Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, June 4, 2015

 

Question:  Why is it important to believe in Biblical inerrancy?

คำถาม: ทำไมจึงสำคัญที่ต้องเชื่อว่าพระคัมภีร์ไม่มีข้อผิดพลาด


Answer:  We live in a time that tends to shrug its shoulders when confronted with error.

คำตอบ: เราอยู่ในยุคที่เรามักชอบที่จะยักไหล่เสมอเมื่อเผชิญหน้ากับข้อผิดพลาด

Instead of asking, like Pilate, “What is truth?” postmodern man says, “Nothing is truth” or perhaps “There is truth, but we cannot know it.”

แทนที่จะถาม   เหมือนปีลาต “อะไรคือสัจจะ"  คนยุคหลังซึ่งสมัยใหม่กล่าวว่า "ไม่มีอะไรที่เป็นสัจจะ" หรือบางทีอาจจะ "มีสัจจะ แต่เราไม่สามารถรู้จักมัน”

We’ve grown accustomed to being lied to, and many people seem comfortable with the false notion that the Bible, too, contains errors.
เราได้เติบโตขึ้นอย่างคุ้นเคยกับการโกหก   และคนมากมายดูเหมือนพอใจกับความคิดผิด ๆ ที่ว่าพระคัมภีร์ก็มีข้อผิดพลาดเช่นกัน
The doctrine of biblical inerrancy is an extremely important one because the truth does matter.

หลักคำสอนที่ว่าพระคัมภีร์ไม่ผิดพลาด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นเรื่องสัจจะที่สำคัญ

This issue reflects on the character of God and is foundational to our understanding of everything the Bible teaches.

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงพระลักษณะของพระเจ้า  และเป็นพื้นฐานความเข้าใจของเราในทุกสิ่งที่พระคัมภีร์สอน

Here are some reasons why we should absolutely believe in biblical inerrancy:
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรเชื่อแน่นอนว่าพระคัมภีร์ว่าไม่มีข้อผิดพลาด


1. The Bible itself claims to be perfect.

พระคัมภีร์สมบูรณ์แบบและถูกต้องหมด

Psalm บทเพลงสดุดี12:6 6 The words of the LORD are pure words, like silver refined in a furnace on the ground, purified seven times.

6 พระดำรัสของพระเจ้า   เป็นพระดำรัสที่บริสุทธิ์   เป็นเหมือนเงินหลอมให้บริสุทธิ์ใน   เตาไฟบนแผ่นดินแล้วถึงเจ็ดครั้ง  

Psalm บทเพลงสดุดี19:7 The law of the LORD is perfect, reviving the soul; the testimony of the LORD is sure, making wise the simple;

7 กฎหมายของพระเจ้าดีรอบคอบ   และฟื้นฟูจิตวิญญาณ   กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน  
กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  

Proverbs สุภาษิต 30:5 5 Every word of God proves true; He is a shield to those who take refuge in Him.

5 พระวจนะทุกคำของพระเจ้านั้นพิสูจน์เห็นจริงแล้ว   พระองค์ทรงเป็นโล่แก่บรรดาผู้ลี้ภัยอยู่ในพระองค์  

These claims of purity and perfection are absolute statements.

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวถูกต้องที่สุดที่ว่าพระคัมภีร์มีความบริสุทธิ์และความสมบูรณ์แบบ

Note that it doesn’t say God’s Word is “mostly” pure or scripture is “nearly” perfect.

โปรดสังเกตว่ามันไม่ได้บอกว่าพระวจนะของพระเจ้า "ส่วนใหญ่" บริสุทธิ์หรือพระคัมภีร์ "เกือบจะ" สมบูรณ์แบบ

The Bible argues for complete perfection, leaving no room for “partial perfection” theories.
พระคัมภีร์โต้แย้งเพื่อความสมบูรณ์แบบ     ไม่เหลือที่ว่างสำหรับทฤษฎีความคิดว่า "ความสมบูรณ์แบบบางส่วน" เลย


2. The Bible stands or falls as a whole.

2 พระคัมภีร์เป็นความจริงหรือผิดพลาดทั้งหมด

If a major newspaper were routinely discovered to contain errors, it would be quickly discredited. It would make no difference to say, “All the errors are confined to page three.”

ถ้าหนังสือพิมพ์หลักถูกค้นพบมีข้อผิดพลาดเป็นประจำ มันก็จะขาดความน่าเชื่อถืออย่างรวดเร็ว มันจะไม่แตกต่างกันที่จะพูดว่า "ข้อผิดพลาดทั้งหมดมีจำกัดเฉพาะหน้าที่สาม"

For a paper to be reliable in any of its parts, it must be factual throughout. In the same way, if the Bible is inaccurate when it speaks of geology, why should its theology be trusted?

สำหรับหนังสือพิมพ์หน้าเดียวที่เชื่อถือได้จากหนังสือพิมพ์ทุกหน้า  มันต้องถูกต้องตลอดทั้งฉบับ ในทำนองเดียวกันถ้าพระคัมภีร์ไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวเรื่องธรณีวิทยา  ทำไมจึงต้องเชื่อถือศาสนศาสตร์ในเล่มนั้น

It is either a trustworthy document, or it is not.
มันเป็นเอกสารที่น่าเชื่อถือหรือไม่ได้เป็นก็ได้


3. The Bible is a reflection of its Author. All books are.

3. พระคัมภีร์สะท้อนกลับให้เห็นผู้เขียน    หนังสือทุกเล่มคือ

The Bible was written by God Himself as He worked through human authors in a process called “inspiration.

พระคัมภีร์ได้ถูกเขียนโดยพระเจ้าเอง โดยพระองค์ทรงกระทำผ่านมนุษย์ผู้เขียนในรูปแบบที่เรียกว่า "การดลใจ”

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:16 16 All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16 พระคัมภีร์   ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า  และเป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

2 Peter  2 เปโตร 1:21 21 For no prophecy was ever produced by the will of man, but men spoke from God as they were carried along by the Holy Spirit.

21 เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น   ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า   ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา

Jeremiah  เยเรมีย์ 1:2 2 to whom the word of the LORD came in the days of Josiah the son of Amon, king of Judah, in the thirteenth year of his reign.

2 พระวจนะของพระเจ้ามาถึงเยเรมีย์ในรัชกาลโยสิยาห์   โอรสของอาโมน   พระราชาแห่งยูดาห์ในปีที่สิบสามของรัชกาลนี้

We believe that the God who created the universe is capable of writing a book.

เราเชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาล  ทรงพระปรีชาสามารถในการเขียนหนังสือ

And the God who is perfect is capable of writing a perfect book.

และพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบ  ทรงพระปรีชาสามารถในการเขียนหนังสือได้สมบูรณ์แบบ

The issue is not simply “Does the Bible have a mistake?” but “Can God make a mistake?”

ปัญหาไม่ได้เพียงแค่ “พระคัมภีร์มีความผิดพลาดหรือไม่” แต่ "พระเจ้าทรงสามารถทำผิดพลาดได้หรือไม่"

If the Bible contains factual errors, then God is not omniscient and is capable of making errors Himself.

ถ้าพระคัมภีร์มีข้อผิดพลาดจริงแล้วละก็   พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงรอบรู้  และทรงสามารถกระทำผิดพลาดได้เอง

If the Bible contains misinformation, then God is not truthful but is instead a liar.

หากพระคัมภีร์บรรจุข้อมูลที่ผิดพลาด    แล้วพระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นความจริง แต่เป็นจอมโกหกแทน

If the Bible contains contradictions, then God is the author of confusion.

หากพระคัมภีร์บรรจุข้อขัดแย้งแล้วละก็  พระเจ้าก็ทรงเป็นผู้เขียนที่มีความสับสน

In other words, if biblical inerrancy is not true, then God is not God.
ในอีกนัยหนึ่ง  ถ้าจะว่าพระคัมภีร์ไม่มีข้อผิดพลาดไม่เป็นความจริงแล้วละก็ พระเจ้าก็ไม่ใช่พระเจ้า

4. The Bible judges us, not vice versa.

4  พระคัมภีร์เป็นฝ่ายตัดสินเรา  ไม่ใช่ในทางกลับกัน

Hebrews ฮีบรู4:12 12 For the word of God is living and active, sharper than any two-edged sword, piercing to the division of soul and of spirit, of joints and of marrow, and discerning the thoughts and intentions of the heart.

12 เพราะว่า   พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ   คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ   แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ   ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก   และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย

Notice the relationship between “the heart” and “the Word.”

สังเกตดูความสัมพันธ์ระหว่าง "หัวใจ" และ "พระวจนะ"

The Word examines; the heart is being examined.

พระวจนะเป็นผู้ตรวจสอบ; หัวใจเป็นฝ่ายถูกตรวจสอบ

To discount parts of the Word for any reason is to reverse this process.

ที่จะลดบางตอนในพระวจนะลงด้วยเหตุผลใดก็ตาม    ก็คือการพลิกกลับกระบวนการนี้

We become the examiners, and the Word must submit to our “superior insight.”

เรากลายเป็นผู้ตรวจสอบ และพระวจนะต้องยอมรับ "ความเข้าใจที่เหนือกว่า." ของเรา

Romans โรม9:20 20 But who are you, O man, to answer back to God? Will what is molded say to its molder, “Why have you made me like this?”

20 แต่ว่าท่านคือใคร   คือมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นเอง   ท่านจะโต้ตอบกับพระเจ้าได้อย่างไร   สิ่งซึ่งถูกปั้นจะกล่าวแก่ผู้ปั้นได้หรือว่า   “ทำไมท่านจึงปั้นข้าพเจ้าอย่างนี้”

5. The Bible’s message must be taken as a whole. It is not a mixture of doctrine that we are free to select from.

5 เราต้องรับเนื้อหาของพระคัมภีร์ทั้งหมด   ไม่ใช่เรามีอิสระที่จะคัดเลือกจากการผสมผสานหลักความเชื่อ

Many people like the verses that say God loves them, but they dislike the verses that say God will judge sinners.

หลายคนชอบข้อพระคัมภีร์ที่บอกว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขา   แต่พวกเขาไม่ชอบข้อที่บอกว่าพระเจ้าจะทรงพิพากษาคนบาป

But we simply cannot pick and choose what we like about the Bible and throw the rest away.

แต่เราก็ไม่สามารถยกและเลือกข้อที่เราชอบในพระคัมภีร์  และโยนส่วนที่เหลือทิ้งไป

If the Bible is wrong about hell, for example, then who is to say it is right about heaven—or about anything else?

หากพระคัมภีร์มีข้อผิดพลาดเรื่องเกี่ยวกับนรก   แล้วผู้ใดจะบอกว่ามันถูกต้องเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์—หรือเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ อีก

If the Bible cannot get the details right about creation, then maybe the details about salvation cannot be trusted either.

หากพระคัมภีร์ไม่มีรายละเอียดที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทรงสร้าง   แล้วบางทีเราก็ไม่สามารถวางใจรายละเอียดเกี่ยวกับความรอดด้วย

If the story of Jonah is a myth, then perhaps so is the story of Jesus.

ถ้าเรื่องของโยนาห์เป็นตำนานแล้ว   บางทีเรื่องราวของพระเยซูก็อาจเป็นตำนานด้วย

On the contrary, God has said what He has said, and the Bible presents us a full picture of who God is.

ในทางตรงข้าม  พระเจ้าได้ตรัสสิ่งที่ทรงตรัส    และพระคัมภีร์นำเสนอให้เราเห็นภาพทั้งหมดว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด

Psalm บทเพลงสดุดี119:8989 Forever, O LORD, your word is firmly fixed in the heavens.

89 ข้าแต่พระเจ้า  พระวจนะของพระองค์   ปักแน่นอยู่ในสวรรค์เป็นนิตย์  

6. The Bible is our only rule for faith and practice.

6 พระคัมภีร์เป็นกฎข้อบังคับเดียวกฎการความเชื่อและการประพฤติ

If it is not reliable, then on what do we base our beliefs?

ถ้ามันไม่ได้เป็นที่น่าเชื่อถือ    แล้วเราจะวางฐานความเชื่อของเราที่สิ่งใดล่ะ

Jesus asks for our trust, and that includes trust in what He says in His Word.

พระเยซูทรงขอให้เราวางใจ    และมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทรงตรัสในพระวจนะของพระองค์

John 6:67-69 is a beautiful passage.

ยอห์น 6:67-69  เป็นเนื้อหาที่ไพเราะ

67 So Jesus said to the Twelve, “Do you want to go away as well?”

67 พระเยซูตรัสกับสิบสองคนนั้นว่า   “ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ”

68 Simon Peter answered him, “Lord, to whom shall we go? You have the words of eternal life,

68 ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า   พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์

69 and we have believed, and have come to know, that you are the Holy One of God.”

69 และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อ   และมาทราบแล้วว่า   พระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า”

Jesus had just witnessed the departure of many who had claimed to follow Him.

พระเยซูได้ทรงเป็นพยานถึงการจากไปของหลายคน ผู้ที่ยืนยันว่าได้ติดตามพระองค์

May we have the same trust in the Lord and in His words of life.
ขอให้เรามีความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าและในพระวจนะแห่งชีวิต

None of what we have presented here should be taken as a rejection of true scholarship.

ไม่มีสิ่งที่เราได้นำเสนอที่นี่   ที่นักวิชาการแท้จริงสามารถนำมาเป็นข้อปฏิเสธไม่ยอมรับ

Biblical inerrancy does not mean that we are to stop using our minds or accept what the Bible says blindly.

การที่พระคัมภีร์ไม่มีข้อผิดพลาด  ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดการใช้ความคิดของเราหรือยอมรับในสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวอย่างตาบอดไร้สติ

We are commanded to study the Word.

เราได้รับพระบัญชาให้ศึกษาพระวจนะของพระเจ้า

2 Timothy 2 ทิโมธี  2:15 15 Do your best to present yourself to God as one approved, a worker who has no need to be ashamed, rightly handling the word of truth.

15 จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย   ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง

Those who search the Bible out are commended.

เหล่าคนที่ค้นหาพระคัมภีร์น่ายกย่องชมเชย

Acts กิจการ 17:11 11 Now these Jews were more noble than those in Thessalonica; they received the word with all eagerness, examining the Scriptures daily to see if these things were so.

11 ยิวชาวเมืองนั้นมีจิตใจสูงกว่าชาวเมืองเธสะโลนิกา   ด้วยเขามีใจเลื่อมใสรับพระวจนะของพระเจ้า   และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน   หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจะจริงดังกล่าวหรือไม่

Also, we recognize that there are difficult passages in the Bible, as well as sincere disagreements over interpretation.

นอกจากนี้  เรายังยอมรับว่ามีเนื้อหาพระคัมภีร์ที่ยาก  เช่นเดียวกับมีข้อขัดแย้งกันจริงในการแปลความหมาย

Our goal is to approach Scripture reverently and prayerfully, and when we find something we do not understand, we pray harder, study more, and—if the answer still eludes us—humbly acknowledge our own limitations in the face of the perfect Word of God.

เป้าหมายของเราคือเข้าใกล้พระคัมภีร์ด้วยความนับถือและด้วยการอธิษฐาน    ถ้าเราพบบางสิ่งที่เราไม่เข้าใจ –เราจงอธิษฐานหนักขึ้น   ศึกษามากขึ้น    และถ้ายังไม่เจอคำตอบ- จงถ่อมใจยอมรับความจำกัดของเราเองต่อหน้าพระวจนะที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า .


www.gotquestions.org/Thai     


Question:  What are the lost books of the Bible?

คำถาม :  หนังสือเล่มใดที่ หายไปจากพระคัมภีร์


Answer:  There are no “lost books” of the Bible or books that were taken out of the Bible. There are many legends and rumors of lost books, but there is no truth whatsoever to these stories.

คำตอบ: ไม่มี " หนังสือใดที่หายไป " จากพระคัมภีร์  หรือหนังสือที่ถูกนำออกมาจากพระคัมภีร์   มี ตำนานเล่าขานและข่าวลือมากมายเรื่องหนังสือหลายเล่มที่หายไป   แต่เรื่องราวเหล่านี้ไม่เป็นความจริงใด ๆ

Every book that God intended and inspired to be in the Bible is in the Bible. There are literally hundreds of religious books that were written in the same time period as the books of the Bible.

หนังสือทุกเล่มที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์และทรงดลใจ ก็ได้อยู่ในพระคัมภีร์  แท้จริงมีหนังสือศาสนาหลายร้อยเล่มที่ ถูกเขียนขึ้นใน ช่วงเวลาเดียวกับ หนังสือหลายเล่มในพระคัมภีร์

Some of these books contain true accounts of things that actually occurred (1 Maccabees, for example).

หนังสือเหล่านี้บางเล่ม บรรจุเรื่องราวที่แท้จริงของสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริง ( ตัวอย่างเช่น 1 แม็คคาบีส์)

Some contain good spiritual teaching (the Wisdom of Solomon, for example). However, these books are not inspired by God.

บางเล่มมีคำสอนฝ่ายจิตวิญญาณที่ดี (เช่น พระปัญญาของซาโลมอน ) แต่ หนังสือเหล่านี้ไม่ได้รับ การดลใจจาก พระเจ้า

If we read any of these books, the Apocrypha as an example, we have to treat them as fallible historical books, not as the inspired, inerrant Word of God (2 Timothy 3:16-17).
ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มใดในพวกนี้  ตัวอย่างเช่น คัมภีร์ที่ไม่มีหลักฐาน  เราต้องยอมรับว่าเหล่านี้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดได้ ไม่ได้เป็นพระคำของพระเจ้าที่เกิดจากแรงดลใจและไม่มีวันผิดพลาด (2 ทิโมธี 3:16-17)


The gospel of Thomas, for example, was a forgery written in the 3rd or 4th century A.D., claiming to have been written by the apostle Thomas. It was not written by Thomas.

ยกตัวอย่างเช่น พระกิตติคุณโทมัส ถูกปลอมแปลง ในคริสตศตวรรษที่ 3 หรือ 4  ที่อ้างว่า ได้รับการเขียน โดย อัครสาวกโทมัส   แต่มันก็ไม่ได้เขียนโดยโทมัส

The early church fathers almost universally rejected the gospel of Thomas as heretical. It contains many false and heretical things that Jesus supposedly said and did. None of it (or at best very little of it) is true.

บรรพบุรุษในคริสตจักรยุคแรกโดยทั่วไปเกือบจะปฏิเสธ พระกิตติคุณโทมัสว่า เป็นพวกนอกรีต มันมีหลายสิ่งที่ ผิดพลาดและนอกศาสนา ที่พระเยซูดูเหมือนจะตรัสและทรงตรัส  ไม่มีเลยสักอย่าง (หรืออย่างน้อยที่สำคัญที่สุด) ที่เป็นความจริง

The epistle of Barnabas was not written by the biblical Barnabas, but by an imposter. The same can be said of the gospel of Philip, the apocalypse of Peter, etc.
จดหมาย ของ บาร์นาบัสไม่ได้เขียน โดย บาร์นาบัสตามหลักพระคัมภีร์  แต่โดยนักหลอกลวง เราสามารถกล่าวเช่นเดียวกันกับพระกิตติคุณ ฟิลิป   บันทึกทางศาสนาคริสต์เปโตร และอื่น ๆ


There is one God. The Bible has one Creator. It is one book. It has one plan of grace, recorded from initiation, through execution, to consummation.

มีพระเจ้าองค์เดียว  พระคัมภีร์มีพระผู้สร้างองค์เดียว   มันเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง มีแผนการณ์พระคุณที่ได้บันทึกจากจุดเริ่มต้น ตลอดการถูกขับออกนอกประเทศ ไปถึงความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

From predestination to glorification, the Bible is the story of God redeeming His chosen people for the praise of His glory.

จากโชคชะตาไปถึงพระสง่าราศี   พระคัมภีร์ เป็นเรื่องราวของ พระเจ้าที่ทรงไถ่คนที่ทรงเลือกสรรเพื่อสรรเสริญพระเกียรติของพระองค์

As God’s redemptive purposes and plan unfold in Scripture, the recurring themes constantly emphasized are the character of God, the judgment for sin and disobedience, the blessing for faith and obedience, the Lord Savior and sacrifice for sin, and the coming kingdom and glory. It is God’s intention that we know and understand these five themes because our lives and eternal destinies depend upon them.

ในฐานะที่เป็นวัตถุประสงค์ของการไถ่บาปของพระเจ้าที่เปิดเผยในในพระคัมภีร์  หัวข้อหลักที่ย้อนกลับมาเรื่อยๆได้เน้น พระลักษณะของพระเจ้า    การลงโทษเพราะความบาปและ การไม่เชื่อฟัง พระพรสำหรับ ความเชื่อและ การเชื่อฟัง    พระเจ้าผู้ทรงช่วยให้รอด และการพลีพระชนม์เพราะความบาป    และราชอาณาจักร ที่กำลังจะมาถึง และพระสง่าราศี   มันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่เรารู้และเข้าใจหัวข้อทั้งห้าอย่างเหล่านี้  เพราะชีวิตของเรา และชะตานิรันดร์ของเรา ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้

It is therefore unthinkable that God would allow some of this vital information to be “lost” in any way. The Bible is complete, in order that we who read and understand it might also be “complete, and equipped for every good work” (2 Timothy 3:16-17).

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ว่าพระเจ้า จะทรงยอมให้ข้อมูลที่สำคัญบางส่วน นี้  " หายไป " ไม่ว่ายังไงก็ตาม   พระคัมภีร์ครบถ้วนสมบูรณ์  เพื่อที่จะให้ พวกเราอ่านและทำความเข้าใจ   เพื่อเราจะ " ดีพร้อมสมบูรณ์ และถูกเตรียมไว้เพื่อการดีทุกอย่าง "

2 Timothy ทิโมธี 3:16-17  16 All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16 พระคัมภีร์   ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า  และเป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

17 that the man of God may be competent, equipped for every good work.

17 เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง

www.gotquestions.org/Thai      



 

Inerrrancy and Lost Books

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top