Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, July 9, 2015

 

Question: "What is general revelation and special revelation?"
คำถาม: " การเปิดเผยทั่วไปและการเปิดเผยพิเศษคืออะไร "
Answer: General revelation and special revelation are the two ways God has chosen to reveal Himself to humanity.

คำตอบ: การเปิดเผยทั่วไปและการเปิดเผยพิเศษเป็นสองวิธีที่พระเจ้าได้ทรงเลือกที่จะเปิดเผยพระองค์เองต่อมนุษยชาติ

General revelation refers to the general truths that can be known about God through nature.

การเปิดเผยทั่วไปกล่าวถึงเรื่องความจริงทั่วไปที่สามารถรู้จักเรื่องของพระเจ้าผ่านทางธรรมชาติ

Special revelation refers to the more specific truths that can be known about God through the supernatural.
การเปิดเผยพิเศษกล่าวถึงเรื่องความจริงเฉพาะเจาะจง  มากพอที่สามารถรู้จักเรื่องของพระเจ้า โดยวิธีเหนือธรรมชาติ

In regard to general revelation.

เกี่ยวกับเรื่องการเปิดเผยทั่วไป

Psalm เพลงสดุดี 19:1-4 1 Blessed is the man who walks not in the counsel of the wicked, nor stands in the way of sinners, nor sits in the seat of scoffers;

1 ความสุขเป็นของบุคคล   ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม   หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  

2 but his delight is in the law of the LORD, and on His law he meditates day and night.

2 แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า   เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน  

3 He is like a tree planted by streams of water that yields its fruit in its season, and its leaf does not wither.  In all that he does, he prospers.

3 เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ   ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง  
การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น  

4 The wicked are not so, but are like chaff that the wind drives away.

4 คนอธรรมไม่เป็นเช่นนั้น   แต่เป็นเหมือนแกลบซึ่งลมพัดกระจายไป  

According to this passage, God’s existence and power can be clearly seen through observing the universe.

ตามพระคำตอนนี้    การทรงพระชนม์และฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ผ่านการสังเกตดูจักรวาล

The order, intricacy, and wonder of creation speak to the existence of a powerful and glorious Creator.
ระเบียบ ความสลับซับซ้อน และความมหัศจรรย์ของการทรงสร้าง พูดถึงการดำรงอยู่ของพระผู้สร้างผู้ทรงฤทธานุภาพและทรงสง่าราศี
General revelation is also taught in Romans 1:20

การเปิดเผยทั่วไป ถูกสอนอยู่ใน โรม 1:20

20 For His invisible attributes, namely, His eternal power and divine nature, have been clearly perceived, ever since the creation of the world, in the things that have been made. So they are without excuse.

20 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว   สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น   คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์   ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง   ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย


Like Psalm 19, Romans 1:20 teaches that God’s eternal power and divine nature are “clearly seen” and “understood” from what has been made, and that there is no excuse for denying these facts.

เช่น สดุดี 19 โรม 1:20 สอนว่า ฤทธานุภาพอนันต์ของพระเจ้า และธรรมชาติ อันศักดิ์สิทธิ์ " เห็นได้ชัดเจน " และ " เข้าใจได้ " จาก สิ่งที่ได้ทรงสร้าง และที่ไม่มีข้อแก้ตัวในการปฏิเสธ ข้อเท็จจริงเหล่านี้

With these Scriptures in mind, perhaps a working definition of general revelation would be “the revelation of God to all people, at all times, and in all places that proves that God exists and that He is intelligent, powerful, and transcendent.”
ด้วยข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ในใจ บางทีความหมายซึ่งใช้การได้ของการเปิดเผยทั่วไป จะเป็น " การเปิดเผยของพระเจ้าแก่ทุก คน ตลอดเวลา และ ในทุกสถานที่ ที่พิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นอยู่และ ที่พระองค์ทรงพระปรีชา  มีฤทธานุภาพและเหนือธรรมชาติ"

Special revelation is how God has chosen to reveal Himself through miraculous means. Special revelation includes physical appearances of God, dreams, visions, the written Word of God, and most importantly—Jesus Christ.

การเปิดเผยพิเศษ เป็นวิธีที่พระเจ้าได้ทรงเลือกที่จะเปิดเผยพระองค์เอง ด้วยวิธีการที่อัศจรรย์ การเปิดเผยพิเศษรวมทั้งการทรงปรากฏพระกายของพระเจ้า  ความฝัน นิมิต พระวจนะของพระเจ้าที่เขียนไว้  และที่สำคัญที่สุด---คือพระเยซูคริสต์

The Bible records God appearing in physical form many times,

พระคัมภีร์บันทึกการทรงปรากฏของพระเจ้าในหลายรูปแบบทางกายภาพหลายครั้ง

Genesis ปฐมกาล 3:8 8 And they heard the sound of the LORD God walking in the garden in the cool of the day, and the man and his wife hid themselves from the presence of the LORD God among the trees of the garden.

8 เวลาเย็นวันนั้น   เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน   ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้น   ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า

Genesis ปฐมกาล 18:1 1 And the LORD appeared to him by the oaks of Mamre, as he sat at the door of his tent in the heat of the day.

1 พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านที่หมู่ต้นก่อหลวงที่มัมเร   ขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่ประตูเต็นท์เวลาแดดร้อน

Exodus อพยพ 3:1-4 1 Now Moses was keeping the flock of his father-in-law, Jethro, the priest of Midian, and he led his flock to the west side of the wilderness and came to Horeb, the mountain of God.

1 ฝ่ายโมเสสเมื่อเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตา ผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน   ได้พาฝูงแพะแกะไปทางตะวันตกของถิ่นทุรกันดาร   จนมาถึงภูเขาของพระเจ้าคือ   โฮเรบ

2 And the angel of the LORD appeared to him in a flame of fire out of the midst of a bush. He looked, and behold, the bush was burning, yet it was not consumed.

2 ทูตของพระเจ้าก็ปรากฏแก่โมเสส ท่ามกลางพุ่มไม้เป็นเปลวไฟ   โมเสสมองดู   เห็นพุ่มไม้นั้นมีไฟลุกโชนอยู่  แต่มิได้ไหม้โทรมไป

3 And Moses said, “I will turn aside to see this great sight, why the bush is not burned.”

3 โมเสสจึงว่า  “ข้าจะแวะเข้าไปดูสิ่งแปลกประหลาดนี้   ว่าเหตุไฉนพุ่มไม้จึงไม่ไหม้”  

4 When the LORD saw that he turned aside to see, God called to him out of the bush, “Moses, Moses!” And he said, “Here I am.”

4 ครั้นพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู   จึงตรัสออกมาจากพุ่มไม้นั้นว่า  “โมเสส  โมเสสเอ๋ย”   โมเสสทูลตอบว่า  “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่”  

Exodus อพยพ 34:5-7 5 The LORD descended in the cloud and stood with him there, and proclaimed the name of the LORD.

5 ฝ่ายพระเจ้าเสด็จลงมาในเมฆ   และโมเสสยืนอยู่กับพระองค์ที่นั่น   และออกพระนามพระเจ้า

6 The LORD passed before him and proclaimed, “The LORD, the LORD, a God merciful and gracious, slow to anger, and abounding in steadfast love and faithfulness,

6 พระเจ้าเสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน  ตรัสว่า   “พระเยโฮวาห์   พระเยโฮวาห์   พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา  ทรงกอปรด้วยพระคุณ  ทรงกริ้วช้า   และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง  และความสัตย์จริง

7 keeping steadfast love for thousands, forgiving iniquity and transgression and sin, but who will by no means clear the guilty, visiting the iniquity of the fathers on the children and the children's children, to the third and the fourth generation.”

7 ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ   ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด   การทรยศ  และบาปของเขาเสีย   แต่จะทรงถือว่า  ไม่มีโทษก็หามิได้   และให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานสามชั่ว   สี่ชั่วอายุคน”


The Bible records God speaking to people through dreams.

พระคัมภีร์ได้บันทึกที่พระเจ้าตรัสกับคนผ่านทางความฝัน

Genesis ปฐมกาล 28:12 12 And he dreamed, and behold, there was a ladder set up on the earth, and the top of it reached to heaven. And behold, the angels of God were ascending and descending on it!

12 เขาฝันว่ามีบันไดอันหนึ่งตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก  ยอดถึง ฟ้าสวรรค์   ทูตทั้งหลายของพระเจ้ากำลังขึ้นลงอยู่บนนั้น

Genesis ปฐมกาล 37:5 5 Now Joseph had a dream, and when he told it to his brothers they hated him even more.

5 คราวหนึ่งโยเซฟฝัน  แล้วเล่าให้พวกพี่ชายฟัง   พวกพี่ชายยิ่งชังโยเซฟมากขึ้น

1 Kings 1พงศ์กษัตริย์ 3:5 5 At Gibeon the LORD appeared to Solomon in a dream by night, and God said, “Ask what I shall give you.”

5 พระเจ้าทรงปรากฏแก่ซาโลมอนที่เมืองกิเบโอน เป็นพระสุบินในกลางคืน   และพระเจ้าตรัสว่า   “เจ้าอยากให้เราให้อะไรเจ้าก็จงขอเถิด”

Also see Daniel 2

และใน ดาเนียล บทที่ 2 ด้วย

Genesis ปฐมกาล 15:1 1 After these things the word of the LORD came to Abram in a vision: “Fear not, Abram, I am your shield; your reward shall be very great.”

1 อยู่มาพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามด้วยนิมิตว่า   “อับรามเอ๋ย   เจ้าอย่ากลัวเลย   เราเป็นโล่ของเจ้า  บำเหน็จของเจ้าจะยิ่งใหญ่”

Ezekiel เอเสเคียล 8:3-4 3 He put out the form of a hand and took me by a lock of my head, and the Spirit lifted me up between earth and heaven and brought me in visions of God to Jerusalem, to the entrance of the gateway of the inner court that faces north, where was the seat of the image of jealousy, which provokes to jealousy.

3 ท่านยื่นส่วนที่มีสัณฐานเป็นมือนั้นออกมาจับผมของ ข้าพเจ้าปอยหนึ่ง   และพระวิญญาณได้ยกข้าพเจ้าขึ้นระหว่างพิภพและสวรรค์   และนำข้าพเจ้ามาถึงเยรูซาเล็มในนิมิตของพระเจ้า   มายังทางเข้าประตูด้านเหนือของลานชั้นใน   ซึ่งเป็นที่ตั้งรูปของความหวงแหน   ซึ่งกระทำให้บังเกิดความหวงแหน

4 And behold, the glory of the God of Israel was there, like the vision that I saw in the valley.

4 ดูเถิด  พระสิริของพระเจ้าของอิสราเอลก็อยู่ที่นั่น   เหมือนอย่างนิมิตที่ข้าพเจ้าได้เห็นในที่ราบ  

Also see Daniel 7

และใน ดาเนียล บทที่ 7 ด้วย

2 Corinthians 2โครินธ์ 12:1-7 1 I must go on boasting. Though there is nothing to be gained by it, I will go on to visions and revelations of the Lord.

1 ข้าพเจ้าจำจะต้องอวด   ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์อะไร   แต่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไป   ถึงนิมิตและการสำแดงซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

2 I know a man in Christ who fourteen years ago was caught up to the third heaven—whether in the body or out of the body I do not know, God knows.

2 ข้าพเจ้าได้รู้จักชายคนหนึ่งผู้เลื่อมใสในพระคริสต์สิบสี่ปีมาแล้ว   เขาถูกรับขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นที่สาม   (แต่จะไปทั้งกายหรือไปโดยไม่มีกายข้าพเจ้าไม่รู้   พระเจ้าทรงทราบ)

3 And I know that this man was caught up into paradise—whether in the body or out of the body I do not know, God knows—

3 ข้าพเจ้าทราบ   (แต่จะไปทั้งกายหรือไม่มีกายข้าพเจ้าไม่รู้   พระเจ้าทรงทราบ)   ว่าคนนั้นถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม

4 and he heard things that cannot be told, which man may not utter.

4 และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้   และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม

5 On behalf of this man I will boast, but on my own behalf I will not boast, except of my weaknesses.

5 สำหรับชายคนนั้นข้าพเจ้าอวดได้   แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง   ข้าพเจ้าจะไม่อวดเลย   นอกจากจะอวดถึงเรื่องการอ่อนแอของข้าพเจ้า

6 Though if I should wish to boast, I would not be a fool, for I would be speaking the truth. But I refrain from it, so that no one may think more of me than he sees in me or hears from me.

6 เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าอยากจะอวดข้าพเจ้าก็ไม่ใช่คนเขลา   เพราะข้าพเจ้าพูดตามความจริง   แต่ข้าพเจ้าระงับไว้   ก็เพราะเกรงว่า   บางคนจะยกข้าพเจ้าเกินกว่าที่เขาได้รู้จากการเห็นและฟังข้าพเจ้า

7 So to keep me from being too elated by the surpassing greatness of the revelations, a thorn was given me in the flesh, a messenger of Satan to harass me, to keep me from being too elated.

7 และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป   เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น   ก็ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า   หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป
Of primary importance in the revealing of God is His Word, the Bible, which is also a form of special revelation.

ความสำคัญพื้นฐานในการทรงเปิดเผยของพระเจ้า คือ พระวจนะของพระองค์  พระคัมภีร์  ซึ่งเป็น รูปแบบของการเปิดเผยพิเศษ

God miraculously guided the authors of Scripture to correctly record His message to mankind, while still using their own styles and personalities.

พระเจ้าได้ทรงนำผู้เขียนพระคัมภีร์อย่างน่าอัศจรรย์ ให้บันทึกพระคำของพระองค์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อมนุษยชาติ ในขณะที่พวกเขายังคงใช้รูปแบบการเขียนและบุคลิกของตัวเอง

The Word of God is living and active,

พระวจนะของพระเจ้ามีชีวิต และใช้การได้

Hebrews ฮีบรู 4:12 12 For the word of God is living and active, sharper than any two-edged sword, piercing to the division of soul and of spirit, of joints and of marrow, and discerning the thoughts and intentions of the heart.

12 เพราะว่า   พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ   คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ   แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ   ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก   และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย

The Word of God is inspired, profitable, and sufficient,

พระวจนะของพระเจ้าได้รับการดลใจ  ก่อให้เกิดประโยชน์และเพียงพอ

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:16-17 16 All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16 พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า  และเป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

17 that the man of God may be competent, equipped for every good work.

17 เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง

God determined to have the truth regarding Him recorded in written form because He knew the inaccuracy and unreliability of oral tradition.

พระเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะให้ความจริงเรื่องพระองค์ ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าถ้าใช้ปากเล่าสืบต่อกันมาจะไม่ถูกต้องแม่นยำและไม่น่าเชื่อถือ

He also understood that the dreams and visions of man can be misinterpreted. God decided to reveal everything that humanity needs to know about Him, what He expects, and what He has done for us in the Bible.
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเข้าใจว่า ความฝันและนิมิตของมนุษย์ สามารถถูกตีความผิดได้  พระเจ้า ทรงตัดสินพระทัยที่จะเปิดเผยทุกอย่างที่จำเป็นแก่มนุษย์เกี่ยวกับพระองค์    สิ่งที่พระองค์ทรง คาดหวัง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเราในพระคัมภีร์

The ultimate form of special revelation is the Person of Jesus Christ.

รูปแบบเยี่ยมยอดของการเปิดเผยพิเศษคือพระลักษณะบุคคลของพระเยซูคริสต์

God became a human being.

พระเจ้าทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์

John ยอห์น 1:1, 14 1 In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

14 And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen his glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14 พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

Hebrews ฮีบรู 1:1-3 1 Long ago, at many times and in many ways, God spoke to our fathers by the prophets,

1 ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ

2 but in these last days He has spoken to us by His Son, whom he appointed the heir of all things, through whom also he created the world.

2 แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร   ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก   พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร

3 He is the radiance of the glory of God and the exact imprint of His nature, and He upholds the universe by the word of his power. After making purification for sins, He sat down at the right hand of the Majesty on high,

3 พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า   และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์   และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์   เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระบาปแล้ว   ก็ได้ประทับ  ณ เบื้องขวาของพระเจ้าเบื้องบน

God became a human being, in the Person of Jesus Christ, to identify with us, to set an example for us, to teach us, to reveal Himself to us, and, most importantly, to provide salvation for us by humbling Himself in death on the cross.

พระเจ้าทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ในสภาพบุคคลของพระเยซูคริสต์ ที่เราจะเห็นว่าทรงเป็นองค์เดียวกัน  เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เรา เพื่อทรงสอนเรา ทรงสำแดงพระองค์เองแก่เรา  และที่สำคัญที่สุด ที่จะทรงประทานความรอดแก่เรา ทรงถ่อมพระองค์ลงมาเพื่อตายบนไม้กางเขน

Philippians ฟีลิปปี 2:6-8 6 who, though He was in the form of God, did not count equality with God a thing to be grasped,

6 ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ

7 but made Himself nothing, taking the form of a servant, being born in the likeness of men.

7 แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์

8 And being found in human form, He humbled himself by becoming obedient to the point of death, even death on a cross.

8 และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน

Jesus Christ is the ultimate “special revelation” from God.

พระเยซูคริสต์ทรงเป็น " การเปิดเผยพิเศษ" ที่เยี่ยมยอดจากพระเจ้า

www.gotquestions.org/Thai     

 

General and Special Revelation

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top