึ่งอาจถามว่าทำไมทรงกระทำเช่นนี้?

There is no apparent reason given in Matthew's account.

ในหนังสือมัทธิวไม่เขียนเหตุผลชัดเจนไว้

But when we combine it with the account in Mark 6, we see that the disciples had come back from casting out demons and healing people through the authority He had given them when He sent them out two-by-two.

แต่เมื่อเรารวมกันกับเรื่องราวในมาระโกบทที่ 6  เราจะเห็นว่า เหล่าสาวกได้กลับมาจากการขับผี ปีศาจ และการรักษาผู้คน โดยใช้สิทธิอำนาจ พระองค์ทรงประทานให้แก่เขา เมื่อพระองค์ทรงส่ง พวกเขาออกไปทีละสองคน

But they returned with “big heads,” forgetting their place and ready now to instruct Him

แต่พวกเขา กลับมาพร้อมกับ "ความสำคัญตนผิด"  โดยลืมสถานะของพวกเขาและ ตอนนี้พร้อมที่จะแนะนำพระองค์

Matthew มัทธิว14:15 15 Now when it was evening, the disciples came to him and said, “This is a desolate place, and the day is now over; send the crowds away to go into the villages and buy food for themselves.”

15 ครั้นเวลาเย็นแล้วพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า   “ที่นี่กันดารอาหารนัก   และบัดนี้ก็เย็นลงมากแล้ว   ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิด   เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามหมู่บ้าน”

So, in sending them off in the evening to go to the other side of the Sea of Galilee, Jesus reveals two things to them.

ดังนั้นในการส่งพวกเขาออกในตอนเย็นเพื่อไปอีกฝั่งของทะเลกาลิลี  พระเยซูทรงเปิดเผยให้พวกเขาเห็นสองสิ่ง

As they struggle against the wind and waves in their own self-reliance until the early hours of the morning.

ขณะที่พวกเขาต่อสู้กับลมและคลื่นโดยพึ่งกำลังตนเองจนกระทั่งชั่วโมงแรกของรุ่งเช้า

Mark มาระโก 6:48-50    48 And He saw that they were making headway painfully, for the wind was against them. And about the fourth watch of the night He came to them, walking on the sea. He meant to pass by them,

48 แล้วพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเหล่าสาวกตีกรรเชียงลำบากเพราะทวนลมอยู่   ครั้นเวลาสามยามเศษ   พระองค์จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก   และพระองค์ทรงดำเนินดังจะเลยเขาไป

49 but when they saw Him walking on the sea they thought it was a ghost, and cried out,

49 เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินบนทะเล   เขาสำคัญว่าผี   แล้วพากันร้องอึงไป

50 for they all saw Him and were terrified. But immediately he spoke to them and said, “Take heart; it is I. Do not be afraid.”

50 เพราะว่าทุกคนเห็นแล้วก็กลัว   แต่ในทันใดนั้นพระองค์ทรงออกพระโอษฐ์ตรัสแก่เขาว่า   “ทำใจให้ดีไว้เถิด   ข้าพเจ้า เอง   อย่ากลัวเลย”

They begin to see that 1) they can achieve nothing for God in their own ability and 2) nothing is impossible if they call upon Him and live in dependence upon His power.

พวกเขาเริ่มที่จะเห็นว่า 1) พวกเขาไม่สามารถทำอะไรเพื่อพระเจ้าได้เลยโดยใช้ความสามารถของตนเองและ 2) ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หากพวกเขาร้องเรียกพระองค์และพึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระองค์

There are many passages containing similar “jewels” to be found by the diligent student of the Word of God who takes the time to compare Scripture with Scripture.

มีเนื้อหาหลายตอนที่บรรจุในพระคัมภีร์คล้าย "เพชร"  ถูกพบโดยนักศึกษาพระวจนะของพระเจ้าที่ขยัน  ผู้ที่ต้องใช้เวลาในการเปรียบเทียบข้อ

www.gotquestions.org/Thai     

 

Four Gospels

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top