Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, August 1, 2015

 

Question:  What is the proper mode of baptism?

คำถาม: อะไรคือวิธีการรับบัพติสมาที่เหมาะสม

Answer:  The simplest answer to this question is found in the meaning of the word “baptize.”

คำตอบ: คำตอบที่ง่ายที่สุดต่อคำถามนี้พบได้ในความหมายของคำว่า "บัพติสมา."

It comes from a Greek word which means “to submerge in water.”

มันมาจากคำภาษากรีกซึ่งหมายถึง "จุ่มลงใต้น้ำ"

Therefore, baptism by sprinkling or by pouring is an oxymoron, something that self-contradictory.

ดังนั้นบัพติสมาโดยการประพรมน้ำหรือการรดน้ำเป็นรูปของภาษาที่ใช้ถ้อยคำขัดกัน บางสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเอง

Baptism by sprinkling would mean “submerging someone in water by sprinkling water on them.”

บัพติสมาโดยการประพรมน้ำหมายถึง "ให้คนจมอยู่ใต้น้ำโดยการประพรมน้ำบนพวกเขา."

Baptism, by its inherent definition, must be an act of immersion in water.
บัพติสมา  ในคำจำกัดความโดยปกติวิสัยของมัน   ต้องเป็นการกระทำโดยจุ่มลงน้ำทั้งตัว
Baptism illustrates a believer’s identification with Christ’s death, burial, and resurrection.

บัพติสมาแสดงให้เห็นภาพการแสดงตัวผู้เชื่อกับการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์  ถูกฝังไว้และการฟื้นคืนพระชนม์

Romans โรม 6:3-4  3 Do you not know that all of us who have been baptized into Christ Jesus were baptized into his death?

3 ท่านไม่รู้หรือว่า   เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติสมาเข้าในพระเยซูคริสต์   ก็ได้รับบัพติสมานั้นเข้าในความตายของพระองค์

4 We were buried therefore with him by baptism into death, in order that, just as Christ was raised from the dead by the glory of the Father, we too might walk in newness of life.

ฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการบัพติสมาเข้าในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตายโดยพระเกียรติสิริของพระบิดา

The action of being immersed in the water pictures dying and being buried with Christ.

การจุ่มลงในน้ำทั้งตัวแสดงให้เห็นภาพคนที่กำลังจะตายและถูกฝังไว้พร้อมกับพระคริสต์

The action of coming out of the water illustrates Christ’s resurrection.

การขึ้นจากน้ำแสดงให้เห็นภาพการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์

As a result, baptism by immersion is the only method of baptism which illustrates being buried with Christ and being raised with Him.

ผลก็คือ  บัพติสมาโดยการจุ่มลงในน้ำทั้งตัวเป็นวิธีเดียวของการรับบัพติสมา ซึ่งแสดงให้เห็นภาพการถูกฝังไปพร้อมกับพระคริสต์และถูกยกขึ้นกับพระองค์

Baptism by sprinkling and/or pouring came into practice as a result of the unbiblical practice of infant baptism.
บัพติสมาโดยการประพรมน้ำและ / หรือการรดน้ำ นำมาใช้ปฏิบัติกัน   อันเป็นผลมาจากวิธีการถวายทารกที่ไม่ทำตามหลักพระคัมภีร์
Baptism by immersion, while it is the most biblical mode of identifying with Christ, is not (as some believe) a prerequisite for salvation.

บัพติสมาโดยการจุ่มลงในน้ำทั้งตัว   แม้ว่ามันเป็นวิธีการที่เล็งถึงพระเยซูมากที่สุดตามพระคัมภีร์ แต่ไม่ได้ (ตามที่บางคนเชื่อ) เป็นสิ่งที่ต้องกระทำก่อนการรับความรอด

It is rather an act of obedience, a public proclamation of faith in Christ and identification with Him.

มันเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อฟังมากกว่า     การประกาศความเชื่อในพระคริสต์ของประชาชน   และการแสดงตัวว่าอยู่กับพระองค์

Baptism is a picture of our leaving our old life and becoming a new creation.

บัพติสมาเป็นภาพของออกจากชีวิตเก่าของเราและกลายเป็นคนใหม่ที่ทรงสร้างขึ้น

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17 Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation. The old has passed away; behold, the new has come.

17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

Baptism by immersion is the only mode that fully illustrates this radical change.

บัพติสมาโดยการจุ่มลงในน้ำทั้งตัว   เป็นวิธีการเดียวที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

Acts กิจการ 8:27-39  27 And he rose and went. And there was an Ethiopian, a eunuch, a court official of Candace, queen of the Ethiopians, who was in charge of all her treasure. He had come to Jerusalem to worship

27 ฝ่ายฟีลิปก็ลุกขึ้นไป   และดูเถิดมีชาวเอธิโอเปียคนหนึ่งเป็นขันที   เป็นข้าราชการของพระนางคานดาสีพระราชินีของชาวเอธิโอเปีย   และเป็นนายคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระราชินีนั้น   ได้มานมัสการในกรุงเยรูซาเล็ม

28 and was returning, seated in his chariot, and he was reading the prophet Isaiah.

28 ขณะนั่งรถกลับไป   ท่านอ่านหนังสืออิสยาห์ผู้เผยพระวจนะอยู่

29 And the Spirit said to Philip, “Go over and join this chariot.”

29 ฝ่ายพระวิญญาณตรัสสั่งฟีลิปว่า   “จงเข้าไปให้ชิดรถนั้นเถิด”

30 So Philip ran to him and heard him reading Isaiah the prophet and asked, “Do you understand what you are reading?”

30 ฟีลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้   และได้ยินท่านอ่านหนังสืออิสยาห์ผู้เผยพระวจนะ   จึงถามว่า   “ซึ่งท่านอ่านนั้นท่านเข้าใจหรือ”

31 And he said, “How can I, unless someone guides me?” And he invited Philip to come up and sit with him.

31 ขันทีจึงตอบว่า   “ถ้าไม่มีใครอธิบายให้   ที่ไหนจะเข้าใจได้”   ท่านจึงเชิญฟีลิปขึ้นนั่งรถกับท่าน

32 Now the passage of the Scripture that he was reading was this: “Like a sheep he was led to the slaughter and like a lamb before its shearer is silent, so he opens not his mouth.

32 พระคัมภีร์ตอนที่ท่านอ่านอยู่นั้น   คือข้อเหล่านี้     เขาได้นำท่านเหมือนอย่างนำแกะไปฆ่า   และเหมือนลูกแกะนิ่งอยู่ต่อหน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด   ท่านไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น   

33 In his humiliation justice was denied him.  Who can describe his generation?  For his life is taken away from the earth.”

33 ในคราวที่ท่านถูกเหยียดลงนั้น   ท่านไม่ได้รับความยุติธรรมเสียเลย   ใครจะเล่าถึงเชื้อสายของท่านได้   เพราะว่าชีวิตของท่านต้องถูกตัดเสียจากแผ่นดินโลกแล้ว  

34 And the eunuch said to Philip, “About whom, I ask you, does the prophet say this, about himself or about someone else?”

34 ขันทีจึงถามฟีลิปว่า   “ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวอย่างนั้นเล็งถึงผู้ใด   เล็งถึงตัวท่านเอง   หรือเล็งถึงผู้อื่น   บอกข้าพเจ้าเถิด”

35 Then Philip opened his mouth, and beginning with this Scripture he told him the good news about Jesus.

35 ฝ่ายฟีลิปจึงเริ่มเล่าจับต้นกล่าวตามพระคัมภีร์ข้อนั้น   ชี้แจงถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู

36 And as they were going along the road they came to some water, and the eunuch said, “See, here is water! What prevents me from being baptized?”

36 ครั้นกำลังเดินทางไปก็มาถึงที่มีน้ำแห่งหนึ่ง   ขันทีจึงบอกว่า   “นี่แน่ะ   มีน้ำ   มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา”

37 And Philip said, If you believe with all your heart, you may. And he answered and said, I believe that Jesus Christ is the Son of God.

37 และฟีลิปจึงตอบว่า   “ถ้าท่านเต็มใจเชื่อท่านก็รับได้”   และขันทีจึงตอบว่า   “ข้าพเจ้าเชื่อว่า   พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

38 And he commanded the chariot to stop, and they both went down into the water, Philip and the eunuch, and he baptized him.

38 แล้วท่านจึงสั่งให้หยุดรถ   และคนทั้งสองลงไปในน้ำทั้งฟีลิปกับขันที   ฟีลิปก็ให้ท่านรับบัพติศมา

39 And when they came up out of the water, the Spirit of the Lord carried Philip away, and the eunuch saw him no more, and went on his way rejoicing.

39 เมื่อท่านทั้งสองขึ้นจากน้ำแล้ว   พระวิญญาณบริสุทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟีลิปไปเสีย   และขันทีนั้นไม่ได้เห็นท่านอีก   จึงเดินทางต่อไปด้วยความพอใจ

Matthew มัทธิว 3:13-17  13 Then Jesus came from Galilee to the Jordan to John, to be baptized by him.

13 แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลี   มาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะรับบัพติศมาจากท่าน

14 John would have prevented him, saying, “I need to be baptized by you, and do you come to me?”

14 แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์   ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์”

15 But Jesus answered him, “Let it be so now, for thus it is fitting for us to fulfill all righteousness.” Then he consented.

15 แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า   “บัดนี้จงยอมเถิด   เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ”   แล้วยอห์นก็ยอม

16 And when Jesus was baptized, immediately he went up from the water, and behold, the heavens were opened to him, and he saw the Spirit of God descending like a dove and coming to rest on him;

16 ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติสมาแล้ว   ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ   และท้องฟ้าก็แหวกออก   และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบ   ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์

17 and behold, a voice from heaven said, “This is my beloved Son, with whom I am well pleased.”

17 และนี่แน่ะมีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา   เราชอบใจท่านมาก”

Acts กิจการ 2:41 41 So those who received his word were baptized, and there were added that day about three thousand souls.

41 คนทั้งหลายที่รับคำของเปโตรก็รับบัพติศมา   ในวันนั้นมีคนเข้าเป็นสาวกประมาณสามพันคน

Matthew มัทธิว 28:18-20 18 And Jesus came and said to them, “All authority in heaven and on earth has been given to me.

18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า   “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี   ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว

19 Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit,

19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

20 teaching them to observe all that I have commanded you. And behold, I am with you always, to the end of the age.”

20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”


www.gotquestions.org/Thai      



Question:  What is the history of Christianity?

คำถาม: อะไรคือประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์

Answer:  The history of Christianity is really the history of Western civilization.

คำตอบ: ประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์แท้จริงเป็นประวัติศาสตร์อารยธรรมตะวันตก

Christianity has had an all-pervasive influence on society at large—art, language, politics, law, family life, calendar dates, music, and the very way we think have all been colored by Christian influence for nearly two millennia.

ศาสนาคริสต์มีอิทธิพลแพร่หลายในสังคมในวงกว้าง--ด้านศิลปะ, ภาษา, การเมือง, กฎหมาย, ชีวิตครอบครัว วันที่ปฏิทิน, เพลง และแนวทางที่จำเป็นที่เราคิดว่ามีแนวโน้มเอียงโดยอิทธิพลของคริสเตียนเกือบสองพันปี

The story of the church, therefore, is an important one to know.
ดังนั้นเรื่องราวของคริสตจักรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่น่ารู้
The Beginning of the Church

จุดเริ่มต้นของคริสตจักร

The church began 50 days after Jesus’ resurrection (c. A.D. 35). Jesus had promised that He would build His church.

คริสตจักรเริ่มขึ้นหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู 50 วัน (ค.ศ.35) พระเยซูได้ทรงสัญญาว่าพระองค์จะสร้างคริสตจักรของพระองค์

Matthew มัทธิว 16:18 18 And I tell you, you are Peter, and on this rock I will build my church, and the gates of hell shall not prevail against it.

18 ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร   และบนศิลานี้   เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้   และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้

With the coming of the Holy Spirit on the day of Pentecost , the church—ekklesia (the “called-out assembly”)—officially began.

โดยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพนเทคอสต์  คริสตจักร-- เอ็คคลีเซีย ( "การชุมนุมที่คนออกมาร่วมกัน") ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

Acts กิจการ 2:1-41 When the day of Pentecost arrived, they were all together in one place.

1 เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์มาถึง   จำพวกศิษย์จึงรวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน

2 And suddenly there came from heaven a sound like a mighty rushing wind, and it filled the entire house where they were sitting.

2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น

3 And divided tongues as of fire appeared to them and rested on each one of them.

3 มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน

4 And they were all filled with the Holy Spirit and began to speak in other tongues as the Spirit gave them utterance.

4 เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด  

Three thousand people responded to Peter’s sermon that day and chose to follow Christ.
ประชาชนสามพันคนตอบสนองต่อคำเทศนาของเปโตรวันนั้นและตัดสินใจที่จะติดตามพระคริสต์
The initial converts to Christianity were Jews or proselytes to Judaism, and the church was centered in Jerusalem.

คนพวกแรกที่เริ่มต้นเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์คือพวกยิว  หรือคนเข้าจารีตศาสนายูดาและกรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลางคริสตจักร

Because of this, Christianity was seen at first as a Jewish sect, akin to the Pharisees, the Sadducees, or the Essenes.

ด้วยเหตุนี้ ตอนแรกศาสนาคริสต์ถูกมองว่าเป็นนิกายของชาวยิว  เกี่ยวดองกับพวกฟาริสี พวกสะดูสีหรือเอสซีน

However, what the apostles preached was radically different from what other Jewish groups were teaching.

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อัครสาวกเทศนาโดยมูลฐานแตกต่างจากสิ่งที่ชาวยิวกลุ่มอื่น ๆ กำลังสอน

Jesus was the Jewish Messiah (the anointed King) who had come to fulfill the Law.

พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าของชาวยิว (กษัตริย์ที่ได้รับการเจิม) ผู้ที่ได้เสด็จมาเพื่อทำให้พระบัญญัติสำเร็จ

Matthew มัทธิว 5:17 17 “Do not think that I have come to abolish the Law or the Prophets; I have not come to abolish them but to fulfill them.

17 “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ   เรามิได้มาเลิกล้าง   แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ

He came to institute a new covenant based on His death.

พระองค์เสด็จมาเพื่อก่อตั้งพันธสัญญาใหม่โดยยึดถือการพลีพระชนม์ของพระองค์

Mark มาระโก 14:24 24 And He said to them, “This is My blood of the covenant, which is poured out for many.

24 แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า   “นี่เป็นโลหิตของข้าพเจ้าอันเป็นโลหิต   แห่งพันธสัญญา   ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อคนเป็นอันมาก

This message, with its charge that they had killed their own Messiah, infuriated many Jewish leaders, and some, like Saul of Tarsus, took action to stamp out “the Way.”

เนื้อความนี้ ได้กล่าวถึงพวกเขาได้ฆ่าพระเมสสิยาห์ของตัวเอง   ได้ทำให้ผู้นำชาวยิวจำนวนมากโกรธเคือง และทำให้บางคน เช่น เซาโลแห่งทาร์ซัส ลงมือกระทำการกำจัด "ทางนั้น" ให้หมดไป

Acts กิจการ 9:1-21 But Saul, still breathing threats and murder against the disciples of the Lord, went to the high priest

1 ฝ่ายเซาโลยังขู่คำราม   กล่าวว่าจะฆ่าศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสีย   จึงไปหามหาปุโรหิตประจำการ

2 and asked him for letters to the synagogues at Damascus, so that if he found any belonging to the Way, men or women, he might bring them bound to Jerusalem.

2 ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาในเมืองดามัสกัส   เพื่อว่าถ้าพบผู้ใดถือทางนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง   จะได้จับมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม
It is quite proper to say that Christianity has its roots in Judaism. The Old Testament laid the groundwork for the New, and it is impossible to fully understand Christianity without a working knowledge of the Old Testament (see the books of Matthew and Hebrews).

มันค่อนข้างเหมาะสมมากที่จะบอกว่าศาสนาคริสต์มีรากมาจากศาสนายิว  พันธสัญญาเดิมวางรากฐานให้แก่พันธสัญญาใหม่  และมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจศาสนาคริสต์อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรู้พันธสัญญาเดิม (ดูหนังสือมัทธิวและฮีบรู)

The Old Testament explains the necessity of a Messiah, contains the history of the Messiah’s people, and predicts the Messiah’s coming.

พันธสัญญาเดิมอธิบายถึงความจำเป็นต้องมีพระเมสสิยาห์  มีเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพลเมืองของพระเมสสิยาห์และคาดการณ์การเสด็จมาของพระเมสสิยาห์

The New Testament, then, is all about the coming of Messiah and His work to save us from sin.

In His life, Jesus fulfilled over 300 specific prophecies, proving that He was the One the Old Testament had anticipated.
พันธสัญญาใหม่นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์  และพระราชกิจของพระองค์ที่ทรงช่วยเรารอดจากบาป  ในพระชนม์ชีพของพระองค์ พระเยซูทรงทำให้คำพยากรณ์มากกกว่า 300 เรื่องสำเร็จ  พิสูจน์ว่าทรงเป็นบุคคลนั้นที่พันธสัญญาเดิมได้คาดการณ์ไว้
The Growth of the Early Church
การเจริญเติบโตของคริสตจักรในยุคแรก

Not long after Pentecost, the doors to the church were opened to non-Jews.

ไม่นานหลังจากวันเพนเทคอสต์ ประตูคริสตจักรได้เปิดให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว

The evangelist Philip preached to the Samaritans  and many of them believed in Christ.

นักประกาศชื่อ ฟิลิปเทศนาแก่ชาวสะมาเรียและหลายคนกลับใจเชื่อในพระคริสต์

Acts กิจการ 8:55 Philip went down to the city of Samaria and proclaimed to them the Christ.

5 ส่วนฟีลิปก็ไปยังเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรีย   และประกาศเรื่องพระคริสต์ให้ชาวเมืองนั้นฟัง

The apostle Peter preached to the Gentile household of Cornelius (Acts 10), and they, too, received the Holy Spirit.

อัครทูตเปโตรเทศนาให้คนในครอบครัวของพวกนอกรีตชื่อโครเนลิอัส  (กิจการ 10) และพวกเขาก็รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย

The apostle Paul (the former persecutor of the church) spread the gospel all over the Greco-Roman world, reaching as far as Rome itself and possibly all the way to Spain.
อัครทูตเปาโล (อดีตผู้ที่ข่มเหงคริสตจักร) เผยแพร่พระกิตติคุณไปทั่วกรีก โรมัน ไปไกลถึงกรุงโรมเองและเป็นไปได้ตลอดเส้นทางไปถึงสเปน

Acts กิจการ 28:1616 And when we came into Rome, Paul was allowed to stay by himself, with the soldier that guarded him.

16 ครั้นพวกเรามาถึงกรุงโรม   เขายอมให้เปาโลอยู่คนเดียวต่างหาก   ให้ทหารคนหนึ่งคุมไว้
By A.D. 70, the year Jerusalem was destroyed, most of the books of the New Testament had been completed and were circulating among the churches.

ในราว ค.ศ. 70 ปี กรุงเยรูซาเล็ม ถูกทำลาย   สวนใหญ่หนังสือหลายฉบับในพันธสัญญาใหม่ได้เสร็จสมบูรณ์ และได้แพร่หลายในหมู่ คริสตจักร

For the next 240 years, Christians were persecuted by Rome—sometimes at random, sometimes by government edict.
สำหรับ 240 ปีต่อมา ชาวคริสต์ ถูกข่มเหงโดยโรม--- บางครั้งตามยถากรรม  บางครั้งโดย คำสั่งของรัฐบาล
In the 2nd and 3rd centuries, the church leadership became more and more hierarchical as numbers increased.

ในศตวรรษที่ 2 และ3  เริ่มมีระดับชั้น ผู้นำคริสตจักรมากขึ้นเป็นลำดับเมื่อคริสตจักรเพิ่มจำนวนขึ้น

Several heresies were exposed and refuted during this time, and the New Testament canon was agreed upon. Persecution continued to intensify.
ศาสนานอกรีตถูกเปิดเผยออกมาและถูกพิสูจน์ว่าไม่จริงในช่วงเวลานี้ และหลักความเชื่อพันธสัญญาใหม่ ได้รับการเห็นชอบ  การข่มเหงยังคงทวีความรุนแรงขึ้น
The Rise of the Roman Church
ความรุ่งเรืองของคริสตจักรโรม

In A.D. 312, the Roman Emperor Constantine claimed to have had a conversion experience.

.ศ. 312 จักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งโรม อ้างว่าได้ มีประสบการณ์การแปลง

About 70 years later, during the reign of Theodosius, Christianity became the official religion of the Roman Empire.

ประมาณ 70 ปีต่อมา ในรัชสมัยของ เธโอโดซิอุส  ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติของ จักรวรรดิโรมัน

Bishops were given places of honor in the government, and by A.D. 400, the terms “Roman” and “Christian” were virtually synonymous.
พระสังฆราชได้รับตำแหน่งสูงเกียรติในรัฐบาล และประมาณค.ศ 400  คำว่า " โรมัน " และ " คริสเตียน " เป็นศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกัน
After Constantine, then, Christians were no longer persecuted.

แล้วหลังจาก กษัตริย์คอนสแตนติน  คริสเตียนไม่ถูกข่มเหงอีกต่อไป

In time, it was the pagans who came under persecution unless they “converted” to Christianity.

ไม่ช้าก็เร็ว ก็มีพวกนอกศาสนา ผู้ที่รวมอยู่ในการกดขี่ข่มเหง ถ้าหากว่าพวกเขาไม่ "กลับใจใหม่ "นับถือศาสนาคริสต์

Such forced conversions led to many people entering the church without a true change of heart.

การบังคับให้คนกลับใจเปลี่ยนศาสนาทำให้มีคนมากมายเข้ามาใน คริสตจักรโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจิตใจที่แท้จริง



The pagans brought with them their idols and the practices they were accustomed to, and the church changed; icons, elaborate architecture, pilgrimages, and the veneration of saints were added to the simplicity of early church worship.

พวกนอกศาสนาได้นำรูปเคารพของพวกเขาและการกราบไหว้บูชาตามที่พวกเขาเคยปฏิบัติกันมา  และคริสตจักรก็เปลี่ยนไป   รูปเคารพบูชา  การขจัดสถาปัตยกรรม  การจาริกแสวงบุญ และ ความเลื่อมใสศรัทธานักบุญ  เข้ามารวมอยู่ในการนมัสการแบบเรียบง่ายของคริสตจักรในยุคแรก

About this same time, some Christians retreated from Rome, choosing to live in isolation as monks, and infant baptism was introduced as a means of washing away original sin.
ในเวลา เดียวกันนี้ คริสเตียนบางคนล่าถอยจากกรุงโรม   เลือกที่จะมีชีวิตแยกไปอยู่ลำพังเป็นพระ  และมีการให้บัพติสมาทารกเป็นวิธีการชำระล้างบาปแรกเริ่ม
Through the next centuries, various church councils were held in an attempt to determine the church’s official doctrine, to censure clerical abuses, and to make peace between warring factions.

ตลอดหลายศตวรรษต่อมา มีการจัดตั้งคณะกรรมการ คริสตจักร  โดยพยายามที่จะตรวจสอบหลักความเชื่อของคริสตจักร   ตรวจสอบการประพฤติผิดวินัยของพระ และเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างความขัดแย้งที่ต่อต้านกัน

As the Roman Empire grew weaker, the church became more powerful, and many disagreements broke out between the churches in the West and those in the East.

ขณะที่ จักรวรรดิโรมันอ่อนแอลง  คริสตจักรมีอำนาจมากขึ้น  และความขัดแย้งหลายด้านเกิดขึ้นระหว่างคริสตจักรในประเทศแถบตะวันตกและคริสตจักรที่อยู่ในแถบตะวันออก

The Western (Latin) church, based in Rome, claimed apostolic authority over all other churches.

คริสตจักรแถบตะวันตก( ละติน )ซึ่งตั้งฐานอยู่ใน กรุงโรม อ้างสิทธิอำนาจของอัครทูตเหนือคริสตจักรอื่น ๆไปทั่ว

The bishop of Rome had even begun calling himself the “Pope” (the Father).

บิชอปแห่งโรมได้เริ่มเรียกตัวเองว่า" สมเด็จพระสันตะปาปา " ( คุณพ่อ )

This did not sit well with the Eastern (Greek) church, based in Constantinople.

นี้ไม่ได้นับรวมกับคริสตจักรแถบตะวันออก ( กรีก) ที่ตั้งฐานอยู่ในกรุงคอนสแตนติโนเปิล

Theological, political, procedural, and linguistic divides all contributed to the Great Schism in 1054, in which the Roman Catholic (“Universal”) Church and the Eastern Orthodox Church excommunicated each other and broke all ties.
ศาสนศาสตร์ การเมือง กระบวนการ และภาษา แบ่งแยกทุกอย่างที่เป็นสาเหตุของการแตกแยกครั้งใหญ่ในปี 1054 ซึ่งขับคริสตจักรโรมันคาทอลิค ( "สากล" )  และ คริสตจักรออโธดอกซ์ตะวันออกให้ออกจากกันและกันและ ทำลายความสัมพันธ์ทั้งหมด

The Middle Ages
ยุคกลาง

During the Middle Ages in Europe, the Roman Catholic Church continued to hold power, with the popes claiming authority over all levels of life and living as kings.

ในยุโรปช่วงยุคกลาง  คริสตจักรโรมันคาทอลิค ยังคง กุมอำนาจ โดยพระสันตะปาปามีสิทธิอำนาจเหนือทุกระดับชีวิตและฐานะการดำรงชีพของกษัตริย์ด้วย

Corruption and greed in the church leadership was commonplace.

การทุจริตคอรัปชั่นและความโลภในระดับผู้นำ คริสตจักรเป็น เรื่องธรรมดา

From 1095 to 1204 the popes endorsed a series of bloody and expensive crusades in an effort to repel Muslim advances and liberate Jerusalem.
จากปี 1095-1204 พระสันตะปาปาให้การรับรองอย่างเป็นทางการสงครามครูเสดเลือดและมีราคาสูง ในความพยายามที่จะ ขับไล่ชาวมุสลิมที่รุกคืบหน้าและปลดปล่อย กรุงเยรูซาเล็ม
The Reformation
การปฏิรูป

Through the years, several individuals had tried to call attention to the theological, political, and human rights abuses of the Roman Church.

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา  หลายคนได้พยายาม ที่จะขอให้พิจารณาดูด้านศาสนศาสตร์ การเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ คริสตจักรโรมัน

All had been silenced in one way or another.

ทุกฝ่ายได้นิ่งเงียบอยู่จะด้วยเหตุใดก็ตาม

But in 1517, a German monk named Martin Luther took a stand against the church, and everyone heard.

แต่ในปี 1517 พระสอนศาสนาชาวเยอรมันชื่อ มาร์ติน ลูเทอร์ ลุกขึ้นจ่อต้านคริสตจักรและทุกคน ได้ยิน

With Luther came the Protestant Reformation, and the Middle Ages were brought to a close.
โดยการที่ลูเทอร์มาปฎิรูปโปรเตสแตนต์ และก็ถึงจุดสิ้นสุดยุคกลาง
The Reformers, including Luther, Calvin, and Zwingli, differed in many finer points of theology, but they were consistent in their emphasis on the Bible’s supreme authority over church tradition and the fact that sinners are saved by grace through faith alone apart from works.

นักปฏิรูปคนอื่นรวมทั้ง ลูเทอร์ คือคาลวิน และซวิงลี  แตกต่างกันในหลายประเด็นย่อยด้านศาสนศาสตร์ แต่พวกเขาแน่วแน่ในการเน้นสิทธิอำนาจสูงสุดของพระคัมภีร์ที่เหนือประเพณีคริสตจักร และ ความจริงที่ว่า คนบาปรอดบาปโดยพระคุณเพราะความเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เฉพาะประพฤติ

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8 For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8 ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9 not a result of works, so that no one may boast.

9 ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
Although Catholicism made a comeback in Europe, and a series of wars between Protestants and Catholics ensued, the Reformation had successfully dismantled the power of the Roman Catholic Church and helped open the door to the modern age.
แม้ว่า นิกายโรมันคาทอลิกกลับมาในยุโรป และสงครามระหว่าง คาทอลิกและโปรเตสแตนต์ที่เกิดเป็นระยะๆ    การปฏิรูปประสบความสำเร็จในการรื้ออำนาจของ คริสตจักร โรมัน คาทอลิคและช่วยกันเปิดประตูไปสู่ ยุคใหม่

The Age of Missions
ยุคการทำพันธกิจ

From 1790 to 1900, the church showed an unprecedented interest in missionary work.

จากปี 1790-1900  คริสตจักรได้แสดงความสนใจการทำงานของมิชันนารีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Colonization had opened eyes to the need for missions, and industrialization had provided people with the financial ability to fund the missionaries.

การตั้งอาณานิคมได้ทำให้เราเห็นความจำเป็นสำหรับการทำพันธกิจ  และการก่อให้เกิดอุตสาหกรรมทำให้เกิดการจ้างงานแก่คนที่มีความสามารถทางการเงินเพื่อจัดหากองทุนแก่มิชชันนารี

Missionaries went around the world preaching the gospel, and churches were established throughout the world.

มิชชันนารี ไป ทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐ  และคริสตจักรได้จัดตั้งขึ้นทั่วโลก
The Modern Church
คริสตจักรยุคใหม่

Today, the Roman Catholic Church and the Eastern Orthodox Church have taken steps to mend their broken relationship, as have Catholics and Lutherans.

ทุกวันนี้ คริสตจักรโรมันคาทอลิก และ คริสตจักรออโธดอกซ์ตะวันออกก้าวขั้นมาแก้ไขโดยสานสัมพันธ์ของพวกเขาที่แตกหัก เหมือนดังพวกคาทอลิก และพวกลูเธอรัน

The evangelical church is strongly independent and rooted firmly in Reformed theology.

คริสตจักรที่เน้นการประกาศมีอิสระและเข้มแข็งและ ฝังรากลึกในศาสนศาสตร์ที่ได้ปฎิรูปแล้ว

The church has also seen the rise of Pentecostalism, the charismatic movement, ecumenicalism, and various cults.
ศาสนจักรเกิดมีนิกายเพนเทคอส  กลุ่มคริสเตียนที่เชื่อว่าพระเจ้าให้พลังในการรักษาโรค ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและลัทธิต่างๆ
What We Learn from Our History

สิ่งที่เรา เรียนรู้ จาก ประวัติศาสตร์

If we learn nothing else from church history, we should at least recognize the importance of

ถ้าเราไม่เรียนรู้สิ่งอื่นใดจากประวัติศาสตร์ คริสตจักร อย่างน้อยเรา ควรจะ ตระหนักถึงความสำคัญ ของ

Colossians โคโลสี3:16 16 Let the word of Christ dwell in you richly, teaching and admonishing one another in all wisdom, singing psalms and hymns and spiritual songs, with thankfulness in your hearts to God.

16 จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์   จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น   จงร้องเพลงสดุดีเพลงนมัสการ   และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า

Each of us is responsible to know what the Scripture says and to live by it.

เราแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะรู้จักสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวสอนและการมีชีวิตอยู่โดยพระวจนะ

When the church forgets what the Bible teaches and ignores what Jesus taught, chaos reigns.
เมื่อคริสตจักรลืมสิ่งที่พระคัมภีร์สอนและละเว้นสิ่งที่พระเยซูสอน ก็จะเกิดความวุ่นวาย
There are many churches today, but only one gospel.

มีโบสถ์มากมายในทุกวันนี้ แต่มีเพียงพระกิตติคุณเดียวเท่านั้น

Jude ยูดา 3  3Beloved, although I was very eager to write to you about our common salvation, I found it necessary to write appealing to you to contend for the faith that was once for all delivered to the saints.

3 ท่านที่รักทั้งหลาย   ข้าพเจ้าได้ตั้งใจจะเขียนถึงท่านเรื่องความรอดร่วมกัน   แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า   จำเป็นจะต้องเขียนวิงวอนท่านให้ต่อสู้เพื่อหลักคำสอนที่เชื่อกันอยู่   ที่ได้ทรงโปรดมอบไว้แก่ธรรมิกชนครั้งเดียวเป็นพอนั้น

May we be careful to preserve that faith and pass it on without alteration, and the Lord will continue to fulfill His promise to build His church.

ขอให้เราระมัดระวังที่จะรักษาความเชื่อนั้นและส่งต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  และพระเจ้ายังคงทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จโดยการสร้างคริสตจักรของพระองค์

www.gotquestions.org/Thai      

 

Mode of Baptism and History of Christianity

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top