Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, July 31, 2015

 

Question:  Does God require Sabbath-keeping of Christians?

คำถาม: พระเจ้าทรงประสงค์ให้คริสเตียนรักษาวันสะบาโตหรือ 

Answer: 

คำตอบ:

Colossians โคโลสี 2:16-1716 Therefore let no one pass judgment on you in questions of food and drink, or with regard to a festival or a new moon or a Sabbath.

16 เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน   การดื่ม   ในเรื่องเทศกาล   วันต้นเดือน   หรือวันสะบาโต

17 These are a shadow of the things to come, but the substance belongs to Christ.

17 สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง   แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์

Romans โรม14:5 5 One person esteems one day as better than another, while another esteems all days alike. Each one should be fully convinced in his own mind.

5 คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง   แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน   ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด

These Scriptures make it clear that, for the Christian, Sabbath-keeping is a matter of spiritual freedom, not a command from God.

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวอย่างชัดเจนว่า   สำหรับคริสเตียน   การรักษาวันสะบาโตเป็นเรื่องของเสรีภาพทางจิตวิญญาณ  ไม่ได้เป็นคำสั่งจากพระเจ้า


Sabbath-keeping is an issue on which God’s Word instructs us not to judge each other. Sabbath-keeping is a matter about which each Christian needs to be fully convinced in his/her own mind.
การรักษาวันสะบาโตเป็นเรื่องหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้า    สั่งสอนเราไม่ให้ตัดสินกันและกัน การรักษาวันสะบาโต เป็นเรื่องที่คริสเตียนแต่ละคนประจักษ์ชัดแน่ใจในความคิดของเขาหรือเธอเอง

In the early chapters of the book of Acts, the first Christians were predominantly Jews.

ในบทแรกของหนังสือกิจการของอัครทูต    คริสเตียนพวกแรกส่วนใหญ่เป็นชาวยิว

When Gentiles began to receive the gift of salvation through Jesus Christ, the Jewish Christians had a dilemma.

เมื่อคนต่างชาติเริ่มได้รับของประทานแห่งความรอดโดยพระเยซูคริสต์  คริสเตียนชาวยิวตกอยู่ในภาวะที่ลำบากใจอย่างยิ่ง

What aspects of the Mosaic Law and Jewish tradition should Gentile Christians be instructed to obey?

คริสเตียนต่างชาติควรได้รับคำแนะนำให้เชื่อฟังด้านใด  บัญญัติของโมเสสหรือประเพณีของชาวยิว

The apostles met and discussed the issue in the Jerusalem council (Acts 15).

อัครสาวกได้ประชุมกันและถกปัญหานี้ในสภากรุงเยรูซาเล็ม (กิจการ 15)

Acts กิจการ 15:19-2019 Therefore my judgment is that we should not trouble those of the Gentiles who turn to God,

19 เหตุฉะนั้นตามความเห็นของข้าพเจ้า   อย่าให้เราวางเครื่องขัดขวางกีดกันคนต่างชาติ   ซึ่งกลับมาหาพระเจ้า

20 but should write to them to abstain from the things polluted by idols, and from sexual immorality, and from what has been strangled, and from blood.

20 แต่เราจงเขียนหนังสือฝากไปถึงเขาว่า   ให้งดเว้นเสียจากสิ่งที่มลทินเนื่องด้วยรูปเคารพ   จากการล่วงประเวณี   จากการรับประทานเนื้อสัตว์ที่รัดคอตาย   และจากการรับประทานเลือด

Sabbath-keeping was not one of the commands the apostles felt was necessary to force on Gentile believers.

การรักษาวันสะบาโตไม่ได้เป็นคำสั่งหนึ่งที่อัครสาวกรู้สึกว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการบังคับผู้เชื่อที่เป็นชาวต่างชาติ

It is inconceivable that the apostles would neglect to include Sabbath-keeping if it was God’s command for Christians to observe the Sabbath day.
มันยากที่จะเข้าใจว่าพวกอัครสาวกจะละเลยที่จะนับรวมเรื่องรักษาวันสะบาโตไว้   ถ้ามันเป็นคำสั่งของพระเจ้าสำหรับคริสเตียนที่จะรักษาวันสะบาโต
A common error in the Sabbath-keeping debate is the concept that the Sabbath was the day of worship.

ข้อผิดพลาดร่วมกันในการถกเถียงเรื่องการรักษาวันสะบาโต คือความคิดที่ว่าวันสะบาโตเป็นวันนมัสการ

Groups such as the Seventh Day Adventists hold that God requires the church service to be held on Saturday, the Sabbath day.

กลุ่มเซเว่นเดย์แอดเวนติสท์ ถือว่าพระเจ้าทรงเรียกร้อง ให้คริสตจักรจัดนมัสการขึ้นในวันเสาร์คือวันสะบาโต

That is not what the Sabbath command was. The Sabbath command was to do no work on the Sabbath day.

นั่นไม่ใช่เป็นบัญญัติเรื่องวันสะบาโต    บัญญัติเรื่องวันสะบาโตคือจะต้องไม่ทำงานใดๆ ในวันสะบาโต

Exodus อพยพ 20:8-11 8 “Remember the Sabbath day, to keep it holy.

8 “จงระลึกถึงวันสะบาโต   ถือเป็นวันบริสุทธิ์

9 Six days you shall labor, and do all your work,

9 จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน

10 but the seventh day is a Sabbath to the LORD your God. On it you shall not do any work, you, or your son, or your daughter, your male servant, or your female servant, or your livestock, or the sojourner who is within your gates.

10 แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า   ในวันนั้นอย่ากระทำการงาน ใดๆไม่ว่าเจ้าเอง   หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า   หรือทาสทาสีของเจ้า   หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า   หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า

11 For in six days the LORD made heaven and earth, the sea, and all that is in them, and rested the seventh day. Therefore the LORD blessed the Sabbath day and made it holy.

11 เพราะในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน   ทะเล   และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น   แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก   เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอวยพระพรวันสะบาโต   และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์  

Nowhere in Scripture is the Sabbath day commanded to be the day of worship.

ไม่พบข้อพระคัมภีร์ตรงไหนที่บัญญัติให้วันสะบาโตเป็นวันนมัสการ

Yes, Jews in Old Testament, New Testament, and modern times use Saturday as the day of worship, but that is not the essence of the Sabbath command.

ใช่แล้ว    ชาวยิวในพันธสัญญาเดิม   พันธสัญญาใหม่   และยุคปัจจุบันใช้วันเสาร์เป็นวันนมัสการ แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญของบัญญัติเรื่องวันสะบาโต

In the book of Acts, whenever a meeting is said to be on the Sabbath, it is a meeting of Jews, not Christians.
ในหนังสือกิจการของอัครทูต   เมื่อใดก็ตามที่ประชุมจัดในวันสะบาโตนั้น     มันเป็นการประชุมของชาวยิว  ไม่ใช่ของคริสเตียน
When did the early Christians meet?

เมื่อไหร่ที่คริสเตียนยุคแรกนัดประชุมกัน

Acts กิจการ 2:46-47 46 And day by day, attending the temple together and breaking bread in their homes, they received their food with glad and generous hearts,

46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร   และหักขนมปังตามบ้านของเขา   ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวาง   ทุกวันเรื่อยไป

47 praising God and having favor with all the people. And the Lord added to their number day by day those who were being saved.

47 ทั้งได้สรรเสริญพระเจ้าและคนทั้งปวงก็ชอบใจ   ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า   ได้ทรงโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอด   มาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ

If there was a day that Christians met regularly, it was the first day of the week (our Sunday), not the Sabbath day (our Saturday)

ถ้ามีวันหนึ่งที่คริสเตียนมาประชุมเป็นประจำ   ก็คือวันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์ของเรา) ไม่ใช่วันสะบาโต (วันเสาร์ของเรา)

Acts กิจการ 20:77 On the first day of the week, when we were gathered together to break bread, Paul talked with them, intending to depart on the next day, and he prolonged his speech until midnight.

7 ในวันอาทิตย์เมื่อเราทั้งหลายประชุมกันทำพิธีหักขนมปัง   เปาโลก็กล่าวสั่งสอนเขา   เพราะว่าวันรุ่งขึ้นจะลาไปจากเขาแล้ว   ท่านได้กล่าวยืดยาวไปจนเที่ยงคืน

1 Corinthians 1โครินธ์ 16:2 2 On the first day of every week, each of you is to put something aside and store it up, as he may prosper, so that there will be no collecting when I come.

2 ทุกวันต้นสัปดาห์   ให้พวกท่านทุกคนเก็บเงินผลประโยชน์ที่ได้รับไว้บ้าง   เพื่อจะไม่ต้องเก็บเรี่ยไรเมื่อข้าพเจ้ามา

In honor of Christ’s resurrection on Sunday, the early Christians observed Sunday not as the “Christian Sabbath” but as a day to especially worship Jesus Christ.
เพื่อระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ในวันอาทิตย์     คริสเตียนยุคแรกไม่ได้รักษาวันอาทิตย์เป็น "วันสะบาโตของคริสเตียน" แต่เป็นวันนมัสการพระเยซูคริสต์โดยเฉพาะ
Is there anything wrong with worshipping on Saturday, the Jewish Sabbath? Absolutely not! We should worship God every day, not just on Saturday or Sunday! Many churches today have both Saturday and Sunday services. There is freedom in Christ.

มีอะไรผิดในการนมัสการในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันสะบาโตของชาวยิวหรือ   ไม่มีอย่างแน่นอน  เราควรนมัสการพระเจ้าทุกวัน     ไม่เพียงแต่ในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์    คริสตจักรหลายแห่งทุกวันนี้มีทั้งการนมัสการในวันเสาร์และวันอาทิตย์     เรามีเสรีภาพในพระคริสต์

Romans โรม 8:21 21 that the creation itself will be set free from its bondage to decay and obtain the freedom of the glory of the children of God.

21 ด้วยมีความหวังใจว่า   สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย   และจะเข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า

2 Corinthians 2โครินธ์ 3:17 17 Now the Lord is the Spirit, and where the Spirit of the Lord is, there is freedom.

17 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ   และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน   เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น

Galatians กาลาเทีย 5:11 For freedom Christ has set us free; stand firm therefore, and do not submit again to a yoke of slavery.

1 เพื่อเสรีภาพนั้นเอง   พระคริสต์จึงได้ทรงโปรดให้เราเป็นไท   เหตุฉะนั้นจงตั้งมั่น   และอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย  

Should a Christian practice Sabbath keeping that is, not working on Saturdays?

คริสเตียนควรรักษาวันสะบาโต  นั่นคือไม่ทำงานทุกวันเสาร์หรือ

If a Christian feels led to do so, absolutely, yes.

ถ้าคริสเตียนรู้สึกว่าใจอยากทำเช่นนั้น    ทำได้เลยแน่นอน

Romans โรม 14:5 5 One person esteems one day as better than another, while another esteems all days alike. Each one should be fully convinced in his own mind.

5 คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง   แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน   ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด

However, those who choose to practice Sabbath-keeping should not judge those who do not keep the Sabbath.

อย่างไรก็ตาม   ผู้ที่เลือกที่จะรักษาวันสะบาโตไม่ควรตัดสินผู้ที่ไม่ได้รักษาวันสะบาโต

Colossians โคโลสี 2:16 16 Therefore let no one pass judgment on you in questions of food and drink, or with regard to a festival or a new moon or a Sabbath.

16 เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน   การดื่ม   ในเรื่องเทศกาล   วันต้นเดือน   หรือวันสะบาโต

Further, those who do not keep the Sabbath should avoid being a stumbling block to those who do keep the Sabbath

ยิ่งกว่านั้น   ผู้ที่ไม่ได้รักษาวันสะบาโตควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นหินสะดุดแก่ผู้ที่ไม่รักษาวันสะบาโต

1 Corinthians 1โครินธ์ 8:9 9 But take care that this right of yours does not somehow become a stumbling block to the weak.

9 แต่จงระวังอย่าให้เสรีภาพของท่านนั้น   ทำให้คนที่มีความเชื่อน้อยหลงผิดไป

Galatians กาลาเทีย 5:13-15 13 For you were called to freedom, brothers. Only do not use your freedom as an opportunity for the flesh, but through love serve one another.

13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ   อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง   แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด

14 For the whole law is fulfilled in one word: “You shall love your neighbor as yourself.”

14 เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว   คือว่า   จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

15 But if you bite and devour one another, watch out that you are not consumed by one another.

15 แต่ถ้าท่านกัดและกินเนื้อกันและกัน   จงระวังให้ดี   เกรงว่าจะย่อยยับไปตามๆกัน

www.gotquestions.org/Thai      


Question:  Do we become angels after we die?

คำถาม: เรากลายเป็นทูตสวรรค์หลังจากที่เราตายหรือ

Answer: Angels are beings created by God and are entirely different from humans.

คำตอบ: ทูตสวรรค์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้า และแตกต่างกันจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง

Colossians โคโลสี 1:15-17 15 He is the image of the invisible God, the firstborn of all creation.

15 พระองค์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า   ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา   ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

16 For by Him all things were created, in heaven and on earth, visible and invisible, whether thrones or dominions or rulers or authorities—all things were created through him and for him.

16 เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น   ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก   สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา   ไม่ว่าจะเป็นเทวบัลลังก์   หรือเป็นเทพอาณาจักร   หรือเป็นเทพผู้ครองหรือศักดิเทพ   สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้น   โดยพระองค์และเพื่อพระองค์

17 And He is before all things, and in Him all things hold together.

17 พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง   และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์

They are God’s special agents to carry out His plan and to minister to the followers of Christ

พวกเขาเป็นทูตพิเศษของพระเจ้าที่จะกระทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ  และกระทำการสั่งสอนสาวกผู้ติดตามพระคริสต์

Hebrews ฮีบรู1:13-14 13 And to which of the angels has He ever said, “Sit at my right hand until I make your enemies a footstool for your feet”?

13 แต่แก่ทูตสวรรค์องค์ใดเล่าที่พระองค์ได้ตรัสว่า   จงนั่งเบื้องขวามือของข้าพระองค์   จนกว่าเราจะกระทำให้ศัตรูของท่าน   เป็นแท่นรองเท้าของท่าน  

14 Are they not all ministering spirits sent out to serve for the sake of those who are to inherit salvation?

14 ทูตสวรรค์ทั้งปวง   เป็นแต่เพียงวิญญาณผู้ปรนนิบัติ   ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้ที่จะได้รับความรอดกระนั้นมิใช่หรือ

There is no indication that angels were formerly humans or anything else—they were created as angels.

ไม่มีการบ่งชี้ใดๆ ว่าเมื่อก่อนทูตสวรรค์เป็นมนุษย์หรือสิ่งอื่นใด  พวกเขาถูกสร้างขึ้นเป็นทูตสวรรค์ Angels have no need of, and cannot experience, the redemption that Christ came to provide for the human race.

ทูตสวรรค์ไม่มีความต้องการอะไร และไม่เคยได้รับการทรงไถ่  ตามที่พระเยซูคริสต์ทรงประทานแก่มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์

1 Peter 1 เปโตร 1:12 12 It was revealed to them that they were serving not themselves but you, in the things that have now been announced to you through those who preached the good news to you by the Holy Spirit sent from heaven, things into which angels long to look.

12 ก็ทรงโปรดเผยให้ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นทราบว่า  ที่เขาเหล่านั้นได้ปรนนิบัติในเหตุการณ์ทั้งปวงนั้น  ไม่ใช่สำหรับเขาเองแต่สำหรับท่านทั้งหลาย  บัดนี้คนเหล่านั้นที่ประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลาย  ก็ได้กล่าวสิ่งเหล่านั้นแก่ท่านแล้ว  โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงโปรดประทานจากสวรรค์  เป็นสิ่งซึ่งพวกทูตสวรรค์ปรารถนาจะได้ดู

This verse describes their desire to look into the Gospel, but it is not for them to experience.

ข้อพระคัมภีร์นี้บรรยายว่าพวกเขาปรารถนาที่จะตรวจค้นดูในพระกิตติคุณ   แต่มันไม่ใช่สำหรับพวกเขาที่จะรับการไถ่

Had they been formerly humans, the concept of salvation would not be a mystery to them, having experienced it themselves.

ถ้าเมื่อก่อนพวกเขาเคยเป็นมนุษย์ พวกเขาเองจะได้รับการทรงไถ่   แผนการแห่งความรอดจะไม่เป็นข้อลับลึกสำหรับพวกเขา 

Yes, they rejoice when a sinner turns to Christ, but salvation in Christ is not for them.

ใช่แล้ว  พวกเขามีความสุขเมื่อคนบาปหันไปหาพระ คริสต์   แต่ความรอดในพระคริสต์ไม่ได้จัดไว้สำหรับพวกเขา

Luke ลูกา 15:10 10 Just so, I tell you, there is joy before the angels of God over one sinner who repents.”

10 เช่นนั้นแหละ   เราบอกท่านทั้งหลายว่าจะมีความปรีดีในพวกทูตของพระเจ้า   เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่”
Eventually, the body of the believer in Christ will die.  What happens then? The spirit of the believer goes to be with Christ.

สุดท้ายร่างกายของผู้เชื่อในพระคริสต์ก็จะตาย   ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น จิตวิญญาณของผู้เชื่อจะได้ไปอยู่กับพระคริสต์

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:8 8 Yes, we are of good courage, and we would rather be away from the body and at home with the Lord.

8 เรามีความมั่นใจ   และเราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้

The believer does not become an angel.

ผู้เชื่อไม่ได้กลายเป็นทูตสวรรค์

It is interesting that both Elijah and Moses were recognizable on the Mount of Transfiguration.

น่าสนใจที่ทั้งเอลียาห์และโมเสสได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์สายตาที่บนภูเขาแห่งการจำแลงพระกาย

They had not transformed into angels, but appeared as themselves—although glorified—and were recognizable to Peter, James and John.
พวกเขาไม่ได้จำแลงกายเป็นทูตสวรรค์  แต่ปรากฏกายเป็นพวกเขาเอง--   แม้ได้รับการสรรเสริญ –และได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเปโตร ยากอบ และยอห์น
1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 4:13-18 13 But we do not want you to be uninformed, brothers, about those who are asleep, that you may not grieve as others do who have no hope.

13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว   เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า   อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง

14 For since we believe that Jesus died and rose again, even so, through Jesus, God will bring with Him those who have fallen asleep.

14 เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์   และทรงคืนพระชนม์แล้ว   โดยพระเยซูนั้น   พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น   มากับพระองค์

15 For this we declare to you by a word from the Lord, that we who are alive, who are left until the coming of the Lord, will not precede those who have fallen asleep.

15 ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ   ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   เราผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา   จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่

16 For the Lord himself will descend from heaven with a cry of command, with the voice of an archangel, and with the sound of the trumpet of God. And the dead in Christ will rise first.

16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง   ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า   และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน

17 Then we who are alive, who are left, will be caught up together with them in the clouds to meet the Lord in the air, and so we will always be with the Lord.

17 หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่   จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น   และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ   อย่างนั้นแหละ   เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์

18 Therefore encourage one another with these words.

18 เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด

Paul tells us that believers in Christ are asleep in Jesus; that is, their bodies are dead, but their spirits are alive.

เปาโลบอกเราว่าผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์จะนอนหลับอยู่ในพระเยซู   นั่นคือร่างกายของพวกเขาตาย แล้วแต่วิญญาณของพวกเขายังมีชีวิตอยู่

This text tells us that when Christ returns, He will bring with Him those who are asleep in Him, and then their bodies will be raised, made new like Christ’s resurrected body, to be joined with their spirits which He brings with Him.

เนื้อความนี้บอกเราว่าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา    พระองค์จะทรงนำผู้ที่นอนหลับในพระองค์ไปกับพระองค์    แล้วร่างกายของพวกเขาจะได้รับการยกขึ้นมาเป็นกายใหม่  จะเข้าร่วมกับวิญญาณของพวกเขาซึ่งทรงนำกลับมากับพระองค์  เหมือนพระคริสต์ที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์ 

All believers in Christ who are living at the return of Christ will have their bodies changed to be like Christ, and they will be completely new in their spirits, no longer having a sin nature.
ผู้เชื่อทุกคนในพระคริสต์ที่มีชีวิตอยู่เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา  กายของพวกเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่เป็นเหมือนพระคริสต์   และพวกเขาจะมีจิตวิญญาณใหม่อย่างสมบูรณ์  ไม่ได้มีธรรมชาติบาปอีกต่อไป
All the believers in Christ will recognize one another and live with the Lord forever.

ผู้เชื่อทุกคนในพระคริสต์จะจำกันและกันได้   และได้อยู่กับพระเจ้าตลอดไป

We will serve Him throughout eternity, not as angels, but along with the angels.

เราจะรับใช้พระองค์ตลอดนิรันดร์ด้วยกันกับเหล่าทูตสวรรค์  แต่เราไม่เป็นทูตสวรรค์

Thank the Lord for the living hope He provides for the believer in Jesus Christ.

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความหวังแห่งชีวิต     พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์

www.gotquestions.org/Thai    

 

Sabbath Keeping and Becoming Angels

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top