Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, July 1, 2015

 

Question: "What happened to the Ark of the Covenant?"
คำถาม: "เกิดอะไรขึ้นกับหีบพันธสัญญา"


Answer: What happened to the Ark of the Covenant is a question that has fascinated theologians, Bible students, and archeologists for centuries.

คำตอบ: เกิดอะไรขึ้นกับหีบพันธสัญญาเป็นคำถามซึ่งนักศาสนศาสตร์ นักศึกษาพระคัมภีร์และนักโบราณคดีหลงใหลใคร่อยากรู้มานานหลายศตวรรษ

In the eighteenth year of his reign, King Josiah of Judah ordered the caretakers of the Ark of the Covenant to return it to the temple in Jerusalem.

ในปีที่สิบแปดแห่งรัชกาลกษัตริย์โยสิยาห์    ได้ทรงบัญชาให้ผู้ดูแลหีบพันธสัญญานำกลับไปยังพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม

2 Chronicles 2 พงศาวดาร 35:1-6 1Josiah kept a Passover to the LORD in Jerusalem. And they slaughtered the Passover lamb on the fourteenth day of the first month.

1โยสิยาห์ทรงถือเทศกาลปัสกาถวายแด่พระเจ้าใน กรุงเยรูซาเล็มครั้งหนึ่ง   เขาฆ่าแกะปัสกาในวันที่สิบสี่ของเดือนต้น

2He appointed the priests to their offices and encouraged them in the service of the house of the LORD.

2พระองค์ทรงแต่งตั้งปุโรหิตให้ประจำหน้าที่   และทรงสนับสนุนเขาในการปรนนิบัติของพระนิเวศแห่งพระเจ้า

3And he said to the Levites who taught all Israel and who were holy to the LORD, “Put the holy ark in the house that Solomon the son of David, king of Israel, built. You need not carry it on your shoulders. Now serve the LORD your God and his people Israel.

3และพระองค์ตรัสกับคนเลวี   ผู้บริสุทธิ์เฉพาะพระเจ้า   ผู้สอนอิสราเอลทั้งปวงว่า   “จงวางหีบบริสุทธิ์ไว้ในพระนิเวศ   ซึ่งซาโลมอนโอรสของดาวิดพระราชา ของอิสราเอลทรงสร้างไว้   เจ้าทั้งหลายไม่ต้องใส่บ่าหามไปอีก   บัดนี้จงปรนนิบัติพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า   และอิสราเอลประชากรของพระองค์

4Prepare yourselves according to your fathers' houses by your divisions, as prescribed in the writing of David king of Israel and the document of Solomon his son.

4จงเตรียมตัวของเจ้าตามตระกูลของเจ้าเป็นกองๆ   ตามบันทึกพระราชดำรัสชี้แจงของดาวิดพระราชา แห่งอิสราเอล   และตามบันทึกพระราชดำรัสชี้แจงของซาโลมอนโอรส ของพระองค์

5And stand in the Holy Place according to the groupings of the fathers' houses of your brothers the lay people, and according to the division of the Levites by fathers' household.

5และยืนประจำอยู่ในสถานบริสุทธิ์ตามพวกต่างๆที่เป็นพี่น้องของท่าน   ผู้เป็นฆราวาสที่แบ่งเป็นตระกูลๆ   และให้ส่วนของตระกูลคนเลวีปรนนิบัติแต่ละพวก

6And slaughter the Passover lamb, and consecrate yourselves, and prepare for your brothers, to do according to the word of the LORD by Moses.”

6และฆ่าแกะปัสกาและชำระตนให้บริสุทธิ์   และเตรียมไว้ให้พี่น้องของเจ้า   เพื่อจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้าทางโมเสสนั้น  

2 Kings 2 พงศ์กษัตริย์ 23:21-23 21And the king commanded all the people, “Keep the Passover to the LORD your God, as it is written in this Book of the Covenant.”

21และพระราชาทรงบัญชาประชาชนทั้งปวงว่า   “จงถือเทศกาลปัสกาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า   ดังที่เขียนไว้ในหนังสือพันธสัญญา”   นี้

22For no such Passover had been kept since the days of the judges who judged Israel, or during all the days of the kings of Israel or of the kings of Judah.

22เพราะว่าเทศกาลปัสกาอย่างนี้มิได้ถือกันมา ตั้งแต่สมัยผู้วินิจฉัย   ผู้ที่ครอบครองอิสราเอล   หรือระหว่างสมัยบรรดาพระราชาแห่งอิสราเอล   หรือพระราชาแห่งยูดาห์

23But in the eighteenth year of King Josiah this Passover was kept to the LORD in Jerusalem.

23แต่ในปีที่สิบแปดแห่งรัชกาลกษัตริย์โยสิยาห์   ได้ถือเทศกาลปัสกานี้ถวายแด่พระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม


That is the last time the ark’s location is mentioned in the Scriptures.

นั่นคือครั้งสุดท้ายกล่าวถึงที่ตั้งหีบพันธสัญญาในพระคัมภีร์

Forty years later, King Nebuchadnezzar of Babylon captured Jerusalem and raided the temple.

สี่สิบปีต่อมา กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลนจับผู้คนจากเยรูซาเล็มเป็นเชลยและทำลายพระวิหาร

Less than ten years after that, he returned, took what was left in the temple, and then burnt it and the city to the ground.

เกือบสิบปีหลังจากนั้น   ทรงกลับมา   ทรงริบเอาสิ่งที่ถูกทิ้งร้างในพระวิหารไป  แล้วเผาพระวิหารและเมืองวินาศหมดสิ้น

So what happened to the ark?

ดังนั้นเกิดอะไรขึ้นกับหีบพันธสัญญา

Was it taken by Nebuchadnezzar?

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้ทรงนำมันไปหรือ

Was it destroyed with the city?

มันถูกเผาทำลายพร้อมกับเมืองหรือ

Or was it removed and hidden safely away, as evidently happened when Pharaoh Shishak of Egypt raided the temple during the reign of Solomon’s son Rehoboam?

หรือมันถูกเคลื่อนย้ายไปซ่อนไว้ในอย่างปลอดภัย    เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อฟาโรห์ชิชักแห่งอียิปต์ทรงยกทัพบุกเข้าไปในพระวิหารในรัชสมัยของเรโหโบอัม พระราชบุตรของซาโลมอน

“Evidently” because, if Shishak had managed to take the Ark, why did Josiah ask the Levites to return it?

"เห็นได้ชัดเจน" เพราะถ้าฟาโรห์ชิชักได้ทรงจัดการนำหีบพันธสัญญาไป  ทำไมกษัตริย์โยสิยาห์ทรงขอให้คนเลวีนำมันกลับมา

If the Ark was in Egypt—à la the plotline of Raiders of the Lost Ark—the Levites would not have possessed it and therefore could not have returned it.)

ถ้าหีบพันธสัญญาอยู่ในอียิปต์ -ตามโครงเรื่องของ Raiders of the Lost Ark    -  คนเลวีจะไม่ได้ครอบครองมัน   และดังนั้นจึงไม่สามารถนำมันกลับมาได้)

The non-canonical book of 2 Maccabees reports that just prior to the Babylonian invasion, Jeremiah, “following a divine revelation, ordered that the tabernacle and the ark should accompany him and...he went off to the mountain which Moses climbed to see God's inheritance

หนังสือที่ฃไม่เกี่ยวกับศาสนาชื่อ แมคคาบีส์ ฉบับที่2 รายงานว่าก่อนที่บาบิโลนจะบุกมายึดเมืองได้นั้น เยเรมีย์ "ตามการเปิดเผยของพระเจ้า   ท่านได้สั่งให้พลับพลาและหีบพันธสัญญาไปติดตามท่าน   ไปและ ... ท่านขึ้นไปยังภูเขาที่โมเสสได้ไต่ขึ้นไปรับมรดกที่พระเจ้าทรงมอบให้

Deuteronomy พระราชบัญญัติ 31:1-4 1So Moses continued to speak these words to all Israel.

1โมเสสยังกล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่คนอิสราเอล

2And he said to them, “I am 120 years old today. I am no longer able to go out and come in. The LORD has said to me, ‘You shall not go over this Jordan.’

2และท่านกล่าวแก่เขาว่า   “วันนี้ข้าพเจ้ามีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปีแล้ว   ข้าพเจ้าจะออกไปและเข้ามาอีกไม่ไหวแล้ว   พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า   'เจ้าจะไม่ได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้'

3The LORD your God himself will go over before you. He will destroy these nations before you, so that you shall dispossess them, and Joshua will go over at your head, as the LORD has spoken.

3พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะข้ามไปข้างหน้าท่านเอง   พระองค์จะทรงทำลายประชาชาติเหล่านี้ให้พ้นหน้าท่าน   เพื่อว่าท่านจะได้ขับไล่เขาไป   โยชูวาจะนำหน้าท่านทั้งหลายดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว

4And the LORD will do to them as he did to Sihon and Og, the kings of the Amorites, and to their land, when he destroyed them.

4พระเจ้าได้ทรงกระทำแก่เขาอย่างที่พระองค์ จะทรงกระทำแก่สิโหนและโอกกษัตริย์ของคน อาโมไรต์  และแก่แผ่นดินของเขา   ผู้ที่พระองค์ทรงทำลายเขา

When Jeremiah arrived there, he found a room in a cave in which he put the tent, the ark, and the altar of incense; then he blocked up the entrance” (2 Maccabees 2:4-5).

เมื่อเยเรมีย์มาถึงที่นั่น  ท่านพบว่าที่ว่างในถ้ำที่ซึ่งท่านตั้งเต็นท์ หีบพันธสัญญา และแท่นบูชาเครื่องหอม; แล้วท่านก็ปิดกั้นทางเข้า "(แมคคาบีส์ ฉบับที่ 2  2: 4-5)

However, “Some of those who followed him came up intending to mark the path, but they could not find it.

อย่างไรก็ตาม "บางคนที่ตามท่านขึ้นมาตั้งใจจะทำเครื่องหมายบอกเส้นทาง แต่พวกเขาไม่สามารถหาได้

When Jeremiah heard of this, he reproved them: ‘The place is to remain unknown until God gathers his people together again and shows them mercy.

เมื่อเยเรมีย์ได้ยินเรื่องนี้   ท่านตำหนิพวกเขาว่า    “สถานที่นี้จะไม่ใครรู้จักจนกว่าพระเจ้าจะทรงรวบรวมคนของพระองค์เข้าด้วยกันอีกครั้ง    และทรงสำแดงความเมตตาแก่พวกเขา

Then the Lord will disclose these things, and the glory of the Lord will be seen in the cloud, just as it appeared in the time of Moses and when Solomon prayed that the Temple might be gloriously sanctified’” (2 Maccabees 2:6-8). 

แล้วพระเจ้าจะทรงเปิดเผยสิ่งเหล่านี้และสง่าราศีของพระเจ้าจะปรากฏให้เห็นได้ในเมฆเช่นเดียวกับที่เคยปรากฏในสมัยของโมเสส    และเมื่อซาโลมอนทรงอธิษฐานขอให้พระวิหาร ได้ถูกชำระให้บริสุทธิ์โดยพระสิริ "(แมคคาบีส์ ฉบับที่ 2   2: 6- 8)

It is not known if this secondhand (see 2:1) account is accurate; even if it is, we will not know until the Lord comes back, as the account itself claims.

เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ว่า (ดู 2: 1) เรื่องที่เล่าต่อมานี้มีความถูกต้องไหม; แม้ว่ามันจะถูกต้อง  เราจะไม่ทราบจนกว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมา   ตามที่เรื่องราวบอกไว้



Other theories concerning the whereabouts of the lost ark include Rabbis Shlomo Goren and Yehuda Getz’s claim that it is hidden beneath the temple mount, having been buried there before Nebuchadnezzar could steal it away.

ทฤษฎีอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเบาะแสของหีบพันธสัญญาที่หายไป   รวมถึงคำกล่าวอ้างของรับบีชโลโม โกเรน และเยฮุดะ เก็ตซ์  ที่ว่ามันถูกเก็บซ่อนอยู่ใต้เทือกเขาที่ตั้งพระวิหาร ได้ถูกฝังอยู่ที่นั่นก่อนกษัตริย์นะบูคัดเนซาร์ทรงสามารถขโมยไป

Unfortunately, the temple mount is now home to the Dome of the Rock, an Islamic holy site, and the local Muslim community refuses to allow it to be excavated.

แต่น่าเสียดาย  เทือกเขาที่ตั้งพระวิหารตอนนี้เป็นที่ตั้ง โดม ออฟ เดอะร้อค   อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามและชุมชนชาวมุสลิมปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ขุดค้นหา

So we cannot know if Rabbis Goren and Getz are correct.

ดังนั้นเราจึงไม่สามารถทราบว่าสิ่งที่รับบีส์ โกเร และเก็ตซ์กล่าวนั้นถูกต้องไหม

Explorer Vendyl Jones, among others, believes that an artifact found among the Dead Sea Scrolls, the enigmatic “Copper Scroll” of Qumran Cave 3, is actually a treasure map of sorts detailing the location of a number of precious treasures taken from the temple before the Babylonians arrived, among them the lost Ark of the Covenant.

เวนดิล โจนส์ นักสำรวจ  รวมทั้งคนอื่นๆ เชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์ที่พบในหนังสือม้วนเดดซีที่อิ้อฉาว คือ "หนังสือม้วนทองแดง" ที้เป็นปริศนาของโบราณสถานกุมราน ถ้ำที่ 3 แท้จริงเป็นแผนที่หาทรัพย์สมบัติ  ที่มีรายละเอียดที่ตั้งของสมบัติอันมีค่ามากมายที่นำมาจากพระวิหารก่อนพวกบาบิโลนบุกเข้ามาถึง    ในบรรดาสิ่งที่หายไปนั้นคือหีบพันธสัญญา

Whether or not this is true remains to be seen, as no one has yet been able to locate all of the necessary geographical landmarks listed on the scroll.

ไม่ว่าจะสิ่งนี้แท้จริงยังคงต้องดูกันต่อไปหรือไม่  เพราะยังไม่มีใครสามารถกำหนดที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญทั้งหมด ตามที่ระบุไว้ในหนังสือม้วนได้


Interestingly, some scholars speculate that the Copper Scroll may actually be the record referred to in 2 Maccabees 2:1 and 4, which describes Jeremiah hiding the ark.

ที่น่าสนใจคือ นักวิชาการบางคนคาดเดาว่าหนังสือม้วนทองแดงแท้จริงอาจเป็นบันทึกอ้างถึงใน แมคคาบีส์ฉบับที่2 2: 1 และ 4 ซึ่งอธิบายว่าท่านเยเรมีย์ได้ซ่อนหีบพันธสัญญาไว้


While this is an interesting speculation, it remains unsubstantiated.

ขณะที่กาคาดเดานี้ก็น่าสนใจ    มันก็ยังคงไม่มีหลักฐานพอ

Former East African correspondent for “The Economist,” Graham Hancock, published a book in 1992 entitled The Sign and the Seal: The Quest for the Lost Ark of the Covenant, in which he argued that the ark had been stowed away in Saint Mary of Zion's Church in Aksum, an ancient city of Ethiopia.

อดีตผู้สื่อข่าวแอฟริกาตะวันออกของวารสาร "นักเศรษฐศาสตร์" ชื่อ เกรแฮม แฮนค็อก ได้ตีพิมพ์หนังสือในปี 1992 ชื่อว่า สัญญาณและตราประทับ : ปริศนาเรื่องพีบพันธสัญญาที่หายไป ( The Sign and the Seal The Quest for the Lost Ark of the Covenant ) ที่เขาอ้างว่าหีบพันธสัญญาได้รับการเก็บไว้ในวิหารเซนต์แมรี่ ของคริสตจักรศิโยนแห่งเมืองอัคสัม เมืองโบราณของประเทศเอธิโอเปีย

Explorer Robert Cornuke of the B.A.S.E. Institute, also believes the Ark may now reside in Aksum.

โรเบิร์ต คอร์นุค นักสำรวจของสถาบัน B.A.S.E  ยังเชื่อด้วยว่าหีบพันธสัญญาตอนนี้อาจอยู่ในเมืองอัคสัม

However, no one has yet found it there.

อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครยังได้พบมันเลย

Similarly, archaeologist Michael Sanders believes the ark is hidden away in an ancient Egyptian temple in the Israeli village of Djaharya, but he has yet to actually find it there.

ในทำนองเดียวกัน นักโบราณคดีไมเคิล แซนเดอร์ส เชื่อว่าหีบพันธสัญญาถูกซ่อนอยู่ในพระวิหารอียิปต์โบราณ   ในหมู่บ้านอิสราเอลจาร์ฮายา( Djaharya ) แต่ที่จริงเขายังไม่ได้พบมัน



A doubtful Irish tradition maintains that the Ark is buried under the Hill of Tara in Ireland.

ประเพณีไอริชที่น่าสงสัย ยืนยันว่าหีบพันธสัญญาถูกฝังอยู่ภายใต้เทือกเขาทาราในไอร์แลนด์

Some scholars believe that this is the source of the Irish “pot of gold at the end of the rainbow” legend.

นักวิชาการบางคนเชื่อว่านี่คือที่มาของนิทานตามตำนานของชาวไอริชเรื่อง "หม้อทองคำที่ปลายสายรุ้ง"

Even less believable are the claims of Ron Wyatt and Tom Crotser, Wyatt claiming to actually have seen the lost Ark of the Covenant buried under Mt. Calvary and Crotser claiming to have seen it on Mt. Pisgah near Mt. Nebo.

แม้ที่น่าเชื่อถือน้อยกว่าคือการอ้างของนายรอน ไวแอตต์ และทอม ครอทเซอร์ ไวแอตต์ ที่อ้างว่าเขาได้เห็นจริงๆ ว่าหีบพันธสัญญาที่หายไปฝังอยู่ใต้ภูเขาคาลแวรี่และนายครอทเซอร์ อ้างว่าเขาได้เห็นมันอยู่บนภูเขาปิสกาห์ที่อยู่ใกล้ภูเขาเนโบ

Both of these men are held in low esteem by the archaeological community, and neither has been able to substantiate the wild claims with any evidence.

ทั้งสองคนเหล่านี้ไม่ได้รับความเชื่อถือในสายตาสังคมโบราณคดี   และไม่ได้มีหลักฐานใดๆพอที่จะพิสูจน์การอ้างลอยๆ

In the end, the ark remains lost to all but God.

สุดท้ายหีบพันธสัญญาหายไปจากคนทั้งหมด ยกเว้นแต่พระเจ้า

Interesting theories like the ones presented above continue to be offered, but the ark has yet to be found.

ยังคงมีการเสนอทฤษฎีที่น่าสนใจเช่นทฤษฎีเหล่านั้นที่เสนอมา แต่ก็ยังไม่พบหีบพันธสัญญาเลย

The writer of 2 Maccabees may very well be right; we may not find out what happened to the lost Ark of the Covenant until the Lord Himself returns.

ผู้เขียนแมคคาบีส์ฉบับที่ 2 อาจจะถูกต้อง  เราไม่อาจค้นพบว่าอะไรเกิดขึ้นกับหีบพันธสัญญาที่หายไปจนกว่าพระเจ้าได้เสด็จกลับมา


Question: "Christian archaeology – why is it important?"
คำถาม: "ทำไมโบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์สำคัญ"

Answer: Archaeology comes from two compounded Greek words—archae meaning “ancient,” and logos meaning “knowledge”; thus, “knowledge or study of the ancients.”

คำตอบ: โบราณคดีมาจากตำภาษากรีกสองคำประกอบกัน  archae หมายความว่า "โบราณ" และโลโกส หมายถึง "ความรู้"; ดังนั้น "ความรู้หรือการศึกษาเรื่องโบราณ"

An archaeologist is much more than an Indiana Jones-type individual running around the world looking for old artifacts to place in a museum.

นักโบราณคดีเป็นยิ่งกว่าแบบฉบับคนอินเดียน่าโจนส์   ที่ตระเวณไปทั่วโลกตามหาวัตถุโบราณเพื่อนำมาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์

Archaeology is a science that studies ancient cultures by recovering and documenting materials from the past.

โบราณคดีเป็นศาสตร์ที่ศึกษาวัฒนธรรมโบราณ    โดยการกู้คืนกลับมาและจัดเก็บวัตถุหลักฐานโบราณ

Christian archaeology is the science of studying ancient cultures that have impacted Christianity and Judaism and the Jewish and Christian cultures themselves.

โบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์เป็นศาสตร์แห่งการศึกษาวัฒนธรรมโบราณ    ที่ได้ส่งผลกระทบต่อคริสตศาสนา  ศาสนายิวและวัฒนธรรมของชาวยิวและคริสเตียนเอง


Not only are Christian archaeologists trying to discover new things about the past, they are trying to validate what we already know about the past and advance our understanding of the manners and customs of the peoples of the Bible.
ไม่เพียงแต่นักโบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์พยายามที่จะค้นพบสิ่งใหม่ ๆ จากโบราณเท่านั้น    พวกเขากำลังพยายามที่จะตรวจสอบสิ่งที่เรารู้จักเกี่ยวกับอดีต   และพัฒนาความเข้าใจด้านขนบธรรมเนียมและประเพณีของชนชาติในพระคัมภีร์
The biblical text and other written records are the most important pieces of information we have about the history of ancient biblical peoples.

เนิ้อหาในพระคัมภีร์และบันทึกลายลักษณ์อักษรอื่น ๆ เป็นข้อมูลสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เราได้ทราบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชนชาติโบราณในพระคัมภีร์

But these records alone have left many unanswered questions.

แต่ด้วยข้อมูลเหล่านี้เองปล่อยให้เกิดคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ

That is where Christian archeologists come in.

นักโบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์จึงเข้ามาจัดการตรงนี้

They can fill in the partial picture that the biblical narrative provides.

พวกเขาสามารถช่วยเติมภาพบางส่วนประกอบเรื่องราวในพระคัมภีร์ได้

Excavations of ancient garbage dumps and abandoned cities have provided bits and pieces that give us clues to the past.

การขุดค้นซากเก่าๆ กองใหญ่ และเมืองโบราณที่ถูกทิ้งร้าง   ได้ให้ข้อมูลและชิ้นส่วนบางอย่างที่เป็นเบาะแสให้เราตามรอยในอดีต

The goal of Christian archaeology is to verify the essential truths of the Old and New Testaments through the physical artifacts of ancient peoples.
เป้าหมายของโบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์คือ  การยืนยันหลักฐานความจริงที่สำคัญของพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่    ผ่านทางสิ่งประดิษฐ์ทางกายภาพของชนชาติสมัยโบราณ

Christian archaeology did not become a scientific discipline until the 19th century.

โบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ไม่ได้กลายเป็นสาขาวิชาวิทยาศาสตร์จนกระทั่งศตวรรษที่ 19

The building blocks of Christian archaeology were laid by men such as Johann Jahn, Edward Robinson, and Sir Flinders Petrie.

ผู้ที่ได้วางบล๊อกด้านโบราณคดีที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ไว้เช่นโยฮันน์ จาห์น เอ็ดเวิร์ด โรบินสัน และเซอร์ ฟลินเดอร์ พีตรี

William F. Albright became the dominant figure in the 20th century.

วิลเลี่ยม เอฟ  อัลไบรท์ กลายเป็นบุคคลที่โดดเด่นในศตวรรษที่ 20

It was Albright who drew Christian archaeology into the contemporary debates over the origins and reliability of the biblical narratives.

เพราะอัลไบรท์  เป็นผู้ที่ดึงโบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์เข้ามาในการอภิปรายร่วมสมัย   เรื่องกำเนิดและความน่าเชื่อถือของเรื่องราวในพระคัมภีร์

It was Albright and his students who provided much of the physical evidence for the historical events described in the Bible.

เป็นเพราะอัลไบรท์และลูกศิษย์ของเขาที่ให้หลักฐานทางกายภาพมากมายของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์

However, today it seems as though there are as many archeologists trying to disprove the Bible as there are those proving it to be accurate.

แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนกับว่ามีนักโบราณคดีมากมายกำลังพยายามที่จะหักล้างพระคัมภีร์   พอๆ กับที่มีหลายคนกำลังพิสูจน์ว่าพระคัมภีร์ถูกต้อง
We do not have to go very far to find new attacks on Christianity from the secular world.

เราไม่ต้องช่วยเหลือในการหาข้อโจมตีใหม่มากมายต่อศาสนาคริสต์จากโลกที่ไม่รู้จักพระเจ้า  

An example is much of the programming on the Discovery Channel, such as “The Da Vinci Code” docudrama.

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้คือ รายการสารคดีในช่องดิสคัฟเวอรี่ เช่น " รหัสลับดาวินชี"

Other offerings have dealt with the historicity of Christ.

ข้อเสนออื่น ๆ เกี่ยวข้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพระคริสต์


One program, by James Cameron, argued that the tomb and burial box of Jesus had been found.

รายการหนึ่ง โดยเจมส์ คาเมรอน โต้แย้งว่าได้มีการค้นพบหลุมฝังศพและโลงศพของพระเยซู

From this “discovery” the conclusion was drawn that Jesus had not risen from the dead.

จากรายการ "ดิสคัฟเวอรี่"นี้  ให้ข้อสรุปว่าพระเยซูไม่ได้ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย

What the program failed to say is that the box had been discovered years earlier and that it had already been proven not to be Christ’s burial box.

สิ่งที่รายการไม่ได้บอกเล่าก็คือว่า  โลงศพได้ถูกค้นพบหลายปีก่อนหน้านี้   และว่ามันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เป็นโลงศพของพระคริสต์

This knowledge was achieved through the hard work of Christian archeologists.
ความรู้เรื่องนี้เป็นผลมาจากการทำงานหนักของนักโบราณคดีกี่ยวกับศาสนาคริสต์

It is archaeological evidence that provides the best possible physical information on the life and times of the ancients.

มันเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่ให้ข้อมูลทางกายภาพที่ดีที่สุดเรื่องชีวิตและยุคสมัยโบราณ

When proper scientific methods are applied to the excavation of ancient sites, information emerges that gives us a greater understanding of the ancient peoples and their culture and proofs that validate the biblical text.

เมื่อนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องไปประยุกต์ใช้ในการค้นหาโบราณสถาน     เกิดมีข้อมูลที่ทำให้เราเข้าใจคนโบราณและวัฒนธรรมของพวกเขามากขึ้น     และหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเนื้อหาในพระคัมภีร์ถูกต้องสมบูรณ์

Systematic recordings of these findings, shared with experts worldwide, can give us the most complete information on the lives of those who lived in Bible times.

ข้อมูลบันทึกสิ่งที่ค้นพบได้เหล่านี้ที่จัดเก็บเป็นระบบ ที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกร่วมแบ่งปันข้อมูลกัน   ทำให้เรามีข้อมูลที่สมบูรณ์เรื่องชีวิตของผู้คนในสมัยพระคัมภีร์



Christian archaeology is just one of the tools scholars can use to present a more complete defense of the biblical narrative and the gospel of Jesus Christ.

โบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่นักวิชาการสามารถนำมาใช้เป็นข้อปกป้องเรื่องราวในพระคัมภีร์  และพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Often, when sharing our faith, we are asked by non-believers how we know the Bible is true. One of the answers we can give is that, through the work of Christian archeologists, many of the facts of the Bible have been validated.

บ่อยครั้งเมื่อเราแบ่งปันเรื่องความเชื่อของเรา    ผู้ที่ไม่เชื่อจะถามเราว่า  เรารู้ได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์เป็นความจริง หนึ่งในคำตอบที่เราสามารถให้คือ  โดยผลงานของนักโบราณคดีเกี่ยวกับศาสนาคริสต์   ข้อเท็จจริงของพระคัมภีร์มากมายได้รับการตรวจสอบว่าถูกต้องเป็นจริง


www.gotquestions.org/Thai

Ark of the Covenant and Archeology

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top