Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, July 22, 2015

 

Book of Deuteronomy

พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ


Can you summarize the Book of Deuteronomy?

คุณสามารถสรุปพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติได้ไหม

What is the Book of Deuteronomy all about?

พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: Moses wrote the Book of Deuteronomy, which is in fact a collection of his sermons to Israel just before they crossed the Jordan. 

ผู้ประพันธ์: โมเสสได้เขียนพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ   ซึ่งในความเป็นจริงเป็นการเก็บรวบรวมคำเทศนาของท่านแก่ชนชาติอิสราเอล  ก่อนที่พวกเขาข้ามแม่น้ำจอร์แดน

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 1:1 1These are the words that Moses spoke to all Israel beyond the Jordan in the wilderness, in the Arabah opposite Suph, between Paran and Tophel, Laban, Hazeroth, and Dizahab.

1ข้อความต่อไปนี้เป็นคำที่โมเสสกล่าว แก่คนอิสราเอลทั้งปวงที่ในถิ่นทุรกัน ดารฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน   คือในอาราบาห์   ข้างหน้าสูฟระหว่างปารานและโทเฟล ลาบาน ฮาเซโรทและดีซาหับ

Someone else (Joshua, perhaps) may have written the last chapter.
คนอื่นบางคน (อาจเป็นโยชูวา) อาจได้เขียนบทสุดท้าย


Date of Writing: These sermons were given during the 40-day period prior to Israel’s entering the Promised Land.

วันที่เขียน: คำเทศนาสั่งสอนเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลา 40 วันก่อนที่ชนชาติอิสราเอลจะเข้าไปในดินแดนแห่งพระสัญญา

The first sermon was delivered on the 1st day of the 11th month, and the Israelites crossed the Jordan 70 days later, on the 10th day of the 1st month.

คำเทศนาครั้งแรกได้กล่าวสั่งสอนเมื่อวันแรกของเดือนที่ 11 และชาวอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดน 70 วัน ต่อมา  ในวันที่ 10 ของเดือนแรก

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 1:3 3In the fortieth year, on the first day of the eleventh month, Moses spoke to the people of Israel according to all that the LORD had given him in commandment to them,

3ในวันที่หนึ่งเดือนที่สิบเอ็ด   ปีที่สี่สิบโมเสสได้กล่าวแก่คนอิสราเอล   ตามบรรดาพระดำรัสที่พระเจ้าทรงประทาน แก่ท่านเป็นพระบัญญัติให้แก่เขาทั้งหลาย

Joshua โยชูวา 4:19 19The people came up out of the Jordan on the tenth day of the first month, and they encamped at Gilgal on the east border of Jericho.

19ประชาชนได้ขึ้นจากจอร์แดนในวันที่สิบเดือนที่หนึ่ง   ไปตั้งค่ายอยู่ที่กิลกาลริมเขตเมืองเยรีโคข้างทิศตะวันออก 

Subtract 30 days of mourning after Moses’ death, and we’re left with 40 days.

ถ้าลบวันออก 30 วันที่มีการไว้ทุกข์เนื่องจากโมเสสตาย  และเราจะเหลืออีก 40 วัน

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 34:8 8And the people of Israel wept for Moses in the plains of Moab thirty days. Then the days of weeping and mourning for Moses were ended.

8และคนอิสราเอลร้องไห้ถึงโมเสสที่แผ่นดินโมอับสามสิบวัน   แล้ววันที่ร้องไห้ไว้ทุกข์ถึงโมเสสก็สิ้นลง   

The year was 1410 B.C.
เป็นปี 1410 ก่อนคริสต์กาล

Purpose of Writing: A new generation of Israelites was about to enter the Promised Land.

จุดประสงค์ของการเขียน: ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลกำลังจะเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา

This multitude had not experienced the miracle at the Red Sea or heard the law given at Sinai, and they were about to enter a new land with many dangers and temptations.

ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้มีประสบการณ์มหัศจรรย์ที่ทะเลแดง   หรือได้ยินบทบัญญํติที่ทรงประทานให้ที่ภูเขาซีนาย   และพวกเขากำลังจะเข้าสู่ดินแดนใหม่ที่มีอันตรายและเต็มไปด้วยการล่อลวงมากมาย

The book of Deuteronomy was given to remind them of God’s law and God’s power.
พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติได้ให้คำตักเตือนให้พวกเขาจดจำพระบัญญัติของพระเจ้าและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 4:2 2You shall not add to the word that I command you, nor take from it, that you may keep the commandments of the LORD your God that I command you.

2ท่านทั้งหลายอย่าเสริมเติมคำที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้   และอย่าตัดออก เพื่อท่านทั้ง หลายจะรักษา พระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน   ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน
Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-7 4“Hear, O Israel: The LORD our God, the LORD is one.

4“โอคนอิสราเอล   จงฟังเถิดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นพระเจ้าเดียว

5You shall love the LORD your God with all your heart and with all your soul and with all your might.

5พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของท่าน

6And these words that I command you today shall be on your heart.

6และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้า บัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน

7You shall teach them diligently to your children, and shall talk of them when you sit in your house, and when you walk by the way, and when you lie down, and when you rise.

7และพวกท่านจงอุตส่าห์ สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน   เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน   เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น   จงพูดถึงถ้อยคำนั้น

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 32:46-47 46he said to them, “Take to heart all the words by which I am warning you today, that you may command them to your children, that they may be careful to do all the words of this law.

46ท่านก็กล่าวแก่เขาว่า   “จงใส่ใจในถ้อยคำซึ่งข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านในวันนี้   เพื่อท่านจะได้บัญชาแก่ลูกหลานของท่าน   เพื่อเขาจะได้ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำแห่งธรรมบัญญัตินี้ทั้งสิ้น

47For it is no empty word for you, but your very life, and by this word you shall live long in the land that you are going over the Jordan to possess.”

47เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับท่านทั้งหลาย   แต่เป็นเรื่องชีวิตของท่านทั้งหลาย   และเรื่องนี้จะกระทำให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตยืนนานในแผ่นดิน   ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น”

Brief Summary: The Israelites are commanded to remember four things: God’s faithfulness, God’s holiness, God’s blessings, and God’s warnings.

บทสรุปโดยย่อ: ชนชาติอิสราเอลได้รับบัญชาให้จดจำ 4 ประการนี้: ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า  ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  พระพรของพระเจ้า และคำตักเตือนของพระเจ้า

The first three chapters recap the trip from Egypt to their current location, Moab. Chapter 4 is a call to obedience, to be faithful to the God who was faithful to them.
สามบทแรกสรุปการเดินทางออกจากอียิปต์ไปยังตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของพวกเขา  แผ่นดินโมอับ บทที่ 4 คือการเรียกร้องให้เชื่อฟัง ให้สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อต่อพวกเขา
Chapters 5 through 26 are a repetition of the law.

บทที่ 5 ถึง 26 มีการกล่าวพระบัญญัติซ้ำแล้วซ้ำอีก

The Ten Commandments, the laws concerning sacrifices and specials days, and the rest of the law are given to the new generation.

บัญญัติสิบประการ   บทบัญญัติเกี่ยวกับการถวายบูชาและวันสำคัญพิเศษ   และบทบัญญัติส่วนที่เหลือ  เหล่านี้ได้ทรงประทานแก่ลูกหลานรุ่นต่อไป

Blessings are promised to those who obey, and famine is promised to those who break the law.
พระสัญญาจะทรงประทานพระพรแก่ผู้ที่เชื่อฟัง   และการกันดารอาหารเป็นพระสัญญาที่ทรงให้กับผู้ที่ทำผิดพระบัญญัติ
Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 5:29 29Oh that they had such a mind as this always, to fear me and to keep all my commandments, that it might go well with them and with their descendants forever!

29โอ อยากให้มีจิตใจเช่นนี้อยู่เสมอไปหนอ คือที่จะยำเกรงเราและรัก ษาบัญญัติทั้งสิ้นของเรา เขาทั้งหลายก็จะสุขเจริญอยู่ตลอดชั่วลูกหลานของเขาเป็นนิตย์

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 6:17-19 17You shall diligently keep the commandments of the LORD your God, and his testimonies and his statutes, which he has commanded you.

17ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์รักษาพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน   และพระโอวาทของพระองค์และกฎเกณฑ์ของพระองค์   ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาท่านไว้

18And you shall do what is right and good in the sight of the LORD, that it may go well with you, and that you may go in and take possession of the good land that the LORD swore to give to your fathers

18พวกท่านจงกระทำการที่ชอบและที่ดีในสายพระเนตรพระเจ้า   เพื่อพวกท่านจะไปดีมาดี   และเพื่อท่านจะได้เข้าไปยึดครองแผ่นดินที่ดี ซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณที่จะประทานแก่บรรพบุรุษของท่าน

19by thrusting out all your enemies from before you, as the LORD has promised.

19โดยขับไล่ศัตรูทั้งสิ้นของท่านออกไปให้พ้นหน้าพวกท่าน   ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้  

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 11:13-17 13“And if you will indeed obey my commandments that I command you today, to love the LORD your God, and to serve Him with all your heart and with all your soul,

13“ถ้าท่านทั้งหลายจะกระทำตามบัญญัติของข้าพเจ้าซึ่ง ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้   ให้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย และปรนนิบัติพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน

14he will give the rain for your land in its season, the early rain and the later rain, that you may gather in your grain and your wine and your oil.

14'เราจะให้ฝนตกบนแผ่นดินของเจ้าตามฤดูกาล   คือฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดู   เพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้เก็บพืชผล เหล้าองุ่น และน้ำมัน

15And he will give grass in your fields for your livestock, and you shall eat and be full.

15และเราจะให้หญ้าในทุ่งสำหรับฝูงสัตว์ของเจ้า   และเจ้าจะได้รับประทานอิ่มหนำ'

16Take care lest your heart be deceived, and you turn aside and serve other gods and worship them;

16จงระวังตัวอย่าให้จิตใจของท่านทั้งหลายลุ่มหลง และหันเหไปปรนนิบัตินมัสการพระอื่น

17then the anger of the LORD will be kindled against you, and he will shut up the heavens, so that there will be no rain, and the land will yield no fruit, and you will perish quickly off the good land that the LORD is giving you.

17และพระเจ้าจึงทรงกริ้วต่อท่าน ปิดฟ้าสวรรค์ไม่ให้ฝนตก   และแผ่นดินก็ไม่งอกพืชผลและท่านทั้งหลายจะพินาศจาก แผ่นดินดี ซึ่งพระเจ้าประทานแก่ท่านนั้นเสียอย่างรวดเร็ว  

The theme of blessing and cursing is continued in chapters 27-30.

สาระสำคัญของการให้พรและคำสาปแช่งยังคงมีต่อในบทที่ 27-30

This portion of the book ends with a clear choice set before Israel: “I have set before you life and death, blessing and cursing.” God’s desire for His people is found in what He recommends: “choose life”

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเล่มนี้จบลงด้วยการตั้งการตัดสินใจเลือกให้ชัดเจนต่อหน้าอิสราเอล "เราได้ตั้งชีวิตและความตายไว้ต่อหน้าพวกเจ้า   ทั้งให้พระพรและคำสาปแช่ง" พระเจ้าทรงปรารถนาให้คนของพระองค์ทำตามที่ได้ทรงแนะนำให้ตัดสินใจ "เลือกชีวิต"

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 19I call heaven and earth to witness against you today, that I have set before you life and death, blessing and curse. Therefore choose life, that you and your offspring may live,

19ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และ โลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า   ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย   พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน   เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่

In the final chapters, Moses encourages the people; commissions his replacement, Joshua; records a song; and gives a final blessing to each of the tribes of Israel.

ในหลายบทสุดท้าย  โมเสสหนุนใจประชากร; คำบัญชาให้ตั้งคนสืบสานภารกิจแทนท่าน คือโยชูวา; บันทึกเพลงสรรเสริญ; และการให้พรครั้งสุดท้ายแก่อิสราเอลแต่ละเผ่า

Chapter 34 relates the circumstances of Moses’ death.

บทที่ 34 เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เรื่องการเสียชีวิตของโมเสส

He climbed Mt. Pisgah, where the Lord showed him the Promised Land that he could not enter.

ท่านขึ้นไปบนภูเขาปิสกาห์  สถานที่พระเจ้าให้ท่านเห็นดินแดนที่ท่านไม่สามารถเข้าไปได้

At 120 years old, but still with good eyesight and the strength of youth, Moses died in the presence of the Lord.

ตอนท่านอายุ 120 ปี แต่ยังคงมีสายตาที่ดีและแข็งแรงเหมือนวัยหนุ่ม  โมเสสสิ้นชีวิตต่อพระพักตร์ของพระเจ้า

The book of Deuteronomy ends with a short obituary on this great prophet.
พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติจบลงด้วยการประกาศข่าวมรณกรรมสั้น ๆ เรื่องผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่นี้

Foreshadowings: Many New Testament themes are present in the Book of Deuteronomy.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: เราพบสาระสำคัญมากมายในพันธสัญญาใหม่ในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ

The foremost among them is the necessity of keeping perfectly the Mosaic Law and the impossibility of doing so.

สิ่งสำคัญที่สุดในบรรดาสิ่งเหล่านี้   คือความจำเป็นของการรักษากฏของโมเสสอย่างเคร่งครัดและความเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเช่นนั้น

The endless sacrifices necessary to atone for the sins of the people—who continually transgressed the Law—would find their fulfillment in the final “once for all” sacrifice of Christ.

ความจำเป็นที่ต้องถวายเครื่องบูชาหลายครั้งที่ไม่มีวันจบสิ้นเพื่อลบล้างความผิดบาปของประชากร—ซึ่งยังคงกระทำการละเมิดพระบัญญัติ     เราพบว่าการเสียสละพระชนม์ของพระเยซูคริสต์แทนการถวายบูชาของพวกเขาสำเร็จบริบูรณ์ "ครั้งเดียวเท่านั้นพอ"

Hebrews ฮีบรู10:10 10And by that will we have been sanctified through the offering of the body of Jesus Christ once for all.

10และโดยน้ำพระทัยนั้นเองที่เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์   โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  

Because of His atoning work on the cross, we would need no further sacrifices for sin.
เพราะการที่พระองค์ทรงทำการลบล้างบาปบนกางเขน   เราไม่ต้องมีการถวายเครื่องบูชาไถ่บาปอีกต่อไป
God’s choosing of the Israelites as His special people foreshadows His choosing of those who would believe in Christ.

การที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอิสราเอลเป็นชนชาติพิเศษของพระองค์ เป็นลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าของการทรงเลือกสรรบรรดาผู้ที่เชื่อในพระคริสต์

1 Peter 1 เปโตร 2:9 9But you are a chosen race, a royal priesthood, a holy nation, a people for His own possession, that you may proclaim the excellencies of Him who called you out of darkness into His marvelous light.

9แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว   เป็นพวกปุโรหิตหลวง   เป็นประชาชาติบริสุทธิ์   เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ   เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด   เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์

Moses prophesies of another prophet—the ultimate Prophet to come who is the Messiah.

โมเสสพยากรณ์ว่าจะมีท่านศาสดาพยากรณ์อีกองค์หนึ่ง-ศาสดาพยากรณ์องค์สูงสุดที่จะมาผู้ทรงเป็นพระเมสสิยาห์

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15-19 15“The LORD your God will raise up for you a prophet like me from among you, from your brothers—it is to him you shall listen—

15“พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรด ให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้น ในหมู่พวกท่านจากพี่น้องของท่าน   ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา

16just as you desired of the LORD your God at Horeb on the day of the assembly, when you said, ‘Let me not hear again the voice of the LORD my God or see this great fire any more, lest I die.’

16อย่างที่ท่านปรารถนาจากพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านที่โฮเรบในวันประชุมเมื่อท่านกล่าวว่า   'อย่าให้ข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียง ของพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของข้าพเจ้าหรือได้เห็นเพลิงมหึมานี้อีกเลย   เกรงว่าข้าพเจ้าจะตายเสีย'

17And the LORD said to me, ‘They are right in what they have spoken.

17และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า   'ซึ่งเขาพูดมาเช่นนั้นก็ดีอยู่

18I will raise up for them a prophet like you from among their brothers. And I will put my words in his mouth, and he shall speak to them all that I command him.

18เราจะโปรดให้บังเกิดผู้เผยพระวจนะ อย่างเจ้าในหมู่พวกพี่น้องของเขา   และเราจะใส่ถ้อยคำของเราในปากของเขา   และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาเขา ไว้นั้นแก่ประชาชนทั้งหลาย

19And whoever will not listen to My words that he shall speak in My name, I Myself will require it of him.

19ผู้ใดไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา   ซึ่งผู้เผยพระวจนะกล่าวในนามของเรา   เราจะกำหนดโทษผู้นั้น

Like Moses, He would receive and preach divine revelation and He would lead His people.

เช่นเดียวกับโมเสส   พระองค์ทรงได้รับและทรงประกาศการทรงสำแดงของพระเจ้าและพระองค์จะทรงนำคนของพระองค์

John ยอห์น 6:14 14When the people saw the sign that he had done, they said, “This is indeed the Prophet who is to come into the world!”

14เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นหมายสำคัญซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ   เขาก็พูดกันว่า   “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นที่ทรงกำหนดให้มาในโลก”  

John ยอห์น 7:40 40When they heard these words, some of the people said, “This really is the Prophet.”

40เมื่อประชาชนได้ฟังดังนั้น   บางคนก็พูดว่า   “ท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นแน่”


Practical Application: The book of Deuteronomy underscores the importance of God’s Word.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติเน้นย้ำความสำคัญของพระวจนะของพระเจ้า

It is a vital part of our lives.

นี่เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเรา

Although we are no longer under the Old Testament law, we are still responsible to submit to the will of God in our lives.

แม้ว่าเราไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติในพันธสัญญาเดิมอีกต่อไป  เรายังคงรับผิดชอบที่จะจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

Simple obedience brings blessing, and sin has its own consequences.
เพียงแค่การเชื่อฟังเท่านั้นก็จะนำพระพรมา   และความบาปจะมีผลกระทบตามมาเอง
None of us is “above the law.”

ไม่มีใครในพวกเราอยู่ "เหนือบทบัญญัติ"

Even Moses, the leader and prophet chosen by God, was required to obey.

แม้โมเสส  ผู้นำและผู้เผยพระวจนะที่ได้รับเลือกสรรโดยพระเจ้า  ก็จะต้องเชื่อฟัง

The reason that he was not allowed to enter the Promised Land was that he disobeyed the Lord’s clear command.

เหตุผลที่ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าในดินแดนแห่งพระสัญญา   คือท่านไม่เชื่อฟังคำสั่งที่ชัดเจนของพระเจ้า

Numbers กันดารวิถี 20:11-12 11And Moses lifted up his hand and struck the rock with his staff twice, and water came out abundantly, and the congregation drank, and their livestock.

11และโมเสสก็ยกมือขึ้นตีหินนั้นสองครั้งด้วยไม้เท้า   และน้ำก็ไหลพล่านออกมามากมาย   ชุมนุมชนและสัตว์ของเขาก็ได้ดื่มน้ำ

12And the LORD said to Moses and Aaron, “Because you did not believe in me, to uphold me as holy in the eyes of the people of Israel, therefore you shall not bring this assembly into the land that I have given them.”

12พระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า   “เพราะเจ้ามิได้เชื่อเราจึงมิได้ถวาย ความศักดิ์สิทธิ์แก่เราต่อหน้าคนอิสราเอล   เพราะฉะนั้นเจ้าจึงจะมิได้นำคนที่ประชุมนี้เข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราได้ให้แก่เขา”
During the time of His testing in the wilderness, Jesus quoted from the book of Deuteronomy three times.

ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงถูกทดลองใจในถิ่นทุรกันดาร    พระเยซูได้ทรงยกข้อพระคัมภีร์มาจากพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติสามครั้ง

Matthew มัทธิว 4:3-11   3And the tempter came and said to Him, “If you are the Son of God, command these stones to become loaves of bread.”

3ส่วนผู้ผจญมาหาพระองค์ทูลว่า   “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า   จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร”

4But He answered, “It is written, “‘Man shall not live by bread alone, but by every word that comes from the mouth of God.’”

4ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า   “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า     'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้   แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ   ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ”  

5Then the devil took Him to the holy city and set him on the pinnacle of the temple

5แล้วมารก็นำพระองค์ไปยังนครบริสุทธิ์   และให้พระองค์ประทับที่ยอดหลังคาพระวิหาร

6and said to Him, “If you are the Son of God, throw yourself down, for it is written,

“‘He will command his angels concerning you,’ and “‘On their hands they will bear you up, lest you strike your foot against a stone.’”

6แล้วทูลพระองค์ว่า   “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า   จงโจนลงไปเถิด   เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า     พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตสวรรค์ ของพระองค์รักษาท่าน   และเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้   มิให้เท้าของท่านกระทบหิน”  

7Jesus said to him, “Again it is written, ‘You shall not put the Lord your God to the test.’”

7พระเยซูจึงตรัสตอบว่า   “พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า   อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน”

8Again, the devil took Him to a very high mountain and showed Him all the kingdoms of the world and their glory.

8อีกครั้งหนึ่งมารได้นำพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาอันสูงยิ่งนัก   และได้แสดงบรรดาราชอาณาจักรในโลก   ทั้งความรุ่งเรืองของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทอดพระเนตร

9And he said to Him, “All these I will give you, if you will fall down and worship me.”

9แล้วได้ทูลพระองค์ว่า   “ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา   เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน”

10Then Jesus said to him, “Be gone, Satan! For it is written, “‘You shall worship the Lord your God and Him only shall you serve.’”

10พระเยซูจึงตรัสตอบว่า   “อ้ายซาตาน   จงไปเสียให้พ้น   เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า     จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน   และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว”  

11Then the devil left him, and behold, angels came and were ministering to Him.

11แล้วมารจึงละพระองค์ไป   และมีเหล่าทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์

In so doing, Jesus illustrated for us the necessity of hiding God’s Word in our hearts that we might not sin against Him.

ในการทำเช่นนั้น  พระเยซูทรงสำแดงให้เราเห็นความจำเป็นที่จะต้องซุกซ่อนพระวจนะของพระเจ้าไว้ในใจของเรา   เพื่อว่าเราอาจจะไม่ทำบาปต่อพระองค์

Psalm เพลงสดุดี 119:11 11I have stored up your word in my heart, that I might not sin against you.

11ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์   เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์  
As Israel remembered God’s faithfulness, so should we.

เหมือนดังที่อิสราเอลจดจำความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดังนั้นเราจึงควรทำดังนั้นด้วย

The crossing of the Red Sea, the holy presence at Sinai, and the blessing of manna in the desert should be an encouragement to us as well.

การข้ามทะเลแดง    การทรงปรากฏพระองค์ที่ภูเกขาซีนายศักดิ์สิทธิ์   และพระพรที่ทรงประทานมานาในถิ่นทุรกันดาร  ควรจะเป็นการหนุนกำลังใจให้เราได้เช่นเดียวกัน

A great way to keep going forward is to take some time to look back and see what God has done.
วิธีสำคัญเพื่อให้ก้าวเดินไปข้างหน้าคือ   ต้องใช้เวลาในการมองย้อนกลับไป  และดูสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ
We also have a beautiful picture in Deuteronomy of a loving God Who desires a relationship with His children.

นอกจากนี้เรายังมีภาพที่สวยงามในเฉลยธรรมบัญญัติของพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยรัก  ผู้ทรงปรารถนาจะมีการสามัคคีธรรมกับบุตรของพระองค์

The Lord names love as the reason that He brought Israel out of Egypt “with a mighty hand” and redeemed them.

พระนามพระเจ้าว่าความรักเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ "ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์" และได้ทรงกู้ชีวิตพวกเขา

Deuteronomy เฉลยธรรมบัญญัติ 7:7-9 7It was not because you were more in number than any other people that the LORD set his love on you and chose you, for you were the fewest of all peoples,

7ที่พระเจ้าทรงรักและทรงเลือกท่านทั้งหลายนั้น   มิใช่เพราะท่านทั้งหลายมีจำนวน มากกว่าประชาชนชาติอื่น   ด้วยว่าในบรรดาชนชาติทั้งหลาย   ท่านเป็นจำนวนน้อยที่สุด

8but it is because the LORD loves you and is keeping the oath that he swore to your fathers, that the LORD has brought you out with a mighty hand and redeemed you from the house of slavery, from the hand of Pharaoh king of Egypt.

8แต่เพราะพระเจ้าทรงรักท่านทั้งหลาย และพระองค์ทรงรักษาคำปฏิญาณ ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณไว้ กับบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย พระเจ้าจึงทรงพาท่านทั้งหลายออก มาด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์   และทรงไถ่ท่านทั้งหลายให้พ้นจากแดนทาส   จากหัตถ์ฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์

9Know therefore that the LORD your God is God, the faithful God who keeps covenant and steadfast love with those who love him and keep his commandments, to a thousand generations,

9เหตุฉะนี้พึงทราบเถิดว่า   พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านเป็นพระเจ้า   เป็นพระเจ้าสัตย์ซื่อผู้ทรงรักษาพันธสัญญา และความรักมั่นคงต่อบรรดาผู้ที่รักพระองค์และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ ถึงพันชั่วอายุคน

What a wonderful thing to be free from the bondage of sin and loved by an all-powerful God!

ช่างเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่จะเป็นอิสระจากการเป็นทาสบาป  และเป็นที่รักของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น!


www.gotquestions.org/Thai

Deuteronomy

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top