Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, August 14, 2015

 

อใจคด


Book of Ecclesiastes

พระธรรมปัญญาจารย์


Can you summarize the Book of Ecclesiastes? What is the Book of Ecclesiastes all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมปัญญาจารย์ได้ไหม พระธรรมปัญญาจารย์ทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: The Book of Ecclesiastes does not directly identify its author.

ผู้ประพันธ์: พระธรรมปัญญาจารย์ไม่ได้ระบุผู้ประพันธ์โดยตรง

There are quite a few verses that imply Solomon wrote this book.

มีข้อพระคัมภีร์ไม่กี่ข้อที่บอกเป็นนัยว่าโซโลมอนได้เขียนพระธรรมเล่มนี้

There are some clues in the context that may suggest a different person wrote the book after Solomon’s death, possibly several hundred years later.

มีบางอย่างในบริบทที่อาจเป็นปมชี้แนะว่าคนอื่นต่างหากที่เขียนพระธรรมนี้   อาจเป็นไปได้หลายร้อยปีต่อมาหลังจากโซโลมอนสิ้นพระชนม์  

Still, the conventional belief is that the author is indeed Solomon.
แต่กระนั้น  ยังคงมีความเชื่อแบบเดิมคือว่าผู้ประพันธ์คือโซโลมอนแน่นอน

Date of Writing: Solomon's reign as King of Israel lasted from around 970 B.C. to around 930 B.C.

วันที่เขียน: รัชสมัยของซาโลมอนที่ทรงเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลตั้งแต่ประมาณปีก.ค.ศ  970 - 930

The Book of Ecclesiastes was likely written towards the end of his reign, approximately 935 B.C.

พระธรรมปัญญาจารย์อาจเขียนในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์ประมาณปี ก.ค.ศ. 935


Purpose of Writing: Ecclesiastes is a book of perspective.

จุดประสงค์ของการเขียน: พระธรรมปัญญาจารย์เป็นภาพรวมในอนาคตที่คาดการณ์ไว้

The narrative of “the Preacher”, or “the Teacher” reveals the depression that inevitably results from seeking happiness in worldly things.

เรื่องเล่าของ "ศาสดาผู้สอน" หรือ "ครู" เผยให้เห็นภาวะซึมเศร้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  อันเป็นผลมาจากการแสวงหาความสุขในสิ่งของฝ่ายโลก

This book gives Christians a chance to see the world through the eyes of a person who, though very wise, is trying to find meaning in temporary, human things.

พระธรรมเล่มนี้จะช่วยให้คริสเตียนมีโอกาสเห็นโลกผ่านสายตาของคน   ผู้ที่แม้จะฉลาดมาก   ก็กำลังพยายามจะค้นหาความหมายชั่วคราวในสิ่งของที่มนุษย์ต้องการ

Most every form of worldly pleasure is explored by the Preacher, and none of it gives him a sense of meaning.
ทุกรูปแบบส่วนใหญ่ของความสุขทางโลกที่ศาสดาผู้สอนเสาะหามาสั่งสอน   และไม่ทำให้เขาสัมผัสความหมายใดๆ
In the end, the Preacher comes to accept that faith in God is the only way to find personal meaning.

ในท้ายที่สุด  ศาสดาผู้สอนมายอมรับว่า ความเชื่อในพระเจ้าเป็นทางเดียวที่คนเราจะพบความหมายได้

He decides to accept the fact that life is brief and ultimately worthless without God.

เขาตัดสินใจยอมรับสัจธรรมว่า  ชีวิตคนเราสั้น  และที่สุดแล้วไร้ค่าถ้าปราศจากพระเจ้า

The Preacher advises the reader to focus on an eternal God instead of temporary pleasure.
ศาสดาผู้สอนให้คำแนะนำแก่ผู้อ่าน   ให้มุ่งเน้นไปที่พระเจ้าองค์นิรันดร์  แทนที่หาความสุขชั่วคราว
Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 1:2 2Vanity of vanities, says the Preacher, vanity of vanities! All is vanity.

2ปัญญาจารย์กล่าวว่า   อนิจจัง อนิจจัง  อนิจจัง  อนิจจัง  สารพัดอนิจจัง   
Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 1:18 18For in much wisdom is much vexation, and he who increases knowledge increases sorrow.

18เพราะในสติปัญญามากๆก็มีความทุกข์ระทมมาก  และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความ
เศร้าโศก
Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:11 11Then I considered all that my hands had done and the toil I had expended in doing it, and behold, all was vanity and a striving after wind, and there was nothing to be gained under the sun.

11แล้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ   และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ   ดูเถิด   ทุกอย่างก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง   และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์  
Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 12:1 1Remember also your Creator in the days of your youth, before the evil days come and the years draw near of which you will say, “I have no pleasure in them”;

1ในปฐมวัยของเจ้า   เจ้าจงระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้างของเจ้า   ก่อนที่ยามทุกข์ร้อนจะมาถึงและปีเดือนใกล้เข้ามา   เมื่อเจ้าจะกล่าวว่า   “ข้าไม่มีความเพลิดเพลินในปีเดือนนั้นเลย”
Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 12:13 13The end of the matter; all has been heard. Fear God and keep his commandments, for this is the whole duty of man.

13จบเรื่องแล้วได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว   จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์   เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง

Brief Summary: Two phrases are repeated often in Ecclesiastes. The word translated as “vanity” or “meaningless” appears often, and is used to emphasize the temporary nature of worldly things.

บทสรุปโดยย่อ: คำกล่าวสองอย่างที่มักกล่าวซ้ำๆ ในปัญญาจารย์      คำนั้นแปลว่า "ความว่างเปล่า" หรือ "ไร้ความหมาย" มักพบได้บ่อยครั้ง    และถูกนำมาใช้เพื่อเน้นลักษณะชั่วคราวของสิ่งของฝ่ายโลก

In the end, even the most impressive human achievements will be left behind.

ในบั้นปลาย   แม้ความสำเร็จของมนุษย์ที่น่าประทับใจที่สุดก็จะถูกละทิ้งไว้ข้างหลัง

The phrase “under the sun” occurs 28 times, and refers to the mortal world.

วลีที่ว่า "ภายใต้ดวงอาทิตย์" เกิดขึ้น 28 ครั้งและหมายถึงจริยธรรมในโลก

When the Preacher refers to “all things under the sun,” he is talking about earthly, temporary, human things.
เมื่อศาสดาผู้สอนกล่าวถึง "ทุกสิ่งภายใต้ดวงอาทิตย์" เขากำลังพูดเกี่ยวกับสิ่งของชั่วคราวฝ่ายโลกของมนุษย์

The first seven chapters of the book of Ecclesiastes describe all of the worldly things “under the sun” that the Preacher tries to find fulfillment in.

พระธรรมปัญญาจารย์เจ็ดบทแรกอธิบายสิ่งของฝ่ายโลกทุกอย่าง "ภายใต้ดวงอาทิตย์" ที่ศาสดาผู้สอนพยายามที่จะหาทางบรรลุผล

He tries scientific discovery

เขาพิเคราะห์ด้านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 1:10-11 10Is there a thing of which it is said, “See, this is new”?

It has been already in the ages before us.

10มีสักสิ่งหนึ่งหรือที่เขาจะพูดได้ว่า  “ดูซี สิ่งนี้ใหม่”  สิ่งนั้นมีอยู่แล้ว  ในสมัยก่อนเราทั้งหลาย  

11There is no remembrance of former things, nor will there be any remembrance of later things yet to be among those who come after.

11ไม่มีการจดจำถึงสมัยก่อนและไม่มีการจดจำ   สิ่งหลังๆที่จะเกิดมาในท่ามกลางบรรดาผู้ที่มาภายหลัง

He tries wisdom and philosophy

เขาพิเคราะห์ด้านสติปัญญาและหลักปรัชญา

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 1:13-18 13And I applied my heart to seek and to search out by wisdom all that is done under heaven. It is an unhappy business that God has given to the children of man to be busy with.

13และข้าพเจ้าตั้งใจเสาะและแสวงหาโดยสติปัญญา   สิ่งที่กระทำกันภายใต้ฟ้าสวรรค์   เป็นเรื่องยากลำบากซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำกันอยู่นั้น

14I have seen everything that is done under the sun, and behold, all is vanity and a striving after wind.

14ข้าพเจ้าเคยเห็นการทั้งปวงซึ่งเขากระทำกัน ภายใต้ดวงอาทิตย์ และดูเถิด สารพัดก็อนิจจัง   คือกินลมกินแล้ง  

15What is crooked cannot be made straight, and what is lacking cannot be counted.

15อะไรที่คดจะทำให้ตรงไม่ได้   และอะไรที่ขาดอยู่จะนับให้ครบไม่ได้  

16I said in my heart, “I have acquired great wisdom, surpassing all who were over Jerusalem before me, and my heart has had great experience of wisdom and knowledge.”

16ข้าพเจ้ารำพึงว่า   “ข้าพเจ้ามีสติปัญญามากยิ่ง   มากกว่าใครๆที่ครองอยู่เหนือกรุงเยรูซาเล็มมาก่อนข้าพเจ้า   ใจข้าพเจ้าก็เจนจัดในสติปัญญาและความรู้ อย่างยิ่ง”

17And I applied my heart to know wisdom and to know madness and folly. I perceived that this also is but a striving after wind.

17ข้าพเจ้าก็ตั้งใจรู้สติปัญญา รู้ความบ้าบอ และความเขลา   ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นแต่กินลมกินแล้งด้วย  

18For in much wisdom is much vexation, and he who increases knowledge increases sorrow.

18เพราะในสติปัญญามากๆ ก็มีความทุกข์ระทมมาก และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก

He tries mirth

เขาพิเคราะห์ด้านความสนุกสนานบันเทิง

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:1 1I said in my heart, “Come now, I will test you with pleasure; enjoy yourself.” But behold, this also was vanity.

1ข้าพเจ้ารำพึงว่า   “มาเถอะมาลองสนุกสนานกันดู   เอ้า จงสนุกสบายใจไป”   แต่ดูเถิด เรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน

He tries alcohol

เขาพิเคราะห์ด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:3 3I searched with my heart how to cheer my body with wine—my heart still guiding me with wisdom—and how to lay hold on folly, till I might see what was good for the children of man to do under heaven during the few days of their life.

3ข้าพเจ้าคิดดูว่าจะทำอย่างไร   กายจึงจะคึกคักด้วยเหล้าองุ่น   และใจยังคงแนะนำข้าพเจ้า ด้วยสติปัญญาและจะยึดความเขลาไว้อย่างไร   จนข้าพเจ้าจะเห็นได้ว่า   อะไรจะดีสำหรับให้บรรดาบุตรของมนุษย์ กระทำภายใต้ท้องฟ้าตลอดชีวิตของเขา

He tries architecture

เขาพิเคราะห์ด้านสถาปัตยกรรม

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:4 4I made great works. I built houses and planted vineyards for myself.

4ข้าพเจ้ากระทำการใหญ่โต   ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนหลายหลัง   และทำสวนองุ่นหลายแปลง

He tries property

เขาพิเคราะห์ด้านทรัพย์สมบัติ

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:7 7I bought male and female slaves, and had slaves who were born in my house. I had also great possessions of herds and flocks, more than any who had been before me in Jerusalem.

7ข้าพเจ้าซื้อทาสชายหญิงไว้มีทาสเกิดขึ้นในบ้าน   ข้าพเจ้ามีฝูงโคฝูงแพะแกะเป็น สมบัติมากกว่าของบรรดาคนที่อยู่ใน กรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้า

And he tries luxury

และเขาพิเคราะห์ด้านความหรูหรา

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:8 8I also gathered for myself silver and gold and the treasure of kings and provinces. I got singers, both men and women, and many concubines, the delight of the children of man.

8ข้าพเจ้าสะสมเงินทองไว้ด้วย   และส่ำสมทรัพย์สมบัติอันควรคู่กับกษัตริย์และควร คู่กับเมืองทั้งหลาย   ข้าพเจ้ามีนักร้องชายหญิงสำหรับตัวและเมียน้อย   ซึ่งเป็นสิ่งชอบใจผู้ชาย  

The Preacher turned his mind towards different philosophies to find meaning, such as materialism.

ศาสดาผู้สอนหันมาพิเคราะห์ดูปรัชญาต่างๆ    เพื่อค้นหาความหมายเช่นลัทธิวัตถุนิยม

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:19-20 19and who knows whether he will be wise or a fool? Yet he will be master of all for which I toiled and used my wisdom under the sun. This also is vanity.

19แล้วใครจะไปทราบว่าเขาคนนั้นจะเป็นคน มีสติปัญญาหรือคนเขลา   กระนั้นเขาก็ครอบครองบรรดาการงานของข้าพเจ้า   ที่ข้าพเจ้าได้ตรากตรำมาและที่ข้าพเจ้าใช้สติ ปัญญากระทำภายใต้ดวงอาทิตย์   นี่ก็อนิจจังด้วย

20So I turned about and gave my heart up to despair over all the toil of my labors under the sun,

20ข้าพเจ้าจึงกลับอัดอั้นตันใจนักถึง เรื่องการงานของข้าพเจ้า   ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำมาภายใต้ดวงอาทิตย์

And even moral codes (including chapters 8-9).

และแม้แต่กฏข้อบังคับของหลักศีลธรรม (รวมทั้งบทที่ 8-9)

He found that everything was meaningless, a temporary diversion that, without God, had no purpose or longevity.
เขาพบว่าทุกอย่างไม่มีความหมาย    การผันแปรชั่วคราวที่ว่า   ไม่มีพระเจ้า  ไม่มีเป้าหมายหรือไม่คงทนยั่งยืน
Chapters 8-12 of Ecclesiastes describe the Preacher’s suggestions and comments on how a life should be lived.

บทที่ 8-12 พระธรรมปัญญาจารย์บรรยายคำสั่งสอนของศาสดาผู้สอน  และแสดงความคิดเห็นว่าควรจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

He comes to the conclusion that without God, there is no truth or meaning to life.

เขามาถึงบทสรุปว่า  ไม่มีพระเจ้า   ไม่มีสัจธรรมหรือความหมายในชีวิต

He has seen many evils and realized that even the best of man’s achievements are worth nothing in the long run.

เขาได้เห็นมารร้ายมากมายและตระหนักว่าแม้แต่ความสำเร็จที่สุดยอดของมนุษย์  ก็เป็นอะไรที่ไม่มีค่าในที่สุด

So he advises the reader to acknowledge God from youth and to follow His will.

ดังนั้นเขาจึงให้คำแนะนำแก่ผู้อ่านที่จะยอมรับพระเจ้าตั้งแต่เยาวชนและเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 12:1, 13-14 1Remember also your Creator in the days of your youth, before the evil days come and the years draw near of which you will say, “I have no pleasure in them”;

1ในปฐมวัยของเจ้า   เจ้าจงระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้างของเจ้า   ก่อนที่ยามทุกข์ร้อนจะมาถึงและปีเดือนใกล้เข้ามา   เมื่อเจ้าจะกล่าวว่า   “ข้าไม่มีความเพลิดเพลินในปีเดือนนั้นเลย”

13The end of the matter; all has been heard. Fear God and keep his commandments, for this is the whole duty of man. 

13จบเรื่องแล้ว ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว   จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์   เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง

14For God will bring every deed into judgment, with every secret thing, whether good or evil.

14ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา    พร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่างไม่ว่าดีหรือชั่ว

Foreshadowings: For all of the vanities described in the Book of Ecclesiastes, the answer is Christ.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: สำหรับความหยิ่งยะโสที่บรรยายไว้ในพระธรรมปัญญาจารย์แต่คำตอบคือพระเยซูคริสต์

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 3:17 17I said in my heart, God will judge the righteous and the wicked, for there is a time for every matter and for every work.

17ข้าพเจ้ารำพึงในใจของข้าพเจ้าว่า   พระเจ้าจะทรงพิพากษาคนชอบธรรมและคนอธรรม   เพราะมีกาลกำหนดไว้สำหรับทุกเรื่อง   และสำหรับการงานทุกอย่าง

According to this, God judges the righteous and the wicked, and the righteous are only those who are in Christ.

ตามอย่างนี้  พระเจ้าทรงพิพากษาคนชอบธรรมและคนชั่ว    และคนชอบธรรมคือผู้ที่ศรัทธาในพระคริสต์เท่านั้น

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:21 21For our sake He made Him to be sin who knew no sin, so that in Him we might become the righteousness of God.

21เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่เรา   เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์

God has placed the desire for eternity in our hearts.

พระเจ้าได้ทรงสนองความปรารถนาชีวิตนิรันดร์ในจิตใจเรา

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 3:11 11He has made everything beautiful in its time. Also, he has put eternity into man's heart, yet so that he cannot find out what God has done from the beginning to the end.

11พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน   พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า   พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนที่สุดปลาย

God has provided the Way to eternal life through Christ.

พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมทางนั้นผ่านทางพระคริสต์ไปสู่ชีวิตนิรันดร์

John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

We are reminded that striving after the world’s wealth is not only vanity because it does not satisfy, but even if we could attain it, without Christ we would lose our souls and what profit is there in that?

เราได้รับคำเตือนสอนว่าการดิ้นรนแสวงหาความมั่งคั่งฝ่ายโลก   ไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้คุณค่า   เพราะมันไม่ได้ตอบสนองความพอใจ  แต่แม้ว่าเราจะสามารถได้รับมา  ถ้าปราศจากพระคริสต์เราจะสูญเสียจิตวิญญาณไป  แล้วจะมีประโยชน์อะไร

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 5:10 10He who loves money will not be satisfied with money, nor he who loves wealth with his income; this also is vanity.

10คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน  และคนรักสมบัติไม่รู้จักอิ่มกำไร  นี่ก็อนิจจังด้วย  

Mark มาระโก 8:36 36For what does it profit a man to gain the whole world and forfeit his life?

36เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก  แต่ต้องเสียชีวิตของตน  ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร

Ultimately, every disappointment and vanity described in Ecclesiastes has its remedy in Christ, the wisdom of God and the only true meaning to be found in life.
ในที่สุด   ทุกความผิดหวังและความว่างเปล่าที่บรรยายไว้ในปัญญาจารย์มีทางเยียวยารักษาโดยพระคริสต์   พระปัญญาของพระเจ้าและความหมายแท้จริงเท่านั้นพบได้ในชีวิต

Practical Application: Ecclesiastes offers the Christian an opportunity to understand the emptiness and despair that those who do not know God grapple with.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: พระธรรมปัญญาจารย์ให้โอกาสคริสเตียนที่จะเข้าใจความว่างเปล่า  และความสิ้นหวัง     ซึ่งคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะต้องต่อสู้ดิ้นรน

Those who do not have a saving faith in Christ are faced with a life that will ultimately end and become irrelevant.

ผู้ที่ไม่มีความเชื่อว่าจะรอดได้ในพระคริสต์  ต้องเผชิญกับชีวิตซึ่งในท้ายที่สุดจะดับลงและกลายเป็นไม่สำคัญอะไร

If there is no salvation, and no God, then not only is there no point to life, but no purpose or direction to it either.

หากไม่มีความรอดและปราศจากพระเจ้า    ไม่เพียงแต่ชีวิตจะไม่มีความหมาย  แต่ไม่มีเป้าหมายหรือทิศทางใดๆ เลย

The world “under the sun,” apart from God, is frustrating, cruel, unfair, brief, and “utterly meaningless.”

ชาวโลก "ภายใต้ดวงอาทิตย์" ที่แยกจากพระเจ้า   กำลังปวดหัวกลุ้มใจ   โหดร้าย   ไม่ยุติธรรม  คิดสั้น และ "ไร้ความหมายที่สุด"

But with Christ, life is but a shadow of the glories to come in a heaven that is only accessible through Him.

แต่โดยพระคริสต์    ชีวิตอยู่ในเงาแห่งพระสิริที่จะมาในสวรรค์   ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านทางพระองค์


www.gotquestions.org/Thai


Book of Ezra

วลีหลัก: พระธรรมเอสรา


Can you summarize the Book of Ezra? What is the Book of Ezra all about?

คำอธิบายคำสำคัญ: คุณสามารถสรุปพระธรรมเอสราได้ไหม พระธรรมเอสราทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: The Book of Ezra does not specifically name its author.

ผู้ประพันธ์: พระธรรมเอสราไม่ได้ระบุชื่อของผู้ประพันธ์โดยเฉพาะ

The tradition is that the prophet Ezra wrote the Book of Ezra.

ตามประเพณีถือว่าผู้เผยพระวจนะเอสราเขียนพระธรรมเอสรา

It is interesting to note that once Ezra appears on the scene in chapter 7, the author of the Book of Ezra switches from writing in the third person to first person.

น่าสนใจที่ทราบว่าทันทีที่ปรากฏตัวเอสราในบทที่ 7  ผู้ประพันธ์พระธรรมเอสราสับ เปลี่ยนการเขียนบุคคลที่สามเป็นบุคคลที่หนึ่ง

This would also lend credibility to Ezra being the author.
นอกจากนี้ยังให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือว่าเอสราเป็นผู้ประพันธ์


Date of Writing: The Book of Ezra was likely written between 460 and 440 B.C.
วันที่เขียน: พระธรรมเอสราอาจเขียนขึ้นในระหว่างปี ก.ค.ศ 460 และ 440


Purpose of Writing: The Book of Ezra is devoted to events occurring in the land of Israel at the time of the return from the Babylonian captivity and subsequent years, covering a period of approximately one century, beginning in 538 B.C.             จุดประสงค์ของการเขียน: พระธรรมเอสราอุทิศให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินอิสราเอล   ในช่วงเวลาที่กลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลนและปีต่อ ๆ มา   ซึ่งกินเวลานานประมาณหนึ่งศตวรรษ   เริ่มต้นในปี ก.ค.ศ 538

The emphasis in Ezra is on the rebuilding of the Temple.

พระธรรมเอสราเน้นที่เรื่องการบูรณะพระวิหาร

The book contains extensive genealogical records, principally for the purpose of establishing the claims to the priesthood on the part of the descendants of Aaron.

พระธรรมเล่มนี้บันทึกเรื่องราววงศ์ตระกูลแบบแผ่กว้าง   โดยหลักการเพื่อจุดประสงค์ในการจัดตั้งข้อเรียกร้องกับฐานะปุโรหิตในส่วนของลูกหลานของอาโรน

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Ezra เอสรา 3:11 11And they sang responsively, praising and giving thanks to the LORD,

“For He is good, for His steadfast love endures forever toward Israel.”

And all the people shouted with a great shout when they praised the LORD, because the foundation of the house of the LORD was laid.

11และเขาร้องเพลงตอบกัน   สรรเสริญและโมทนาแด่พระเจ้าว่า   “เพราะพระองค์ประเสริฐ   เพราะความรักมั่นคงของพระองค์   ดำรงเป็นนิตย์ต่ออิสราเอล”   และประชาชนทั้งปวงก็โห่ร้องด้วยเสียงดังเมื่อเขา สรรเสริญพระเจ้า   เพราะว่ารากฐานของพระนิเวศแห่งพระเจ้าวางเสร็จแล้ว
Ezra เอสรา 7:6 6this Ezra went up from Babylonia. He was a scribe skilled in the Law of Moses that the LORD the God of Israel had given, and the king granted him all that he asked, for the hand of the LORD his God was on him.

6เอสราคนนี้ได้ขึ้นไปจากบาบิโลน   ท่านเป็นธรรมาจารย์ชำนาญในเรื่องธรรมบัญญัติของโมเสส   ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลประทานให้   และพระราชาประทานทุกอย่างที่ท่านทูลขอ   เพราะว่าพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอยู่กับท่าน  


Brief Summary: The book may be divided as follows: Chapters 1-6—The First Return under Zerubbabel, and the Building of the Second Temple. Chapters 7-10—The Ministry of Ezra.

บทสรุปโดยย่อ: พระธรรมเล่มนี้อาจแบ่งออกได้ดังนี้: บทที่ 1-6-การกลับมาครั้งแรกภายใต้เศรุบบาเบล    และการก่อสร้างพระวิหารที่สอง    บทที่ 7-10 พันธกิจที่เอสรารับใช้

Since well over half a century elapsed between chapters 6 and 7, the characters of the first part of the book had died by the time Ezra began his ministry in Jerusalem.

เพราะมากกว่าครึ่งศตวรรษที่ล่วงเลยไประหว่างบทที่ 6 และ 7  บุคลากรในตอนแรกของพระธรรมเล่มนี้ได้ตายไป ในเวลาที่เอสราเริ่มกระทำพันธกิจรับใช้ในกรุงเยรูซาเล็ม

Ezra is the one person who is prominent in the Books of Ezra and Nehemiah.

เอสราเป็นผู้หนึ่งที่สำคัญโดดเด่นในพระธรรมเอสราและเนหะมีย์

Both books end with prayers of confession (Ezra 9; Nehemiah 9) and a subsequent separation of the people from the sinful practices into which they had fallen.

พระธรรมทั้งสองเล่มจบลงด้วยคำอธิษฐานสารภาพผิด (เอสรา 9; Nehemiah 9) และการแตกแยกภายหลังของผู้คนจากการประพฤติชั่วที่พวกเขาจมปลัก                                Some concept of the nature of the encouraging messages of Haggai and Zechariah, who are introduced in this narrative, may be seen in the prophetic books that bear their names.

แนวคิดบางส่วนของลักษณะเนื้อหาพระคัมภีร์ที่หนุนกำลังใจของฮักกัย เศคาริยาห์ ผู้ที่ได้แนะนำเปิดตัวในข้อเขียนนี้    อาจจะพบได้ในบันทึกคำพยากรณ์ที่มีชื่อของพวกเขา

Ezra เอสรา 5:1 1Now the prophets, Haggai and Zechariah the son of Iddo, prophesied to the Jews who were in Judah and Jerusalem, in the name of the God of Israel who was over them.

1ฝ่ายผู้เผยพระวจนะมีฮักกัย   และเศคาริยาห์บุตรอิดโด   ได้พยากรณ์แก่พวกยิวผู้อยู่ในยูดาห์ และเยรูซาเล็มในพระนามของพระเจ้าแห่งอิสราเอล

The Book of Ezra covers the return from captivity to rebuild the Temple up to the decree of Artaxerxes, the event covered at the beginning of the Book of Nehemiah.

พระธรรมเอสราครอบคลุมเรื่องการกลับจากการเป็นเชลย  เพื่อบูรณะพระวิหารตามคำสั่งของพระราชาอารทาเซอร์ซิส     เหตุการณ์ที่ครอบคลุมตอนเริ่มต้นของพระธรรมเนหะมีย์

Haggai was the main prophet in the day of Ezra, and Zechariah was the prophet in the day of Nehemiah.
ฮักกัยเป็นผู้เผยพระวจนะคนสำคัญในสมัยเอสรา    และเศคาริยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะในสมัยเนหะมีย์


Foreshadowings: We see in the Book of Ezra a continuation of the biblical theme of the remnant.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: ในพระธรรมเอสราเราเห็นความต่อเนื่องของสาระสำคัญตามหลักพระคัมภีร์ของคนที่ยังเหลืออยู่

Whenever disaster or judgment falls, God always saves a tiny remnant for Himself—Noah and his family from the destruction of the flood; Lot’s family from Sodom and Gomorrah; the 7000 prophets reserved in Israel despite the persecution of Ahab and Jezebel.

เมื่อใดก็ตามที่เกิดภัยพิบัติหรือเกิดการพิพากษา   พระเจ้าทรงช่วยเหลือกลุ่มคนที่ยังเหลือเล็กน้อยเพื่อพระองค์เอง -โนอาห์และครอบครัวของเขารอดจากน้ำท่วมทำลายล้าง; ครอบครัวของโลตจากเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ ; ผู้เผยพระวจนะ7,000 คนที่รอดในอิสราเอลแม้อาหับและพระนางอิสซาเบลจะทำการข่มเหง

When the Israelites were taken into captivity in Egypt, God delivered His remnant and took them to the Promised Land.

เมื่อชาวอิสราเอลถูกต้อนไปเป็นเชลยในอียิปต์    พระเจ้าทรงปลดปล่อยคนที่ยังเหลืออยู่แลทรงนำพาพวกเขาไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา

Some fifty thousand people return to the land of Judea, and yet, as they compare themselves with the numbers in Israel during its prosperous days under King David, their comment is, “We are left this day as a remnant.”

ประชนอีกห้าหมื่นคนกลับไปยังดินแดนยูดาห์    และถึงกระนั้น   เมื่อพวกเขาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอีกจำนวนในอิสราเอลระหว่างสมัยเจริญรุ่งเรืองภายใต้กษัตริย์ดาวิด   พวกเขาแสดงความคิดเห็นว่า "พวกเราเป็นคนที่ยังเหลือรอดในวันนี้"

Ezra เอสรา 2:64-67 64The whole assembly together was 42,360,

64ชุมนุมชนทั้งหมดรวมกันมี สี่หมื่น สองพันสามร้อยหกสิบคน

65besides their male and female servants, of whom there were 7,337, and they had 200 male and female singers.

65นอกเหนือจากคนใช้ชายหญิงซึ่ง มีอยู่เจ็ดพันสามร้อยสามสิบเจ็ดคน   และเขามีนักร้องชายหญิงสองร้อยคน

66Their horses were 736, their mules were 245,

66ม้าของเขามีเจ็ดร้อยสามสิบหกตัว   ล่อสองร้อยสี่สิบห้าตัว

67their camels were 435, and their donkeys were 6,720.

67อูฐของเขาสี่ร้อยสามสิบห้าตัว   และลาของเขาหกพันเจ็ดร้อยยี่สิบตัว     

The remnant theme is carried into the New Testament where Paul tells us that “at the present time there is a remnant chosen by grace”                                                              ประเด็นเรื่องคนที่ยังเหลืออยู่พบในพันธสัญญาใหม่   ที่เปาโลบอกเราว่า "ในปัจจุบันก็ยังมีคนที่ยังเหลืออยู่ซึ่งทรงเลือกสรรไว้โดยพระคุณ"

Romans โรม 11:5 5So too at the present time there is a remnant, chosen by grace.

5เช่นนั้นแหละบัดนี้   ก็ยังมีพวกที่เหลืออยู่ตามที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้โดยพระคุณ

Although most people of Jesus’ day rejected Him, there remained a set of people whom God had reserved and preserved in his Son, and in the covenant of His grace.

แม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยพระเยซูปฏิเสธพระองค์     ก็ยังคงมีคนอีกพวกที่พระเจ้าทรงสงวนและรักษาไว้ในพระบุตรของพระองค์      และในพันธสัญญาแห่งพระคุณของพระองค์

Throughout all generations since Christ, there is the remnant of the faithful whose feet are on the narrow road that leads to eternal life.

ตลอดทุกรุ่นตั้งแต่พระคริสต์    มีผู้ศรัทธาที่ยังเหลืออยู่   ที่เท้าของเขาเดินอยู่บนทางแคบ ๆ ที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์

Matthew มัทธิว 7:13-14 13“Enter by the narrow gate. For the gate is wide and the way is easy that leads to destruction, and those who enter by it are many.

13“จงเข้าไปทางประตูแคบ   เพราะว่าประตูใหญ่   และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ   และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก

14For the gate is narrow and the way is hard that leads to life, and those who find it are few.

14เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ   ผู้ที่หาพบก็มีน้อย

This remnant will be preserved through the power of the Holy Spirit who has sealed them and who will deliver them safely at the last day

คนที่ยังเหลืออยู่นี้จะถูกรักษาไว้โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์    ผู้ทรงตีตราประทับพวกเขาและผู้ที่จะปลดปล่อยพวกเขาให้รอดในวันสุดท้าย

2 Corinthians 2โครินธ์ 1:22 22and who has also put his seal on us and given us his Spirit in our hearts as a guarantee.

22และพระองค์ทรงประทับตราเรา   และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย  

Ephesians เอเฟซัส 4:30 30And do not grieve the Holy Spirit of God, by whom you were sealed for the day of redemption.

30และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย   เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้   เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด


Practical Application: The Book of Ezra is a chronicle of hope and restoration.

For the Christian whose life is scarred by sin and rebellion against God, there is great hope that ours is a God of forgiveness, a God who will not turn His back on us when we seek Him in repentance and brokenness.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: พระธรรมเอสราเป็นประวัติศาสตร์แห่งความหวังและการฟื้นฟูกลับสภาพเดิม เพราะคริสเตียนที่ชีวิตของเขามีบาปเป็นรอยแผลและการต่อต้านพระเจ้า    มีความหวังที่ยิ่งใหญ่ว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าแห่งการให้อภัย   พระเจ้าผู้ไม่ทรงหันหลังกลับจากเรา   เมื่อเราแสวงหาพระองค์โดยการกลับใจและจิตใจที่แตกสลาย

1 John 1 ยอห์น 1:9 9If we confess our sins, he is faithful and just to forgive us our sins and to cleanse us from all unrighteousness.

9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

The return of the Israelites to Jerusalem and the rebuilding of the Temple are repeated in the life of every Christian who returns from the captivity of sin and rebellion against God and finds in Him a loving welcome home.

การกลับมาของชาวอิสราเอลไปยังกรุงเยรูซาเล็มและบูรณะพระวิหารเป็นการทำซ้ำๆ  ในชีวิตของคริสเตียนทุกคนผู้ที่หันกลับจากการถูกบาปจองจำและกบฎต่อพระเจ้า   และจะพบการต้อนรับกลับบ้านด้วยความรักในพระองค์

No matter how long we have been away, He is ready to forgive us and receive us back into His family.

ไม่ว่านานแค่ไหนที่เราได้ออกห่างไป    พระองค์ทรงพร้อมที่จะให้อภัยเรา  และต้อนรับเรากลับเข้ามาในครอบครัวของพระองค์

He is willing to show us how to rebuild our lives and resurrect our hearts, wherein is the temple of the Holy Spirit.

พระองค์ทรงยินดีที่จะสำแดงให้เราเห็นว่าจะสร้างชีวิตของเราใหม่และรื้อฟื้นจิตใจของเราอย่างไร   ที่ซึ่งเราเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์

As with the rebuilding of the temple in Jerusalem, God superintends the work of renovating and rededicating our lives to His service.
เช่นเดียวกับการบูรณะพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม    พระเจ้าทรงจัดการควบคุมการทำงานโดยการปรับปรุงใหม่และอุทิศชีวิตของเราอีกครั้งเพื่อการรับใช้พระองค์

The opposition of the adversaries of God to the rebuilding of the temple displays a pattern that is typical of that of the enemy of our souls.

การต่อต้านของศัตรูของพระเจ้าต่อการบูรณะวิหารใหม่  แสดงให้เห็นรูปแบบเฉพาะของศัตรูแห่งจิตวิญญาณของเรา

Satan uses those who would appear to be in sync with God’s purposes to deceive us and attempt to thwart God’s plans.

ซาตานใช้บรรดาผู้ที่ดูลักษณะตรงกันกับพระประสงค์ของพระเจ้า    ที่จะหลอกลวงเราและพยายามที่จะขัดขวางแผนการของพระเจ้า

Ezra describes the deceptive speech of those who claim to worship Christ but whose real intent is to tear down, not to build up.

เอสราบรรยายคำพูดหลอกลวงของบรรดาผู้ที่เรียกร้องให้นมัสการพระคริสต์  แต่เจตนาของพวกเขาที่แท้จริงคือการทำลายล้างไม่ใช่จะเสริมสร้างขึ้น

Ezra เอสรา 4:2 2they approached Zerubbabel and the heads of fathers' houses and said to them, “Let us build with you, for we worship your God as you do, and we have been sacrificing to him ever since the days of Esarhaddon king of Assyria who brought us here.”

2เขาทั้งหลายได้เข้ามาหา เศรุบบาเบลและหัวหน้าของตระกูล   และพูดกับเขาว่า   “ให้เราสร้างด้วยกันกับท่าน   เพราะว่าพวกเรานมัสการพระเจ้าของท่านอย่างท่านทั้งหลาย   และเราได้ถวายสัตวบูชาแก่พระองค์   ตั้งแต่วันที่เอสารฮัดโดนพระราชา แห่งอัสซีเรียได้นำเรามาที่นี่”

We are to be on guard against such deceivers, respond to them as the Israelites did, and refuse to be fooled by their smooth words and false professions of faith.

เราต้องเฝ้าระวังต่อสู้ผู้หลอกลวงดังกล่าว     ตอบสนองต่อพวกเขาเหมือนที่ชาวอิสราเอลได้ทำและปฏิเสธที่จะหลงกลด้วยคำพูดรื่นหูของพวกเขา  และคำสารภาพความเชื่อที่เป็นเท็จ


www.gotquestions.org/Thai

Ecclesiastes and Ezra

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top