Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, July 2, 2015

 

Question: "Who were the Sadducees and the Pharisees?"
คำถาม: "พวกสะดูสีและพวกฟาริสีเป็นใคร"


Answer: The Gospels refer often to the Sadducees and Pharisees, as Jesus was in constant conflict with them.

คำตอบ: พระกิตติคุณมักจะพูดถึงพวกสะดูสีและพวกฟาริสีเสมอ  พระเยซูทรงมีความขัดแย้งกับพวกเขาเสมอ

The Sadducees and Pharisees comprised the ruling class of Israel.

พวกสะดูสีและพวกฟาริสี อยู่ในจำพวกชนชั้นปกครองของอิสราเอล

There are many similarities between the two groups but important differences between them as well.

ทั้งสองพวกนี้มีความคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพวกเขาเช่นกัน

The Sadducees: During the time of Christ and the New Testament era, the Sadducees were aristocrats.

พวกสะดูสี: ในช่วงเวลาของพระคริสต์และยุคพันธสัญญาใหม่ พวกสะดูสีจัดเป็นพวกชนชั้นขุนนาง

They tended to be wealthy and held powerful positions, including that of chief priests and high priest, and they held the majority of the 70 seats of the ruling council called the Sanhedrin.

พวกเขามีแนวโน้มเป็นผู้มั่งคั่งและดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจ  รวมทั้งตำแหน่งปุโรหิตใหญ่และมหาปุโรหิต และพวกเขาเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่ครอง 70 ที่นั่งของสภาการปกครองที่เรียกว่าศาลสูงสุด

They worked hard to keep the peace by agreeing with the decisions of Rome (Israel at this time was under Roman control), and they seemed to be more concerned with politics than religion.

พวกเขาทำงานหนักเพื่อรักษาความสงบสุขสอดรับกับคำตัดสินของกรุงโรม (อิสราเอลในเวลานี้อยู่ภายใต้การปกครองโดยพวกโรมัน) และพวกเขาดูเหมือนจะเข้าเกี่ยวข้องด้านการเมืองมากกว่าด้านศาสนา

Because they were accommodating to Rome and were the wealthy upper class, they did not relate well to the common man, nor did the common man hold them in high opinion.

เพราะพวกเขาให้ปรับตัวให้เหมาะกับกรุงโรม   และพวกเขาเป็นชนชั้นสูงที่มีความมั่งคั่ง พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนธรรมดาทั่วไป  และคนทั่วไปก็ไม่ยกย่องนับถือพวกเขามาก

The common man related better to those who belonged to the party of the Pharisees.

คนธรรมดาทั่วไปมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเหล่าคนที่เป็นพวกฟาริสี

Though the Sadducees held the majority of seats in the Sanhedrin, history indicates that much of the time they had to go along with the ideas of the Pharisaic minority, because the Pharisees were popular with the masses.
แม้ว่าพวกสะดูสีถือครองที่นั่งส่วนใหญ่ในศาลสูง    ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะต้องไปเข้าร่วมกับความคิดของชนกลุ่มน้อยฟาริสี  เพราะพวกฟาริสีเป็นที่นิยมท่ามกลางฝูงชนส่วนใหญ่

Religiously, the Sadducees were more conservative in one main area of doctrine.

ในด้านศาสนา พวกสะดูสีเป็นพวกอนุรักษ์นิยมในหลักคำสอนอย่างหนึ่ง

The Pharisees gave oral tradition equal authority to the written Word of God, while the Sadducees considered only the written Word to be from God.

พวกฟาริสีเล่าปากเปล่าขนบธรรมเนียมประเพณีถ่ายทอดสู่รุ่นต่อไปพอ ๆ กับรักษาความน่าเชื่อถือแห่งพระวจนะของพระเจ้าที่บันทึกไว้   ในขณะที่พวกสะดูสีนับถือเฉพาะพระวจนะที่บันทึกไว้ว่าสิ่งนี้มาจากพระเจ้า

The Sadducees preserved the authority of the written Word of God, especially the books of Moses (Genesis through Deuteronomy).

พวกสะดูสีสงวนรักษาความน่าเชื่อถือของพระคำของพระเจ้าที่บันทึกไว้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยโมเสส (ปฐมกาลจนถึงเฉลยธรรมบัญญัติ)

While they could be commended for this, they definitely were not perfect in their doctrinal views.

ขณะที่พวกเขาควรได้รับการยกย่องสำหรับเรื่องนี้  แน่นอนพวกเขาไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบในมุมมองหลักความเชื่อ

The following is a brief list of beliefs they held that contradict Scripture:
ต่อไปนี้เป็นรายการหลักข้อเชื่อสั้น ๆที่พวกเขายึดถือซึ่งขัดแย้งกับพระคัมภีร์
1. They were extremely self-sufficient to the point of denying God's involvement in everyday life.
1. พวกเขาพอใจที่สุดต่อประเด็นที่ปฏิเสธว่าพระเจ้าทรงเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวัน
2. They denied any resurrection of the dead (Matthew 22:23; Mark 12:18-27; Acts 23:8).
2. พวกเขาได้ปฏิเสธการฟื้นคืนพระชนม์จากตาย (มัทธิว 22:23; มาร์ค 12: 18-27; บารมี 23: 8)
3. They denied any afterlife, holding that the soul perished at death, and therefore denying any penalty or reward after the earthly life.
3. พวกเขาได้ปฏิเสธชีวิตหลังความตาย   ถือว่าจิตวิญญาณตายไปหลังจากเสียชีวิต และดังนั้นจึงปฏิเสธการลงโทษ หรือบำเหน็จรางวัลหลังความตายฝ่ายโลก
4. They denied the existence of a spiritual world, i.e., angels and demons (Acts 23:8).
4. พวกเขาได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ฝ่ายวิญญาณ เช่น ทูตสวรรค์และมารร้าย (กิจการ 23: 8)
Because the Sadducees were more concerned with politics than religion, they were unconcerned with Jesus until they became afraid He might bring unwanted Roman attention.

เพราะพวกสะดูสีเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากกว่าศาสนา พวกเขาไม่สนใจเรื่องพระเยซู จนกระทั่งพวกเขากลัวว่าพระองค์อาจจะชักนำพาคนโรมันที่พวกเขาไม่ต้องการเข้ามาพัวพัน

It was at this point that the Sadducees and Pharisees united and conspired to put Christ to death.

ตรงประเด็นนี้แหละที่พวกสะดูสีและพวกฟาริสีรวมหัวสมคบกันเพื่อปลงพระชนม์พระคริสต์

John ยอห์น 11:48-50 48If we let him go on like this, everyone will believe in him, and the Romans will come and take away both our place and our nation.”

48ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้   คนทั้งปวงจะเชื่อถือเขา   แล้วพวกโรมก็จะมาทำลายทั้งพระวิหารและชาติของเรา”

49But one of them, Caiaphas, who was high priest that year, said to them, “You know nothing at all.

49แต่คนหนึ่งในพวกเขา   ชื่อคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น   กล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า   “ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไรเสียเลย

50Nor do you understand that it is better for you that one man should die for the people, not that the whole nation should perish.”

50และไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่ง   แทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ”

Mark มาระโก 14:53; 15:1 53And they led Jesus to the high priest. And all the chief priests and the elders and the scribes came together.

53เขาพาพระเยซูไปหามหาปุโรหิตผู้ประจำการ   และมีพวกมหาปุโรหิต   พวกผู้ใหญ่   และพวกธรรมาจารย์ชุมนุมพร้อมกันอยู่ที่นั่น

1And as soon as it was morning, the chief priests held a consultation with the elders and scribes and the whole Council. And they bound Jesus and led him away and delivered him over to Pilate.

1พอรุ่งเช้า   พวกมหาปุโรหิตกับพวกผู้ใหญ่และพวกธรรมาจารย์   และบรรดาสมาชิกสภาได้ปรึกษากัน   แล้วจึงมัดพระเยซูพาไปมอบไว้แก่ปีลาต

Other mentions of the Sadducees are found in Acts, and the Sadducees are implicated in the death of James by the historian Josephus.

ในพระธรรมกิจการ กล่าวถึงพวกสะดูสีด้านอื่นๆ  และนักประวัติศาสตร์โจสิฟัสว่าพวกสะดูสีมีส่วนเกี่ยวข้องในการตายของยากอบ
Acts กิจการ 4:1 1And as they were speaking to the people, the priests and the captain of the temple and the Sadducees came upon them,

1ขณะที่เปโตรกับยอห์นยังกล่าวแก่คนทั้งปวงอยู่   ปุโรหิตทั้งหลายกับนายทหารรักษาพระวิหาร   และพวกสะดูสีมาหา

Acts กิจการ 5:17 17But the high priest rose up, and all who were with him (that is, the party of the Sadducees), and filled with jealousy

17ฝ่ายมหาปุโรหิตและพรรคพวกของท่านคือพวกสะดูสี   มีความอิจฉาอย่างยิ่ง

Acts กิจการ 12:1-2 1About that time Herod the king laid violent hands on some who belonged to the church.

1คราวนั้นกษัตริย์เฮโรดได้เหยียดพระหัตถ์ออกทำร้ายบางคนในคริสตจักร

2He killed James the brother of John with the sword,

2ท่านได้ฆ่ายากอบพี่ชายของยอห์นด้วยดาบ
The Sadducees ceased to exist in A.D. 70.

เราไม่พบว่ามีพวกสะดูสีอีกในปี ค.ศ. 70

Since this party existed because of their political and priestly ties, when Rome destroyed Jerusalem and the temple in A.D. 70, the Sadducees were also destroyed.
เนื่องจากกลุ่มคนพวกนี้ดำรงอยู่เพราะความสัมพันธ์ทางการเมืองและศาสนา  เมื่อโรมทำลายกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารในปี ค.ศ. 70, พวกสะดูสีก็ถูกทำลายไปด้วย

The Pharisees: In contrast to the Sadducees, the Pharisees were mostly middle-class businessmen, and therefore were in contact with the common man.

พวกฟาริสี: ตรงกันข้ามกับพวกสะดูสี  พวกฟาริสีส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชนชั้นกลาง และดังนั้นจึงติดต่อกับคนธรรมดาทั่วไป

The Pharisees were held in much higher esteem by the common man than the Sadducees.

พวกฟาริสีถูกจัดเป็นพวกที่น่านับถืออย่างสูงจากคนทั่วไปยิ่งกว่าพวกสะดูสี

Though they were a minority in the Sanhedrin and held a minority number of positions as priests, they seemed to control the decision making of the Sanhedrin far more than the Sadducees did, again because they had the support of the people.
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นชนกลุ่มน้อยในศาลสูงสุด และมีจำนวนน้อยที่ดำรงตำแหน่งปุโรหิต   พวกเขาดูเหมือนจะควบคุมคำตัดสินของศาลสูงสุดมากมากกว่าที่พวกสะดูสีกระทำ   และเพราะพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

Religiously, they accepted the written Word as inspired by God.

ในแง่ศาสนา พวกเขาได้ยอมรับว่าพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียนไว้

At the time of Christ's earthly ministry, this would have been what is now our Old Testament. But they also gave equal authority to oral tradition and attempted to defend this position by saying it went all the way back to Moses.

ในช่วงเวลาที่พระคริสต์ทรงปฏิบัติราชกิจในโลกนี้    นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ตอนนี้คือพันธสัญญาเดิมของเรา   แต่พวกเขายังให้ความน่าเชื่อถือเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีที่บอกเล่าปากเปล่าต่อๆ กันมา  และพยายามที่จะรักษาไว้โดยบอกว่ามันเป็นไปตามแนวทางของโมเสส

Evolving over the centuries, these traditions added to God's Word, which is forbidden.

วิวัฒนาการขึ้นไปหลายศตวรรษ  ประเพณีเหล่านี้ได้เข้าไปรวมในพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม

Deuteronomy พระราชบัญญัติ 4:2 2You shall not add to the word that I command you, nor take from it, that you may keep the commandments of the LORD your God that I command you.

2ท่านทั้งหลายอย่าเสริมเติมคำที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้   และอย่าตัดออก เพื่อท่านทั้งหลายจะรักษา พระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน   ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน

The Pharisees sought to strictly obey these traditions along with the Old Testament.

พวกฟาริสีพยายามที่จะปฏิบัติตามประเพณีอย่างเคร่งครัดพร้อมกับถือรักษาพันธสัญญาเดิม

The Gospels abound with examples of the Pharisees treating these traditions as equal to God's Word.

พระกิตติคุณเต็มไปด้วยตัวอย่างของพวกฟาริสีที่รักษาประเพณีเหล่านี้พอๆ กับพระวจนะของพระเจ้า

Matthew มัทธิว 9:14 14Then the disciples of John came to him, saying, “Why do we and the Pharisees fast, but your disciples do not fast?”

14แล้วพวกศิษย์ของยอห์นมาหาพระเยซูทูลว่า   “เหตุไฉนพวกข้าพระองค์และพวกฟาริสีถืออดอาหาร   แต่พวกศิษย์ของพระองค์ไม่ถือ”

Matthew มัทธิว 15:1-9 1Then Pharisees and scribes came to Jesus from Jerusalem and said,

1ครั้งนั้นพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม   มาทูลถามพระเยซูว่า

2“Why do your disciples break the tradition of the elders? For they do not wash their hands when they eat.”

2“ทำไมพวกสาวกของท่านจึงละเมิดคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ   ด้วยว่าเขามิได้ล้างมือเมื่อรับประทานอาหาร”

3He answered them, “And why do you break the commandment of God for the sake of your tradition?

3พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า   “เหตุไฉนพวกท่านจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า   ด้วยเห็นแก่คำสอนที่พวกท่านรับมาจากบรรพบุรุษเล่า

4For God commanded, ‘Honor your father and your mother,’ and, ‘Whoever reviles father or mother must surely die.’

4เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ว่า   'จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า'   และ   'ผู้ใดประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย'

5But you say, ‘If anyone tells his father or his mother, What you would have gained from me is given to God, 

5แต่พวกท่านกลับสอนว่า   'ผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า   “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่าน   สิ่งนั้นเป็นของถวายแด่พระเจ้าแล้ว”   ผู้นั้นจึงไม่ต้องให้เกียรติบิดามารดาของตน'

6he need not honor his father.’ So for the sake of your tradition you have made void the word of God.

6อย่างนั้นแหละ   ท่านทั้งหลายทำให้ธรรมบัญญัติของพระเจ้าเป็นหมันไป   เพราะเห็นแก่คำสอนของพวกท่าน

7You hypocrites! Well did Isaiah prophesy of you, when he said:

7โอ   คนหน้าซื่อใจคด   อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกท่านถูกแล้วว่า  

8“‘This people honors me with their lips, but their heart is far from me;

8ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก    ใจของเขาห่างไกลจากเรา  

9in vain do they worship me, teaching as doctrines the commandments of men.’”

9เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้    ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า  
เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า”

Matthew 23:5 ,16, and 235They do all their deeds to be seen by others. For they make their phylacteries broad and their fringes long,

5การกระทำของเขาเป็นการอวดเท่านั้น   เขาใช้กลักพระธรรมอย่างใหญ่   สวมเสื้อที่มีพู่ห้อยอันยาว

16“Woe to you, blind guides, who say, ‘If anyone swears by the temple, it is nothing, but if anyone swears by the gold of the temple, he is bound by his oath.’

16“วิบัติแก่เจ้า   คนนำทางตาบอด   เจ้าสอนว่า   'ผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหาร   คำสาบานนั้นไม่ผูกมัด   แต่ผู้ใดจะสาบานอ้างทองคำของพระวิหาร   ผู้นั้นจะต้องกระทำตามคำสาบาน'

23“Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you tithe mint and dill and cumin, and have neglected the weightier matters of the law: justice and mercy and faithfulness. These you ought to have done, without neglecting the others.

23“วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าถวายทศางค์ ของสะระแหน่   ลูกผักชี และยี่หร่า   ส่วนข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติคือความยุติธรรม   ความเมตตา   ความเชื่อนั้นได้ละเลยเสีย   การถวายทศางค์พวกเจ้าก็ควรปฏิบัติ   แต่ไม่ควรละเลยข้อสำคัญนั้นด้วย

Mark มาระโก 7:1-23 1Now when the Pharisees gathered to him, with some of the scribes who had come from Jerusalem,

1ครั้งนั้น   พวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์บางคน   ซึ่งได้มาจากกรุงเยรูซาเล็มพากันมาหาพระองค์

2they saw that some of his disciples ate with hands that were defiled, that is, unwashed.

2เขาได้เห็นเหล่าสาวกบางคนรับประทานอาหารด้วยมือที่เป็นมลทิน   คือมือที่ไม่ได้ล้างก่อน

3(For the Pharisees and all the Jews do not eat unless they wash*n3.1 their hands, holding to the tradition of the elders,

3(เพราะว่าพวกฟาริสีกับพวกยิวทั้งสิ้นถือตามคำที่บรรพบุรุษสอนต่อๆกันมานั้นว่า   ถ้ามิได้ล้างมือตามพิธีโดยเคร่งครัด   เขาก็ไม่รับประทานอาหารเลย

4and when they come from the marketplace, they do not eat unless they wash. And there are many other traditions that they observe, such as the washing of cups and pots and copper vessels and dining couches.

4และเมื่อเขามาจากตลาด   ถ้ามิได้ทำพิธีชำระตัวก่อน   เขาก็ไม่รับประทานอาหารและธรรมเนียมอื่นๆ   อีกหลายอย่างเขาก็ถือ   คือล้างถ้วยเหยือกและภาชนะทองสัมฤทธิ์)

5And the Pharisees and the scribes asked Him, “Why do your disciples not walk according to the tradition of the elders, but eat with defiled hands?”

5พวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์จึงทูลถามพระองค์ว่า   “ทำไมพวกสาวกของท่านไม่ประพฤติตามคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ   แต่รับประทานอาหารด้วยมือเป็นมลทิน”

6And He said to them, “Well did Isaiah prophesy of you hypocrites, as it is written,

“‘This people honors Me with their lips, but their heart is far from Me;

6พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกเจ้าคนหน้าซื่อใจคด   ก็ถูกตามที่ได้เขียนไว้ว่า     ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก   ใจของเขาห่างไกลจากเรา   

7in vain do they worship Me, teaching as doctrines the commandments of men.’

7เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้   ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่าเป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า  

8You leave the commandment of God and hold to the tradition of men.”

8เจ้าทั้งหลายละธรรมบัญญัติของพระเจ้า   และกลับไปถือตามถ้อยคำของมนุษย์ที่เขาสอนต่อๆกันมานั้น”  

9And He said to them, “You have a fine way of rejecting the commandment of God in order to establish your tradition!

9พระองค์ตรัสแก่เขาว่า   “เหมาะจริงนะ   ที่เจ้าทั้งหลายได้ละทิ้งธรรมบัญญัติของพระเจ้า   เพื่อจะได้ถือตามคำสอนที่ตนรับมาจากบรรพบุรุษ

10For Moses said, ‘Honor your father and your mother’; and, ‘Whoever reviles father or mother must surely die.’

10เพราะโมเสสได้สั่งไว้ว่า    'จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า'     และ    'ผู้ใดประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย'

11But you say, ‘If a man tells his father or his mother, Whatever you would have gained from me is Corban’ (that is, given to God) —

11แต่พวกเจ้ากลับสอนว่า   'ผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า   “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่าน   สิ่งนั้นเป็นโกระบาน” '   (แปลว่าเป็นของถวายแด่พระเจ้าแล้ว)

12then you no longer permit him to do anything for his father or mother,

12เจ้าทั้งหลายจึงไม่อนุญาตให้ผู้นั้นทำสิ่งใดต่อไป   เป็นที่ช่วยบำรุงบิดามารดาของตน

13thus making void the word of God by your tradition that you have handed down. And many such things you do.”

13เจ้าทั้งหลายจึงทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหมันไป   ด้วยคำสอนที่พวกเจ้ารับมาจากบรรพบุรุษ   และสอนต่อๆกันไป   และสิ่งอื่นๆเช่นนี้อีกหลายสิ่ง   เจ้าทั้งหลายก็ทำอยู่”

14And he called the people to him again and said to them, “Hear me, all of you, and understand:

14แล้วพระองค์ทรงเรียกประชาชนอีก   ตรัสกับเขาว่า   “ท่านทั้งหลายจงฟังเราและเข้าใจเถิด

15There is nothing outside a person that by going into him can defile him, but the things that come out of a person are what defile him.”

15ไม่มีสิ่งใดภายนอกที่เข้าไปภายในมนุษย์จะกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินได้   แต่สิ่งซึ่งออกมาจากภายในมนุษย์   สิ่งนั้นแหละกระทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

16If any man have ears to hear, let him hear.

16[ใครมีหูฟังได้   จงฟังเถิด”]

17And when he had entered the house and left the people, his disciples asked him about the parable.

17ครั้นพระองค์ได้เสด็จเข้าไปในเรือน   พ้นประชาชนแล้ว   เหล่าสาวกก็ได้ทูลถามพระองค์ถึงคำอุปมานั้น

18And He said to them, “Then are you also without understanding? Do you not see that whatever goes into a person from outside cannot defile him,

18พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า   “ถึงท่านทั้งหลายก็ยังไม่เข้าใจหรือ   ท่านยังไม่เห็นหรือว่า   สิ่งใดๆแต่ภายนอกที่เข้าไปภายในมนุษย์   จะกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินไม่ได้

19since it enters not his heart but his stomach, and is expelled?” (Thus he declared all foods clean.)

19เพราะว่าสิ่งนั้นมิได้เข้าในใจ   แต่ลงไปในท้องแล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป”   (ที่ทรงสอนอย่างนี้ก็เป็นการประกาศว่า   อาหารทุกอย่างปราศจากมลทิน)

20And He said, “What comes out of a person is what defiles him.

20พระองค์ตรัสว่า   “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์   สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

21For from within, out of the heart of man, come evil thoughts, sexual immorality, theft, murder, adultery,

21เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์   มีความคิดชั่วร้าย   การล่วงประเวณี   การลักขโมย   การฆ่าคน   การผิดผัวผิดเมีย

22coveting, wickedness, deceit, sensuality, envy, slander, pride, foolishness.

22การโลภ   ความอธรรม   การล่อลวงเขา   ราคะตัณหา   อิจฉาตาร้อน   การใส่ร้าย   ความเย่อหยิ่ง   ความบัดซบ

23All these evil things come from within, and they defile a person.”

23สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน   และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”

Luke ลูกา 11:42 42“But woe to you Pharisees! For you tithe mint and rue and every herb, and neglect justice and the love of God. These you ought to have done, without neglecting the others.

42“แต่วิบัติแก่เจ้า   พวกฟาริสี   ด้วยว่าพวกเจ้าถวายทศางค์ของสะระแหน่และขมิ้นและผักทุกอย่าง   และได้ละเว้นความชอบธรรมและความรักพระเจ้าเสีย   สิ่งเหล่านั้นพวกเจ้าควรได้กระทำอยู่แล้ว   แต่สิ่งอื่นนั้นก็ไม่ควรละเว้นด้วย

However, they did remain true to God's Word in reference to certain other important doctrines.

อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังยึดถือพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับคำสอนบางอย่างที่สำคัญอื่นๆ

In contrast to the Sadducees, they believed the following:
ในทางตรงกันข้ามกับพวกสะดูสี   พวกเขาเชื่อดังต่อไปนี้:
1. They believed that God controlled all things, yet decisions made by individuals also contributed to the course of a person's life.
1. พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง แต่การตัดสินใจเรื่องชีวิตขึ้นกับแต่ละบุคคลนั้น ๆ เอง

2. They believed in the resurrection of the dead.

2 พวกเขาเชื่อมั่นในการเป็นขึ้นมาจากตาย

Acts กิจการ 23:6 6Now when Paul perceived that one part were Sadducees and the other Pharisees, he cried out in the council, “Brothers, I am a Pharisee, a son of Pharisees. It is with respect to the hope and the resurrection of the dead that I am on trial.”

6ครั้นเปาโลเห็นว่า   ผู้ที่อยู่ในประชุมสภานั้นเป็นพวกสะดูสีส่วนหนึ่งและพวกฟาริสีส่วนหนึ่ง   ท่านจึงร้องขึ้นต่อหน้าที่ประชุมว่า   “ดูก่อนท่านพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าเป็นพวกฟาริสี   และเป็นบุตรของพวกฟาริสี   ที่ข้าพเจ้าถูกพิจารณาพิพากษานี้   ก็เพราะเรื่องความหวังว่ามีการเป็นขึ้นมาจากความตาย”
3. They believed in an afterlife, with appropriate reward and punishment on an individual basis.
3. พวกเขาเชื่อในชีวิตหลังความตาย  ว่าจะมีการให้บำเหน็จรางวัลและการลงโทษตามการงานของแต่ละบุคคล
4. They believed in the existence of angels and demons.

4. พวกเขาเชื่อว่ามีทูตสวรรค์และมารร้าย

Acts กิจการ 23:8 8For the Sadducees say that there is no resurrection, nor angel, nor spirit, but the Pharisees acknowledge them all.

8ด้วยพวกสะดูสีถือว่าการที่เป็นขึ้นมาจากความตายนั้นไม่มี   และทูตสวรรค์หรือวิญญาณก็ไม่มี   แต่พวกฟาริสีถือว่ามีทั้งนั้น
Though the Pharisees were rivals of the Sadducees, they managed to set aside their differences on one occasion—the trial of Christ.

แม้ว่าพวกฟาริสีเป็นคู่แข่งของพวกสะดูสี   พวกเขาลงความเห็นเหมือนกันเรื่องหนึ่งคือการพิพากษาคดีของพระเยซูคริสต์

It was at this point that the Sadducees and Pharisees united to put Christ to death.

เป็นประเด็นนี้เองที่พวกสะดูสีและพวกฟาริสีร่วมมือกันที่จะตัดสินพระคริสต์ให้ได้รับความตาย

Mark มาระโก 14:53 53And they led Jesus to the high priest. And all the chief priests and the elders and the scribes came together.

53เขาพาพระเยซูไปหามหาปุโรหิตผู้ประจำการ   และมีพวกมหาปุโรหิต   พวกผู้ใหญ่   และพวกธรรมาจารย์ชุมนุมพร้อมกันอยู่ที่นั่น

Mark มาระโก 15:1 1And as soon as it was morning, the chief priests held a consultation with the elders and scribes and the whole Council. And they bound Jesus and led him away and delivered him over to Pilate.

1พอรุ่งเช้า   พวกมหาปุโรหิตกับพวกผู้ใหญ่และพวกธรรมาจารย์   และบรรดาสมาชิกสภาได้ปรึกษากัน   แล้วจึงมัดพระเยซูพาไปมอบไว้แก่ปีลาต

John ยอห์น 11:48-50 48If we let him go on like this, everyone will believe in him, and the Romans will come and take away both our place and our nation.”

48ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้   คนทั้งปวงจะเชื่อถือเขา   แล้วพวกโรมก็จะมาทำลายทั้งพระวิหารและชาติของเรา”

49But one of them, Caiaphas, who was high priest that year, said to them, “You know nothing at all.

49แต่คนหนึ่งในพวกเขา   ชื่อคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น   กล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า   “ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไรเสียเลย

50Nor do you understand that it is better for you that one man should die for the people, not that the whole nation should perish.”

50และไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่ง   แทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ”
While the Sadducees ceased to exist after the destruction of Jerusalem, the Pharisees, who were more concerned with religion than politics, continued to exist.

ในขณะที่พวกสะดูสีสูญสลายไปหลังจากการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็ม   พวกฟาริสีที่เกี่ยวข้องด้านศาสนามากกว่าการเมืองยังคงดำรงอยู่

In fact, the Pharisees were against the rebellion that brought on Jerusalem's destruction in A.D. 70, and they were the first to make peace with the Romans afterward.

ในความเป็นจริง พวกฟาริสีต่อต้านการปฏิวัติที่นำมาสู่การทำลายกรุงเยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 70 และพวกเขาเป็นพวกแรกที่สร้างสันติภาพกับชาวโรมันภายหลังจากนั้น

The Pharisees were also responsible for the compilation of the Mishnah, an important document with reference to the continuation of Judaism beyond the destruction of the temple.
พวกฟาริสีรับผิดชอบในการรวบรวมมิชนาห์ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญมีการอ้างอิงว่าศาสนายิวยังดำรงอยู่ต่อไปอีกแม้ว่าพระวิหารถูกทำลาย
Both the Pharisees and the Sadducees earned numerous rebukes from Jesus.

ทั้งพวกฟาริสีและพวกสะดูสีได้รับการติเตียนหลายอย่างจากพระเยซู

Perhaps the best lesson we can learn from the Pharisees and Sadducees is to not be like them.

บางทีบทเรียนที่ดีที่สุดที่เราสามารถเรียนรู้จากพวกฟาริสีและพวกสะดูสีคือการไม่เป็นเหมือนพวกเขา

Unlike the Sadducees, we are to believe everything the Bible says, including the miraculous and the afterlife.

ไม่เหมือนพวกสะดูสี พวกเราต้องเชื่อทุกสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าว รวมทั้งสิ่งที่น่าอัศจรรย์และชีวิตหลังความตาย

Unlike the Pharisees, we are not to treat traditions as having equal authority as Scripture, and we are not to allow our relationship with God to be reduced to a legalistic list of rules and rituals.

ไม่เหมือนพวกฟาริสี  เราต้องไม่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกับพระคัมภีร์  และเราต้องไม่ให้ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าลดน้อยลงไป  เพราะกฎและพิธีกรรมมากมายหลายข้อ   www.gotquestions.org/Thai

Pharisees and Saducees

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top