Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, August 5, 2015

 

Book of 2 Samuel

พระธรรม 2 ซามูเอล


Can you summarize the Book of 2 Samuel? What is the Book of 2 Samuel all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรม 2 ซามูเอลได้ไหม  พระธรรม 2 ซามูเอลทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: The Book of 2 Samuel does not identify its author.

ผู้ประพันธ์: พระธรรม 2 ซามูเอลไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียน

It could not be the Prophet Samuel, since he died in 1 Samuel. Possible writers include Nathan and Gad

มันอาจจะไม่เป็นศาสดาพยากรณ์ซามูเอล  เพราะว่าท่านเสียชีวิตใน 1 ซามูเอล   บางทีนักเขียนอาจเป็นนาธานและกาด

1 Chronicles 1 พงศาวดาร 29:29 29Now the acts of King David, from first to last, are written in the Chronicles of Samuel the seer, and in the Chronicles of Nathan the prophet, and in the Chronicles of Gad the seer,

29ส่วนพระราชกิจของกษัตริย์ดาวิด ตั้งแต่ต้นจนที่สุด   ดูเถิด ได้บันทึกไว้ในพระธรรมพงศาวดารของซามูเอล ผู้ทำนาย   และในพระธรรมพงศาวดารของนาธันผู้เผยพระวจนะ   และในพระธรรมพงศาวดารของกาดผู้ทำนาย

Date of Writing: Originally, the books of 1 and 2 Samuel were one book.

วันที่เขียน : เดิมที่นั้น พระธรรม 1 & 2 ซามูเอลเป็นพระธรรมเล่มเดียวกัน

The translators of the Septuagint separated them, and we have retained that separation ever since. 

นักแปลพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับเซ็ปตัวจิ้นท์แยกพระธรรมออกเป็นสองฉบับ และตั้งแต่นั้นเราได้เห็นพระธรรมฉบับแยกกันแล้ว

The events of 1 Samuel span approximately 100 years, from c. 1100 B.C. to c. 1000 B.C. 

เหตุการณ์ในพระธรรม 1 ซามูเอลอยู่ช่วงเวลาประมาณ 100 ปีจากปี ก.ค.ศ 1100 -1000

The events of 2 Samuel cover another 40 years. The date of writing, then, would be sometime after 960 B.C.

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระธรรม 2 ซามูเอลใช้เวลานานอีก 40 ปี   แล้ววันที่เขียนจะเป็นเวลาหนึ่งหลังจากปี ก.ค.ศ 960


Purpose of Writing: 2 Samuel is the record of King David’s reign.

จุดประสงค์ของการเขียน: พระธรรม 2 ซามูเอลเป็นบันทึกของการครองราชย์ของกษัตริย์ดาวิด

This book places the Davidic Covenant in its historical context.
พระธรรมเล่มนี้มีพระสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับดาวิดในอรรถาธิบายทางประวัติศาสตร์
Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ

2 Samuel 2 ซามูเอล 7:16 16And your house and your kingdom shall be made sure forever before me. Your throne shall be established forever.’”

16ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรง อยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์   และบัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์' ”
2 Samuel 2 ซามูเอล 19:4 4The king covered his face, and the king cried with a loud voice, “O my son Absalom, O Absalom, my son, my son!”

4พระราชาทรงคลุมพระพักตร์กันแสงเสียงดังว่า   “โอ อับซาโลมบุตรของเราเอ๋ย   โอ อับซาโลมบุตรของเรา บุตรของเรา”

2 Samuel  2 ซามูเอล 22:2-4 2He said, “The LORD is my rock and my fortress and my deliverer,

2พระองค์ท่านตรัสว่า   “พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อม   ปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า  

3my God, my rock, in whom I take refuge, my shield, and the horn of my salvation, my stronghold and my refuge, my savior; you save me from violence.

3เป็นพระเจ้า ซึ่งทรงเป็นพระศิลาของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าเข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์ เป็นโล่ และเป็นพลังแห่งความรอดของข้าพเจ้า   เป็นที่กำบังเข้มแข็งและเป็นที่ลี้ภัยของข้าพเจ้า   องค์พระผู้ช่วยของข้าพระองค์เจ้าข้า   พระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดจากความทารุณ  

4I call upon the LORD, who is worthy to be praised, and I am saved from my enemies.

4ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า ผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ   และข้าพเจ้าได้รับการช่วยให้พ้นจากศัตรูของข้าพเจ้า  
Brief Summary: The book of 2 Samuel can be divided into two main sections—David’s triumphs (chapters 1-10) and David’s troubles (chapters 11-20).

บทสรุปโดยย่อ: พระธรรม 2 ซามูเอลสามารถแบ่งออกเป็นสองตอนหลัก  ชัยชนะของดาวิด (บทที่ 1-10) และปัญหาของดาวิด (บทที่ 11-20)

The last part of the book (chapters 21-24) is a non-chronological appendix which contains further details of David’s reign.
ตอนสุดท้ายของพระธรรมเล่มนี้ (บทที่ 21-24) เป็นภาคผนวกที่ไม่ตามลำดับทางประวัติศาสตร์   ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการครองราชย์ของดาวิด
The book begins with David receiving news of the death of Saul and his sons.

พระธรรมเล่มนี้เริ่มต้นด้วยดาวิดได้รับข่าวว่าซาอูลและราชบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์

He proclaims a time of mourning.

พระองค์ทรงประกาศเวลาแห่งการไว้ทุกข์โศกเศร้า

Soon afterward, David is crowned king over Judah, while Ish-bosheth, one of Saul’s surviving sons, is crowned king over Israel (chapter 2).

หลังจากนั้นไม่นานดาวิดทรงเป็นกษัตริย์ปกครองยูดาห์  ในขณะที่อิชโบเชทซึ่งเป็นหนึ่งในราชบุตรของซาอูล  ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล (บทที่ 2)

A civil war follows, but Ish-bosheth is murdered, and the Israelites ask David to reign over them as well (chapters 4-5).
สงครามกลางเมืองตามมา   แต่อิชโบเชทถูกปลงพระชนม์   และชนชาติอิสราเอลขอให้ดาวิดปกครองพวกเขาด้วย (บทที่ 4-5)
David moves the country’s capital from Hebron to Jerusalem and later moves the Ark of the Covenant (chapters 5-6).

ดาวิดย้ายเมืองหลวงของประเทศจากเฮโบรนไปยังกรุงเยรูซาเล็ม    และต่อมาเคลื่อนย้ายหีบพันธสัญญา (บทที่ 5-6)

David’s plan to build a temple in Jerusalem is vetoed by God, who then promises David the following things:

พระเจ้าทรงระงับแผนการของดาวิดที่จะสร้างวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม  พระองค์ผู้ทรงสัญญากับดาวิดสิ่งต่อไปนี้:

1) David would have a son to rule after him;

1) ราชโอรสของดาวิดจะขึ้นครองราชย์หลังจากพระองค์

2) David’s son would build the temple;

2 ราชโอรสของดาวิดจะสร้างพระวิหาร

3) the throne occupied by David’s lineage would be established forever;

3) บัลลังก์ที่ถูกครอบครองโดยผู้สืบเชื้อสายของดาวิดจะได้รับการสถาปนาไว้ตลอดไป

4) God would never take His mercy from David’s house

4) พระเจ้าจะไม่ทรงละความเมตตาของพระองค์จากราชวงศ์ของดาวิด

2 Samuel 2 ซามูเอล 7:4-16 4But that same night the word of the LORD came to Nathan,

4แต่อยู่มาในคืนวันนั้นเอง   พระวจนะของพระเจ้ามาถึงนาธันว่า

5“Go and tell my servant David, ‘Thus says the LORD: Would you build me a house to dwell in?

5“จงไปบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า   'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   เจ้าจะสร้างนิเวศให้เราอยู่หรือ

6I have not lived in a house since the day I brought up the people of Israel from Egypt to this day, but I have been moving about in a tent for my dwelling.

6เราไม่เคยอยู่ในนิเวศนับ แต่วันที่เราพาคนอิสราเอลออกจากอียิปต์จนกระทั่งวันนี้   แต่เราก็ไปมากับเต็นท์และกับพลับพลา

7In all places where I have moved with all the people of Israel, did I speak a word with any of the judges of Israel, whom I commanded to shepherd my people Israel, saying, “Why have you not built me a house of cedar?”’

7ในที่ต่างๆที่เราได้เคลื่อนไปมากับชนชาติอิสราเอล ทั้งหมด   เราได้เคยพูดสักคำกับผู้วินิจฉัยของอิสราเอลคนใด   ผู้ที่เราบัญชาให้เขาเลี้ยงดูอิสราเอลประชากรของ เราหรือว่า   “ทำไมเจ้ามิได้สร้างนิเวศด้วยไม้สนสีดาร์ให้แก่เรา' ”

8Now, therefore, thus you shall say to my servant David, ‘Thus says the LORD of hosts, I took you from the pasture, from following the sheep, that you should be prince over my people Israel.

8เพราะฉะนั้น   บัดนี้เจ้าจงกล่าวแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า   'พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า   เราเอาเจ้ามาจากทุ่งหญ้า   จากการตามฝูงแพะ แกะ   เพื่อให้เจ้าเป็นเจ้าเหนืออิสราเอลประชากรของเรา

9And I have been with you wherever you went and have cut off all your enemies from before you. And I will make for you a great name, like the name of the great ones of the earth.

9เราได้อยู่กับเจ้าไม่ว่าเจ้าไปที่ไหน   และได้กำจัดศัตรูของเจ้าให้พ้นหน้าเจ้า   และเราจะกระทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตอย่างกับชื่อเสียงของผู้ใหญ่ในโลก

10And I will appoint a place for my people Israel and will plant them, so that they may dwell in their own place and be disturbed no more. And violent men shall afflict them no more, as formerly,

10และเราจะกำหนดที่หนึ่งให้อิสราเอลประชากรของเรา   และเราจะปลูกฝังเขาไว้เพื่อเขาทั้งหลายจะ ได้อยู่ในที่ของเขาเองและไม่ต้องถูกกวนใจอีก   และคนชั่วจะไม่ข่มเหงเขาอีกดังแต่ก่อนมา

11from the time that I appointed judges over my people Israel. And I will give you rest from all your enemies. Moreover, the LORD declares to you that the LORD will make you a house.

11ตั้งแต่สมัยเมื่อเราตั้งผู้วินิจฉัยเหนืออิสราเอล ประชากรของเรา   และเราจะให้เจ้าพ้นจากการรบศึกรอบด้าน   ยิ่งกว่านั้นอีก พระเจ้าตรัสแก่เจ้าว่า   พระเจ้าจะทรงให้เจ้ามีราชวงศ์

12When your days are fulfilled and you lie down with your fathers, I will raise up your offspring after you, who shall come from your body, and I will establish his kingdom.

12เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว   และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า   เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิด ขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเองและ เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา

13He shall build a house for my name, and I will establish the throne of his kingdom forever.

13เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อ นามของเราและเราจะสถาปนา บัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์

14I will be to him a father, and he shall be to me a son. When he commits iniquity, I will discipline him with the rod of men, with the stripes of the sons of men,

14เราจะเป็นบิดาของเขา   และเขาจะเป็นบุตรของเรา   ถ้าเขากระทำผิดเราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์   ด้วยการเฆี่ยนแห่งบุตรมนุษย์ทั้งหลาย

15but my steadfast love will not depart from him, as I took it from Saul, whom I put away from before you.

15แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่พรากไปจากเขาเสีย   ดังที่เราพรากไปจากซาอูล   ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า

16And your house and your kingdom shall be made sure forever before me Your throne shall be established forever.’”

16ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรง อยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์   และบัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์' ”
David leads Israel to victory over many of the enemy nations which surrounded them.

ดาวิดทรงนำชนชาติอิสราเอลไปสู่ชัยชนะต่อศัตรูหลายประเทศที่ล้อมรอบพวกเขา

He also shows kindness to the family of Jonathan by taking in Mephibosheth, Jonathan’s crippled son (chapters 8-10).
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสำแดงความเมตตาต่อครอบครัวของโยนาธาน  โดยการรับเมฟีโบเชท  ราชบุตรของโยนาธานผู้พิการ (บทที่ 8-10)

Then David falls. He lusts for a beautiful woman named Bathsheba, commits adultery with her, and then has her husband murdered (chapter 11).

แล้วดาวิดก็ล้มลง ทรงใฝ่ในกามตัณหาต่อหญิงสาวสวยชื่อบัทเชบา  ล่วงประเวณีกับเธอ  และจากนั้นได้สั่งฆ่าสามีของเธอ (บทที่ 11)

When Nathan the prophet confronts David with his sin, David confesses, and God graciously forgives.

เมื่อนาธานผู้เผยพระวจนะเผชิญหน้าดาวิดที่ทรงทำบาป    ดาวิดทรงสารภาพและพระเจ้าทรงพระกรุณาให้อภัย

However, the Lord tells David that trouble would arise from within his own household.
อย่างไรก็ตาม  พระเจ้าทรงตรัสกับดาวิดว่า ปัญหาจะเกิดขึ้นจากภายในราชวงศ์ของพระองค์

Trouble does come when David’s firstborn son, Amnon, rapes his half-sister, Tamar.

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโอรสองค์แรกของดาวิด   อัมโนนข่มขืนน้องสาวของเขาชื่อทามาร์

In retaliation, Tamar’s brother Absalom kills Amnon.

เพื่อเป็นการตอบโต้    พี่ชายของทามาร์คืออับซาโลมก็ฆ่าอัมโนนเสีย

Absalom then flees Jerusalem rather than face his father’s anger.

แล้วอับซาโลมก็หนีไปกรุงเยรูซาเล็มแทนที่จะเผชิญกับพระพิโรธของพระบิดา

Later, Absalom leads a revolt against David, and some of David’s former associates join the rebellion (chapters 15-16).

ต่อมาอับซาโลมนำการกบฏต่อต้านดาวิด   และอดีตเพื่อนร่วมงานบางส่วนของดาวิดเข้าร่วมทำการปฏิวัติ (บทที่ 15-16)

David is forced out of Jerusalem, and Absalom sets himself up as king for a short time.

ดาวิดทรงถูกบังคับให้ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม   และอับซาโลมตั้งตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ในช่วงเวลาสั้น

The usurper is overthrown, however, and—against David’s wishes—is killed. David mourns his fallen son.
อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วงชิงอำนาจก็ถูกคว่ำลง   และความปรารถนาของดาวิดถูกต่อต้าน – เขาถูกฆ่าตาย   ดาวิดทรงร้องไห้คร่ำครวญที่ราชโอรสสิ้นพระชนม์
A general feeling of unrest plagues the remainder of David’s reign.

บรรยากาศทั่วไปแห่งความไม่สงบ ทำให้รัชสมัยของดาวิดที่เหลือเกิดภัยพิบัติ

The men of Israel threaten to split from Judah, and David must suppress another uprising (chapter 20).
คนอิสราเอลขู่บังคับจะแยกออกจากยูดาห์   และดาวิดต้องทรงปราบการกบฏอีกครั้ง (บทที่ 20)
The book’s appendix includes information concerning a three-year famine in the land (chapter 21), a song of David (chapter 22), a record of the exploits of David’s bravest warriors (chapter 23), and David’s sinful census and the ensuing plague (chapter 24).
ภาคผนวกของพระธรรมเล่มนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับการกันดารอาหารสามปีในแผ่นดิน (บทที่ 21) บทเพลงของดาวิด (บทที่ 22) บันทึกการหาประโยชน์ของนักรบที่กล้าหาญของดาวิด (บทที่ 23) และการสำรวจประชากรของดาวิดผู้ทำบาป   และภัยพิบัติที่ตามมา (บทที่ 24)
Foreshadowings: The Lord Jesus Christ is seen primarily in two parts of 2 Samuel. First, the Davidic Covenant as outlined in 2 Samuel 7

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: เบื้องต้นจะเห็นองค์พระเยซูคริสต์ในสองตอนของพระธรรม 2 ซามูเอล  ประการแรก พันธสัญญาที่ทรงทำกับดาวิดตามโครงเรื่องในพระธรรม 2 ซามูเอลบทที่ 7

2 Samuel 2 ซามูเอล 7:16 16And your house and your kingdom shall be made sure forever before me. Your throne shall be established forever.’”

16ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรง อยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์   และบัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์'

This is reiterated in Luke 1:3-33 in the words of the angel who appeared to Mary to announce Jesus’ birth to her: “He will be great and will be called the Son of the Most High.

ข้อนี้ได้ถูกย้ำในลูกา 1: 3-33 เป็นคำพูดของทูตสวรรค์ที่ปรากฏต่อนางมารีย์  เพื่อประกาศแก่เธอว่าพระเยซูจะมาทรงบังเกิด: "พระองค์จะทรงยิ่งใหญ่และจะถูกเรียกว่าพระบุตรของพระผู้สูงสุด”

The Lord God will give him the throne of his father David, and he will reign over the house of Jacob forever; his kingdom will never end."

พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของราชวงศ์ดาวิดแก่พระองค์     และพระองค์จะทรงครอบครองวงศ์วานของยาโคบตลอดไป; ราชอาณาจักรของพระองค์ไม่มีวันสิ้นสุด "

Christ is the fulfillment of the Davidic Covenant; He is the Son of God in the line of David who will reign forever.
พระคริสต์ทรงทำให้พันธสัญญาที่ทรงกระทำต่อดาวิดสำเร็จ;  ทรงเป็นบุตรของพระเจ้าในเชื้อวงศ์ของดาวิด  ผู้ที่จะได้ครองราชย์ตลอดไป
Second, Jesus is seen in the song of David at the end of his life (2 Samuel 22:2-51). ประการที่สอง เราพบพระเยซูในบทเพลงของดาวิดในบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระองค์ (2 ซามูเอล 22: 2-51)

He sings of his rock, fortress and deliverer, his refuge and savior.

Jesus is our Rock

พระองค์ทรงร้องสรรเสริญศิลา  ป้อมปราการและผู้ช่วยให้พ้นภัย  ที่ลี้ภัยและพระผู้ช่วยให้รอด  พระเยซูทรงเป็นพระศิลาของเรา

1 Corinthians 1โครินธ์ 10:4 4I give thanks to my God always for you because of the grace of God that was given you in Christ Jesus,

4ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องท่านทั้งหลายเสมอ   เพราะพระคุณของพระเจ้าซึ่งทรงประทานแก่ท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์

1 Peter 1เปโตร 2:7-9 7So the honor is for you who believe, but for those who do not believe, “The stone that the builders rejected has become the cornerstone,”

7พระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ   แต่สำหรับคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อนั้น ศิลาที่ช่างก่อทิ้งเสียแล้วนั้น  ได้กลับกลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว  

8and “A stone of stumbling, and a rock of offense.”  They stumble because they disobey the word, as they were destined to do.

8และ เป็นหินที่ทำให้คนสะดุด    และเป็นที่ทำให้คนหกล้ม   ที่เขาสะดุดนั้น   เพราะเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า   ตามที่เขาถูกกำหนดให้กระทำเช่นนั้น  

9But you are a chosen race, a royal priesthood, a holy nation, a people for his own possession, that you may proclaim the excellencies of him who called you out of darkness into His marvelous light.

9แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว   เป็นพวกปุโรหิตหลวง   เป็นประชาชาติบริสุทธิ์   เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ   เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด   เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์

The Deliverer of Israel

ผู้ปลดปล่อยอิสราเอล

Romans โรม 11:25-27 25Lest you be wise in your own conceits, I want you to understand this mystery, brothers: a partial hardening has come upon Israel, until the fullness of the Gentiles has come in.

25พี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะอวดรู้   จึงอยากให้ท่านเข้าใจข้อความอันล้ำลึกนี้   คือเรื่องที่บางคนในพวกอิสราเอลมีใจแข็งกระด้างไป   จนทำให้พวกต่างชาติได้เข้ามาครบจำนวน

26And in this way all Israel will be saved, as it is written, “The Deliverer will come from Zion, he will banish ungodliness from Jacob”;

26และเมื่อเป็นดังนั้น   พวกอิสราเอลทั้งปวงก็จะได้รับความรอด   ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า   พระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จมาจากเมืองศิโยน และจะทรงกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไปจากยาโคบ  

27“and this will be my covenant with them when I take away their sins.”

27และนี่แหละจะเป็นพันธสัญญาของเรากับเขาทั้งหลาย   เมื่อเรายกโทษบาปของเขา  

The fortress

Hebrews ฮีบรู 6:18 18so that by two unchangeable things, in which it is impossible for God to lie, we who have fled for refuge might have strong encouragement to hold fast to the hope set before us.

18เพื่อว่าโดยสองประการที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้   (พระเจ้าจะไม่ตรัสมุสา)   เราผู้ที่ได้หนีไปยึดความหวังซึ่งมีอยู่ตรงหน้า   เราจึงจะได้รับการชูใจอย่างมากมาย

Our only Savior

พระผู้ช่วยให้รอดของเราเท่านั้น

Luke ลูกา 2:11 11And there appeared to him an angel of the Lord standing on the right side of the altar of incense.

11ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้า   มาปรากฏแก่เศคาริยาห์ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมบูชา

2 Timothy 2 ทิโมธี 1:10 10and which now has been manifested through the appearing of our Savior Christ Jesus, who abolished death and brought life and immortality to light through the gospel,

10และบัดนี้ได้ทรงสำแดงให้ประจักษ์   โดยการที่พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จมา   ผู้ได้ทรงกำจัดความตายให้สูญสิ้น   และได้ทรงกระทำให้ชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้งโดยข่าวประเสริฐ
Practical Application: Anyone can fall.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: ทุกคนสามารถล้มลงได้

Even a man like David, who truly desired to follow God and who was richly blessed by God, was susceptible to temptation.

แม้แต่คนอย่างดาวิด  ผู้ทรงต้องการจะติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง   และผู้ที่ได้รับพรจากพระเจ้าเหลือล้น ก็พบความเสี่ยงต่อการทดลอง

David’s sin with Bathsheba should be a warning to all of us to guard ours heart, our eyes and our minds.

ความบาปของดาวิดกับบัทเชบาควรจะเตือนเราทุกคนให้ระวังจิตใจของเรา  ตาของเราและความคิดของเรา

Pride over our spiritual maturity and our ability to withstand temptation in our own strength is the first step to a downfall.

ความหยิ่งลำพองใจในความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ    และความสามารถที่เราอดทนต่อสิ่งทดลองด้วยกำลังของเราเอง   เป็นบันไดแรกนำไปสู่หายนะ

1 Corinthians โครินธ์ 10:12 12Therefore let anyone who thinks that he stands take heed lest he fall.

12เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว   ก็จงระวังให้ดี   กลัวว่าจะล้มลง
God is gracious to forgive even the most heinous sins when we truly repent.

พระเจ้าทรงเป็นความสง่างามที่จะทรงให้อภัยแม้เราทำบาปชั่วร้ายที่สุด   เมื่อเรากลับใจอย่างแท้จริง

However, healing the wound caused by sin does not always erase the scar.

อย่างไรก็ตามการรักษาแผลที่เกิดจากความผิดบาปไม่เคยลบรอยแผลเป็น

Sin has natural consequences, and even after he was forgiven, David reaped what he had sown.

บาปมีผลกระทบตามมาเป็นธรรมดา และแม้หลังจากที่ทรงได้รับการอภัย   ดาวิดทรงเก็บเกี่ยวสิ่งที่ทรงหว่านไป

His son from the illicit union with another man’s wife was taken from him

ราชโอรสที่ประสูติจากการร่วมกันทำผิดบทบัญญัติกับภรรยาของชายอีกคนหนึ่ง  ต้องสิ้นชีวิตจากพระองค์ไป

2 Samuel 2 ซามูเอล 12:14-24 14Nevertheless, because by this deed you have utterly scorned the LORD, the child who is born to you shall die.”

14อย่างไรก็ตาม   เพราะฝ่าพระบาทได้เหยียดหยามพระเจ้าอย่าง ที่สุดด้วยการกระทำครั้งนี้   ราชบุตรที่จะประสูติมานั้นจะต้องสิ้นชีวิต”

15Then Nathan went to his house. And the LORD afflicted the child that Uriah's wife bore to David, and he became sick.

15แล้วนาธันก็กลับไปยังบ้านของตน   แล้วพระเจ้าทรงกระทำแก่บุตร     ซึ่งภรรยาของอุรีอาห์บังเกิดกับดาวิด   และพระกุมารนั้นก็ประชวรหนัก

16David therefore sought God on behalf of the child. And David fasted and went in and lay all night on the ground.

16ดาวิดก็ทรงอ้อนวอนต่อพระเจ้าเพื่อพระกุมารนั้น   และดาวิดทรงอดพระกระยาหารและบรรทมบนพื้นดิน คืนยังรุ่ง

17And the elders of his house stood beside him, to raise him from the ground, but he would not, nor did he eat food with them.

17บรรดาพวกผู้ใหญ่ในราชสำนักของพระองค์ก็ ลุกขึ้นมายืนเข้าเฝ้าอยู่   หมายจะทูลเชิญให้พระองค์ทรงลุกจากพื้นดิน   แต่พระองค์หาทรงยอมไม่   หรือหาทรงรับประทานกับเขาทั้งหลายไม่

18On the seventh day the child died. And the servants of David were afraid to tell him that the child was dead, for they said, “Behold, while the child was yet alive, we spoke to him, and he did not listen to us. How then can we say to him the child is dead? He may do himself some harm.”

18พอวันที่เจ็ดพระกุมารนั้นก็สิ้นพระชนม์   ส่วนข้าราชการของดาวิดก็กลัวไม่กล้า กราบทูลดาวิดว่าเด็กนั้นสิ้นชีวิตแล้ว   เขาพูดกันว่า   “ดูเถิด  เมื่อพระกุมารนั้นทรงพระชนม์อยู่   เราทูลพระองค์   พระองค์หาทรงฟังเสียงของเราไม่   แล้วเราทั้งหลายอาจจะกราบทูลได้อย่างไรว่า   พระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว   พระองค์ก็จะกระทำอันตรายต่อพระองค์เอง”

19But when David saw that his servants were whispering together, David understood that the child was dead. And David said to his servants, “Is the child dead?” They said, “He is dead.”

19แต่เมื่อดาวิดทอดพระเนตรเห็นข้าราชการ กระซิบกระซาบกันอยู่   ดาวิดเข้าพระทัยว่าพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว   ดาวิดจึงรับสั่งถามข้าราชการของพระองค์ว่า   “เด็กนั้นสิ้นชีวิตแล้วหรือ”   เขาทูลตอบว่า   “สิ้นชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

20Then David arose from the earth and washed and anointed himself and changed his clothes. And he went into the house of the LORD and worshiped. He then went to his own house. And when he asked, they set food before him, and he ate.

20แล้วดาวิดทรงลุกขึ้นจากพื้นดิน   ชำระพระกายชโลมพระองค์ และทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์   ทรงดำเนินเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้าและทรงนมัสการ   แล้วเสด็จไปสู่พระราชวังของพระองค์   รับสั่งให้นำพระกระยาหารมา   เขาก็จัดพระกระยาหารให้พระองค์เสวย

21Then his servants said to him, “What is this thing that you have done? You fasted and wept for the child while he was alive; but when the child died, you arose and ate food.”

21ข้าราชการจึงทูลถามพระองค์ว่า   “เป็นไฉนฝ่าพระบาททรงกระทำเช่นนี้   ฝ่าพระบาททรงอดพระกระยาหาร และกันแสงเพื่อพระกุมารนั้นเมื่อทรงพระชนม์อยู่   แต่เมื่อพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว   ฝ่าพระบาทก็ทรงลุกขึ้นเสวยพระกระยาหาร”

22He said, “While the child was still alive, I fasted and wept, for I said, ‘Who knows whether the LORD will be gracious to me, that the child may live?’

22พระองค์รับสั่งว่า   “เมื่อเด็กนั้นมีชีวิตอยู่   เราอดอาหารและร้องไห้   เพราะเราว่า   'ใครจะทราบได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเรา โปรดให้เด็กนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่'

23But now he is dead. Why should I fast? Can I bring him back again? I shall go to him, but he will not return to me.”

23แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม   เราจะทำเด็กให้ฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือ   มีแต่เราจะตามทางเด็กนั้นไป   เขาจะกลับมาหาเราหามิได้”  

24Then David comforted his wife, Bathsheba, and went in to her and lay with her, and she bore a son, and he called his name Solomon. And the LORD loved him

24ฝ่ายดาวิดทรงเล้าโลมใจบัทเชบามเหสีของพระองค์   และทรงสมสู่กับพระนาง   พระนางก็ประสูติบุตรชายคนหนึ่งชื่อซาโลมอน   และพระเจ้าทรงรักซาโลมอน

David suffered the misery of a break in his loving relationship with his heavenly Father (Psalms 32 and 51).

ดาวิดทรงทนทุกข์เศร้าโศกที่ความรักความสามัคคีธรรมกับพระบิดาในสวรรค์แตกหักไป (สดุดี 32 และ 51)

How much better to avoid sin in the first place, rather than having to seek forgiveness later!

จะดีกว่าเพียงใดหากจะหลีกเลี่ยงความผิดบาปเป็นอันดับแรก   แทนที่จะต้องไปแสวงหาการอภัยโทษในภายหลัง!

www.gotquestions.org/Thai

2 Samuel

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top