Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, July 19, 2015

 

Book of Exodus

พระธรรมอพยพ


Can you summarize the Book of Exodus? What is the Book of Exodus all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมอพยพได้ไหม  พระธรรมอพยพทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องอะไร?


Author: Moses was the author of the Book of Exodus

ผู้ประพันธ์: โมเสสเป็นผู้ประพันธ์พระธรรมอพยพ

Exodus อพยพ 17:14; 24:4-7; 34:27

14Then the LORD said to Moses, “Write this as a memorial in a book and recite it in the ears of Joshua that I will utterly blot out the memory of Amalek from under heaven.”

14พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า   “จงเขียนข้อความต่อไปนี้ลงไว้ในหนังสือเพื่อเป็นที่ระลึก   ทั้งเล่าให้โยชูวาฟังคือว่าเราจะลบล้างชื่อชนชาติ อามาเลข   ไม่ให้ปรากฏในความทรงจำ ของประชาชนภายใต้ฟ้านี้ เลย”

4And Moses wrote down all the words of the LORD. He rose early in the morning and built an altar at the foot of the mountain, and twelve pillars, according to the twelve tribes of Israel.

4โมเสสจึงจารึกพระวจนะของพระเจ้าไว้ทุกคำ แล้วตื่นขึ้นแต่เช้าจัด แจงสร้างแท่นบูชา ขึ้นที่เชิงภูเขา   ปักเสาหินขึ้นสิบสองก้อนตามจำนวนเผ่าทั้งสิบสอง ของอิสราเอล

5And he sent young men of the people of Israel, who offered burnt offerings and sacrificed peace offerings of oxen to the LORD.

5ท่านใช้ให้หนุ่มๆ   ชนชาติอิสราเอลถวายเครื่องเผาบูชาและ ถวายโคเป็นเครื่องศานติบูชาแด่พระเจ้า

6And Moses took half of the blood and put it in basins, and half of the blood he threw against the altar.

6โมเสสเก็บเลือดโคครึ่งหนึ่งไว้ในชาม   อีกครึ่งหนึ่งประพรมที่แท่นบูชานั้น

7Then he took the Book of the Covenant and read it in the hearing of the people. And they said, “All that the LORD has spoken we will do, and we will be obedient.”

7ท่านถือหนังสือพันธสัญญาอ่านให้ประชาชนฟัง   พวกเขากล่าวว่า “สิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้นั้น   พวกเราจะกระทำตาม และเราจะเชื่อฟัง”

27And the LORD said to Moses, “Write these words, for in accordance with these words I have made a covenant with you and with Israel.”

27พระเจ้าตรัสกับโมเสสอีกว่า   “คำเหล่านี้จงเขียนไว้   เพราะเราทำพันธสัญญาไว้กับเจ้า   และพวกอิสราเอลตามข้อความเหล่านี้แล้ว”

Date of Writing: The Book of Exodus was written between 1440 and 1400 B.C.
วันที่เขียน: พระธรรมอพยพเขียนขึ้นระหว่างปี 1440 และปี 1400 ก.ค.ศ.

Purpose of Writing: The word “exodus” means departure.

จุดประสงค์ของการเขียน: คำว่า "อพยพ" หมายถึงการเดินทางย้ายไป

In God's timing, the exodus of the Israelites from Egypt marked the end of a period of oppression for Abraham's descendants and the beginning of the fulfillment of the covenant promise to Abraham that his descendants would not only live in the Promised Land, but would also multiply and become a great nation.

ในเวลาของพระเจ้า   ชนชาติอิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์เป็นเครื่องหมายแห่งการสิ้นสุดเวลาที่ลูกหลานของอับราฮัมถูกกดขี่ข่มเหง  และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้พันธสัญญากับอับราฮัมสำเร็จ   ที่ว่าลูกหลานของเขาจะไม่เพียงอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งพระสัญญา แต่ยังจะเพิ่มทวีคูณ และกลายเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่

Genesis ปฐมกาล 15:13 13Then the LORD said to Abram, “Know for certain that your offspring will be sojourners in a land that is not theirs and will be servants there, and they will be afflicted for four hundred years.

13พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า   “เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธุ์ ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา   และเขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น   ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี

Genesis ปฐมกาล 2:1-3, 7 1Now the LORD said to Abram, “Go from your country and your kindred and your father's house to the land that I will show you.

1พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า   “เจ้าจงออกจากเมือง   จากญาติพี่น้อง   จากบ้านบิดาของเจ้า   ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้

2And I will make of you a great nation, and I will bless you and make your name great, so that you will be a blessing.

2เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า   จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต เลื่องลือไป   แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร

3I will bless those who bless you, and him who dishonors you I will curse, and in you all the families of the earth shall be blessed.”

3เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า   บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะ ได้พรเพราะเจ้า”  

7Then the LORD appeared to Abram and said, “To your offspring I will give this land.” So he built there an altar to the LORD, who had appeared to him.

7พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่อับราม ตรัสว่า   “ดินแดนนี้เราจะยกให้พงศ์ พันธุ์ของเจ้า”   อับรามสร้างแท่นที่นั่นถวายบูชาแก่พระเจ้าผู้สำแดงพระองค์ ให้ปรากฏแก่ท่าน


The purpose of the book may be expressed as tracing the rapid growth of Jacob's descendants from Egypt to the establishment of the theocratic nation in their Promised Land.
จุดประสงค์ของพระธรรมนี้  อาจจะแสดงให้เห็นร่องรอยลูกหลานของยาโคบจากอียิปต์   เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก สามารถก่อตั้งชนชาติที่นับถือพระเจ้าในดินแดนแห่งพระสัญญาได้

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Exodus อพยพ 1:8 8Now there arose a new king over Egypt, who did not know Joseph.

8มีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชสมบัติในประเทศอียิปต์   พระองค์มิได้ทรงรู้จักกับโยเซฟ
Exodus อพยพ 2:24-25 24And God heard their groaning, and God remembered his covenant with Abraham, with Isaac, and with Jacob.

24พระเจ้าทรงสดับเสียงคร่ำครวญของเขา   จึงทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่พระองค์ ได้ทรงกระทำไว้กับอับราฮัม   อิสอัค และยาโคบ

25God saw the people of Israel—and God knew.

25พระเจ้าทอดพระเนตรชนชาติอิสราเอล   แล้วทรงทราบถึงสภาพความเป็นไปของเขา
Exodus อพยพ 12:27 27you shall say, ‘It is the sacrifice of the LORD's Passover, for he passed over the houses of the people of Israel in Egypt, when he struck the Egyptians but spared our houses.’” And the people bowed their heads and worshiped.

27ท่านทั้งหลายจงตอบว่า   'เป็นการถวายสัตวบูชาปัสกาแด่พระเจ้า   เพราะพระองค์ทรงผ่านเว้นบ้านของชนชาติอิสราเอลในอียิปต์   เมื่อพระองค์ทรงประหารคนอียิปต์   แต่ไว้ชีวิตครอบครัวของเราทั้งหลาย' ”   ประชากรทั้งปวงก็กราบลงนมัสการ  
Exodus อพยพ 20:2-3 2“I am the LORD your God, who brought you out of the land of Egypt, out of the house of slavery.

2“เราคือพระเจ้าของเจ้า   ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส  

3You shall have no other gods before me.

3“อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา

Brief Summary: Exodus begins where Genesis leaves off as God deals with His chosen people, the Jews.

บทสรุปโดยย่อ: พระธรรมอพยพเริ่มต้นตอนพระธรรมปฐมกาลจบลง  เป็นตอนที่พระเจ้าทรงเข้ามาดูแลจัดการกับพวกยิว   ชนชาติที่ทรงเลือกสรรไว้

It traces the events from the time Israel entered Egypt as guests of Joseph, who was powerful in Egypt, until they were eventually delivered from the cruel bondage of slavery into which they had been brought by "...a new king...which knew not Joseph" (Exodus 1:8).
เป็นการตามรอยของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากตอนที่อิสราเอลอพยพเข้าสู่อียิปต์ในฐานะแขกของโยเซฟ   ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในอียิปต์   จนกระทั่งพวกเขาถูกปลดปล่อยเป็นอิสระจากการเป็นทาสที่โหดร้ายทารุณ   พวกเขาได้รับการปกครองโดย "... กษัตริย์องค์ใหม่ ... ซึ่งไม่รู้จักโยเซฟ " (อพยพ 1: 8)
Chapters 1-14 describe the conditions of oppression of the Jews under Pharaoh, the rise of Moses as their deliverer, the plagues God brought upon Egypt for the refusal of their leader to submit to Him, and the departure from Egypt.

บทที่ 1-14 บรรยายสภาพของการกดขี่ข่มเหงชาวยิวภายใต้การปกครองของฟาโรห์   การที่โมเสสลุกขึ้นมาเป็นผู้ช่วยกู้ให้พ้นการเป็นทาส  พระเจ้าทรงนำภัยพิบัติมาสู่อียิปต์   เพราะผู้นำของพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับพระองค์   และการเดินทางอพยพออกจากอียิปต์

God’s sovereign and powerful hand is seen in the miracles of the plagues—ending with the plague of death of the firstborn and the institution of the first Passover—the deliverance of the Israelites, the parting of the Red Sea, and the destruction of the Egyptian army.
เราได้เห็นพระหัตถ์พระเจ้าผู้ทรงอำนาจเกรียงไกรในปาฏิหาริย์ของภัยพิบัติ—สิ้นสุดภัยพิบัติด้วยการเสียชีวิตของบุตรหัวปี     และการจัดตั้งพิธีปัศกาเป็นครั้งแรก-การช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลให้เป็นอิสระ   ทะเลแดงแหวกออก   และการทำลายกองทัพของอียิปต์

The middle portion of Exodus is dedicated to the wandering in the wilderness and the miraculous provision by God for His people.

ตรงกลางของพระธรรมอพยพ มุ่งไปที่เหตุการณ์ตอนชนชาติยิวเดินทางในถิ่นทุรกันดารและการทรงจัดเตรียมเสบียงอาหารอันน่าอัศจรรย์จากพระเจ้าสำหรับคนของพระองค์

But even though He gave them bread from heaven, sweet water from bitter, water from a rock, victory over those who would destroy them, His Law written on tablets of stone by His own hand, and His presence in the form of pillars of fire and cloud, the people continually grumbled and rebelled against Him.
แต่ถึงแม้พระองค์ทรงให้พวกเขามีอาหารจากสวรรค์    น้ำรสหวานจากน้ำที่ขม   ชัยชนะเหนือศัตรูที่จะทำลายพวกเขา  บทบัญญัติที่ทรงจารึกไว้บนแผ่นศิลาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง   และการทรงปรากฏพระองค์ในรูปของเสาไฟและเสาเมฆ   ประชาชนบ่นเรื่อยมาและกบฏต่อพระองค์

The last third of the book describes the construction of the Ark of the Covenant and the plan for the Tabernacle with its various sacrifices, altars, furniture, ceremonies, and forms of worship.
ตอนที่สามของพระธรรมเล่มนี้บรรยายการสร้างหีบพันธสัญญาและวางแผนสำหรับพลับพลากับเครื่องบูชาต่างๆ   แท่นบูชา   เฟอร์นิเจอร์  พิธีการและรูปแบบพิธีการถวายบูชา

Foreshadowings: The numerous sacrifices required of the Israelites were a picture of the ultimate sacrifice, the Passover Lamb of God, Jesus Christ.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: การถวายบูชามากมายที่กระทำโดยชาวอิสราเอล   เป็นภาพของการถวายเครื่องบูชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด    เทศกาลปัสกา  พระเมษโปดกของพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์

The night of the last plague on Egypt, an unblemished lamb was killed and its blood applied to the doorposts of the houses of God’s people, protecting them from the angel of death.

คืนวันที่เกิดภัยพิบัติครั้งสุดท้ายในอียิปต์    ลูกแกะที่ไม่มีรอยด่างพร้อยถูกฆ่าตายและนำเอาเลือดไปทาตามเสาประตูบ้านของชนชาติของพระเจ้า    ปกป้องพวกเขาจากทูตมรณะ

This foreshadowed Jesus, the Lamb of God without spot or blemish (1 Peter 1:19), whose blood applied to us ensures eternal life.

นี้เป็นภาพบอกเหตุล่วงหน้าว่าพระเยซู    พระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ไม่ทรงมีมลทิน (1 เปโตร 1:19) ซึ่งพระโลหิตของพระองค์ได้ไหลออกเพื่อให้เรามีชีวิตนิรันดร์อย่างแน่นอน

Among the symbolic presentations of Christ in the book of Exodus is the story of the water from the rock in Exodus 17:6.

ท่ามกลางการนำเสนอเชิงสัญลักษณ์ของพระคริสต์ในพระธรรมอพยพเป็นเรื่องราวของน้ำจากหินในอพยพ 17: 6

6Behold, I will stand before you there on the rock at Horeb, and you shall strike the rock, and water shall come out of it, and the people will drink.” And Moses did so, in the sight of the elders of Israel.

6เราจะยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าที่นั่น   บนศิลาที่ภูเขาโฮเรบ จงตีศิลานั้น   แล้วน้ำจะไหลออกมาให้ประชาชนดื่ม”   โมเสสก็ทำดังนั้นต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล

Just as Moses struck the rock to provide life-giving water for the people to drink, so did God strike the Rock of our salvation, crucifying Him for our sin, and from the Rock came the gift of living water.

ขณะที่โมเสสทุบตีหินใหญ่เพื่อให้น้ำแห่งชีวิตไหลออกเพื่อประชาชนจะได้ดื่ม     เปรียบเหมือนพระเจ้าทรงตีศิลาแห่งความรอดของเรา    ตรึงพระองค์เพื่อชำระบาปของเรา และจากหินใหญ่ไหลออกมาเป็นสิ่งที่ทรงประทานคือน้ำแห่งชีวิต

John ยอห์น 4:10  10Jesus answered her, “If you knew the gift of God, and who it is that is saying to you, ‘Give me a drink,’ you would have asked him, and he would have given you living water.”

10พระเยซูตรัสตอบนางว่า   “ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน   และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า   'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง'   เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น   และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า”

The provision of manna in the wilderness is a perfect picture of Christ, the Bread of Life, provided by God to give us life.
การทรงจัดเตรียมมานาในถิ่นทุรกันดารเป็นภาพที่สมบูรณ์ของพระเยซู   อาหารแห่งชีวิต   ที่พระเจ้าทรงเตรียมให้ชีวิตแก่เรา

John ยอห์น 6:48 48I am the bread of life.

48เราเป็นอาหารแห่งชีวิต


Practical Application: The Mosaic Law was given in part to show mankind that they were incapable of keeping it.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: บทบัญญัติของโมเสสที่ทรงประทานเป็นข้อๆ  แสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์ไม่สามารถรักษามันไว้ได้

We are unable to please God by law-keeping; therefore, Paul exhorts us to “put our faith in Christ Jesus that we may be justified by faith in Christ and not by observing the law, because by observing the law no one will be justified” (Galatians 2:16).
เราไม่สามารถที่จะทำให้พระเจ้าทรงโปรดโดยรักษาบทบัญญัติ ; เปาโลตักเตือนสั่งสอนเราให้ "เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เพื่อเราจะกลายเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์และไม่ใช่โดยการถือรักษาบทบัญญัติ    เพราะไม่มีใครจะเป็นคนชอบธรรมได้โดยการถือรักษาบทบัญญัติ    " (กาลาเทีย 2:16)
God’s provision for the Israelites, from deliverance from captivity to the manna and quail in the wilderness, are clear indications of His gracious provision for His people.

การที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมเสบียงอาหารแก่ชาวอิสราเอล     ทรงช่วยกู้ให้รอดพ้นจากการถูกจองจำเป็นทาส โดยทรงประทานมานาและนกกระทาในถิ่นทุรกันดาร   เป็นการบ่งชี้ที่ชัดเจนที่ทรงพระเมตตาและที่ทรงจัดเตรียมเพื่อประชากรของพระองค์

God has promised to supply all our needs. “God, who has called you into fellowship with his Son Jesus Christ our Lord, is faithful” (1 Corinthians 1:9).
พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะจัดหาให้ตามความต้องการของเรา "พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อได้ทรงเรียกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์   คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา" (1 โครินธ์ 1: 9)

We are to trust in the Lord, for He can deliver us from anything.

เราต้องไว้วางใจในพระเจ้า   เพราะพระองค์ทรงสามารถช่วยเราให้พ้นจากสิ่งต่างๆ

But God does not allow sin to go unpunished forever. As a result, we can trust Him in His retribution and justice.

แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้บาปหลุดรอดไปโดยไม่ได้รับการลงโทษนิรันดร์   ผลก็คือเราสามารถไว้วางใจพระองค์ในการลงโทษตอบแทนและความยุติธรรมของพระองค์

When God removes us from a bad situation, we should not seek to go back.

เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเราพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้าย   เราไม่ควรพยายามที่จะกลับไปเหมือนเดิม

When God makes demands of us, He expects us to comply, but at the same time He provides grace and mercy because He knows that, on our own, we will not be able to fully obey.

เมื่อพระเจ้าทรงจัดให้เราได้ตามที่ต้องการ  พระองค์ทรงคาดหวังให้เราปฏิบัติตาม แต่ในเวลาเดียวกัน  พระองค์ทรงมีพระคุณและพระเมตตา  เพราะทรงรู้ว่า  โดยลำพังตัวเราเองเราจะไม่สามารถที่จะเชื่อฟังอย่างเต็มที่

www.gotquestions.org/Thai


Book of Leviticus

พระธรรมเลวีนิติ


Can you summarize the Book of Leviticus?

คุณสามารถสรุปพระธรรมเลวีนิติได้ไหม

What is the Book of Leviticus all about?

พระธรรมเลวีนิติทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: Moses was the author of the Book of Leviticus.
ผู้ประพันธ์: โมเสสเป็นผู้เขียนพระธรรมเลวีนิติ

Date of Writing: The Book of Leviticus was written between 1440 and 1400 B.C.
วันที่เขียน: พระธรรมเลวีนิติถูกเขียนขึ้นระหว่างปี ก.ค.ศ 1440 และปี 1400

Purpose of Writing: Because the Israelites had been held captive in Egypt for 400 years, the concept of God had been distorted by the polytheistic, pagan Egyptians.

จุดประสงค์ของการเขียน: เพราะชาวอิสราเอลได้ถูกจับเป็นเชลยในอียิปต์เป็นเวลา 400 ปี   กรอบความคิดเรื่องพระเจ้าได้ถูกบิดเบือนโดยชาวอียิปต์นอกศาสนาที่นับถือพระเจ้าหลายองค์

The purpose of Leviticus is to provide instruction and laws to guide a sinful, yet redeemed people in their relationship with a holy God.

จุดประสงค์ของพระธรรมเลวีนิติคือ  การให้คำสั่งสอนและบทบัญญัติเพื่อนำทางคนบาปแม้พวกเขาได้ถูกไถ่แล้ว  ให้มีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าองค์บริสุทธิ์

There is an emphasis in Leviticus on the need for personal holiness in response to a holy God.

ในพระธรรมเลวีนิติ  มีการเน้นเรื่องความจำเป็นที่ต้องรักษาความบริสุทธิ์ส่วนตัว  เพื่อตอบสนองต่อพระเจ้าองค์บริสุทธิ์

Sin must be atoned for through the offering of proper sacrifices (chapters 8-10).

ความบาปต้องได้รับการชดใช้โดยการถวายเครื่องบูชาที่ถูกต้องเหมาะสม (บทที่ 8-10)

Other topics covered in the book are diets (clean and unclean foods), childbirth, and diseases which are carefully regulated (chapters 11-15).

หัวข้ออื่น ๆ ที่กล่าวครอบคลุมในพระธรรมเล่มนี้เป็นเรื่องอาหารการกิน (อาหารที่สะอาดและไม่สะอาด) การให้กำเนิดบุตรและโรคภัยต่างๆ ที่ต้องออกกฏควบคุมอย่างระมัดระวัง (บทที่ 11-15)

Chapter 16 describes the Day of Atonement when an annual sacrifice is made for cumulative sin of the people.

บทที่ 16 บรรยายวันแห่งการลบมลทินบาป   เมื่อไรมีการถวายเครื่องบูชาประจำปีเพื่อลบล้างบาปที่สะสมในผู้คน

Furthermore, the people of God are to be circumspect in their personal, moral, and social living, in contrast to the then current practices of the heathen roundabout them (chapters 17-22).
นอกจากนี้ คนของพระเจ้าต้องระมัดระวังรอบคอบในชีวิตส่วนตัว ด้านศีลธรรมและการใช้ชีวิตในสังคมของพวกเขา      ตรงกันข้ามกับความประพฤติปัจจุบันของประชากรที่อยู่รอบข้างพวกเขา (บทที่ 17-22)


Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ

Leviticus เลวีนิติ 1:4 4He shall lay his hand on the head of the burnt offering, and it shall be accepted for him to make atonement for him.

4ให้เขาเอามือวางบนหัวสัตว์ซึ่งเป็นเครื่องเผาบูชานั้น   และเครื่องเผาบูชานั้นจะเป็นที่ทรงโปรดปรานเพื่อทำ การลบมลทินของผู้นั้น

Leviticus เลวีนิติ 17:1111For the life of the flesh is in the blood, and I have given it for you on the altar to make atonement for your souls, for it is the blood that makes atonement by the life.

11เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังอยู่ในเลือด   เราได้ให้เลือดแก่เจ้าเพื่อใช้บนแท่น   เพื่อจะทำการลบมลทินบาปแห่งวิญญาณจิตของเจ้า   เพราะว่าโลหิตเป็นสิ่งที่ทำการลบมลทินบาป   ด้วยชีวิตเป็นเหตุ
Leviticus เลวีนิติ 19:18 18You shall not take vengeance or bear a grudge against the sons of your own people, but you shall love your neighbor as yourself: I am the LORD.

18เจ้าอย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติพี่น้องของเจ้า   แต่เจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   เราคือพระเจ้า  


Brief Summary: Chapters 1-7 outline the offerings required of both the laity and the priesthood.

บทสรุปโดยย่อ: บทที่ 1-7 ให้เค้าโครงเรื่องสิ่งของถวายบูชาที่จำต้องนำมา   ทั้งของฆราวาสและปุโรหิต

Chapters 8-10 describe the consecration of Aaron and his sons to the priesthood.

บทที่ 8-10   บรรยายเรื่องการชำระตัวให้บริสุทธิ์ของอาโรนและบุตรชายของเขาในการเป็นปุโรหิต

Chapters 11-16 are the prescriptions for various types of uncleanness. The final 10 chapters are God’s guidelines to His people for practical holiness.

บทที่ 11-16  บอกรายละเอียดบรรดาสิ่งต่างๆหลายอย่างที่เป็นมลทิน   สิบบทสุดท้ายเป็นแนวทางสำหรับประชากรของพระเจ้าให้ประพฤติตนในทางบริสุทธิ์

Various feasts were instituted in the people's worship of Jehovah God, convened and practiced according to God's laws.

การจัดตั้งพิธีเลี้ยงฉลองต่าง ๆ ที่ประชากรจะนมัสการพระยะโฮวาห์พระเจ้า  การประชุมกันและการปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า

Blessings or curses would accompany either the keeping or neglect of God's commandments (chapter 26).

พระพรหรือคำสาปแช่งจะมาโดยการรักษาพระบัญญัติ  หรือละเลยไม่รักษาพระบัญญัติของพระเจ้า (บทที่ 26)

Vows to the Lord are covered in Chapter 27.
ในบทที่ 27  ครอบคลุมเรื่องคำสัตย์สาบานต่อพระเจ้า

The primary theme of Leviticus is holiness.

สาระสำคัญอันดับแรกของพระธรรมเลวีนิติคือความบริสุทธิ์

God's demand for holiness in His people is based on His own holy nature.

พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ประชากรของพระองค์รักษาความบริสุทธิ์ หลักพื้นฐานคือพระลักษณะบริสุทธิ์ของพระองค์เอง

A corresponding theme is that of atonement.

สาระสำคัญที่สอดคล้องกันคือเรื่องของการไถ่โทษ

Holiness must be maintained before God, and holiness can only be attained through a proper atonement.
ความบริสุทธิ์จะต้องดำรงรักษาไว้ต่อพระพักตร์พระเจ้า    และความบริสุทธิ์สามารถบรรลุได้โดยการไถ่โทษบาปที่ถูกต้องเหมาะสม

Foreshadowings: Much of the ritualistic practices of worship picture in many ways the person and work of our Savior, the Lord Jesus Christ.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: การปฏิบัติพิธีนมัสการมากมาย  บบรยายให้เห็นภาพบุคคลและพระราชกิจด้านต่างๆ ของพระผู้ช่วยให้รอดของเรา  คือองค์พระเยซูคริสต์

Hebrews 10 tells us that the Mosaic Law is “only a shadow of the good things that are coming” by which is meant that the daily sacrifices offered by the priests for the sin of the people were a representation of the ultimate Sacrifice—Jesus Christ, whose sacrifice would be once for all time for those who would believe in Him.

พระธรรมฮีบรูบทที่ 10 บอกเราว่ากฏของโมเสสเป็น "เพียงเงาของเหตุการณ์ดีๆ ที่กำลังจะมาภายหลัง" ซึ่งมีความหมายว่าการถวายเครื่องบูชาประจำวันโดยปุโรหิตผู้ทำการถวายทุกวันเพื่อชำระความผิดบาปของคน   เป็นการกระทำแทนองค์ผู้ทรงเสียสละสูงสุด--พระเยซูคริสต์ ที่การเสียสละพระชนม์ของพระองค์จะเป็นครั้งเดียวเท่านั้นเพื่อบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์

The holiness imparted temporarily by the Law would one day be replaced by the absolute attainment of holiness when Christians exchanged their sin for the righteousness of Christ.

ความบริสุทธิ์ที่สื่อให้เห็นเพียงชั่วคราวโดยบทบัญญัติ   วันหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วยความบริสุทธิ์แห่งการบรรลุผลสูงสุด     เมื่อคริสเตียนเปลี่ยนความบาปของเขาเพื่อจะเป็นคนชอบธรรมในพระเยซูคริสต์

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:21 21For our sake He made Him to be sin who knew no sin, so that in Him we might become the righteousness of God.

21เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่เรา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์


Practical Application: God takes His holiness very seriously and so should we.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ; พระเจ้าทรงถือเรื่องความบริสุทธิ์ของพระองค์อย่างจริงจัง  และดังนั้นเราควรเป็นเช่นนั้นด้วย

The trend in the postmodern church is to create God in our own image, giving Him the attributes we would like Him to have instead of the ones His Word describes.

แนวโน้มคริสตจักรในยุคหลังคือการสร้างรูปเคารพตามแบบของเราเป็นพระเจ้า   กำหนดให้พระองค์มีคุณสมบัติตามที่เราต้องการให้เป็น   แทนที่จะเป็นดังที่อธิบายในพระวจนะของพระองค์

God’s utter holiness, His transcendent splendor, and His “unapproachable light” are foreign concepts to many Christians.

ความบริสุทธิ์สูงสุดของพระเจ้า  ความสง่างามที่เหลือจะเข้าใจของพระองค์  และ "ความสว่างที่คนเข้าไม่ถึง"  ของพระองค์เป็นแนวความคิดที่แปลกต่อคริสเตียนมากมาย

1 Timothy 1ทิโมธี 6:16 16who alone has immortality, who dwells in unapproachable light, whom no one has ever seen or can see. To him be honor and eternal dominion. Amen.

16พระองค์ผู้เดียวทรงอมตะ   และทรงสถิตในความสว่างที่ซึ่งไม่มีคนใดจะเข้าไปถึง   ผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเห็นและจะเห็นไม่ได้   พระเกียรติและฤทธานุภาพอันถาวรจงมีแด่พระองค์นั้น   อาเมน  

We are called to walk in the Light and to put away the darkness in our lives so that we may be pleasing in His sight.

เราได้รับการทรงเรียกให้เดินไปในความสว่างและขับไล่ความมืดในชีวิตของเรา  เพื่อว่าเราจะเป็นที่ชื่นชอบในสายพระเนตรของพระองค์

A holy God cannot tolerate blatant, unashamed sin in His people and His holiness requires Him to punish it.

พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ไม่สามารถทนต่อความบาปที่บาดตา ไม่มีความละอายในคนของพระองค์  และพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์จำต้องทรงลงโทษมัน

We dare not be flippant in our attitudes toward sin or God’s loathing of it, nor should we make light of it in any way.
เราไม่กล้าเสี่ยงมีท่าทีทำเป็นเล่นต่อบาปของเรา  หรือความเกลียดชังของพระเจ้าเรื่องบาป   หรือเราไม่ควรจะถือว่าเป็นเรื่องเล่นๆไม่ว่าในทางใด

Praise the Lord that because of Jesus' death on our behalf, we no longer have to offer animal sacrifices.

สรรเสริญพระเจ้าเพราะว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเห็นแก่เรา    เราไม่จำเป็นต้องถวายสัตวบูชาอีกต่อไป

Leviticus is all about substitution.

พระธรรมเลวีนิติเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทดแทน

The death of the animals was a substitute penalty for those who have sinned.

การฆ่าสัตว์ให้ตายเอาเลือดมาเป็นการลงโทษแทนบรรดาผู้ที่ได้กระทำบาป

In the same way, but infinitely better, the sacrifice of Jesus on the cross was the substitute for our sins.

ในทำนองเดียวกันแต่ดีกว่าอย่างไม่มีข้อจำกัดคือ    การเสียสละพระชนม์ของพระเยซูบนกางเขนเป็นการชำระบาปแทนเรา

Now we can stand before a God of utter holiness without fear because He sees in us the righteousness of Christ.

ตอนนี้เราสามารถยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ที่สุดโดยไม่ต้องกลัว   เพราะพระองค์ทรงมองเห็นความชอบธรรมของพระเยซูคริสต์ในเรา

www.gotquestions.org/Thai

Exodus and Leviticus

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top