Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, July 5, 2015

 

Question: "Who were the early church fathers?"
คำถาม: "ใครเป็นบรรพบุรุษคริสตจักรยุคแรก"

Answer: The early church fathers fall into three basic categories: apostolic fathers, ante-Nicene church fathers, and post-Nicene church fathers.

คำตอบ: เราจำแนกบรรพบุรุษคริสตจักรยุคแรกเป็นสามประเภทหลักได้แก่: บรรพบุรุษยุคอัครสาวก  บรรพบุรุษคริสตจักรยุคก่อนหลักข้อเชื่อไนซีน และบรรพบุรุษคริสตจักรยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีน

The apostolic church fathers were the ones like Clement of Rome who were contemporaries of the apostles and were probably taught by them, carrying on the tradition and teaching of the apostles themselves.

บรรพบุรุษคริสตจักรยุคอัครสาวกเป็นพวกที่เหมือนบิชอปเคลเมนต์แห่งกรุงโรม   ซึ่งเป็นพวกร่วมสมัยของอัครสาวก   และอาจจะได้รับการสอนโดยพวกเขา    ถือมั่นในประเพณีและคำสอนของอัครสาวกเอง

Linus became the bishop of Rome after Peter was martyred, and Clement took over from Linus.

ไลนัสกลายเป็นบิชอปแห่งโรม    หลังจากที่เปโตรถูกทรมานอย่างทุกข์ทรมานจนตายเพื่อศาสนาและเคลเมนต์สืบสานอำนาจต่อจากไลนัส

2 Timothy 2 ทิโมธี 4:21 21Do your best to come before winter. Eubulus sends greetings to you, as do Pudens and Linus and Claudia and all the brothers.*n21.2

21ท่านจงพยายามมาให้ถึงก่อนฤดูหนาว   ยูบูลัส   ปูเดนส์   ลีนัส   คลาวเดีย   และพี่น้องทั้งหลายฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย

Both Linus and Clement of Rome, therefore, are considered apostolic fathers.

ดังนั้น ทั้งไลนัสและเคลเมนต์แห่งโรม  จึงถือว่าเป็นบรรพบุรุษยุคอัครสาวก

However, there appear to be no writings of Linus that have survived, while many of the writings of Clement of Rome survived.

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะไม่มีบันทึกของไลนัสที่ยังหลงเหลืออยู่   ในขณะที่บันทึกมากมายของเคลเมนต์แห่งกรุงโรมยังหลงเหลืออยู่  

The apostolic fathers would have largely passed from the scene by the beginning of the second century, except for those few who might have been disciples of John, such as Polycarp.

บรรพบุรุษยุคอัครสาวกส่วนใหญ่ได้พ้นจากสภาพนั้นตอนเริ่มต้นศตวรรษที่สอง    ยกเว้นสำหรับไม่กี่คนที่อาจจะได้เป็นสาวกของยอห์น เช่นโพลีคาร์พ

The tradition is that the apostle John died in Ephesus around A.D. 98.
สิ่งที่ทำต่อกันมาคืออัครสาวกยอห์นเสียชีวิตในเมืองเอเฟซัส ประมาณปี คศ 98
The ante-Nicene fathers were those who came after the apostolic fathers and before the Council of Nicea in A.D. 325.

บรรพบุรุษยุคก่อนหลักข้อเชื่อไนซีนคือบรรดาผู้ที่มาภายหลังบรรพบุรุษยุคอัครสาวก  และก่อนมีสภาไนเซียในปี ค.ศ. 325

Such individuals as Iraenus, Ignatius, and Justin Martyr are ante-Nicene fathers.
แต่ละบุคคลดังกล่าวได้แก่ อิเรนิอุส อิกเนเชียส และจัสติน ผู้พลีชีพเป็นบรรพบุรุษก่อนหลักข้อเชื่อไนซีน

The post-Nicene church fathers are those who came after the Council of Nicea in A.D. 325.

บรรพบุรุษคริสเตียนยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีนเป็นบรรดาผู้ที่มาภายหลังจากมีสภาไนเซีย ในปี ค.ศ. 325





These are such noted men as Augustine, bishop of Hippo, who is often called the father of the [Roman Catholic] Church because of his great work in Church doctrine; Chrysostom, called the “golden-mouthed” for his excellent oratorical skills; and Eusebius, who wrote a history of the church from the birth of Jesus to A.D. 324, one year before the Council of Nicea.

คนเหล่านี้เป็นบุคคลสำคัญได้แก่ ออกัสติน บิชอปแห่งฮิปโป ที่มักจะถูกเรียกว่าเป็นบิดาแห่งคริสตจักร [โรมันคาทอลิก] เพราะผลงานที่สำคัญด้านหลักข้อเชื่อคริสตจักร; คริสโซสตอม มีฉายาว่า "ฝีปากทองคำ" เพราะเขามีทักษะโวหารที่ดีเยี่ยม และนักบุญยูเซบิอุส  ผู้เขียนประวัติศาสตร์ของคริสตจักรตั้งแต่แรกกำเนิดของพระเยซูถึงปี คศ 324 คือหนึ่งปีก่อนมีสภาไนเซีย


He is included in the post-Nicene era since he did not write his history until after the Council of Nicea was held.

เขาได้อยู่ในยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีน   เพราะเขาไม่ได้เขียนประวัติศาสตร์  จนกระทั่งหลังจากจัดตั้งสภาไนเซียขึ้น

Other post-Nicene fathers were Jerome, who translated the Greek New Testament into the Latin Vulgate, and Ambrose, who was largely responsible for the Emperor Constantine’s conversion to Christianity.
บรรพบุรุษหลังหลักข้อเชื่อไนซีน ได้แก่ เจโรเม ผู้แปลพันธสัญญาใหม่ภาษากรีกเป็นภาษาละติน วัลเกรท และแอมโบรส  ผู้ซึ่งส่วนใหญ่รับผิดชอบสำหรับการที่จักรพรรดิคอนสแตนตินเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์
So, what did the early church fathers believe?

ดังนั้นบรรพบุรุษคริสตจักรยุคแรกเชื่อถือสิ่งใด

The apostolic fathers were very concerned about the proclamation of the gospel being just as the apostles themselves proclaimed it.

บรรพบุรุษยุคอัครสาวกเกี่ยวข้องเรื่องการประกาศข่าวประเสริฐ  ขณะที่อัครสาวกประกาศข่าวประเสริฐเอง

They were not interested in formulating theological doctrine, for the gospel they had learned from the apostles was quite sufficient for them.

พวกเขาไม่ได้สนใจในการกำหนดหลักคำสอนศาสนศาสตร์   เพราะข่าวประเสริฐที่พวกเขาได้เรียนรู้จากอัครสาวกก็ค่อนข้างเพียงพอสำหรับพวกเขา

The apostolic fathers were as zealous as the apostles themselves in rooting out and exposing any false doctrine that cropped up in the early church.

บรรพบุรุษยุคอัครสาวกกระตือรือร้นมากพอๆ กับพวกอัครสาวกเอง   ในการขจัดรากเหง้าออกไป   และเปิดเผยลัทธิคำสอนเท็จใดๆ ที่ผุดขึ้นในคริสตจักรยุคแรก

The orthodoxy of the message was preserved by the apostolic fathers' desire to stay true to the gospel taught to them by the apostles.
เนื้อหาพระธรรมตามหลักความเชื่อดั้งเดิมได้รับการเก็บรักษาไว้  ด้วยความปรารถนาของบรรพบุรุษยุคอัครสาวก  ที่ยืนหยัดความจริงต่อข่าวประเสริฐที่อัครสาวกสอนพวกเขา

The ante-Nicene fathers also tried to stay true to the gospel, but they had an additional worry.

บรรพบุรุษยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีนยังพยายามที่จะยืนยันความจริงต่อข่าวประเสริฐ แต่พวกเขามีความกังวลเพิ่มขึ้นอีกด้วย

Now there were several spurious writings claiming to have the same weight as the established writings of Paul, Peter, and Luke.

ตอนนี้มีบันทึกแปลกปลอมมากมายที่อ้างว่ามีน้ำหนักพอๆ กับบันทึกของ เปาโล เปโตร และลูกา

The reason for these spurious documents was evident.

เหตุผลสำหรับเอกสารปลอมเหล่านี้ก็เห็นได้ชัด

If the body of Christ could be persuaded to receive a false document, then error would creep into the church.

หากคริสตจักรของพระคริสต์ได้รับการชักชวนให้ต้อนรับเอกสารเท็จแล้ว   ความผิดพลาดจะคืบคลานเข้ามาในคริสตจักร



So the ante-Nicene fathers spent a lot of their time defending the Christian faith from false doctrine, and this led to the beginnings of the formation of accepted church doctrine.
ดังนั้นบรรพบุรุษยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีน  ได้ใช้เวลามากในการปกป้องความเชื่อของคริสเตียนจากหลักคำสอนเท็จ   และสิ่งนี้จะนำไปสู่จุดเริ่มต้นของการสร้างหลักคำสอนคริสตจักรที่ได้รับการยอมรับ

The post-Nicene fathers carried out the mission of defending the gospel against all kinds of heresies, so more and more the post-Nicene fathers grew interested in methods of defending the gospel and less interested in transmitting the gospel in a true and pure form.

บรรพบุรุษยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีนสานติอพันธกิจในการปกป้องพระกิตติคุณต่อลัทธินอกรีตทุกรูปแบบ   ดังนั้นบรรพบุรุษยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีนเริ่มสนใจในวิธีการปกป้องพระกิตติคุณ   และไม่สนใจในการส่งผ่านพระกิตติคุณในรูปแบบที่แท้จริงและบริสุทธิ์


Thus, they began to fall away from the orthodoxy which was the hallmark of the apostolic fathers. This was the age of the theologian and endless discussion on arcane topics such as “how many angels can dance on the head of a pin.”

ดังนั้นพวกเขาเริ่มที่จะหันไปจากลัทธิความเชื่อดั้งเดิม    ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองของบรรพบุรุษยุคอัครสาวก นี่เป็นยุคของนักศาสนศาสตร์และการอภิปรายที่ไม่รู้จบในหัวข้อ   ได้แก่ "เทวดากี่คนที่สามารถเต้นรำบนหัวของเข็มหมุด"

The early church fathers are an example to us of what it means to follow Christ and defend the truth.

บรรพบุรุษคริสตจักรยุคแรกเป็นตัวอย่างให้เรา   ในความหมายของการติดตามพระคริสต์และปกป้องสัจจธรรม

None of the early church fathers were perfect, just as none of us are perfect.

ไม่มีบรรพบุรุษคริสตจักรยุคแรกคนใดที่สมบูรณ์แบบ  เช่นเดียวกับที่เราไม่มีสักคนที่สมบูรณ์แบบ


Some of the early church fathers held beliefs that most Christians today consider to be incorrect.

บรรพบุรุษคริสตจักรยุคแรกบางคนยึดมั่นความเชื่อว่า   คริสเตียนส่วนใหญ่ทุกวันนี้คิดว่าไม่ถูกต้อง

What eventually developed into Roman Catholic theology had its roots in the writings of the post-Nicene fathers.

ในที่สุดสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาเป็นนิกายโรมันคาทอลิก  ได้มีรากในบันทึกของบรรพบุรุษยุคหลังหลักข้อเชื่อไนซีน

While we can gain knowledge and insight by studying the early church fathers, ultimately our faith must be in the Word of God, not in the writings of early Christian leaders.

ในขณะที่เราสามารถได้รับความรู้และความเข้าใจโดยการศึกษาบรรพบุรุษคริสตจักรยุคแรก    เราต้องมีความเชื่อสูงสุดในพระวจนะของพระเจ้า    ไม่ได้อยู่ในงานเขียนของผู้นำคริสเตียนยุคแรก

Only God’s Word is the infallible guide for faith and practice.

เฉพาะพระวจนะของพระเจ้าเป็นคู่มือนำทางที่ไม่มีวันผิดพลาดต่อความเชื่อและการประพฤติ

www.gotquestions.org/Thai


Question: "How does psychology work with biblical counseling?"
คำถาม: "จิตวิทยาทำงานร่วมกับการให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์อย่างไร"

Answer: Secular psychology is based on the teachings of psychoanalysts such as Sigmund Freud, Carl Jung, and Carl Rogers.

คำตอบ: จิตวิทยาทางโลกขึ้นอยู่กับคำสอนของนักจิตวิทยา  เช่น ซิกมุนด์ ฟรอยด์, คาร์ล จุงและคาร์ล โรเจอร์ส

Biblical counseling, on the other hand, is based squarely on the revealed Word of God.

อีกนัยหนึ่ง การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์ จะมีขึ้นอยู่อย่างยุติธรรมกับพระวจนะของพระเจ้าที่ได้ทรงเผยออก

Biblical counseling sees Scripture as sufficient to equip the child of God for every good work.

การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์พบว่า   มีข้อพระคัมภีร์เพียงพอที่จะเตรียมพร้อมบุตรของพระเจ้าให้ประพฤติดีทุกอย่าง

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:17 17that the man of God may be competent, equipped for every good work.

17เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง

Biblical counselors teach that man’s basic problem is spiritual in nature; therefore, atheistic psychologists, who are spiritually dead themselves, have no real insight into the human condition.
ผู้ให้คำปรึกษาตามพระคัมภีร์สอนว่าปัญหาหลักของมนุษย์เป็นธรรมชาติฝ่ายจิตวิญญาณ  ดังนั้นนักจิตวิทยาที่เชื่อลัทธิที่ไม่มีพระเจ้า   ผู้ที่ตัวเองตายแล้วฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่มีความเข้าใจแท้จริงในสถานภาพของมนุษย์

On a related note, what is usually called “Christian counseling” is different from “biblical counseling” in that Christian counseling often uses secular psychology in addition to the Bible.

ในบันทึกความสัมพันธ์กัน  สิ่งที่มักจะถูกเรียกว่า  "การให้คำปรึกษาตามแบบคริสเตียน" แตกต่างจาก "การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์" ในแง่ที่ว่าการให้คำปรึกษาแบบคริสเตียน มักจะใช้จิตวิทยาทางโลกเพิ่มเติมจากที่พระคัมภีร์สอน

This is not to say that a Christian counselor is not also a biblical counselor, but often Christian counselors are Christians who integrate secular psychology into their counseling.

นี่ไม่ได้บอกว่า การให้คำปรึกษาแบบคริสเตียน   ไม่ได้เป็นการให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์    แต่บ่อยครั้งการให้คำปรึกษาแบบคริสเตียน   เป็นพวกคริสเตียนที่บูรณาการเอาหลักจิตวิทยาทางโลกเข้าไปผสมด้วย

Biblical counselors reject secular psychology totally. .
การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์ปฏิเสธจิตวิทยาทางโลกทั้งสิ้น
Most psychology is humanistic in nature.

จิตวิทยาส่วนใหญ่เป็นลักษณะเรื่องนิสัยมนุษย์

Secular humanism promotes mankind as the highest standard of truth and morality and rejects faith, the supernatural, and the Bible.

มนุษยธรรมฝ่ายโลกยกย่องมนุษชาติให้ถึงมาตรฐานสูงสุดของความจริง    และความมีคุณธรรม  และปฏิเสธความเชื่อ   เรื่องที่เหนือธรรมชาติและพระคัมภีร์

Therefore, secular psychology is man’s attempt to understand and repair the spiritual side of man without reference to or recognition of the spiritual.
ดังนั้นจิตวิทยาทางโลกเป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะเข้าใจ    และซ่อมแซมด้านจิตวิญญาณของมนุษย์   โดยไม่มีการอ้างอิงถึงหรือการรับรองเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ


The Bible declares that mankind is a unique creation of God, made in the image of God.

พระคัมภีร์บอกว่ามนุษยชาติเป็นการทรงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของพระเจ้า  สร้างตามแบบพระฉายของพระเจ้า

Genesis ปฐมกาล 1:26 26Then God said, “Let us make man in our image, after our likeness. And let them have dominion over the fish of the sea and over the birds of the heavens and over the livestock and over all the earth and over every creeping thing that creeps on the earth.”

26แล้วพระเจ้าตรัสว่า   “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์   ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน”

Genesis ปฐมกาล 2:7 7then the LORD God formed the man of dust from the ground and breathed into his nostrils the breath of life, and the man became a living creature.

7พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก   มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต

  The Bible expressly deals with man’s spirituality, including his fall into sin, sin’s consequences, and man’s current relationship with God.
พระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับเรื่องจิตวิญญาณของมนุษย์   รวมทั้งการล้มลงในบาป     ผลกระทบที่ตามมาเพราะความบาป   และการสามัคคีธธรรมของมนุษย์กับพระเจ้าในปัจจุบัน
Secular psychology is based on the ideas that man is basically good and that the answer to his problems lies within himself.

จิตวิทยาทางโลกมีพื้นฐานความคิดที่ว่า   โดยพื้นฐานมนุษย์ก็เป็นคนดี  และว่าคำตอบของการแก้ปัญหาอยู่ที่ตัวของเขาเอง

The Bible paints a very different picture of man’s condition.

Man is not “basically good.”

พระคัมภีร์วาดภาพสภาพของมนุษย์แตกต่างกันมาก

ทนุษย์ไม่ได้ "โดยพื้นฐานดี"

Ephesians เอเฟซัส 2:1 1And you were dead in the trespasses and sins

1ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป

The unregenerate heart is “deceitful and beyond all cure”

หัวใจที่ไม่ได้บังเกิดใหม่นั้น  "หลอกลวงและยากเกินจะเยียวยาได้"

Jeremiah เยเรมีย์ 17:9 9The heart is deceitful above all things, and desperately sick; who can understand it?

9จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด

Therefore, the biblical counselor takes a drastically different approach: rather than seeking solutions to spiritual problems within one’s own mind, he seeks to confront sin, obtain wisdom from above. and apply the Word of God to the situation.
ดังนั้นการให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์ ใช้วิธีการที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด: ไม่ใช่มุ่งแสวงหาคำตอบเพื่อแก้ไขปัญหาทางจิตวิญญาณที่อยู่ในใจของคนนั้นเอง     เขาพยายามที่จะเผชิญหน้ากับความบาป    ให้ได้รับปัญญาจากเบื้องบน  และนำพระวจนะของพระเจ้าไปใช้ตามสถานการณ์

James ยากอบ 3:17 17But the wisdom from above is first pure, then peaceable, gentle, open to reason, full of mercy and good fruits, impartial and sincere.

17แต่ปัญญาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์เป็นประการแรก   แล้วจึงเป็นความสงบสุข   สุภาพและว่าง่าย   เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลที่ดี   ไม่ลำเอียง   ไม่หน้าซื่อใจคด

Biblical counselors, as opposed to psychotherapists and some Christian counselors, see the Bible alone as the source of a comprehensive and detailed approach to counseling.

การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์ ที่ตรงข้ามกับนักจิตวิทยาบำบัด  และที่ปรึกษาคริสเตียนบางคน  ดูที่พระคัมภีร์เป็นแหล่งที่มาความเข้าใจอันเดียวเท่านั้นและวิธีการให้คำปรึกษาที่มีรายละเอียด

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:15-17 15and how from childhood you have been acquainted with the sacred writings, which are able to make you wise for salvation through faith in Christ Jesus.

15และตั้งแต่เด็กมาแล้ว   ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์   ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

16All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ(เป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

17that the man of God may be competent, equipped for every good work.

17เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง

2 Peter 2 เปโตร 1:4 4by which he has granted to us his precious and very great promises, so that through them you may become partakers of the divine nature, having escaped from the corruption that is in the world because of sinful desire.

4พระองค์จึงได้ทรงประทานพระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่งแก่เรา   เพื่อว่าด้วยเหตุเหล่านี้   ท่านทั้งหลายจะพ้นจากความเสื่อมโทรม   ที่มีอยู่ในโลกนี้เพราะตัณหา   และจะได้รับส่วนในสภาพของพระองค์

Biblical counseling is committed to letting God speak for Himself through His Word.

การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์มุ่งมั่นที่จะขอให้พระเจ้าตรัสเองผ่านทางพระวจนะของพระองค์

Biblical counseling seeks to minister the love of the true and living God, a love that deals with sin and produces obedience.
การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์พยายามที่จะสำแดงความรักของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่แท้จริง   และทรงจัดการกับความบาปและก่อให้เกิดความเชื่อฟัง
Psychotherapy is needs-based.

นักจิตวิทยาบำบัดโดยพื้นฐานเป็นที่ต้องการ

The needs for self-esteem, love and acceptance, and significance tend to dominate.

ความต้องการมีการยกย่องนับถือตนเอง   ความรักและการเป็นที่ยอมรับ   และมีแนวโน้มสำคัญที่จะครอบครอง

If these needs are met, it is believed, people will be happy, kind, and moral; if these needs are unmet, people will be miserable, hateful, and immoral.

หากว่ามีความต้องการเหล่านี้   ก็เชื่อได้ว่าผู้คนจะมีความสุข   เมตตากรุณาและมีศีลธรรม; ถ้าไม่มีความต้องการเหล่านี้ผู้คนจะเป็นทุกข์   เกลียดชังกัน  และไร้ศีลธรรม

Biblical counseling teaches that true satisfaction and happiness can only be found in a relationship with God and a pursuit of godliness.

การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์สอนว่า   ความพึงพอใจและความสุขที่แท้จริงสามารถพบได้ในการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า    และความมุ่งมันที่จะยึดมั่นในศาสนา

No amount of psychotherapy can make a selfish person unselfish, for example, but the obedient servant of God will be satisfied in his joyful, unselfish giving.

ตัวอย่างเช่น นักจิตวิทยาบำบัดมากแค่ไหนยังไงก็ไม่สามารถทำให้คนเห็นแก่ตัวกลายเป็นคนเอื้อเฟื้อได้  แต่ผู้รับใช้ของพระเจ้าที่เชื่อฟังจะพอใจในการให้อย่างมีความสุข   แบบไม่เห็นแก่ตัว

2 Corinthians 2โครินธ์ 9:7 7Each one must give as he has made up his mind, not reluctantly or under compulsion, for God loves a cheerful giver.

7ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ   มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย   มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ   เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี
So, how does psychology work with biblical counseling? It doesn’t.

ดังนั้น จิตวิทยาทำงานร่วมกับการให้คำปรึกษาตามหลักพระพระคัมภีร์ได้อย่างไร  คำตอบคือไม่ได้

Secular psychology starts and ends with man and his ideas.

จิตวิทยาทางโลกเริ่มต้นและจบลงที่มนุษย์และความคิดของเขา

True biblical counseling points clients to Christ and the Word of God.

การให้คำปรึกษาที่แท้จริงตามหลักพระคัมภีร์ชี้ให้คนเราพึ่งพาพระคริสต์และพระวจนะของพระเจ้า

Biblical counseling is a pastoral activity, a product of the spiritual gift of exhortation, and its goal is not self-esteem but sanctification.

การให้คำปรึกษาตามหลักพระคัมภีร์เป็นงานของศิษยาภิบาลที่ต้องทำ    ผลจากของประทานฝ่ายวิญญาณเรื่องการสั่งสอนตักเตือน   เป้าหมายไม่ใช่การนับถือยกย่องตนเองแต่เป็นการชำระตัวให้บริสุทธิ์

www.gotquestions.org/Thai

Early Church Fathers and Psychology Counseling

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top