Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, July 21, 2015

 

Book of Numbers

พระธรรมกันดารวิถี


Can you summarize the Book of Numbers?

คุณสามารถสรุปพระธรรมกันดารวิถีได้ไหม

What is the Book of Numbers all about?

พระธรรมกันดารวิถีทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: Moses was the author of the Book of Numbers.
ผู้ประพันธ์: โมเสสเป็นผู้เขียนพระธรรมกันดารวิถี

Date of Writing: The Book of Numbers was written between 1440 and 1400 B.C.
วันที่เขียน: พระธรรมกันดารวิถีเขียนขึ้นระหว่างปี ก.ค.ศ 1440 และ 1400


Purpose of Writing: The message of the Book of Numbers, is universal and timeless.

จุดประสงค์ของการเขียน: ข้อพระธรรมในพระธรรมกันดารวิถีเป็นสากลและเป็นอมตะ

 It reminds believers of the spiritual warfare in which they are engaged, for Numbers is the book of the service and walk of God's people.

มันเตือนผู้เชื่อเรื่องสงครามฝ่ายจิตวิญญาณที่พวกเขามีส่วนร่วม     เพราะพระธรรมกันดารวิถีเป็นพระธรรมแห่งการรับใช้และการเดินของคนของพระเจ้า

The Book of Numbers essentially bridges the gap between the Israelites receiving the Law (Exodus and Leviticus) and preparing them to enter the Promised Land (Deuteronomy and Joshua).
พระธรรมกันดารวิถีเป็นสะพานสำคัญเชื่อมระหว่างชนชาติอิสราเอลที่ได้รับบทบัญญัติ (อพยพและเลวีนิติ) และการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา (เฉลยธรรมบัญญัติและโยชูวา)

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Numbers กันดารวิถี 6:24-26 24The LORD bless you and keep you;

24ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน และพิทักษ์รักษาท่าน  

25the LORD make His face to shine upon you and be gracious to you;

25ขอพระเจ้าทรงให้พระพักตร์ของพระองค์ทอแสงแก่ท่าน   และทรงพระกรุณาท่าน  

26the LORD lift up His countenance upon you and give you peace.

26ขอพระเจ้าทรงเงยพระพักตร์ของพระองค์เหนือท่าน   และประทานสวัสดิภาพแก่ท่าน  
Numbers กันดารวิถี 12:6-8 6And he said, “Hear my words: If there is a prophet among you, I the LORD make myself known to him in a vision; I speak with him in a dream.

6พระองค์ตรัสว่า   “จงฟังถ้อยคำของเรา   ถ้าจะมีผู้เผยพระวจนะท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย   เราพระเจ้าจะสำแดงตัวแก่ผู้นั้นเป็นนิมิต   เราจะพูดกับเขาทางฝัน

7Not so with my servant Moses. He is faithful in all my house.

7สำหรับโมเสสผู้รับใช้ของเราก็ไม่เป็นเช่นนั้น   ในประชาชนของเราเขาสัตย์ซื่อ

8With him I speak mouth to mouth, clearly, and not in riddles, and he beholds the form of the LORD. Why then were you not afraid to speak against my servant Moses?”

8เราพูดกับเขาปากต่อปากอย่างชัดเจนไม่พูดเร้นลับ   และเขาเห็นสัณฐานของพระเจ้า   ไฉนเจ้าไม่กลัวที่จะพูดติโมเสสผู้รับใช้ของเรา”  
Numbers กันดารวิถี 14:30-34 30not one shall come into the land where I swore that I would make you dwell, except Caleb the son of Jephunneh and Joshua the son of Nun.

30จะไม่มีสักคนหนึ่งที่มาถึงแผ่นดินที่เราสัญญาว่า จะให้เจ้าอาศัยอยู่ เว้นแต่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์และโยชูวาบุตรนูน

31But your little ones, who you said would become a prey, I will bring in, and they shall know the land that you have rejected.

31แต่ลูกเล็กที่เจ้าทั้งหลายว่าจะเป็นเหยื่อนั้นเราจะพาเขาทั้งหลายเข้าไปและเขาจะรู้จักแผ่นดิน ที่เจ้าทั้งหลายได้สบประมาท

32But as for you, your dead bodies shall fall in this wilderness.

32ส่วนเจ้าทั้งหลาย ศพของเจ้าจะตกหล่นอยู่ในถิ่นทุรกันดารนี้

33And your children shall be shepherds in the wilderness forty years and shall suffer for your faithlessness, until the last of your dead bodies lies in the wilderness.

33ลูกหลานของเจ้าทั้งหลายจะเป็นผู้เลี้ยงแกะอยู่ในถิ่น ทุรกันดารถึงสี่สิบปี   เขาจะทนโทษการเล่นชู้ของเจ้า จนกว่าจำนวนซากศพของเจ้าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารนี้ครบ

34According to the number of the days in which you spied out the land, forty days, a year for each day, you shall bear your iniquity forty years, and you shall know my displeasure.’

34ตามจำนวนวันที่เจ้าเข้าไปสอดแนมในแผ่นดินนั้นซึ่งมีสี่สิบวัน วันหนึ่งจะเป็นปีหนึ่ง   เจ้าทั้งหลายจะรับโทษความผิดของเจ้าอยู่สี่สิบปี   เจ้าทั้งหลายจะทราบถึงความไม่พอใจของเรา


Brief Summary: Most of the events of the Book of Numbers take place in the wilderness, primarily between the second and fortieth years of the wandering of the Israelites.

บทสรุปโดยย่อ: ส่วนใหญ่เหตุการณ์ในพระธรรมกันดารวิถีเกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดาร   ส่วนใหญ่ระหว่างปีที่สองและปีที่สี่สิบของการเดินทางรอนแรมของอิสราเอล

The first 25 chapters of the book chronicle the experiences of the first generation of Israel in the wilderness, while the rest of the book describes the experiences of the second generation.

พระธรรม25 บทแรกบันทึกเหคุการณ์ตามลำดับเวลาที่ชนชาติอิสราเอลรุ่นแรกประสบในถิ่นทุรกันดาร  ในขณะที่ส่วนที่เหลือของพระธรรมเล่มนี้บรรยายประสบการณ์ของชนชาติอิสราเอลรุ่นที่สอง

The theme of obedience and rebellion followed by repentance and blessing runs through the entire book, as well as the entire Old Testament.
สาระสำคัญของการเชื่อฟังคำสั่งและการกบฏ  ตามมาด้วยการกลับใจสารภาพผิดและการอวยพรตลอดพระธรรมทั้งเล่ม  เช่นเดียวกับพันธสัญญาเดิมทั้งหมด

The theme of the holiness of God is continued from the book of Leviticus into the book of Numbers, which reveals God's instruction and preparation of His people to enter the Promised Land of Canaan.

สาระสำคัญของความบริสุทธิ์ของพระเจ้ายังมีต่อไป  จากพระธรรมเลวีนิติจนถึงพระธรรมกันดารวิถี  ซึ่งเปิดเผยคำสั่งสอนของพระเจ้าและการที่คนของพระองค์เตรียมความพร้อมเพื่อจะเข้าสู่ดินแดนคะนาอัน

The importance of the Book of Numbers is indicated by its being referred to in the New Testament many times.

ความสำคัญของพระธรรมกันดารวิถี แสดงให้เห็นตามที่อ้างถึงในพระคัมภีร์ใหม่หลายครั้ง

The Holy Spirit called special attention to Numbers in 1 Corinthians 10

ใน 1โครินธ์บทที่ 10  ร้องขอเป็นพิเศษให้รักษาความบริสุทธิ์ฝ่ายจิตวิญญาณ  ดังในพระธรรมกันดารวิถี 

1 Corinthians 1โครินธ์ 10:1-12 1I want you to know, brothers, that our fathers were all under the cloud, and all passed through the sea,

1ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า   บรรพบุรุษของเราทั้งสิ้นได้อยู่ใต้เมฆและได้ผ่านทะเลไปทุกคน

2and all were baptized into Moses in the cloud and in the sea,

2ได้รับบัพติศมาในเมฆและในทะเลเข้าสนิทกับโมเสสทุกคน

3and all ate the same spiritual food,

3และได้รับประทานอาหารทิพย์ทุกคน

4and all drank the same spiritual drink. For they drank from the spiritual Rock that followed them, and the Rock was Christ.

4และได้ดื่มน้ำทิพย์ทุกคน   เพราะว่าเขาได้ดื่มน้ำซึ่งไหลออกมาจากพระศิลาที่ติดตามเขามา   พระศิลานั้นคือพระคริสต์

5Nevertheless, with most of them God was not pleased, for they were overthrown in the wilderness.

5แต่ถึงกระนั้นก็ดี มีคนส่วนมากในพวกนั้นที่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย   เราทราบได้ก็เพราะว่าเขาล้มตายกันเกลื่อนกลาดในถิ่นทุรกันดาร  

6Now these things took place as examples for us, that we might not desire evil as they did.

6เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเรา   ไม่ให้เรามีใจโลภปรารถนาสิ่งที่ชั่วเหมือนเขาเหล่านั้น

7Do not be idolaters as some of them were; as it is written, “The people sat down to eat and drink and rose up to play.”

7ท่านทั้งหลายอย่านับถือรูปเคารพเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ   ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า   ประชาชนก็นั่งลงกินและดื่ม แล้วก็ลุกขึ้นเล่นสนุกสนาน

8We must not indulge in sexual immorality as some of them did, and twenty-three thousand fell in a single day.

8อย่าให้เราคบหญิงชั่วเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ   แล้วก็ล้มลงตายในวันเดียวสองหมื่นสามพันคน

9We must not put Christ to the test, as some of them did and were destroyed by serpents,

9อย่าให้เราลองดีองค์พระผู้เป็นเจ้า   เหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ   แล้วก็ต้องตายด้วยงูร้าย

10nor grumble, as some of them did and were destroyed by the Destroyer.

10อย่าให้เราบ่นเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้บ่น   แล้วก็ต้องพินาศด้วยองค์เพชฌฆาต

11Now these things happened to them as an example, but they were written down for our instruction, on whom the end of the ages has come.

11เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง   และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย   ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า

12Therefore let anyone who thinks that he stands take heed lest he fall.

12เหตุฉะนั้น คนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้วก็จงระวังให้ดี   กลัวว่าจะล้มลง

The words "all these things happened to them for examples" refers to the sin of the Israelites and God’s displeasure with them.
คำว่า "สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเป็นตัวอย่าง" หมายถึงความผิดบาปของอิสราเอลและความไม่พอใจของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา

In Romans 11:22, Paul speaks about the "goodness and severity of God."

ในโรม 11:22 เปาโลพูดเกี่ยวกับ "ความดีงามและความเข้มงวดกวดขันของพระเจ้า"

Romans โรม 11:22 22Note then the kindness and the severity of God: severity toward those who have fallen, but God's kindness to you, provided you continue in his kindness. Otherwise you too will be cut off.

22เหตุฉะนั้นจงพิจารณาดูทั้งพระเมตตาและความเข้มงวดของพระเจ้า   คือพระองค์ทรงเข้มงวดกับคนเหล่านั้น   ที่หลงผิดไปแต่พระองค์ทรงพระเมตตาท่าน   ถ้าว่าท่านจะดำรงอยู่ในพระเมตตานั้นต่อไป   มิฉะนั้นก็จะทรงตัดท่านออกเสียด้วย

That, in a nutshell, is the message of Numbers.

โดยสังเขป นั่นคือข้อพระธรรมในกันดารวิถี

The severity of God is seen in the death of the rebellious generation in the wilderness, those who never entered the Promised Land.

ความเข้มงวดกวดขันของพระเจ้าจะเห็นในการเสียชีวิตของคนรุ่นเก่าที่กบฏไม่เชื่อฟังในถิ่นทุรกันดาร  เป็นพวกที่ไม่มีโอกาสเข้าในดินแดนแห่งพระสัญญา

The goodness of God is realized in the new generation. God protected, preserved, and provided for these people until they possessed the land.

ความดีงามของพระเจ้าเป็นที่ตระหนักในลูกหลานรุ่นใหม่ พระเจ้าทรงปกป้องคุ้มครองและทรงสงวนรักษาคนเหล่านี้จนกระทั่งพวกเขาเข้ายึดดินแดนนั้นได้

This reminds us of the justice and love of God, which are always in sovereign harmony.
สื่งนี้เตือนเราให้นึกถึงความยุติธรรมและความรักของพระเจ้า   ซึ่งดำรงอยู่ในการสามัคคีธรรมกับองค์พระเจ้าสูงสุด


Foreshadowings: God’s demand for holiness in His people is completely and finally satisfied in Jesus Christ, who came to fulfill the law on our behalf.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: พระเจ้าทรงเรียกร้องความบริสุทธิ์ในคนของพระองค์ เพื่อนที่สุดจะเป็นที่พอพระทัยพระเยซูคริสต์อย่างสมบูรณ์    ผู้ทรงเสด็จมาเพื่อทำให้พระบัญญัติสมบูรณ์เพื่อเห็นแก่เรา

Matthew มัทธิว 5:17 17“Do not think that I have come to abolish the Law or the Prophets; I have not come to abolish them but to fulfill them.

17“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ   เรามิได้มาเลิกล้างแต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ

The concept of the promised Messiah pervades the book.

ความคิดเรื่องพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมาตามพระสัญญาแพร่หลายไปทั่วพระธรรมเล่มนี้

The story in chapter 19 of the sacrifice of the red heifer “without defect of blemish” prefigures Christ, the Lamb of God without spot or blemish who was sacrificed for our sins.

เรื่องราวในบทที่ 19 กล่าวถึงการถวายบูชาวัวตัวเมียสีแดง "ไม่พิการไม่มีรอยตำหนิ" เป็นภาพเล็งถึงพระคริสต์  พระเมษโปดกของพระเจ้า  ผู้ไม่มีรอยด่างหรือรอยมลทิน  ผู้ทรงเสียสละพระชนม์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเรา

The image of the bronze snake lifted up on the pole to provide physical healing (Chapter 21) also prefigures the lifting up of Christ, either upon the cross, or in the ministry of the Word, that whoever looks to Him by faith may have spiritual healing.
รูปปั้น(หล่อ)ของงูทองเหลืองที่ยกขึ้นบนเสาเพื่อให้การรักษาทางฝ่ายร่างกาย (บทที่ 21) ยังเป็นการคาดการณ์ถึงการยกพระคริสต์บนไม้กางเขนอีกด้วย หรือในการประกาศพระคำของพระเจ้าว่า  ใครก็ตามที่แหงนดูพระองค์โดยความเชื่ออาจจะได้รับการรักษาฝ่ายจิตวิญญาณ

John ยอห์น 3:14-15 14And as Moses lifted up the serpent in the wilderness, so must the Son of Man be lifted up,

14โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด   บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น

15that whoever believes in Him may have eternal life.

15เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์”   

In chapter 24, Balaam’s fourth oracle speaks of the star and the scepter who is to rise out of Jacob.

ในบทที่ 24 คำพยากรณ์ของบาลาอัมครั้งที่สี่ พูดเรื่องดาวและคทา ซึ่งเป็นผู้ที่จะเดินออกมาจากยาโคบ

Here is a prophecy of Christ who is called the "morning star" in Revelation for His glory, brightness, and splendor, and for the light that comes by Him.

นี่คือคำพนากรณ์เรื่องพระคริสต์  ผู้ที่ทรงถูกเรียกว่า "ดาวประจำรุ่ง" ในพระธรรมวิวรณ์เพื่อพระสิริของพระองค์, ความสว่าง  และความสง่างามและเพื่อความสว่างที่มาจากพระองค์

Revelation วิวรณ์ 22:16 16“I, Jesus, have sent my angel to testify to you about these things for the churches. I am the root and the descendant of David, the bright morning star.”

16“เราคือเยซูผู้ใช้ให้ทูตสวรรค์ของเรา   ไปเป็นพยานสำแดงเหตุการณ์เหล่านี้แก่ท่าน   เพื่อคริสตจักรทั้งหลาย   เราเป็นเชื้อสายของดาวิด   และเป็นดาวประจำรุ่งอันสุกใส”  

He may also be called a scepter, that is, a scepter bearer, because of his royalty.

นอกจากนี้พระองค์ยังได้รับพระนามว่าคทา  นั่นคือเป็นผู้ถือคทา  เพราะทรงสืบเชื้อราชวงศ์

He not only has the name of a king, but has a kingdom, and rules with a scepter of grace, mercy, and righteousness.
ไม่เพียง แต่พระองค์ทรงนามว่ากษัตริย์ แต่ทรงมีราชอาณาจักรและกฎต่างๆ พร้อมด้วยคทาแห่งพระกรุณาธิคุณ ความเมตตาและความชอบธรรม


Practical Application: A major theological theme developed in the New Testament from Numbers is that sin and unbelief, especially rebellion, reap the judgment of God.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: สาระสำคัญเชิงศาสนศาสตร์ที่พัฒนาในพันธสัญญาใหม่จากพระธรรมกันดารวิถี   คือว่าความบาปและความไม่เชื่อ   โดยเฉพาะการกบฏ   รับการพิพากษาของพระเจ้าตอบแทน

First Corinthians specifically says—and Hebrews 3:7-4:13 strongly implies—that these events were written as examples for believers to observe and avoid.

พะธรรมโครินธ์ฉบับแรกกล่าวโดยพาะ---และฮีบรู 3: 7-4: 13 แสดงอย่างชัดเจน  --ว่าเหตุการณ์เหล่านี้ถูกเขียนเป็นตัวอย่างสำหรับบรรดาผู้เชื่อที่จะปฏิบัติและหลีกเลี่ยง

We are not to “set our hearts on evil things” (v. 6), or be sexually immoral (v. 8), or put God to the test (v. 9) or gripe and complain (v. 10).
เราต้องไม่ "ใส่ใจของเราในสิ่งที่ชั่วร้าย" (ข้อ 6) หรือทำผิดศีลธรรมทางเพศ (ข้อ 8) หรือทดสอบพระเจ้าของเรา (ข้อ 9) หรือมีใจขุ่นเคืองและพร่ำบ่น (ข้อ 10)

Just as the Israelites wandered in the wilderness 40 years because of their rebellion, so too does God sometimes allow us to wander away from Him and suffer loneliness and lack of blessings when we rebel against Him.

เช่นเดียวกับชาวอิสราเอลที่เดินทางรอนแรมในถิ่นทุรกันดาร 40 ปี เพราะพวกเขาก่อการกบฏ   ดังนั้นบางครั้งพระเจ้าทรงปล่อยให้เราเดินออกไปจากพระองค์  และทนทุกข์กับความอ้างว้างและขาดพระพรเมื่อเรากบฏต่อพระองค์

But God is faithful and just, and just as He restored the Israelites to their rightful place in His heart, He will always restore Christians to the place of blessing and intimate fellowship with Him if we repent and return to Him.

แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม    และเช่นเดียวกับที่ทรงมีพระทัยนำความชอบธรรมกลับคืนสู่ชนชาติอิสราเอล   พระองค์มักทรงรื้อฟื้นคริสตชนกลับไปรับพระพรและมีสามัคคีธรรมสนิทกับพระองค์  ถ้าเราสำนึกผิดและหันกลับไปหาพระองค์

1 John 1 ยอห์น 1:9 9If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

www.gotquestions.org/Thai

Numbers

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top