Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, June 5, 2015

 


Question:  What does the Bible say about the form of church government?

คำถาม: พระคัมภีร์พูดอะไรเรื่องรูปแบบของการปกครองคริสตจักร

Answer:  The Lord was very clear in His Word about how He wishes His church on earth to be organized and managed.

คำตอบ: พระเจ้าทรงสอนชัดเจนมากในพระวจนะของพระองค์  ว่าทรงมีพระประสงค์ที่ให้คริสตจักรในโลกถูกจัดตั้งขึ้นและดำเนินการอย่างไร      

First, Christ is the head of the church and its supreme authority.

ประการแรก  พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักรและทรงมีอำนาจสูงสุด

Ephesians เอเฟซัส 1:22 22 And He put all things under His feet and gave Him as head over all things to the church,

22 พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์   และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร

Ephesians เอเฟซัส 4:15 15 Rather, speaking the truth in love, we are to grow up in every way into Him who is the head, into Christ,

15 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก   เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ   คือพระคริสต์

Colossians โคโลสี 1:18 18 And He is the head of the body, the church. He is the beginning, the firstborn from the dead, that in everything He might be preeminent.

18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย   คือคริสตจักร   พระองค์ทรงเป็นปฐม   เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย   เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง

Second, the local church is to be autonomous, free from any external authority or control, with the right of self-government and freedom from the interference of any hierarchy of individuals or organizations.

ประการที่สอง  คริสตจักรท้องถิ่นต้องปกครองตนเอง  เป็นอิสระจากอำนาจภายนอก หรือการควบคุมใด ๆ  โดยมีสิทธิในการปกครองตนเอง  และมีอิสรภาพจากการแทรกแซงของบุคคลในระดับชั้นใดๆ หรือองค์กรใด ๆ

Titus ทิตัส 1:5 5 This is why I left you in Crete, so that you might put what remained into order, and appoint elders in every town as I directed you—

5 เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต   ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย   และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน

Third, the church is to be governed by spiritual leadership consisting of two main offices—elders and deacons.
ประการที่สาม  คริสตจักรต้องปกครองโดยระบบผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ  ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หลัก 2 ฝ่ายคือผู้ปกครองและมัคนายก
“Elders” were a leading body among the Israelites since the time of Moses. 

"ผู้ปกครอง" เป็นบุคคลชั้นผู้นำในหมู่คนอิสราเอลตั้งแต่สมัยของโมเสส

These were not pastors, as in the New Testament but rather older men who were leaders of tribes or families.

เขาเหล่านี้ไม่ได้เป็นพระสอนศาสนาดังเช่นในพันธสัญญาใหม่ แต่กลับเป็นคนค่อนข้างสูงอายุที่เป็นผู้นำของชนเผ่าหรือครอบครัว

We find them making political decisions

เราพบว่าพวกเขาทำหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครอง

2 Samuel  2 ซามูเอล 5:3 3 So all the elders of Israel came to the king at Hebron, and King David made a covenant with them at Hebron before the LORD, and they anointed David king over Israel.

3 ดังนั้นพวกผู้ใหญ่ของคนอิสราเอลก็มาเฝ้าพระราชา ที่เมืองเฮโบรน   และพระราชาดาวิดทรงกระทำพันธสัญญากับเขา ทั้งหลายที่เมืองเฮโบรนต่อพระพักตร์พระเจ้า   และเขาทั้งหลายก็เจิมตั้งดาวิดให้เป็นพระราชา เหนืออิสราเอล

2 Samuel 2 ซามูเอล 17:4 4 And the advice seemed right in the eyes of Absalom and all the elders of Israel.

4 คำทูลนี้เป็นที่พอพระทัยอับซาโลม   และบรรดาผู้ใหญ่แห่งอิสราเอลก็พอใจด้วย  

Advising the king in later history

ทูลถวายคำแนะนำแก่กษัตริย์ในเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่อจากนั้น

1 Kings  1 พงศ์กษัตริย์ 20:7 7 Then the king of Israel called all the elders of the land and said, “Mark, now, and see how this man is seeking trouble, for he sent to me for my wives and my children, and for my silver and my gold, and I did not refuse him.”

7 แล้วพระราชาแห่งอิสราเอลก็เรียกประชุมพวกผู้ใหญ่ของแผ่นดินตรัสว่า   “ขอตรองดูเถิด   ดูว่าชายผู้นี้หาช่องก่อความลำบาก   เพราะเขาให้คนมารับเมียและลูกของฉัน ทั้งเงินและทองคำของฉันและฉันก็มิได้ปฏิเสธเขา”

We see them representing the people concerning spiritual matters.

เราเห็นพวกเขาเป็นตัวแทนของคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ

Exodus อพยพ 24:1 1 Then He said to Moses, “Come up to the LORD, you and Aaron, Nadab, and Abihu, and seventy of the elders of Israel, and worship from afar.

1 พระองค์ตรัสกับโมเสสว่า  “เจ้ากับอาโรน  นาดับ  และอาบีฮู   กับพวกผู้ใหญ่เจ็ดสิบคนของอิสราเอล   จงขึ้นมาเฝ้าพระเจ้า  แล้วนมัสการอยู่แต่ไกล

Numbers กันดารวิถี 11:16 16 Then the LORD said to Moses, “Gather for me seventy men of the elders of Israel, whom you know to be the elders of the people and officers over them, and bring them to the tent of meeting, and let them take their stand there with you.

16 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า   “จงรวบรวมพวกผู้ใหญ่ในอิสราเอลให้เราเจ็ดสิบคน   เป็นคนที่เจ้าทราบว่าเป็นคนผู้ใหญ่ในประชาชนและเป็น เจ้าหน้าที่เหนือเขาทั้งหลาย   จงพาเขามาที่เต็นท์นัดพบให้เขายืนอยู่พร้อมกับเจ้าที่นั่น

The early Greek translation of the Old Testament, the Septuagint, used the Greek word presbuteros for “elder.”

คำแปลพันธสัญญาเดิมภาษากรีกในยุคแรก หรือเรียกว่า เดอะเซพตัวจิ้นท์   ได้ใช้คำกรีกว่า เพรสบิวเทอรอส สำหรับ "ผู้ปกครอง"

This is the same Greek word used in the New Testament that is also translated “elder.”
นี้เป็นคำภาษากรีกเดียวกับที่ใช้ในพันธสัญญาใหม่ที่แปลว่า "ผู้ปกครอง" ด้วยเช่นกัน
The New Testament refers a number of times to elders who served in the role of church leadership

พันธสัญญาใหม่กล่าวถึงผู้ปกครองหลายครั้ง ผู้ที่ทำหน้าที่รับใช้ในบทบาทของการเป็นผู้นำคริสตจักร

Acts กิจการ 14:23 23 And when they had appointed elders for them in every church, with prayer and fasting they committed them to the Lord in whom they had believed.

23 ท่านทั้งสองได้เลือกตั้งผู้ปกครองสาวกไว้ในทุกคริสตจักร   ได้อธิษฐานและถืออดอาหาร   ฝากสาวกไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า   ที่เขาเชื่อถือนั้น

Acts กิจการ 15:2 And after Paul and Barnabas had no small dissension and debate with them, Paul and Barnabas and some of the others were appointed to go up to Jerusalem to the apostles and the elders about this question.

2 เมื่อเกิดการโต้แย้งและไล่เลียงกัน   ระหว่างเปาโลและบารนาบัสกับคนเหล่านั้นมากมายแล้ว   เขาทั้งหลายได้ตั้งเปาโลและบารนาบัสกับคนอื่นๆ   ในพวกนั้นให้ขึ้นไปหารือกับอัครทูตและผู้ปกครองในกรุงเยรูซาเล็ม   ในเรื่องที่เถียงกันนั้น

Acts กิจการ 20:17 17 Now from Miletus he sent to Ephesus and called the elders of the church to come to him.

17 เปาโลจึงใช้คนจากเมืองมิเลทัสไปยังเมืองเอเฟซัส   ให้เชิญพวกผู้ปกครองในคริสตจักรนั้นมา

James ยากอบ 5:14 14 Is anyone among you sick? Let him call for the elders of the church, and let them pray over him, anointing him with oil in the name of the Lord.

14 มีผู้ใดในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ   จงให้ผู้นั้นเชิญบรรดาผู้ปกครองของคริสตจักรมา   และให้ท่านเหล่านั้นอธิษฐานเพื่อเขา   และเจิมเขาด้วยน้ำมันในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า

Apparently each church had more than one, as the word is usually found in the plural.

ปรากฏชัดว่าแต่ละคริสตจักรมีมากกว่าหนึ่งคน คำที่ใช้มักจะพบในรูปพหูพจน์

The only exceptions refer to cases in which one elder is being singled out for some reason.

มีข้อยกเว้นเพียงครั้งเดียวที่พูดถึงกรณีที่ผู้ปกครองคนหนึ่งถูกแยกตัวออกมาด้วยเหตุผลบางอย่าง

1 Timothy 1 ทิโมธี 5:1, 19-20  Do not rebuke an older man but encourage him as you would a father. Treat younger men like brothers,

1 ในการตักเตือนนั้น   อย่าตำหนิชายผู้มีอาวุโส   แต่จงขอร้องเขาเสมือนเป็นบิดา   จงถือว่าคนหนุ่มๆทั้งหลายเป็นเสมือนพี่หรือน้อง

19 Do not admit a charge against an elder except on the evidence of two or three witnesses.

19 อย่ายอมรับคำกล่าวหาผู้ปกครองคนใด   เว้นเสียแต่จะมีพยานสองสามคน

20 As for those who persist in sin, rebuke them in the presence of all, so that the rest may stand in fear.

20 สำหรับผู้ที่ยังคงกระทำบาป   จงว่ากล่าวเขาต่อหน้าคนทั้งปวง   เพื่อผู้อื่นจะได้เกรงกลัว

In the Jerusalem church, elders were part of the leadership along with the apostles (Acts 15:2-16:4).
ในคริสตจักรที่กรุงเยรูซาเล็ม  ผู้ปกครองเป็นส่วนหนึ่งของการมีผู้นำร่วมกับอัครสาวก (กิจการ 15:2-16:4)
It seems that the position of elder was equal to the position of episkopos, translated “overseer” or “bishop”

ดูเหมือนว่าตำแหน่งของผู้ปกครองเท่ากับตำแหน่งของ เอพิสโคพอส แปลว่า "ผู้ดูแล" หรือ "พระสอนศาสนา"

Acts กิจการ 11:29-30 29 So the disciples determined, everyone according to his ability, to send relief to the brothers living in Judea.

29 พวกสาวกทุกคนจึงตกลงใจว่า   จะเรี่ยไรกันตามกำลังฝากไปช่วยบรรเทาทุกข์พวกพี่น้องที่อยู่ในแคว้นยูเดีย

30 And they did so, sending it to the elders by the hand of Barnabas and Saul.

30 เขาจึงได้ทำดังนั้น   และฝากไปกับบารนาบัสและเซาโลเพื่อนำไปให้พวกผู้ปกครอง

1 Timothy 1 ทิโมธี 5:17 17 Let the elders who rule well be considered worthy of double honor, especially those who labor in preaching and teaching.

17 จงถือว่าผู้ปกครองที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติสองเท่า   โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองที่เทศนาและสั่งสอน

The term “elder” may refer to the dignity of the office, while the term “bishop/overseer” describes its authority and duties.

คำว่า "ผู้ปกครอง” อาจหมายถึงตำแหน่งมีเกียรติของคนในสำนักงาน  โดยคำว่า "พระสอนศาสนา / ผู้ดูแล" อธิบายถึงสิทธิอำนาจและหน้าที่ของตน

1 Peter 1 เปโตร 5:1-4 1 So I exhort the elders among you, as a fellow elder and a witness of the sufferings of Christ, as well as a partaker in the glory that is going to be revealed:

1 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงตักเตือนบรรดาผู้ใหญ่ในพวกท่านทั้งหลาย   ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง   และเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์   และมีส่วนที่จะรับศักดิ์ศรีอันจะมาปรากฏภายหลัง

2 shepherd the flock of God that is among you, exercising oversight, not under compulsion, but willingly, as God would have you; not for shameful gain, but eagerly;

2 จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ในความดูแลของท่าน   ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจแต่ด้วยความเต็มใจ   ไม่ใช่ด้วยการเห็นแก่ทรัพย์สิ่งของที่ได้มาโดยทุจริต   แต่ด้วยใจเลื่อมใส

3 not domineering over those in your charge, but being examples to the flock.

3 และไม่ใช่เหมือนเป็นเจ้านายที่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ   แต่เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น

4 And when the chief Shepherd appears, you will receive the unfading crown of glory.

4 และเมื่อพระผู้เลี้ยงผู้ยิ่งใหญ่จะเสด็จมาปรากฏ   ท่านทั้งหลายจะรับศักดิ์ศรีเป็นมงกุฎที่ร่วงโรยไม่ได้เลย

Philippians ฟีลิปปี 1:1 1 Paul and Timothy, servants of Christ Jesus, to all the saints in Christ Jesus who are at Philippi, with the overseers and deacons:

1 เปาโล   และทิโมธี   ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์   เรียน   บรรดาธรรมิกชนในพระเยซูคริสต์   ซึ่งอยู่ในเมืองฟีลิปปี   ทั้งบรรดาผู้ดูแลและมัคนายก  


Paul greets the bishops and deacons but does not mention the elders, presumably because the elders are the same as the bishops.

เปาโลต้อนรับพระสอนศาสนาและมัคนายก แต่ไม่ได้พูดถึงผู้ปกครอง  คงเป็นเพราะผู้ปกครองเป็นเหมือนกับพระสังฆราช

1 Timothy 1 ทิโมธี 3:2, 8 2 Therefore an overseer must be above reproach, the husband of one wife, sober-minded, self-controlled, respectable, hospitable, able to teach,

2 ผู้ปกครองดูแลนั้นต้องเป็นคนที่ไม่มีใครติได้   เป็นสามีของหญิงคนเดียว   เป็นคนรู้จักประมาณตน   มีสติสัมปชัญญะ   เป็นคนสง่าเรียบร้อย   มีอัชฌาสัยรับแขกดี   เหมาะที่จะเป็นครู

He likewise gives the qualifications of bishops and deacons but not of elders.

เช่นเดียวกันท่านให้คุณสมบัติของพระสังฆราชและมัคนายก แต่ไม่ใช่ของผู้ปกครอง

8 Deacons likewise must be dignified, not double-tongued, not addicted to much wine, not greedy for dishonest gain.

8 ฝ่ายมัคนายกนั้นก็เช่นเดียวกัน   คือต้องเป็นคนเอาการเอางาน   ไม่เป็นคนสองลิ้น   ไม่ดื่มสุรามึนเมา   ไม่เป็นคนโลภมักได้

Titus ทิตัส 1:5-7 5 This is why I left you in Crete, so that you might put what remained into order, and appoint elders in every town as I directed you—

5 เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต   ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย   และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน

6 if anyone is above reproach, the husband of one wife, and his children are believers and not open to the charge of debauchery or insubordination.

6 คือตั้งคนที่ไม่มีข้อตำหนิ   เป็นสามีของหญิงคนเดียว   บุตรของเขามีความเชื่อ   และไม่มีช่องทางให้ผู้ใดกล่าวหาว่า   บุตรนั้นเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อกระด้าง

7 For an overseer, as God's steward, must be above reproach. He must not be arrogant or quick-tempered or a drunkard or violent or greedy for gain,

7 เพราะว่าผู้ปกครองดูแลนั้น   ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า   ต้องเป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ   ไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง   ไม่เป็นคนเลือดร้อน   ไม่เป็นนักเลงสุรา   ไม่เป็นนักเลงหัวไม้   และไม่เป็นคนโลภมักได้

This seems also to tie these two terms together.
นี้ดูเหมือนว่ายังจะผูกรวมทั้งสองคำเข้าด้วยกัน
The position of “deacon,” from diakonos, meaning  to serve or run on errands ,was one of servant leadership to the church.  

ตำแหน่งของ "มัคนายก" จาก คำว่าไดโคนอส หมายความว่าจะให้บริการหรือจัดการทำธุระให้   เป็นสาวนหนึ่งในระบบผู้นำของคริสตจักร

One who executes the commands of another, especially an elder.

เป็นคนที่ลงมือนำคำสั่งของผู้อื่นมาปฎิบัติการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครอง

A deacon who by virtue of the office assigned to him by the church, cares for the poor and has charge of and distributes the money collected for their use.

มัคนายก ผู้ที่มีคุณสมบัติดีในสำนักงาน     ได้รับมอบหมายโดยคริสตจักร    ทำหน้าที่ดูแลคนยากจนและมีหน้าที่ดูแลรักษาเงินที่เก็บรวบรวมไว้สำหรับการใช้งาน

Deacons are separate from elders, while having qualifications that are in many ways similar to those of elders.

มัคนายกแยกจากผู้ปกครอง   โดยมีคุณสมบัติที่มีอยู่ในหลายด้านที่คล้ายกับหน้าที่ของผู้ปกครอง

1 Timothy 1ทิโมธี 3:8-13 8 Deacons likewise must be dignified, not double-tongued, not addicted to much wine, not greedy for dishonest gain.

8 ฝ่ายมัคนายกนั้นก็เช่นเดียวกัน   คือต้องเป็นคนเอาการเอางาน   ไม่เป็นคนสองลิ้น   ไม่ดื่มสุรามึนเมา   ไม่เป็นคนโลภมักได้

9 They must hold the mystery of the faith with a clear conscience.

9 และเป็นคนยึดมั่นในข้อล้ำลึกแห่งความเชื่อ   ด้วยจิตสำนึกว่าตนชอบ

10 And let them also be tested first; then let them serve as deacons if they prove themselves blameless.

10 จงลองดูคนเหล่านี้เสียก่อนด้วย   และเมื่อเห็นว่าไม่มีข้อตำหนิแล้ว   จึงตั้งเขาไว้ในตำแหน่งมัคนายก

11 Their wives likewise must be dignified, not slanderers, but sober-minded, faithful in all things.

11 ฝ่ายพวกผู้หญิงก็เหมือนกัน   ต้องเป็นคนเอาการเอางาน   ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น   เป็นคนรู้จักประมาณตน   และเป็นคนสัตย์ซื่อในประการทั้งปวง

12 Let deacons each be the husband of one wife, managing their children and their own households well.

12 มัคนายกนั้นต้องเป็นสามีของหญิงคนเดียว   และบังคับบัญชาบุตรของตน   และปกครองบ้านเรือนของตนได้ดี

13 For those who serve well as deacons gain a good standing for themselves and also great confidence in the faith that is in Christ Jesus.

13 เพราะว่าคนที่ทำหน้าที่มัคนายกได้ดีก็มีเกียรติ   และมีใจกล้าเป็นอันมากเพราะความเชื่อซึ่งมีในพระเยซูคริสต์

Deacons assist the church in whatever is needed, as recorded in Acts chapter 6.

มัคนายกให้ความช่วยเหลืออะไรที่จำเป็นสำหรับคริสตจักร  เหมือนดังที่บันทึกไว้ในกิจการบทที่ 6

Concerning the word poimen, translated “pastor” in reference to a human leader of a church, it is found only once in the New Testament.

เกี่ยวกับคำว่า โปอิเมน ที่แปลว่า "พระสอนศาสนา"  ในการอ้างถึงบุคคลที่เป็นผู้นำคริสตจักร   ก็จะพบเพียงครั้งเดียวในพันธสัญญาใหม่

Ephesians เอเฟซัส 4:11 11 And he gave the apostles, the prophets, the evangelists, the pastors and teachers,

11 ของประทานของพระองค์   ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต   บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ   บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์

Most associate the two terms “pastors” and “teachers” as referring to a single position, a pastor-teacher. It is likely that a pastor-teacher was the spiritual shepherd of a particular local church.
ส่วนใหญ่เชื่อมโยงทั้งสองคำ "พระสอนศาสนา" และ "ครู" เพื่อหมายถึงตำแหน่งเดียว  พระสอนศาสนา-ครูผู้สอน  เป็นไปได้ที่พระสอนศาสนา-ครูผู้สอน เป็นผู้เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณที่เจาะจงของคริสตจักรท้องถิ่น

It would seem from the above passages that there was always a plurality of elders, but this does not negate God’s gifting particular elders with the teaching gifts while gifting others with the gift of administration, prayer, etc.

ดูเหมือนว่าจากข้อความข้างต้นนั้น ส่วนใหญ่มีผู้ปกครองมากกว่าคนเดียว  แต่นี้ไม่ได้ปฏิเสธผู้ปกครองพิเศษที่พระเจ้าได้ทรงประทานมาโดยมีของประทานการสอนคนอื่น    เมื่อให้ของประทานแก่ผู้อื่นในการบริหารงาน    การอธิษฐาน ฯลฯ

Romans โรม 12:3-8 3 For by the grace given to me I say to everyone among you not to think of himself more highly than he ought to think, but to think with sober judgment, each according to the measure of faith that God has assigned.

3 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ   ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า   อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น   แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ   ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน

4 For as in one body we have many members, and the members do not all have the same function,

4 เพราะว่า   ในร่างกายอันเดียวนั้น   เรามีอวัยวะหลายอย่าง   และอวัยวะนั้นๆมิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด

5 so we, though many, are one body in Christ, and individually members one of another.

5 พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น

6 Having gifts that differ according to the grace given to us, let us use them: if prophecy, in proportion to our faith;

6 และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน   ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา   คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ   ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ

7 if service, in our serving; the one who teaches, in his teaching;

7 ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ   ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน

8 the one who exhorts, in his exhortation; the one who contributes, in generosity; the one who leads, with zeal; the one who does acts of mercy, with cheerfulness.

8 ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ   ถ้าเป็นการบริจาค   ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง   ผู้ที่ครอบครอง   ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่   ผู้ที่แสดงความเมตตา   ก็จงแสดงด้วยใจยินดี

Ephesians เอเฟซัส 4:1-3 1 I therefore, a prisoner for the Lord, urge you to walk in a manner worthy of the calling to which you have been called,

1 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า   ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า   ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น

2 with all humility and gentleness, with patience, bearing with one another in love,

2 คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง   และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน   และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก

3 eager to maintain the unity of the Spirit in the bond of peace.

3 จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน   ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ

Nor does it negate God’s calling them into a ministry in which they will use those gifts.

มันก็ไม่ปฏิเสธการทรงเรียกของพระเจ้า ที่นำพวกเขาเข้าไปในงานรับใช้  ซึ่งพวกเขาจะใช้ของประทานเหล่านั้น

Acts กิจการ 13:1 1 Now there were in the church at Antioch prophets and teachers, Barnabas, Simeon who was called Niger, Lucius of Cyrene, Manaen a member of the court of Herod the tetrarch, and Saul.

1 คราวนั้นในคริสตจักรที่อยู่ในเมืองอันทิโอก   มีบางคนที่เป็นผู้พยากรณ์และอาจารย์   มีบารนาบัส   สิเมโอนที่เรียกว่านิเกอร์กับลูสิอัสชาวเมืองไซรีน   มานาเอนผู้ได้รับการเลี้ยงดูเติบโตขึ้นด้วยกันกับเฮโรดเจ้าเมือง  และเซาโล

Thus, one elder may emerge as the “pastor,” another may do the majority of visiting members because he has the gift of compassion, while another may “rule” in the sense of handling the organizational details.

ดังนั้น  ผู้ปกครองคนหนึ่งอาจกลายเป็น "พระสอนศาสนา " อีกคนหนึ่งอาจจะทำการเยี่ยมเยียนสมาชิกเป็นส่วนใหญ่  เพราะเขามีของประทานความเห็นอกเห็นใจ   ในขณะที่อีกคนอาจจะ "ปกครอง" ในแง่ของการจัดการรายละเอียดขององค์กร


Many churches that are organized with a pastor and deacon board perform the functions of a plurality of elders in that they share the ministry load and work together in some decision making.

หลายคริสตจักรที่ได้จัดตั้งขึ้น  โดยมีพระสอนศาสนาและคณะมัคนายก ทำหน้าที่ดูแลงานหลายอย่างของคณะผู้ปกครองที่พวกเขาร่วมกันรับใช้ศาสนกิจ และทำงานร่วมกันในการตัดสินใจบางอย่าง

In Scripture there was also much congregational input into decisions.

ในพระคัมภีร์ยังมีงานที่เกี่ยวกับผู้คนที่มาประชุมคริสตจักรมากมายที่ต้องนำไปสู่การตัดสินใจ

Thus, a “dictator” leader who makes the decisions (whether called elder, or bishop, or pastor) is unscriptural .

ดังนั้นผู้นำ "เผด็จการ" ที่ทำการตัดสินใจ (ไม่ว่าจะเรียกว่าผู้ปกครองหรือพระสังฆราชหรือพระสอนศาสนา) ไม่เป็นไปตามหลักพระคัมภีร์

Acts กิจการ 6:3, 5 3 Therefore, brothers, pick out from among you seven men of good repute, full of the Spirit and of wisdom, whom we will appoint to this duty.

3 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน   ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา   เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้

4 But we will devote ourselves to prayer and to the ministry of the word.”

4 ฝ่ายพวกเราจะขะมักเขม้นอธิษฐาน   และรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งพระวจนะเสมอไป”

5 And what they said pleased the whole gathering, and they chose Stephen, a man full of faith and of the Holy Spirit, and Philip, and Prochorus, and Nicanor, and Timon, and Parmenas, and Nicolaus, a proselyte of Antioch.

5 คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้   จึงเลือกสเทเฟนผู้ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์   กับฟีลิป   โปรโครัส   นิคาโนร์   ทิโมน   ปารเมนัส   และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นผู้เข้าจารีตฝ่ายศาสนายิว

Acts กิจการ 15:22 22 Then it seemed good to the apostles and the elders, with the whole church, to choose men from among them and send them to Antioch with Paul and Barnabas. They sent Judas called Barsabbas, and Silas, leading men among the brothers,

22 ขณะนั้นอัครทูตและผู้ปกครองทั้งหลาย   กับทุกคนในคริสตจักร   เห็นชอบที่จะเลือกบางคนในพวกเขาให้ไปยังเมืองอันทิโอก   ด้วยกันกับเปาโลและบารนาบัส   คนที่เขาเลือกได้นั้นคือยูดาสผู้มีชื่ออีกว่า   บารซับบาสและสิลาส   ทั้งสองคนนี้เป็นคนสำคัญในพวกพี่น้อง

2 Corinthians  2โครินธ์ 8:16-19 16 But thanks be to God, who put into the heart of Titus the same earnest care I have for you.

16 แต่ขอขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้ทิตัสมีใจกระตือรือร้นอย่างนั้น   เพื่อท่านทั้งหลายเหมือนกัน

17 For he not only accepted our appeal, but being himself very earnest he is going to you of his own accord.

17 เพราะไม่เพียงแต่เขาได้รับคำเตือนของเราเท่านั้น   แต่เขาได้ไปหาท่านเพราะเขาเองมีใจพร้อมอยู่แล้วด้วย

18 With him we are sending the brother who is famous among all the churches for his preaching of the gospel.

18 เราให้พี่น้องคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการประกาศข่าวประเสริฐ   ตามคริสตจักรทั้งหลายไปกับทิตัสด้วย

19 And not only that, but he has been appointed by the churches to travel with us as we carry out this act of grace that is being ministered by us, for the glory of the Lord himself and to show our good will.

19 และมิใช่แต่เท่านั้น   คริสตจักรได้ตั้งคนนั้นไว้ให้เป็นเพื่อนเดินทางด้วยกันกับเราในการกุศล   ซึ่งเราได้รับเป็นธุระ   เพื่อให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า   และเป็นที่แสดงน้ำใจพรักพร้อมของเรา

So, too, is a congregation-ruled church out of order that does not give weight to the elders’ or church leaders’ input.
ดังนั้น รวมทั้งคริสตจักรที่ปกครองผู้ชุมนุมอย่างไม่เป็นตามระเบียบ   ไม่ให้น้ำหนักกับเรื่องที่นำเข้าคณะผู้ปกครองหรือผู้นำคริสตจักร

In summary, the Bible teaches a leadership consisting of a plurality of elders (bishops/overseers) along with a group of deacons who serve the church.

โดยสรุป  พระคัมภีร์สอนความเป็นผู้นำซึ่งประกอบด้วยคณะผู้ปกครอง (พระสอนศาสนา / ผู้ปกครองดูแล) พร้อมกับคณะมัคนายกผู้ที่รับใช้คริสตจักร

But it is not contrary to this plurality of elders to have one of the elders serving in the major “pastoral” role.

แต่มันก็ไม่ได้ขัดแย้งกับคณะผู้ปกครองที่จะมีผู้ปกครองตนเดียวในการรับใช้ในบทบาทหน้าที่สำคัญ "เป็นพระสอนศาสนา"

God calls some as “pastor/teachers” (even as He called some to be missionaries in Acts 13) and gives them as gifts to the church.

พระเจ้าทรงเรียก "พระสอนศาสนา / ครู" (แม้ในขณะที่ทรงเรียกบางคนเป็นมิชชันนารีในกิจการ 13) และทรงประทานพวกเขาแก่คริสตจักร

Ephesians เอเฟซัส 4:11 11 And He gave the apostles, the prophets, the evangelists, the pastors and teachers,

11 ของประทานของพระองค์   ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต   บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ   บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์

Thus, a church may have many elders, but not all elders are called to serve in the pastoral role.

ดังนั้น คริสตจักรอาจจะมีผู้ปกครองมากมาย แต่ไม่ใช่ผู้ปกครองทั้งหมดได้รับการทรงเรียกให้มีบทบาทเป็นพระสอนศาสนา

But, as one of the elders, the pastor or “teaching elder” has no more authority in decision making than does any other elder.

แต่ ในฐานะเป็นผู้ปกครองคนหนึ่ง    พระสอนศาสนาหรือ "ผู้ปกครองที่สั่งสอน" ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าผู้ปกครองคนอื่น

www.gotquestions.org/Thai      



 

Church Government and Biblical Separation

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top